1/4000 sec. (หนึ่งในสี่พันส่วนของวินาที)
๑
เด็กสาวนั่งคุดคู้ชันเข่าอยู่บนโซฟาหนังสีซอกโกแลตขนาดสองที่นั่ง ในมือถือหนังสือเรียนวิชาฟิสิกส์ดวงตาไล่อ่านเนื้อหาในหน้ากระดาษผ่านแว่นสายตาหนาด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย เสียงลากเท้าที่ดังตรงเข้ามาทำให้เธอแบ่งแยกสมาธิเหลือบตาไปพบกับหญิงรับใช้เดินตรงเข้ามาพร้อมกับถาดโลหะ กลิ่นหอมของกาแฟเอสเปรสโซโชยมาตามสายลมพัดเอื่อย เธอกวาดสายตากลับมาอยู่หน้าหนังสือ เงี่ยหูฟังเสียงกระทบของจานรองแก้วและถ้วยกาแฟขณะวางลงบนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยด้านหน้าโซฟา หญิงรับใช้เดินสืบเท้าออกไปค้อมศีรษะให้สตรีผู้หนึ่งที่เดินสวนมุ่งตรงมายังเด็กสาว เธอดูดีในชุดเสื้อผ้าสไตล์บูติกลวดลายสดใส
“กาแฟทำให้ฟันไม่สวยนะหนูนา น้ำส้มน่าจะเหมาะกับลูกมากกว่า”
“หนูไม่ใช่นางเอกสักหน่อย” เด็กสาวทำเสียงตัดพ้อพลิกหนังสือไปยังหน้าต่อไป เสียงช้อนโลหะกระทบถ้วยกระเบื้องส่งเสียงก๊องแก๊งดึงความสนใจของเธอให้ลดหนังสือที่อ่านอยู่ลงมา ก่อนหย่อนขาจากโซฟาขยับสะโพกนั่งหลังตรงตามปรกติ แม่ของเธออมยิ้มคนกาแฟกับนมข้นหวานให้เข้ากันเลื่อนมาตรงหน้า
“ของขวัญพี่เค้าเป็นยังไงบ้างหนูนา”
“โน้นไงคะ” เด็กสาวยกมือชี้กล่องพัสดุจากต่างประเทศบนโต๊ะ กล้องถ่ายรูปดิจิตัลสีดำดูเทอะทะตั้งอยู่บนแผ่นกันกระแทก สำหรับเธอมันใหญ่เกินไปสำหรับการพกไปไหนมาไหน
“แม่หมายถึงหนูนารู้สึกยังไงบ้าง ดีใจหรือเปล่ากับของขวัญวันเกิดที่พี่ซื้อให้” เด็กสาวถอนหายใจแทนคำตอบ ผู้เป็นแม่เลิกคิ้วสงสัยก่อนเอื้อมมือไปหยิบการ์ดอวยพรวันเกิดภายในกล่อง เมื่อเปิดออกมาถึงกับหัวเราะพรืดส่งการ์ดวันเกิดให้ลูกสาวดู
“พี่เค้าว่าให้เราลองหางานอดิเรกทำบ้างนะหนูนา” เด็กสาวเบ้ปากรับคำทันที
*************
พี่ชายของหนูนาจะติดต่อกับเธอผ่านทางจดหมายโดยแยกกับของคุณแม่เธอและให้เธอตอบกลับด้วยวิธีการเดียวกัน บางทีการโทรศัพท์อาจจะสะดวกกว่าในค่าใช้จ่ายที่ไม่ต่างกัน พี่ชายของเธอก็อ้างว่าสำหรับคนอยู่ไกลจดหมายมีค่ามากกว่าเสียงพูดเพราะเวลาคิดถึงก็สามารถหยิบออกมาอ่านได้ หนูนาจึงเสนอว่าควรใช้ จดหมายอีเล็กโทนิก พี่ชายแสนดีก็อ้างอีกว่าไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าเห็นลายมือหัวกลมอันแสนน่ารักของเธอ เธอรู้ว่าหากเถียงต่อไปพี่ชายเธอต้องพูดว่ารอยกดของปากกาบนกระดาษเขียนจดหมายให้ความรู้สึกถึงความมีชีวิต
ดูๆเป็นพี่ชายที่ติดน้องสาวแต่จริงๆเป็นพวกขี้แกล้ง พี่ชายเธอชอบซื้อชุดกระโปรงยาวไซส์ยุโรปมาให้โดยไม่สนใจความสูงเพียง ๑๖๐ เซนติเมตรของเธอ มันก็ไม่ต่างกับการนำปลอกคอของเซนเบอนาดมาสวมให้กับสุนัขพุดเดิ้ล ตอนหลังคุณแม่ของเธอค่อยมาเล่าให้ฟังว่าที่พี่ชอบซื้อชุดที่เธอใส่ไม่ได้เพราะหวังว่าเธอจะมีแรงฮึดพยายามตัวสูงขึ้นหรือช่างแต่งตัวขึ้นมาบ้าง แต่สุดท้ายผลมันออกมาทางตรงกันข้ามจากความประทับใจแรกที่ต้องสวมชุดกระโปรงหลวมโพรกเดินออกมาให้ทุกคนในครอบครัวหัวเราะ...
กล้องถ่ายรูปของขวัญราคาแพงจากพี่ชายถูกนำเก็บใส่กล่องที่เดียวกับพวกเสื้อผ้าไซด์ยักษ์ทีต่อให้เธอโตไปกว่านี้ก็ไม่มีทางสวมมันได้ หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปจดหมายจากพี่ชายก็มาถึงบอกให้ไปช่วยถ่ายรูปต้นคริสมาสต์ขนาดใหญ่ที่นำมาตั้งที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง หนูนากะว่าจะทำเป็นไม่สนใจแต่ก็โดนแม่ถามว่าเขียนจดหมายขอบคุณพี่หรือยังเรื่องของขวัญวันเกิด หนูนาสั่นศีรษะจนผมเปียสองข้างส่ายไปมา แม่ของเธอชักสีหน้าเข้าใส่ รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่ประจำจางหายไปแทบจะทันที
“ไม่ได้นะพี่เค้ายังคิดถึงเราขนาดส่งของขวัญมาให้เลย ชอบไม่ชอบยังไงก็ต้องขอบคุณ” คุณแม่ของเธอกล่าวน้ำเสียงเรียบซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้ในครอบครัวว่ากำลังโมโหมาก
“ก็...พี่เค้าจะให้หนูไปถ่ายรูปต้นคริสมาสต์ ที่ซื้อกล้องนี่จริงจะใช้ไปถ่ายรูปที่นั้นที่นี่ส่งไปให้ดูมากกว่า” เด็กสาวตั้งท่าจะฟ้อง
“ดีเลยแคร์ครีมของแม่ก็กำลังจะหมด หนูนาแวะเข้าไปซื้อมาให้ด้วยนะ”...
*************
ห้างสรรพสินค้าในวันหยุดเป็นอะไรที่เธอไม่เคยคิดอยากจะเผชิญหน้า ด้วยเหตุผลของจำนวนผู้คนที่มาเที่ยวกัน หนูนาสวมเชิ้ตผ้าซีฟองคอเต่าแขนยาวมีระบายเล็กๆให้ดูหวาน เสื้อสีอ่อนกระซับพอดีกับรูปร่างเล็กของเธอ กางเกงขายาวสีเข้มเข้าชุดพอดีกับร้องเท้าแตะโทนสีเงิน คุณแม่เธอดูมีความสุขที่จับลูกสาวแต่งตัวเป็นเหมือนของเล่นแต่ภาพสะท้อนในกระจกดูมันไม่เหมาะกับเธอแม้แต่น้อย
สายตาของหนูนาสั้นมากเมื่อถอดแว่นออกภาพรอบข้างมัวหมองไม่สามารถจำแนกได้ว่าอะไรคืออะไรจนกว่าจะเข้าระยะสองฟุต การสวมแว่นทำให้เธอเห็นทุกอย่างชัดเจน แต่ภาพรอบข้างกลับให้ความรู้สึกหลอกลวงไร้รสชาติ สายตาของผู้คนที่มองเธอคล้ายกำลังหัวเราะเยาะ เธอจึงก้มหน้าลงไม่สบตากับใคร
ต้นคริสมาสต์ใหญ่สูงกว่าตึกสี่ชั้นตั้งอยู่กลางลานกว้างหน้าศูนย์การค้า ขนาดของมันน่าตื่นตาตื่นใจ ปิดบังทิวทัศน์ที่เคยมืดมัวให้สดใสด้วยสีเขียวและของประดับตกแต่ง ลูกบอลคริสมาสต์สีแดงน้ำเงินเหลืองสะท้อนแสงแดดแวบวาบเป็นไฟกระพริบทั่วทั้งต้น หนูนาจับกล้องถ่ายรูปขึ้นมาซูมเข้าซูมออกอยู่นานกว่าจะกดปุ่มบันทึกภาพ รูปบนหน้าจอแสดงผลดูคมชัดสวยงาม...
*************
หนูนาจับรูปที่ถ่ายมาหลังล้างอัดด้วยกระดาษโฟโต้ ขยับแว่นสายตาหนาถอดออกมองดูด้วยตาเปล่านิ่งเงียบไปพักหนึ่งก็ยิ้มออกมา กระตุกร่างลุกขึ้นจากโซฟาสีซอกโกแลต จับกล้องสีดำเทอะทะน้ำหนักกว่า ๗๐๐ กรัม เดินออกไปหาโลเกชั่นถ่ายภาพ
๒
แม้ว่าโรงเรียนของหนูนาจะเป็นโรงเรียนเอกชนแต่ชุดนักเรียนถูกเปลี่ยนมาใช้ตามแบบโรงเรียนมัธยมทั่วไป จากชุดกระโปรงเอี๊ยมสีดำสวมทับเสื้อเชิ้ตแขนยาวกลัดกระดุมข้อมือ มาเป็นเสื้อเชิ้ตคอปกแขนตุ๊กตา ปักเข็มกลัดตราโรงเรียนทรงกลมที่อกซ้ายสวมกระโปรงจีบสีน้ำเงินยาวพอดีเข่า แต่หนูนามีกล้องถ่ายรูปดิจิตัลสีดำดูเทอะทะคล้องคอ เธอมองเงาสะท้อนตัวเองในกระจกยอมรับว่าดูไม่จืด แว่นหนากรอบสีดำใหญ่ปิดใบหน้ากับผมเปียสองข้างดูเจ้าระเบียบทำให้ไม่ค่อยมีใครเข้ามาใกล้เธออยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มกล้องนี้เข้าไปรับรองว่าเธอต้องกลายเป็นตัวประหลาด หนูนายกมือขึ้นทั้งสองข้างกางมือเป็นกงเล็บหลอกตัวเองในกระจก ร้องแยกเขี้ยว สัตว์ประหลาดๆ...
*************
การพกกล้องมาโรงเรียนวันแรกก็เกิดเรื่องตั้งแต่หน้าประตูโรงเรียน ดูเหมือนครูปกครองจะไม่ค่อยเห็นด้วยที่หนูนาจะพกของราคาแพงที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหรือวิชาการเรียนการสอนมาโรงเรียน หนูนาไม่เก่งอธิบายนักเธอพยักหน้ารับทราบ ในใจอดเถียงไม่ได้ เพราะคิดว่าอย่างไรของอย่างกล้องถ่ายรูปถึงจะแพงก็ดูไม่เป็นสินค้าอวดรวยเพราะเธอเอาไว้ใช้งาน จะว่าเป็นอุปกรณ์แฟชั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ฉันว่าแกคงสนใจการถ่ายรูปจริงๆ ถึงได้แบกกล้องหนักๆแบบนี้มาโรงเรียนด้วย” เสียงของครูสาวคนหนึ่งพูดขึ้น ครูผู้ชายหันไปเปลี่ยนท่าทีเป็นสำรวมขึ้นมา ครูอาริยาบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดเป็นครูไม่กี่คนที่หนูนาพอจะจำชื่อได้เพราะเธอใช้บริการในการยืมหนังสือเป็นประจำ
“แต่ว่าโรงเรียนเรามีกฎเขียนชัดเจนนะครับว่าห้ามนักเรียนเอาสิ่งของที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนหรือการทำกิจกรรมมาโรงเรียน ยิ่งของราคาแพงๆด้วยแล้ว...”
“เอาว่าฉันขอไว้แล้วกันนะคะ” ครูสาวยิ้มเย็นใบหน้าบอกชัดว่าเธอเป็นผู้ถือไพ่ที่เหนือกว่า ครูผู้ชายหันเดินออกไปทันที สีหน้ามั่นใจของครูอาริยาผ่อนคลายลงคล้ายเป็นหน้ากากที่ถูกปลดออกจากใบหน้า
“ขอบคุณคะ” หนูนายกมือไหว้ถอนสายบัว
“เธอชื่ออะไรนะ ทะนิด”
“กนิษฐิกาค่ะ”
“กะ นิด ถิ กา” ครูสาวขมวดคิ้ว “ชื่อเล่นละ”
“นาค่ะ” เด็กสาวไม่กล้าตอบตามตรง
“นา ไม่น่ารักเลย ครูเรียกหนูนาแล้วกัน ถ้ามีครูคนไหนถามเรื่องกล้อง หนูนาก็บอกไปแล้วกันว่าทำงานให้กับครูอาริยา” ครูสาวขยิบตาก่อนเดินกลับเข้าไปคุยกับพวกครูในห้องปกครอง หนูนายืนงงก่อนพยักหน้าบอกกับตัวเองว่าเสร็จธุระและออกจากห้องปกครองไป...
*************
ความเร็วชัตเตอร์หนึ่งในสี่พันส่วนของวินาทีทำให้กล้องถ่ายรูปสามารถจับภาพที่สายตามนุษย์ไม่สามารถเสพได้ หนูนามองว่าแต่ละภาพต่างมีรสชาติของมัน รูปตัวต่อที่บินฉวัดเฉวียนทำรังอยู่มุมตึกหยุดนิ่งในมุมที่สวยที่สุด สีเหลืองและดำที่คมชัดทำให้ดูเหมือนสัตว์ประหลาดต่างดาว ภาพนกกระจาบกำลังตั้งท่าบินจากกิ่งไม้หรือจะเป็นภาพพวกมันคลอเคลียกันบนต้นตะขบต่างก็เป็นรสชาติที่น่าดู ภาพแมวขู่ฟ่อขนทั้งลำตัวตั้งชันแยกเขี้ยวดูตึงเครียด หรือภาพการต่อสู้ฝุ่นตลบของแมวสองตัวที่ตะปบเล็บเข้าใส่กัน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้สมองสามารถกลั่นภาพเคลื่อนไหวเหล่านั้นฉายได้หลายต่อหลายครั้ง
ห้องสมุดของโรงเรียนตั้งอยู่ในอาคารสามชั้นแยกต่างหากกับตึกเรียนเรียกว่าหอสมุด ภายนอกเป็นตึกทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา ภายในตกแต่งด้วยสีทึบของไม้แดงและเน้นย้ำด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ให้ดูมีความเป็นเอกภาพ ส่วนโค้งก้นหอยถูกเสริมให้ตู้หนังสือโต๊ะเก้าอี้ให้ดูหรูหราหลายสิ่งหลายอย่างมองดูว่าเกินความจำเป็นและเกินตัวไปกว่าการเป็นห้องสมุดในโรงเรียนมัธยม
แต่ยังมีสิ่งที่น่าแปลกใจกว่าคือในรายนามผู้บริจาคให้กับห้องสมุดกลับมีชื่อของครูอาริยาติดอยู่ในอันดับแรกด้วยจำนวนเงินบริจาคหลายล้านบาท
ครูอาริยาเอ่ยปากกับหนูนาอยากทำโปสการ์ดขายศิษย์เก่า เรื่องนี้ถูกเกริ่นขึ้นขณะที่หนูนามายืมหนังสือที่โต๊ะไม้ขนาดใหญ่หน้าทางออก บัตรนักเรียนถูกแสกนพร้อมหนังสือเป็นการบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์
“หนูนาว่าไงจ๊ะพอจะทำได้มั้ย” ครูอาริยาเลื่อนหนังสือพร้อมบัตรนักเรียนส่งให้เด็กสาว หนูนาพยักหน้ารับก้มหน้าก้มตาไม่กล้าที่จะจ้องหน้าครูสาวโดยตรง
“ได้ค่ะ” ครูสาวย่อตัวลงเลื่อนใบหน้าตามลงไปพยายามให้อยู่ในกรอบสายตาของเด็กสาว หนูนาเบิกตาโตเพราะคาดไม่ถึง เลือดลมตีขึ้นใบหน้าจนร้อนผ่าว
“แล้วจะรอนะ” ครูอาริยายิ้มจนพวงแก้มผ่อง เด็กสาวหน้าแดงวูบรีบคว้าหนังสือบนโต๊ะเร่งเดินออกไปยังตู้เก็บรองเท้า ขณะยอตัวลงสวมใส่ก็ลอบมองกลับไปยังโต๊ะรับคืนยืมหนังสือ ครูอาริยากล่าวทักทายพูดคุยกับนักเรียนอย่างอารมณ์ดี หนูนาบอกกับตัวเองว่าเธอไม่ใช่คนพิเศษอะไรหรอก..
*************
ครูอาริยาเปลี่ยนนามสกุลหลังจากแต่งงานมาได้พักใหญ่แล้ว หนูนาทราบเรื่องนี้ก็รู้สึกเศร้านิดๆ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นขบขันในความคิดของตัวเองต่อครูสาว ก่อนจะตั้งอกตั้งใจตีโจทย์เรื่องของภาพถ่ายทำโปสการ์ด หนูนารู้สึกว่าต้นตะขบที่ปลูกอยู่ระหว่างตึกเรียนที่สองและสามน่าจะเหมาะเพราะต้นตะขบที่อยู่มาหลายสิบปีแบบนี้คงมีไม่มากนัก ลำต้นยึดกับพื้นดินกว้างขนาดสามคนโอบแทงยอดสูงกว่าตึกสามชั้น กิ่งก้านแผ่สาขาคลุมไปทั่วบริเวณ สร้างบรรยากาศร่มครึ้ม ลูกตะขบส่งกลิ่นหอมหวานเป็นอาหารให้นกกระจาบจิกกิน บางส่วนตกลงมาก็ถูกเดินเหยียบบี้แบนติดกับพื้นอิฐตัวหนอนที่ปูเรียบเสมอกันทั้งลานกว้าง
หนูนากวาดตามองหามุมถ่ายรูป เดินวนไปวนมาบันทึกไปสองสามรูปก็ส่ายศีรษะเบ้ปากออกมา ถอยหลังออกไปถ่ายจากไกลๆให้ติดตัวตึกก็ยังดูธรรมดาไม่น่าสนใจ เสียงสัญญาณหมดเวลาพักดังไล่มาจากตึกหนึ่งประสานเสียงกันในแต่ละตึกก่อนจะเงียบลงไป หนูนาบันทึกภาพสุดท้ายรูปที่แสดงอยู่บนหน้าจอผลึกเหลวไม่สวยอย่างที่คิด...
ก่อนกลับบ้านหนูนาสั่งคนขับรถพาเธอนำรูปไปอัดลงกระดาษโฟโต้เคลือบมัน ภาพที่ได้คมชัดสวยงามดี แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เธอเปลี่ยนชุดนักเรียนเป็นกางเกงผ้าฝ้ายขายาวกับเสื้อคอกลมสีอ่อนถือรูปที่ถ่ายมาทั้งหมดไปนั่งบนโซฟาสีซอกโกแลตนอกชานบ้าน นั่งชันเข่าอันเป็นท่าประจำนำรูปมาสลับดู ก่อนสะดุดที่รูปถ่ายใบหนึ่ง เป็นภาพถ่ายแหงนขึ้นด้านบนของต้นตะขบ ช่วงกิ่งเหมือนมีเงาเป็นรูปทรงรีห้อยลงมา หนูนาขมวดคิ้วก่อนถอดแว่นออกนำรูปมาดูชัดๆด้วยสายตาตัวเอง เงานั้นรูปร่างเหมือนคน
“พี่ส่งจดหมายมานะหนูนา” เด็กสาวสะดุ้งวูบหันไปตามต้นเสียง แม่ของเธอเดินถือซองจดหมายเดินขอบด้วยสีแดงสลับน้ำเงิน หนูนาสวมแว่นไว้ตามเดิมพลางวางรูปที่ถ่ายลงบนโต๊ะ
“ขอบคุณค่ะ หนูเพิ่งส่งรูปไปเองไม่ใช่ว่าส่งจดหมายมาทวงหรอกนะ” เธอเลื่อนขาทั้งสองนั่งในท่าปรกติ รับจดหมายพลิกดูซองหน้าหลังก่อนเริ่มใช้เล็บจิกที่ขอบซองฉีกออกอย่างระวัง
“รูปต้นตะขบที่โรงเรียนหรือเปล่านี่”
“ค่ะ”
“ยังดู...น่ากลัวเหมือนเดิม...” คุณแม่ของเธอกล่าวเสียงเย็น
“น่ากลัว ทำไมเหรอคะ” หนูนาดึงซองจดหมายออกมาขณะหันมองแม่ของเธอ
“สมัยก่อนมีเรื่องเล่าว่ามีคนอกหักประชดรักโดยการผูกคอตายที่ใต้ต้นตะขบนี่ละ”
“อะไรนะคะ”
“ต่อมากลายเป็นวิญญาณคอยวนเวียนหาคนรักในโรงเรียน บางทีก็เอาเด็กนักเรียนไปซ่อนในโรงเรียนอีกมิติที่ไม่มีคนอยู่ เพื่อเรียกร้องขอความรัก...”
“เรื่องแต่งมากกว่าหนูว่า” หนูนาแย้งทำท่าไม่สนใจ เปิดจดหมายของพี่ชายเธออ่าน คุณแม่ของเธอแอบยิ้มให้ลูกสาว
“หากคนที่ถูกจับไปไม่รับรักก็จะโดนร้องถามเป็นระยะๆว่า เธอรักฉันมั้ย เธอรักฉันมั้ย ทำให้ต้องวิ่งหนีอยู่ในโรงเรียนที่ไร้ผู้คน สุดท้ายหากตอบไปว่า รัก ก็จะโดนดึงวิญญาณออกจากร่างและจะพบเป็นศพตายอยู่ในโรงเรียนใต้ต้นตะขบ” คุณแม่กล่าวเสียงเนิบนาบให้เข้ากับเรื่องที่เล่า หนูนาเหลือบตาหันไปมองแม่เธออยากถามว่าที่พูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า...
๓
สวัสดีหนูนา
ขอบใจมากสำหรับต้นคริสมาสต์ที่หนูส่งมาให้พี่รวมถึงรูปอื่นๆ เพื่อนของพี่ที่เป็นช่างภาพชมเปาะว่า หนูน่าจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ ถ้าหนูชอบ ช่วงปิดเทอมจะมาลองเข้าคอร์สเรียนถ่ายภาพที่นี่ดูดีมั้ย ประเทศนี่ถูกเรียกว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะ มีที่ให้ถ่ายรูปเยอะ
อยากเห็นหนูถ่ายภาพคนมาให้พี่ดูบ้าง
20 ธันวา ร้านกาแฟในเวนิส
เลนส์พาโนราม่าถูกนำมาเปลี่ยนแทนเลนส์ซูม เด็กสาวหวังหาความแตกต่างจากภาพในมุมกว้างบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมนอกจากภาพที่กว้างขึ้น ครูอาริยาดูรูปที่ล้างอัดมาที่ละรูปก่อนสะดุดอยู่ที่ภาพหนึ่ง ครูสาวขมวดคิ้วหรี่ตาจับจ้องจุดผิดปรกติผ่านแว่นกรอบบาง
“เงานี่ดูเหมือนคนแขวนคอตายเลยว่ามั้ย” หนูนาฟังแล้วหน้าซีดทันที ครูสาวหัวเราะสีหน้าของเธอ
“คงไม่ใช่ มั้งคะ” หนูนาแย้ง ครูสาวพยักหน้ารับเปลี่ยนเป็นนั่งท้าวคางก้มลงพิจารณารูปบนโต๊ะคล้ายกำลังตัดสินใจเลือกของชิ้นหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวอีกครั้ง ขยับมือถูกันเล็กเมื่อตัดสินใจได้
“ต้นตะขบมีเรื่องเล่าสยองขวัญด้วยนะหนูนาเคยฟังหรือเปล่า” ครูสาวถามขึ้นขณะมือเลื่อนไปหยิบหนังสือเล่มขนาดพ๊อกเก็ตบุ๊กเล่มหนึ่งออกมาส่งให้กับหนูนา
“ค่ะ เคยได้ยินแล้ว”
“ในหนังสือเล่มนี้รวมเรื่องเล่าและตำนานมากมายในโรงเรียนที่นักเรียนแต่ละรุ่นขยันสร้างไว้ ลองอ่านดูสิ” หนูนารับมาดูหน้าปก ‘เรื่องเล่าหลากวิญญาณในโรงเรียนสวนพลู’
“เป็นหนังสือทำมือ...” เธอพลิกหน้าปก ตัวหนังสือด้านในเป็นลายมือแบบหวัดเขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีน้ำเงินแต่กลับอ่านไม่ยากเพราะตัดเว้นช่องไฟระยะห่างอย่างระเบียบ รูปเล่มมีการเย็บสันและอัดกาวอย่างเรียบร้อย
“จ๊ะ เป็นการแก้เคล็ดนะ ถ้าใครเรียนอยู่ที่นี่และเข้าไปสัมผัสกับเรื่องเล่าในโรงเรียนครบสิบอย่างจะโดนคำสาป ต้องแก้โดยเขียนหนังสือแบบนี้ขึ้นมาและบริจาคห้องสมุด” หนูนาพยักหน้ารับขณะเปิดอ่านไปทีละหน้า
“อันนี้ครูเขียนเอง หนูนาเอาไปอ่านดูก็ได้”
“ไม่ดีกว่าค่ะ” เด็กสาวปิดหนังสือส่งคือให้ ครูสาวยิ้มรับ
“ครูอยากให้หนูนาอ่านนะ บางทีอาจจะคิดอะไรออกเกี่ยวกับเรื่องรูปถ่ายก็ได้” เธอพยักหน้าย้ำหนูนาค่อยๆชักมือกลับ
“รูปพวกนี้ ใช้ไม่ได้เหรอคะ”
“ได้นะ ดูร่มรื่นดีออก เวลาที่ไม่สบายใจพอได้ดูต้นไม้ใหญ่ๆก็รู้สึกดีขึ้น แต่ครูอยากให้หนูนาได้ทำมันต่ออีกหน่อย”
“หนูไม่ค่อยเข้าใจค่ะ” เด็กสาวหน้าจ๋อย ครูสาวเอียงคอรับนึกคำอธิบาย มือลูบแก้มเลื่อนขึ้นจับปอยผมทัดใบหู เม้มริมฝีปากพยักหน้า
“ครูอยากให้หนูนาได้ดูทุกอย่างรอบตัวอย่างจริงจัง พิจารณาดูส่วนที่สวยงามเพื่อมาแต่งเติมให้ตัวเอง” ครูสาวค่อยๆพูด หนูนานิ่งไปพักหนึ่งก่อนพยักหน้าช้าๆ
*************
หนูนาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทีเธอเป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน คนในครอบครัวมักจะหาทางผลักดันเธอให้เปลี่ยนจากสิ่งที่เป็นอยู่ พยายามพาเธอดึงหน้าออกจากหนังสือเรียนอันเป็นอุปกรณ์ซ่อนตัวจากสังคม แต่การมองผู้คนสร้างความอึดอัดให้กับเธอมากเกินไป ตอน ม.ต้น ครูประจำชั้นเรียกผู้ปกครองนักเรียนมาประชุมในห้องเรียน ทุกคนต่างมองคุณแม่ของหนูนาด้วยความชื่นชม คุณแม่เธอเป็นคนสวยและดูอ่อนวัยกว่าความเป็นจริงมาก สมัยเรียนเป็นนักกิจกรรมที่ครูประจำชั้นชื่นชม ครูออกปากดีใจที่ได้สอนรุ่นลูกอย่างตัวหนูนา แต่นั้นกลับทำให้เด็กสาวรู้สึกกดดันหลังจากวันนั้นข่าวลือหนึ่งก็กระจายไปทั่ว หนูนาเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง เรื่องนั้นหนูนารู้อยู่เต็มอกว่าเป็นไปไม่ได้ แม่กับเธอหน้าตาเหมือนกันเพียงแต่ตัวเธอเป็นกาแฟใส่นมข้นหวานที่ไม่ได้คน เมื่อดื่มมันขมเกินไปพอคิดจะคนรสชาติก็หวานเกินไปแล้ว มันสายที่จะเปลี่ยนอะไร
เธอจึงปกปิดใบหน้าอยู่หลังแว่นกรอบหนา จงใจหวีผมปรกตกลงมา ผูกผมเปียสองข้างใบหน้าเก็บซ่อนรอยยิ้ม ปิดทับด้วยหนังสือเรียนไม่สนใจพูดคุยกับใครจะได้ไม่ต้องรับรู้สิ่งต่างๆที่คนอื่นคิดกับเธอ ถึงเธอจะไม่ใช่คนฉลาดนักแต่ก็พอเข้าใจความหมายของพี่ที่ส่งกล้องมาให้เป็นของขวัญวันเกิด แม้ว่าหนูนาจะชอบภาพที่ออกมาจากกล้องแต่การที่จะให้ไปถ่ายรูปเพื่อนในห้องอย่างที่พี่เธอต้องการมันเป็นไปไม่ได้
แต่ถึงแบบนั้นคำพูดของครูอาริยาก็มีผลกับเธอไม่น้อย การมองรอบตัวทำให้เธอรู้ถึงความแตกต่างของเธอกับคนอื่น เด็กสาวในรุ่นเดียวกับคล้ายดอกไม้บานสะพรั่งอวดกลีบดอกชูยอดเกสร บางดอกแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์พร้อมก็ยังมีความพยายามบานสู้สายตาคนอื่น ในขณะที่เธอขออยู่อย่างดอกตูมที่ไม่ต้องสายตาใคร หนูนาคิดไปว่าโฮร์โมนเอสโตรเจนของเธออาจจะผิดปรกติ แม้ว่ามันจะถูกเสริมในทุกเช้าด้วยน้ำนมถั่วเหลือง
แม่เธอตามใจแทบจะทุกอย่างแต่บังคับเรื่องการกินอาหารและเวลาเข้านอนจนกลายเป็นนิสัยพอถึงเวลาร่างกายก็จะง่วงจนทนไม่ไหว โตขึ้นมาหน่อยเธอก็โดนจับให้ดูแลผิวพรรณตัวเอง แม่ของเธอเปรียบเทียบตัวเองเป็นคนสวนที่คอยดูแลดอกไม้ที่หากวันหนึ่งคิดจะบานก็สามารถคลี่กลีบดอกอวดสีสันได้อย่างสวยงาม
ถึงจะทราบความแตกต่างของตัวเอง แต่การคบเพื่อนมันกลับไม่เข้ากับแนวความคิดของเธอที่ว่ามนุษย์พร้อมที่จะหักหลังความรู้สึกซึ่งกันและกันมากกว่าจะรักษาน้ำใจ เธอไม่แน่ใจว่าจิตใจของตัวเองโตพอที่จะทนเรื่องแบบนั้นได้หรือยัง...
*************
หนังสือเรื่องเล่าตำนานที่ครูอาริยาเขียนขึ้นเปิดโลกของหนูนาให้เห็นอีกด้านของโรงเรียน บางสถานที่เหมือนถูกรื้อถอนทิ้งไปแล้ว ตำนานร่วมสมัยจึงเป็นสถานที่เก่าแก่ซึ่งยังคงอยู่ เรื่องพื้นๆอย่างเสียงบรรเลงเพลงในห้องดนตรีไทยก็มีหลายฉบับ ทั้งเสียงระนาด ซออู้ เสียงขับเสภาที่เย็นยะเยือกคู่กับเสียงกรับกระบทให้จังหวะที่ดังใกล้เข้ามา ในหนังสือไม่มีเพียงเรื่องเล่าที่น่ากลัว เรื่องที่น่ารักก็มีเหมือนกัน โดยตามทางเดินระหว่างตึกชั้นสองชั้นสามและทางเดินเรียบด้านข้างตึกเรียนจะมีกระดิ่งลมผูกไว้เป็นระยะ โดยเจ้าของจะต้องดูแลกระดิ่งลมของตัวเอง หากอยากเป็นแฟนกับใครต้องย้ายกระดิ่งลมของตัวเองไปผูกติดกับคนๆนั้นถ้าเจ้าตัวถอดกระดิ่งมาคืนก็ถือว่าปฏิเสธ ถ้าจะพูดไปเรื่องเกี่ยวกับความรักจะมากกว่าเรื่องน่ากลัวสยองขวัญด้วยซ้ำ
“คุณแม่เคยเขียนหนังสือเรื่องเล่าในโรงเรียนหรือเปล่าคะ” เด็กสาวถามขึ้นขณะนั่งลงบนโต๊ะอาหาร แม่ของเธอที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามส่งเสียงประหลาดใจยิ้มเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
“แน่ละน้อยคนนะที่จะรอด ยิ่งพวกเรื่องรักๆใคร่ๆ แค่ไปพบเห็นก็ถือว่าสัมผัสกับเรื่องเล่าแล้ว”
“เอ๋...” หนูนารีบคิดตามว่าเธอไปเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า
“ไปหลงรักใครเข้าหรือยังไง หรือว่ามีใครมาสารภาพรัก หือ?”
“โรงเรียนสตรีนะคะ”
“แล้วไง ความรักมันก็เหมือนอ๊อกซีเจนในชีวิตลูกผู้หญิงนั้นละ ถ้ามีคนที่เรารักไม่ว่าเป็นอะไรมันก็ดีทั้งนั้น” แม่เธอยิ้มแย้มดูไม่เป็นห่วงอะไรที่จะพูดเรื่องนี้กับลูกสาว ใบหน้าของครูอาริยาแวบเข้ามาในความคิดของหนูนา เธอเผลอพยักหน้าโดยไม่รู้ตัวจนกระทั้งแม่ของเธอยิ้มอย่างรู้ทัน
“ฮั่นแน่” หนูนาทำตาโตมองแม่ของเธอก่อนส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ชีวิตหนูไม่มีอะไรแบบนั้นหรอกคะ” เธอตอบเสียงแข็ง เอื้อมมือจับช้อนกลางตักแกงจืดผักกาดดองลงในถ้วยใบเล็ก ทำแกล้งมองไม่เห็นสีหน้าของแม่ซึ่งมองลูกสาวด้วยความสงสาร...
๔
วันหยุดปีใหม่กลายเป็นช่วงวันหยุดยาวเพราะมีวันเสาร์อาทิตย์ติดต่อเนื่องกัน พี่ชายของหนูนาโทรศัพท์มาเอ่ยปากชวนให้ไปเที่ยว เธอปฏิเสธแทบทันทีเพราะเวลาสั้นๆหนูนาไม่สามารถปรับตัวได้กับกลางวันกลางคืนที่เปลี่ยนไป และเธอตั้งใจว่าจะใช้เวลาในวันหยุดยาวนี้ถ่ายรูปโปสการ์ดให้กับครูอาริยาให้มากเท่าทีจะเป็นไปได้
หนูนาจับคอมพิวเตอร์พกพาขนาดหนังสือนวนิยายใส่ลงในกระเป๋าผ้าสีชมพู ซึ่งออกแบบมาฟิตพอดีกับตัวเครื่องก่อนคล้องสายพาดเฉียงทับชุดนักเรียน กล้องสีดำแขวนคล้องคอก่อนจับกระเป๋าโลหะขนาดย่อมซึ่งบรรจุเลนส์ ขาตั้งกล้องและอุปกรณ์ต่างๆขึ้นทำท่าเดินเตรียมตัวออกจากบ้าน คุณแม่ของเธอส่ายศีรษะมองลูกสาวอย่างชั่งใจก่อนตัดสินใจเอ่ยปาก
“หนูนาแม่ว่าเปลี่ยนกระเป๋าดีกว่า”
*************
หนูนาลากกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กแบบมีล้อลากเดินไปตามทางเข้าโรงเรียนหลังจากกระโดดลงจากรถส่วนตัว แม่ของเธอคงจะเหลืออดแล้วจริงๆกับการที่ลูกสาวทำอะไรไม่สมกับเป็นเด็กผู้หญิง สั่งให้เอาข้าวของพะรุงพะรังจัดใส่กระเป๋าลากไปจะได้ดูสวยงามกว่า
หนูนาเลี้ยวเข้าประตูยกมือไหวพระพุทธรูปอิริยาบถยืนสร้างจากทองเหลือง ผิวเหลืองทองอร่ามสว่างอยู่บนพลับพลาไม้สีนิลซึ่งสลักดอกบัวฉลุลายกนกประณีตบรรจง รอบข้างปลูกด้วยไม้พุ่มสีเขียวสดตัดแต่งงามตา ส่วนด้านขวามือของหนูนาเป็นลุงยามสูงอายุนอนกอดอกหลับสบายอยู่บนเก้าอี้พลาสติก เสียงหายใจแผ่วดังเครืออย่างเป็นจังหวะ
เด็กสาวเดินลากกระเป๋าผ่านบนถนน ซึ่งปรกติจัดไว้สำหรับการจอดรถ ยาวตลอดแนวตึกหนึ่งถึงสาม แต่ตอนนี้กลับว่างโล่งเหลือเพียงเส้นสีขาวตีเอียงไว้สำหรับแบ่งที่ ต้นตะขบใหญ่ตั้งอยู่ระหว่างตึกสองและสามสูงใหญ่ขยายกิ่งก้านคลุมพื้นที เด็กสาวหยุดยืนครู่หนึ่งชั่งใจจากเรื่องสยองขวัญที่แม่ของเธอเล่าให้ฟัง ความมืดครึ้มใต้ล่มเงาของต้นไม้ใหญ่พลันดูน่ากลัวขึ้น อากาศเย็นของเด็กธันวาคล้ายแทรกซึมเข้าไปถึงในกระดูก ปรกติเธอคงไม่รู้สึกอะไรแบบนี้เพราะโรงเรียนเต็มไปด้วยผู้คน แต่วันนี้เธอเหมือนกำลังยืนอยู่มิติอื่น หนูนาเบือนหน้าหนี สายลมอ่อนพัดโยกกระดิ่งลมที่ติดอยู่บนระเบียงทางเดินระหว่างตึกเรียนชั้นสองและชั้นสามให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งประสานบรรยากาศให้สดใสขึ้น เด็กสาวระบายลมหายใจลากรถเข็นเข้าสู่พื้นที่ใต้ล่มเงาต้นไม้ใหญ่
หนูนาถ่ายรูปรอบๆตึกเรียนโดยลากรถเข็นตามไปด้วย เลนส์กับขาตั้งกล้องถูกนำออกมาใช้ตามความเหมาะสม แต่โดยรวมแล้วเธอรู้สึกคิดผิดที่เอาของพวกนี้มา โรงอาหารในตอนนี้เหลือเพียงโต๊ะยาวเรียงรายกันเป็นระเบียบโดยไร้ผู้คน ความรู้สึกต่อสถานที่กว้างขวางนี้กลับเป็นความกลัว ทั้งที่ปรกติเธอมักจะรำคาญผู้คนและบ่นในใจว่า ‘หายไปให้หมดหายไปให้หมด’ อย่างกับเป็นมนตร์วิเศษที่จะช่วยเด็กสาวตัวเล็กๆอย่างเธอไม่ให้โดนกลืนไปในฝูงคน
เด็กสาวจัดวางคอมพิวเตอร์สีดำลงบนโต๊ะในโรงอาหารเชื่อมต่อกับกล้องไล่เรียงภาพที่ได้มาวันนี้คัดแยกสิ่งที่น่าสนใจไว้ในหมวดหมู่เดียวกัน เสียดายที่ประตูทางเข้าตึกเรียนทั้งหมดถูกปิดทำให้ไม่สามารถขึ้นไปถ่ายภาพได้นี่เป็นเรื่องที่เธอคาดการณ์ผิดไปเล็กน้อย
ในขณะที่กำลังไล่ดูภาพนั้นสายตาก็เหมือนสะดุดไปอยู่ที่จุดๆหนึ่งในภาพ เด็กสาวหายใจลึก นิ้วมือสัมผัสลงบนทัชแพทลากนิ้วมือเคลื่อนเคอเซอร์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เลือกใช้เครื่องมือแว่นขยายซูมเข้าที่ขอบด้านล่างริมซ้ายมือสุดของภาพ ตรงนั้นหนูนาเห็นวัตถุที่มีลักษณะเรียวยาวกำลังเกาะกุมขอบไม้ของระเบียงทางเดินชั้นสอง เป็นมือของผู้หญิง หากในวันธรรมดามันคงไม่ผิดปรกติอะไรแต่ในวันหยุดยาวแบบนี้เป็นไม่ได้ได้ที่จะมีคนอยู่ในตึก
หนูนาสงบสติอารมณ์ตัวเองเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนอยู่ เธอยังอยู่ที่นี่ได้แล้วทำไมคนอื่นจะอยู่ไมได้ หนูนากดนิ้วมือคู่ลงบนคียบอร์ดคอมพิวเตอร์เรียกรูปทั้งหมดขึ้นเรียงบนหน้าจอเลือกรูปที่เกี่ยวกับระเบียงชั้นสองที่ถ่ายระหว่างตึกเรียนที่สองและสามขึ้นมา ไล่ดูอย่างละเอียดจนกระทั้งถึงรูปหนึ่งติดภาพของผู้หญิงคนนั้นที่มุมซ้ายของรูป เครื่องมือแว่นขยายถูกเลือกมาใช้อีกครั้ง ก่อนซูมเข้าทีละสิบเปอร์เซ็นต์ เด็กสาวกลืนน้ำลายลงลำคออย่างยากลำบากดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย
หญิงสาวในภาพเป็นคนสวยที่แปลกตาดูเหมือนเธอจะเป็นลูกครึ่ง โครงหน้ารูปไข่จมูกโด่งเป็นสัน ผมยาวประบ่าดำขลับผิวขาวรูปร่างสูงโปร่ง เธออยู่ในชุดนักเรียนเอี๊ยมสีดำสวมทับเชิ้ตขาวแขนยาวซึ่งเป็นชุดนักเรียนแบบเก่าที่เลิกใช้มากว่าเจ็ดปีแล้ว...
*************
หนูนามั่นใจว่าขณะถ่ายภาพเธอไม่เห็นใคร แต่ไม่ปฏิเสธสิ่งที่กล้องบันทึกได้ ดวงตาของมนุษย์มีความสามารถจำกัดในการพิจาณาแสงที่เข้ามากระทบเรติน่าเป็นช่วงๆก่อนจะส่งข้อมูลไปยังสมอง นั้นคือเราไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างแม้ว่าจะจ้องมองมัน แต่กล้องถ่ายรูปในมือเธอสามารถจับช่วงเวลาหนึ่งในสี่พันส่วนของวินาทีไว้ได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามันสามารถจับภาพที่สายตามนุษย์มองไม่เห็น
ภาพของเด็กสาวคนนั้นอยู่ในมือของหนูนาหลังจากบันทึกลงบนกระดาษโพโต้เคลือบมัน เพราะภาพที่ได้ค่อนข้างเล็กจึงแบ่งเป็นหกช่องคล้ายรูปถ่ายติดบัตร แววตาเศร้าๆที่มองออกไปแสนไกลนั้นน่าประทับใจ ภาพของมนุษย์กลับมีรสชาติหนึ่งซึ่งไม่สามารถหาได้ในธรรมชาติ อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่กระทบเข้าจิตใจ เกิดเป็นระรอกคลื่นกระเพื่อมไหวเป็นวงกว้างในโลกของมโนจิตที่ไร้ขอบเขต
หนูนาล้มตัวลงนอนขดบนโซฟานอกชานบ้าน มองรูปถ่ายวิญญาณสาวอย่างไม่วางตา เป็นไปได้หรือเปล่าที่เธอจะถ่ายภาพของเด็กสาวคนนี้อีกครั้งแม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในโลกอีกมิติหนึ่งหรือว่ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในโรงเรียนที่ไร้ผู้คนทำให้มิติทั้งสองสามารถเชื่อมต่อกันได้...
๕
ลุงยามหลับสบายเหมือนเมื่อวาน หนูนาเดินผ่านประตูโรงเรียนเข้ามาตัวเปล่าในชุดนักเรียน กระเป๋าลากถูกทิ้งไว้บ้านพกมาเฉพาะกล้องถ่ายรูป เธอเดินไปที่ป้อมยามมีบัตรประชาชนของครูอาริยาเสียบอยู่ หนูนาหยิบกระเป๋าธนบัตรของตัวเองดึงบัตรประชาชนเสียบไว้ด้านข้าง นึกแปลกใจอยู่บ้างที่ในวันหยุดยาวแบบนี้ครูอาริยากลับยังมาที่โรงเรียนอยู่ หนูนามุ่งหน้าตรงเดินไปยังตึกเรียนที่สองและสาม ความมืดภายใต้ล่มเงาของต้นตะขบใหญ่ดูเหมือนจะเข้มข้นจนจับต้องได้ เด็กสาวชะงัดฝีเท้าหัวใจเต้นระรัวดังจนรู้สึกได้ ยกกล้องขึ้นบันทึกภาพจากระยะไกล รูปบนหน้าจอแสดงผลไม่มีสิ่งผิดปรกติ ในวินาทีนั้นเธอค่อยรู้สึกโล่งใจพาตัวเองเดินไปใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่แหงนหน้ามองระเบียงไม้ชั้นสองที่เชื่อมตึกเรียนที่สองและสาม กวาดสายตาไปโดยทั่วไม่พบใคร มีเพียงกระดิ่งลมที่ผูกกับฉลุชายคา เรียงยาวระดับเดียวกันไหวตัวน้อยๆตามแรงลม
หนูนายกกล้องขึ้นถ่ายรูปยาวตามแนวระเบียงอย่างต่อเนื่อง เธอสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้าก้มมองหน้าจอเลื่อนภาพที่ถ่ายไปดูทีละรูป ครั้งไม่พบอะไรกลับรู้สึกเสียดาย หนูนานึกย้อนไปถึงตำนานผีต้นตะขบในหนังสือที่ครูอาริยาเขียนขึ้น ในนั้นบอกว่าผีต้นตะขบเป็นเด็กนักเรียนที่ผูกคอตายในช่วงปิดเทอมที่ไม่มีใครมาโรงเรียน ศพถูกปล่อยทิ้งไว้จนเริ่มขึ้นอืดหนอนเริ่มซอนไซบ้างเคลื่อนตัวใต้ผิวหนัง เป็นแหล่งอาหารให้นกที่อาศัยอยู่แถวนี้มารุมจิกกิน กระทั้งร่างนั้นตกลงมากองกับพื้นแต่ศีรษะยังคงติดค้างอยู่และก้มลงมามองเบื้องล่าง สุนัขจรจัดเข้ามาในโรงเรียนฉีกร่างไปคนละทิศละทางเมื่อเปิดเทอม ศีรษะนั้นก็ยังคอยมองนักเรียนที่เดินผ่านไปมาจากในเงามืดใต้ต้นตะขบ
หนูนาเงยหน้าขึ้นมองไปจุดที่เธอถ่ายเงาดำได้ในตอนแรกตัดสินใจยกกล้องกดปุ่มบันทึกภาพทันที ภาพที่ออกมาไม่มีอะไรผิดปรกติ เด็กสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายลมพัดพากระดิ่งลมไหวส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งไล่ยาวต่อเนื่อง เด็กสาวเงยหน้าไปบนระเบียงชั้นสองและเริ่มถ่ายภาพอีกครั้งโดยจ้องผ่านช่องมองอย่างตั้งใจและกดบันทึกไปทีละรูป ก่อนสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง หนูนามองเห็นเด็กสาวคนเมื่อวานจากช่องมองอย่างชัดเจน นิ้วมือที่เคยกดบันทึกภาพได้อย่างปรกติกลับแข็งเกร็งไม่ยอมฟังคำสั่ง เธอฝืนออกแรงเต็มกำลัง บันทึกภาพนั้นไว้ก่อนเลื่อนกล้องลง เวลานี้เธอสามารถมองเห็นเด็กสาวคนนั้นได้ด้วยตาเปล่า...
*************
ประตูยืดปิดทางขึ้นตึกเรียนทั้งหมด หนูนาเลือกประตูทางขึ้นตึกสามเป็นเป้าหมายเริ่มจากลองออกแรงดึง เธอเชื่อว่ากลไกแบบง่ายๆและความเก่าของประตูน่าจะทำให้ประตูหลุดออกจากล๊อกได้โดยไม่ยากและก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อหนูนาทุ่มน้ำหนักตัวเลื่อนประตูออกเสียงโลหะหลุดดังจากข้อต่อ “แก๊ง” ก็ดังเด่นชัดก้องอยู่ในความเงียบ ผลคือตัวล๊อกหลุดออกมาจากผนังกำแพงที่ยึดทั้งพวง
จะสำนึกผิดก็สายไปเสียแล้ว เธอก้าวผ่านประตูยืดเข้าไปและหันกลับมาเลื่อนปิดไว้ พอพรางตาได้ว่าประตูปิดอยู่โดยไม่ผิดสังเกต แต่เมื่อเดินขึ้นบันไดไปได้ระยะกลับรู้สึกกลัวขึ้นมา หนูนาหยุดหายใจเข้าลึกๆถึงเธอคนนั้นจะเป็นผีจริงก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไร บางทีอาจจะดีที่เป็นวิญญาณเพราะตัวเธอก็รู้สึกสิ้นหวังในการคบกับมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ
หนูนาเริ่มก้าวขึ้นบันไดอีกครั้งจากที่พักเท้าค่อยๆแอบมองไปยังระเบียงทางเดินระหว่างตึก เด็กสาวผู้เป็นวิญญาณยืนสงบนิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนตอนเธอเห็นจากด้านล่าง กล้องถูกยกขึ้นซูมเข้าที่ใบหน้าด้านข้าง ภาพมัวไปบ้างจึงเลือนวงแหวนปรับโฟกัสให้ชัดขึ้น หยาดน้ำตาที่กำลังไหลผ่านพวงแก้มงามนั้นสะกดเด็กสาวให้แทบหยุดหายใจ สีหน้าของวิญญาณตนนั้นแน่นิ่งเรียบเฉย แต่หยดน้ำตากำลังไหลริน
หนูนากดปุ่มบันทึกภาพนั้นไว้ เธอคิดไม่ออกว่าเรื่องราวอะไรที่ทำให้เธอคนนั้นสามารถร้องไห้ด้วยใบหน้าเช่นนั้น หนูนาหลบลงมาเล็กน้อยนั่งบนบันไดมองภาพที่ถ่ายได้ผ่านหน้าจอของกล้อง รสชาติของมันสะเทือนใจเกิดเป็นวงคลื่นมากมายขยายกว้างในมโนจิต เด็กสาวเม้มริมฝีปากลุกยืนขึ้นก้าวเท้าสู่ระเบียง พื้นไม้กระทบกับร้องเท้าหนังเกิดเสียงฝีเท้าขึ้น วิญญาณของเด็กสาวผู้นั้นหันมามองทางหนูนา ใบหน้าของเธอเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ แต่นั้นกลับขับความสวยของแววตาหวานที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาให้เด่นชัด
“เห็นเธอร้องไห้เป็นอะไรหรือเปล่า” หนูนาหยุดทิ้งระยะห่างไกลพอสมควร ร่างวิญญาณนั้นเอียงคอเล็กน้อย ยังคงจ้องเธอโดยไม่กระพริบตา ทำเอาเด็กสาวรู้สึกมือไม้เย็น
“ถะ...ถ้าฉันมารบกวนเธอก็ขอโทษด้วยนะ เธอคงตายมาหลายปีแล้วอาจจะอยากอยู่สงบๆมากกว่า” หนูนายกมือแบบออกเป็นเชิงขอโทษพลางเดินถอยหลัง
“ไม่ รบ กวน อะ ไร หรอก” เสียงเย็นยะเยือกไหลผ่านริมฝีปากที่ขยับเพียงน้อยสะท้อนออกมาคล้ายเสียงซึ่งลอดออกมาจากปากถ้ำที่มีปลายทางเป็นโลกอเวจี แข้งขาของเด็กสาวอ่อนแรงลงแทบจะทันทีข้อพับไร้กำลังจะพยุงร่าง หนูนาล้มไปด้านหลังก้นจำเบ้าลงไปกับพื้นไม้ เธอก้มมองร่างกายตัวเองที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ วิญญาณสาวค่อยๆเดินเข้ามายื่นมือให้ฉุดพยุงร่างให้ลุกขึ้น ใบหน้าเรียบเฉยนั้นกลับแต่งเติมด้วยร้อยยิ้มขึ้นมาแทน
“ทำไมรู้ว่าฉันเป็นวิญญาณ” เสียงนั้นกล่าวอย่างเป็นปรกติ ความกลัวที่เกาะกุมจิตใจเด็กสาวพลันสลายไปในทันที “เอา...ฉันช่วยฉุด ขอโทษด้วยที่ทำให้ตกใจ” หนูนากลืนน้ำลายก่อนเอื้อมไปจับมือนั้นไว้ แต่ทันทีที่สัมผัสเด็กสาวก็ต้องชักมือกลับมาทันที มือนั้นเย็นอย่างกับน้ำแข็งเหมือนร่างไร้ความอบอุ่นหล่อเลี้ยงร่างกายไม่ต่างกับเนื้อในช่องแช่แข็งของตู้เย็น วิญญาณสาวดูถูกใจกับท่าทีของหวาดกลัวของหนูนา ยิ้มน้อยๆด้วยแววตาเป็นประกายเหมือนเด็กผู้หญิงพบของเล่นถูกใจ
“ไม่เป็นไรฉันจะลุกเอง” หนูนากล่าวพลางค่อยๆขยับตัวลุกขึ้น วิญญาณสาวตนนั้นพยักหน้ายิ้มก่อนถอยห่างออกไปเล็กน้อย
“จ้าๆ”
“ธะ...เธอถามอะไรฉันนะ”
“ไม่ต้องแล้วละ ฉันเข้าใจแล้วเพราะชุดนี่สินะเลยทำให้เธอเข้าใจทันทีว่าฉันเป็นวิญญาณ” เธอจับชายกระโปรงทั้งสองข้างยกขึ้นเล็กน้อยก่อนปล่อยลงไป
“แบบนั้นฉันขอตัวดีกว่า” หนูนาคิดจะหันหลังกลับ
“เดี๋ยวก่อนสิฉันต้องการคนช่วยเหลืออะไรบางอย่าง”
“อะ...อะไรเหรอ” หนูนาหันกลับมาแม้ว่าวิญญาณต้นนี้จะดูไม่น่ากลัวอะไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังเว้นระยะห่าง
“เธอชื่ออะไร”
“กนิษฐิกา”
“ฉัน ฟังชัว บาบัว แอชเชอ”
“หา” หนูนางงกับซื่อที่ได้ยินจนอดร้องออกมาไมได้
“ดังนั้นเราควรมีชื่อที่เรียกง่ายกว่านี้กัน”
“นา เรียกฉันว่านาเฉยๆก็ได้”
“หนูนา ดีกว่า ฉัน สีฟ้า” เธอรวบมือใช้ปลายนิ้วสัมผัสอกตัวเอง รอยยิ้มอันเป็นมิตรแต้มประดับริมฝีปาก หนูนารู้สึกว่าพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการบันทึกภาพวิญญาณสาวตนนี้ไปแล้ว
*************
วิธีการส่งจดหมายรักในโรงเรียนนี้มีหลายวิธี ส่วนใหญ่เป็นการซ่อนให้ไกลจากเป้าหมายถ้าหากบังเอิญไปพบถือว่าเป็นคู่แท้ เช่นการสอดไว้ในหนังสือสักเล่มในห้องสมุดรอให้เป้าหมายไปพบและเปิดอ่านก็เป็นวิธีหนึ่งที่รับประกันว่าทั้งสองคนจะรักกันยืนยาว ถึงจะดูเพี้ยนๆแต่เพราะสืบทอดกันมาเป็นเรื่องเล่าจึงยังมีคนเลือกทำแบบนั้น สีฟ้าเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเช่นนี้
“ฉันต้องหาจดหมายรักที่ซ่อนในโรงเรียนให้พบ” วิญญาณสาวเกาะระเบียงไม้กล่าวขึ้นขณะสายตามองทอดไปแสนไกล
“จดหมายรักที่ถูกซ่อน แล้วนี่มันผ่านมากี่ปีกันแล้วละ” หนูนาเริ่มการวิเคราะห์
“เจ็ดแปดปีได้แล้วละ” สีฟ้าหันมายิ้มเขินๆ
“นานขนาดนั้นแล้ว...”
“อือ ตอนนั้นฉันเลือกที่จะไปต่างประเทศนะ เพื่อนฉันมาสารภาพในวันสุดท้ายก่อนจะเดินทางว่าเธอเขียนจดหมายรักเก็บไว้ที่โรงเรียน ขอร้องให้ฉันไปหามันให้พบ”
“ผู้หญิง?” หนูนาย้ำให้แน่ใจ
“อือ แน่สิโรงเรียนเราโรงเรียนสตรีมาแต่ไหนแต่ไร” สีฟ้าหันหลังยืนพิงระเบียงไม้ “ฉันเป็นคนเจ้าชู้นะ การคบกับผู้หญิงแต่ละคน...ก็ไม่จริงจังอะไร เล่นๆสนุกๆ มันคงเป็นกรรมพอเริ่มรักใครจริงๆจังๆ ก็พบกับความผิดหวังมาตลอด วิญญาณของฉันจึงมายึดติดกับจดหมายรักฉบับสุดท้ายในวัยเรียน ถ้าฉันเลือกตรงนั้น บางทีบทสรุปของฉันอาจจะออกมาในรูปแบบอื่น”
“สีฟ้าก็เลยไปผุดไปเกิดไม่ได้แบบนั้นเหรอ”
“ไม่เชิงหรอก แต่อยากรู้ว่ามันเขียนอะไรไว้ หนูนาเคยเขียนจดหมายรักหรือเปล่าละ” สีฟ้าหันมามองเด็กสาว เธอสะบัดศีรษะปฏิเสธแทนคำตอบ
“ฉันได้มาหลายฉบับ บางคนบรรยายสิ่งที่ชอบสิ่งที่ประทับใจในตัวฉัน รอยยิ้มสีผมความสวยหรือความร่าเริงขี้เล่นของฉัน บางคนบอกความต้องการอย่างตรงไปตรงมา บางคนอยากให้ฉันสัมผัสร่างกายอย่างลึกซึ้ง” ฟังถึงตรงนี้หนูนารู้สึกว่าเลือดลมตีขึ้นมาจนใบหน้าร้อนผ่าว สีฟ้าไม่ใช่เป็นเพียงคนสวย แต่เธอเป็นคนที่มีบุคลิกที่น่าหลงใหล ทุกท่วงท่าที่จัดวางการปรายตาหรือจับจ้องขยับริมฝีปากหรือหยุดพูดล้วนดูดี ทุกอย่างที่ประกอบเป็นเธอเสมือนเป็นฟีโรโมนที่สร้างแรงดึงดูดไม่สามารถละสายตาจากไปได้
“สีฟ้าเลยอยากรู้ว่าจดหมายฉบับนั้นจะเขียนอะไรไว้”
“อือ ก็ยายนั่นค่อนข้างจะเพี้ยนๆ ก็เลยสงสัย” สีฟ้าดูมีความสุขเมื่อพูดถึงคนที่ว่า มันทำให้หนูนารู้สึกจี๊ดเล็กๆที่ทรวงอก เด็กสาวผมเปียก้มใช้ความคิดก่อนพยักหน้ากับตัวเองเล็กน้อย
“ถ้าฉันช่วยสีฟ้า เธอให้ฉันถ่ายรูปเธอได้มั้ย”
“เออ...เดี๋ยวก่อนนะ อือ คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่รู้สึกรูปเปลือยจะไม่ได้นะ” หนูนาเอียงคอไม่รู้จะขบขันหรือเหนื่อยใจในสิ่งที่วิญญาณสาวพูดดี สีฟ้ายิ้มน้อยๆ แค่นั้นก็ทำให้หัวใจของเด็กสาวรู้สึกพองโตขึ้นมา...
๖
รูปของสีฟ้าอยู่ในมือหนูนา ชุดนักเรียนแบบเก่าเป็นกระโปรงเอี๊ยมสีเข้มสวมทับเชิ้ตแขนยาวสีขาวเพราะเป็นชุดนักเรียนที่เลิกใช้ไปแล้ว ความรู้สึกจึงเข้าพอดีกับบรรยากาศของระเบียงไม้อันเป็นทางเดินระหว่างตึก สีฟ้าหันไปมองกระดิ่งลมใบหน้าด้านข้างได้รูปทรงที่สวยงามลงตัวจมูกโด่งเป็นสันเข้ากับริมฝีปากรูปกระจับสวยรับใบหน้า รูปนี้เหมาะเหลือเกินสำหรับทำเป็นรูปโปสการ์ดเพียงแต่ชุดนักเรียนเท่านั้นที่อาจจะมีปัญหาสำหรับคนที่ไม่เข้าใจสุดประสงค์ของการถ่ายรูป แล้วไม่รู้ว่ามันสื่อถึงโรงเรียนขนาดไหนเพราะสำหรับบางคนชุดแบบนี้อาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่หนูนาเคยชินมาแล้วจากรูปสมัยเรียนของแม่เธอ
“ลูกแม่กลายเป็นเด็กสาวผู้อยู่ในภวังค์แห่งรักไปเสียแล้ว” หนูนาสะดุ้งเฮือกดันตัวเองลุกขึ้นนั่งบนโซฟาตัวประจำ แหงนหน้ามองแม่ของเธอที่ยืนถือแก้วน้ำส้ม
“ภวังค์อะไรคะ ก็แค่ ได้นางแบบมาถ่ายรูปเท่านั้นเอง” หนูนาวางท่าเป็นปรกติวางรูปบนกระจก
“น้ำส้มจ๊ะ” แม่ของเธอประคองจานรองกับแก้ววางบนโต๊ะเตี้ยด้านหน้าโซฟา สายตามองรูปนั้นอย่างไม่วางตา
“สวยมั้ยคะ”
“น่าตกใจทีเดียว แต่ทำไมต้องใส่ชุดนักเรียนเก่าด้วยละ”
“เป็นรูปผีต้นตะขบไงคะแม่”
“เอ๋” แม่ของเธอร้องออกอย่างแปลกใจ “เข้าใจคิดธีมดีเหมือนกันนะเรา ถ้าเอาพวกผีในโรงเรียนมาถ่ายภาพสวยๆแบบนี้ก็น่าสนใจดีนะ แล้วนางแบบนี้ละใคร”
“ผีคะ สงสัยเป็นผีต้นตะขบ” หนูนาตอบ ยิ้มรับความแปลกใจของแม่
“จะเป็นไปได้ยังไงก็เรื่องผีต้นตะขบนะแม่เป็นคนแต่งเองกับมือ”
“เรื่องแต่ง” กลับเป็นหนูนาที่ต้องแปลกใจ
“ใช่ แต่รู้สึกว่ามันจะดังมากในเด็กรุ่นต่อๆมาจนมีการนำไปทำเป็นหนังสั้น และยังแต่งเติมเรื่องราวอื่นๆให้ดูน่ากลัวขึ้น ตั้งแต่หนอนไซ นกจิกกิน หรือถูกหมาลากเอาศพไปซ่อน” หนูนาพยักหน้าตาม รู้สึกเบาหวิวไปเลยกับเรื่องที่ตัวเองโยงให้กับการพบกันของเธอและสีฟ้า...
*************
สีฟ้ายืนรอหนูนาที่ระเบียงทางเดินระหว่างตึกเช่นเดิมก่อนหน้านี้หนูนาแอบถ่ายภาพของเธอก่อนเดินเข้ามา
“สวัสดีหนูนา”
“สวัสดีสีฟ้า”
“วันนี้เราจะถ่ายรูปที่ไหนดีละหนูนา”
“ฉันว่าเราหาจดหมายรักที่ว่ากันก่อนดีกว่า” หนูนากุมมือไขว้หลังมองตรงไปยังวิญญาณสาวเบื้องหน้า สีฟ้ายิ้มออกมาอย่างประหลาดใจ
“อะไรกันหนูนา เรื่องมันผ่านมาตั้งเจ็ดแปดปีได้แล้วนะ”
“ก็ว่างั้น แต่อย่างน้อยก็ต้องตั้งใจหากันดูก่อนไม่ใช่เหรอ บางทีอาจจะพบจดหมายรักที่ว่าก็ได้ ถึงไม่พบเธอก็จะได้รับรู้ว่าไม่พบ จะได้ไปผุดไปเกิดได้อย่างสบายใจ” หนูนาอธิบายเหตุผล
“แหม มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกหนูนา จะพบหรือไม่พบพอถึงเวลาอย่างไรฉันก็ต้องหายไปอยู่ดี”
“แสดงว่าเธอจะไม่หามันอยู่แล้ว” หนูนาถามแววตาหลังแวนหนายากที่สีฟ้าจะมองทะลุไปถึงความความตั้งใจของเด็กสาวร่างเล็ก
“ตลกน่าจะให้หาของที่หายไปนานขนาดนั้น” สีฟ้าส่ายศีรษะยิ้มลอยหน้าด้วยความขบขัน “ทำสิ่งที่มันเป็นไปได้กันดีกว่า เธออยากให้ฉันเป็นนางแบบถ่ายรูปให้เธอไม่ใช่เหรอ มีเวลาแค่ช่วงนี้เท่านั้นละ ถ้าโรงเรียนเปิดเธอก็ไม่มีทางได้เห็นฉันอีกแล้ว”
“สีฟ้า...ยังจำห้องเรียนของเธอได้มั้ยว่าอยู่ห้องไหนชั้นไหน ฉันว่าที่นั้นน่าจะเป็นที่ซ่อนจดหมาย” หนูนาเสนอ สีฟ้ามองหน้าหนูนาพักหนึ่ง จ้องมองจนเด็กสาวเริ่มรู้สึกระแวงก่อนจะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“อาฮะ...นี่เธอชอบฉันแล้วใช่มั้ยนี่”
“หา ไม่ใช่ๆ” หนูนาสะบัดศีรษะอย่างลืมตัวจนต้องจับแว่นจัดให้เข้าที “มันก็แค่การแลกเปลี่ยนเท่านั้น”
“ใช่มันเป็นไปไม่ได้ และมันก็ไม่ดีด้วยถ้าเธอจะมาชอบฉันที่ตายไปแล้ว” สีฟ้ากล่าวเสียงเรียบก่อนจะเดินนำไปยังห้องเรียนของตัวเอง ในตอนนั้นหนูนาอยากทราบว่าวิญญาณสาวกล่าวด้วยสีหน้าลักษณะใด....
*************
ปิดประตูหน้าหลังไว้โดยไม่ได้ล๊อกกุญแจอะไร ต้นตะขบใหญ่บดบังแสงอาทิตย์ที่จะส่องผ่านเข้ามายังตึกเรียนที่สามดังนั้นภายในห้องก็ยังคงมืดอยู่มาก สีฟ้าเดินรี่เข้าไปเปิดหน้าต่างโดยมีเด็กสาวผมเปียร่างเล็กตามเข้าไปช่วยเปิดคนละฝั่งเพื่อให้แสงสว่างผ่านเข้ามาในห้อง สีฟ้าหันหลังพิงหน้าต่างด้านหน้าห้องมองทุกสิ่งอย่างอาวรณ์ หนูนายกกล้องขึ้นถ่ายรูปบันทึกสีหน้านั้นไว้พลางนึกย้อนถึงตัวเอง หากเป็นตัวเธอคงไม่มีทางที่จะรู้สึกอะไรแบบนั้นกับห้องเรียน
“เอาละหนูนาว่าตรงไหนดีละที่จะซ่อนจดหมายไว้” สีฟ้ากอดอกมองหนูนาแววตาหวานสะกิดใจให้เกิดแรงกระเพื่อมน้อยๆจนต้องรีบเบือนสายตาหลบ กระดานดำยึดติดกับผนังแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน บนเพดานก็ไม่มีส่วนใดที่จะซ่อนจดหมายได้ ด้านหลังห้องก็เช่นเดียวกันนอกจากถังผงไม้กวาดที่โกยขยะและถังน้ำไม้ถูพื้นก็ไม่มีอะไรดูเป็นที่ซ่อนได้นอกจาก
“ถ้าเป็นฉันคงซ่อนใต้โต๊ะสีฟ้านั้นละ”
“จำไม่ได้หรอกหนูนาเป็นไปไมได้ด้วย มันผ่านมานานมากแล้วนะ” หนูนาแอบรู้สึกเห็นด้วยว่ามันเป็นไปไมได้ แต่เธอก็เริ่มก้มมองหาทีละโต๊ะ
“นี่ถ่ายรูปกันต่อดีกว่าน่าหนูนา หาไปก็ไม่เจอหรอก”
“ก็คงไม่เจอ แต่ก็ควรลองหาดูกันก่อนไม่ใช่หรือไง”
“คิดอะไรแปลกดีจัง” สีฟ้าผละตัวเองออกจากหน้าต่างก้มมองหาในช่องว่างใต้โต๊ะ ช่วยเด็กสาวอีกแรง หนูนาระบายลมหายใจ
“เธอเป็นนางแบบหรือเปล่าสีฟ้า”
“อะไรที่ทำให้หนูนาคิดแบบนั้น”
“การเคลื่อนไหวของเธอสวยดี”
“บ้านฉันสอนบัลเล่ต์ ห้องที่เรียนจะมีกระจกบานใหญ่อยู่”
“กระจกเหรอ อ๋อสีฟ้าเป็นนักเต้นบัลเล่ต์” หนูนากล่าวพลางขยับไปยังโต๊ะตัวต่อไป
“ไม่ใช่จ๊ะ แต่การเต้นรำจะต้องมีกระจกไว้เพื่อให้สามารถเห็นว่าขณะเต้นภาพที่ออกมาเป็นอย่างไร บางทีการงอปลายเท้าเข้ามาอีกนิด ยกเขาขึ้นหน่อยก็ทำให้ท่าเต้นสวยขึ้น สำหรับนักเต้นเราก็จะพยายามฝึกให้ท่าทางออกมาสวยที่สุด งานอดิเรกของฉันคืออยู่หน้ากระจกแล้วพยายามจัดท่าต่างๆให้ตัวเองดูดี”
“ฟังดูน่าทึ่ง”
“น้องสาวฉันว่ามันเป็นการหลอกลวง” สีฟ้าลุกขึ้นหลังจากก้มลงหาจดหมายใต้โต๊ะ “ฉันว่าสิ่งที่อยู่ภายนอกนะสามารถแต่งเติมกันได้ แต่ความรู้สึกภายในจิตใจของเราต่างหากที่ห้ามโกหกตัวเอง” สำหรับหนูนาแนวคิดนี้น่าสนใจ
“เหมือนว่าความคิดเธอจะเท่ห์ดีนะสีฟ้า”
“ขอบใจจ๊ะ แต่ฉันสุดท้ายก็โกหกตัวเองนะ” น้ำเสียงเศร้านั้นทำเอาหนูนาต้องแอบเหลือบมอง ในใจหนึ่งแวบคิดว่าบางทีสีฟ้าอาจจะฆ่าตัวตาย ในช่วงเวลาสุดท้ายเธอคงอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันคงมีแต่ความโดดเดี่ยวที่ทำให้ใครสามารถร้องไห้ออกมาด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งเช่นนั้น
“ฉันชอบเธอนะ” หนูนากล่าวขึ้น “ฉันว่าคนหลายๆคนที่อยู่ใกล้เธอคงจะรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน”
“เหอๆ” สีฟ้าส่ายศีรษะ ก่อนทุกอย่างจะอยู่ในความเงียบ หนูนาก็ก้มหาต่อไปสีฟ้าถอนหายใจยาวเดินเข้ามาหาเด็กสาว
“นี่...หนูนา”
“เจอแล้ว” เด็กสาวร้องขึ้นพลางล้วงมือเข้าไปในช่องใต้โต๊ะ หยิบซองจดหมายออกมา สีฟ้าเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาอย่างแปลกใจ “อันนี้หรือเปล่าจดหมายที่เธอว่า” หนูนาลุกขึ้นพลิกดูหน้าซอง ลายมือหัวกลมตัวอ้วนป้อมน่ารักจ่าหน้า “ถึงคนที่ฉันรัก” ตัวบรรจงด้วยหมึกสีน้ำเงิน
“ลายมือยายนั้นหวัดกว่านี้” สีฟ้าส่ายศีรษะปฏิเสธทันที “แล้วอีกอย่างมันไม่ใหม่ไปเหรอสำหรับของที่ถูกทิ้งไว้ตั้งเจ็ดแปดปีที่แล้ว” หนูนาพยักหน้าเห็นพ้อง พลิกดูด้านหลังก่อนกลับมาด้านหน้า
“แล้วจดหมายถึงใครกันละ จ่าหน้าซองแบบนี้แล้วใครจะกล้าเปิดดู”
“ลองแกะอ่านดูสิ ยังไงจดหมายก็ต้องระบุอยู่แล้วว่าเป็นใครใช่มั้ย”
“จะทำอย่างนั้นได้ยังไงละ” หนูนาตอบแทบกลับแทบจะทันที สีฟ้ายิ้มตอบ
“มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จดหมายจากวันนั้นจะยังอยู่ถึงทุกวันนี้” สีฟ้าเดินถอยออกไปมือป่ายปะกำมือเคาะไปตามโต๊ะเรียน หนูนาใช้เล็บจิกขอบข้างซองจดหมายออก เสียงกระดาษถูกฉีกออกฉุดร่างของวิญญาณสาวให้หันกลับมา สีฟ้าถามด้วยแววตาหนูนาไม่สนใจ ดึงกระดาษเขียนจดหมายสีชมพูออกมาสะบัดคลี่ออก
“เอ๋”
“เอ๋?”
“มันเป็นแผนที่” หนูนาวางกระดาษเขียนจดหมายลงบนโต๊ะ แผนที่ในโรงเรียนแบบง่ายๆวาดลงบนกระดาษโดยไม่มีข้อความอะไรนอกจากรูปวงกลมแรเงาในส่วนหนึ่งของแผนที
“ด้านหลังโรงเรียน” ทั้งสองกล่าวพร้อมกัน หนูนายืนนิ่งเป็นจดหมายรักที่แปลกไปหน่อยสำหรับเธอ
“น่าจะเป็นจุดนัดพบ คงจะมีใครบางคนมาวางจดหมายนี้ไว้ในห้อง เพื่อนัดใครสักคนไปพบที่นั้น” สีฟ้าสรุปอย่างมั่นใจ หนูนามองหน้าวิญญาณสาวเธอพยักหน้าย้ำ
“แต่ฉันฉีกไปแล้ว” หนูนาทำหน้าร้องขอให้ช่วย สีฟ้าอมยิ้มหัวเราะอย่างขบขัน...
*************
ซองจดหมายกลับสามารถหาได้ในห้องพักครูถึงมันจะเป็นซองสีขาวแต่ก็น่าจะพอถูไถไปได้บ้าง หนูนาบรรจงเขียนให้ลายมือคล้ายของเก่าที่สุดก่อนจะสอดไว้ใต้โต๊ะตัวเดิม ทั้งสองช่วยกันปิดหน้าต่างและประตู สีฟ้าเสนอว่าน่าจะไปลองดูหน่อยว่าใครรออยู่ที่หลังโรงเรียน
“ไม่เอาด้วยหรอก เป็นฉันคงอายตายถ้าพบใครตรงนั้น” หนูนาปิดประตูเดินนำลงไปพ้นจากห้องเรียนเก่าของสีฟ้า
“ตรงนั้นเปลี่ยวมากนะ บางทีหนูนาอาจจะได้ฉากเด็ดๆก็ได้” สีฟ้าพูดกลั้วหัวเราะอย่างมีเลศนัย หนูนารู้สึกคนๆนี้ขนาดพูดจาทะเล้นยังดูดี
“สีฟ้าอยากเห็นก็ไปดูสิ”
“แหมๆแค่นี้ก็โกรธแล้ว” วิญญาณสาวรีบก้าวตามขึ้นมาประกบอยู่ด้านข้าง โค้มตัวลงมาเล็กน้อยให้อยู่ระดับเดียวกับใบหน้าของเด็กสาวผมเปีย
“เธอบอกฉันได้มั้ยว่าใครเป็นคนเขียนจดหมายไว้ให้เธอ” หนูนาพูดเสียงจริงจัง สีฟ้าจากที่ยิ้มๆอยู่ก็ยืดตัวขึ้นสูง สีหน้ากลับเป็นกังวลสูดหายใจลึกเข้าปอด
“ฉันไม่เป็นไรหรอกจะเจอจดหมายที่ว่าหรือไม่ ทางนั้นเค้าแต่งงานไปแล้วฉันไม่อยากให้เรื่องแบบนี้ไปรบกวนนะ”
“สีฟ้ารักคนๆนั้นหรือเปล่า”
“รักสิ รักจนไม่กล้าที่จะรักเลยละ”
“หือ”
“ฉันต้องทำให้ยายนั้นเสียใจแน่ๆ ไม่รู้สิ”
“รักจนไม่กล้ารัก เธอนี่เท่ห์ดีนะสีฟ้า”
“เหอๆ”...
๗
สีฟ้าหัวเราะตัวงอเอามือกุมท้องเดินวนไปมาเมื่อเห็นผลงานที่หนูนาพังประตูยืดที่ปิดเข้าตึกเพื่อจะขึ้นมาหาเธอ หนูนาไม่พูดโต้ตอบอะไร แต่เบ้ปากมองวิญญาณสาวที่กำลังขบขัน
“เอาละๆ ไม่หัวเราะก็ได้”
“ฉันไม่ใช่วิญญาณแบบสีฟ้านี่ จะได้เดินไปไหนมาไหนได้สบาย” หนูนาตัดพ้อขณะใช้มือดันประตูให้ปิดเหมือนเดิมเพื่อไม่ให้มีใครสังเกตเห็นว่ามันพัง
“ฉันไม่ได้หัวเราะแบบว่ามันขำหรอกนะ แต่พอรู้สึกว่าได้เห็นอะไรที่สมเป็นเธอแล้วมันก็อดไม่ได้”
“เหรอๆ”
“รู้สึกน่าดีใจที่ได้สัมผัสตัวตนของเธอ”
“ฟังดูน่าภูมิใจ แต่เธอหัวเราะตั้งขนาดนั้น”
“แหมๆ แล้วนี่จะไปไหนต่อละ หรือจะไปดูที่หลังโรงเรียนกัน” สีฟ้าเลือกใช้วิธีเปลี่ยนเรื่องพูด
“ห้องสมุด” หนูนากล่าวเดินนำไปทางตึกสองทันที สีฟ้าพยักหน้ารู้สึกเห็นด้วยส่วนหนึ่ง
“จะว่าไปห้องสมุดก็มีเรื่องเล่าแปลกๆเยอะทีเดียว”
“เรื่องที่ต้องเปิดโคมไฟไว้ดวงหนึ่งเพื่อให้วิญญาณในห้องสมุดไว้อ่านหนังสือใช่หรือเปล่า” หนูนาหันมายิ้มบางๆให้วิญญาณสาว
“เปล่าเป็นเรื่องเสียงจากมุมมืดต่างหาก...อยากฟังหรือเปล่า” สีฟ้าทำหน้าทะเล้นขึ้นมาทันที หนูนาเบ้ปากรับ
“ดูหน้าตาสีฟ้าฉันก็รู้แล้วว่าเรื่องทะลึ่งแน่ๆ”
“ไม่สนุกเลย อยากจะเห็นหนูนาทำหน้าแปลกๆสักหน่อย จะว่าไปที่ฉันได้เจอกับยายนั้นก็เพราะเรื่องที่พาพวกสาวๆไปเล่นอะไรกันที่ห้องสมุดนี่ละ” หนูนาปั้นหน้าไม่ถูก
“ห้องสมุดไม่ใช่โรงแรมนะ”
“นั้นละยายนั้นก็พูดแบบนั้น แถมยังทำหน้าเหมือนเธอตอนนี้เลย” หนูนารีบเบือนหน้าหนีทันที สีฟ้าหัวเราะคิก แล้วก็เงียบไป “ยายนั้นเป็นอาสาห้องสมุด หลังจากไล่ฉันออกไปก็เอากุญแจห้องของคอนโดแถวนี้ยื่นมาให้ ตอนแรกฉันว่ายายนั้นเพี้ยน ก็เลยลองมาจีบดู ไปๆมาๆกลับเป็นคนที่ฉันรู้สึกเป็นเพื่อนได้”
“แล้วไงต่อ” หนูนาเข้าใจไม่ยากว่าสีฟ้าคงกำลังต้องการจะบอกอะไรเธอ
“บ้านของยายนั้นมีฐานะมากเป็นคนที่มีชื่อเสียงในสังคม บริจาคเงินสนับสนุนโรงเรียนนี้มาตลอด สืบทอดกันเป็นประธานสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนต่อเนื่องกันมาทุกรุ่น”
“ครูอาริยา” เด็กสาวกล่าวขึ้นหันไปมองสีฟ้า วิญญาณสาวพยักหน้ารับ รอยยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้พูดถึงเธอคนนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ใช่จ๊ะหนูนา ฉันหาจดหมายรักฉบับนั้นของอาริยา” หนูนาชะงักฝีเท้า
“เธอกำลังบอกว่าพวกเราไม่ควรไปห้องสมุด” สีฟ้าหลับตาส่ายศีรษะปฏิเสธ
“หึ...ไม่เป็นไรหรอกเราไปห้องสมุดกันเถอะ” แววตาของเธอเหมือนกำลังจะกล่าวลา...
*************
ห้องสมุดเปิดอยู่ตามที่หนูนาคาดการณ์ไว้ตั้งแต่เห็นบัตรประชาชนของครูอริยาที่ป้อมยาม แต่ความรู้สึกสำหรับวันนี้แตกต่างกับที่เคยมาทุกครั้ง เพราะเธอนึกไม่ออกว่าครูอาริยาจะทำหน้าอย่างไรถ้าได้เห็นสีฟ้า
เด็กสาวผมประบ่าเห็นหนูนาลังเลจึงก้าวเดินนำหน้าผลักประตูห้องสมุดเข้าไปหลังจากยืนกันอยู่หลายอึดใจ รองเท้าถูกถอดสอดเก็บไว้ในชั้นวางรองเท้าใกล้ประตูทางเข้าเปลี่ยนเป็นร้องเท้าเตะสำหรับใส่ภายใน หนูนากวาดสายตาไปทั่วไม่พบว่าครูอาริยาอยู่ในห้องสมุดก็รู้สึกโล่งใจ
“อือ...ยายนั้นทำจริงๆด้วย” สีฟ้ากล่าวแววตาเป็นประกายริมฝีปากประดับยิ้มบางชื่นชม
“สีฟ้าหมายถึง...”
“การแต่งห้องสมุดนะ ยายนั้นบอกว่าพวกรุ่นป้ารุ่นน้านั้นเอาไปเงินไปบริจาคสร้างอย่างอื่นที่ใครเข้ามาในโรงเรียนก็มองเห็น ห้องสมุดเลยไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไร เธอเลยว่าถ้าถึงรุ่นเธอจะทำห้องสมุดใหม่” สีฟ้าเดินเข้าไปพลางใช้มือเคาะโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นจุดรับคืนหนังสือ เสียงเปิดประตูห้องสมุดดังขึ้นจากด้านหลังทำให้เด็กสาวทั้งสองต้องหันกลับมา
ครูอาริยาเดินเข้ามาเมื่อสังเกตเห็นผู้มาเยือนทั้งสองก็หยุดนิ่งก่อนค่อยๆขยับเดินเข้ามาใกล้ หนูนาตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะแสดงสีหน้าอย่างไร
“สวัสดี...ค่ะ พี่อาริยา” น้ำเสียงของสีฟ้าเปลี่ยนไป จากสดใสมั่นใจกลับกลายเป็นสั่นเครือหวาดระแวง หนูนาสะบัดตัวหันไปตามต้นเสียง เด็กสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอไม่ใช่สีฟ้าอีกต่อไปแล้ว แม่ว่ารูปร่างหน้าตาสีผิวจะเหมือนเป็นคนๆเดียวกับ แต่ลักษณะของสีฟ้าหายไปหมดสิ้น ในช่วงเวลาสั้นๆหนูนาไม่สามารถอธิบายได้ถึงความแตกต่าง แววตานั้นไม่อาจจะกระจ่างชัดแจ่มใสเหมือนสีฟ้าคนก่อน มุมปากที่เคยยกเชิดคลายตกลง รวมถึงลักษณะของการเดินเชิดอกอย่างมั่นใจกลับไม่ปรากฏให้เห็นอีกแล้ว
“อัน อัญชันใช่มั้ย โหเล่นเอาพี่ตกใจเลย แล้วชุดนักเรียนนี่ของฟ้าเหรอ”
“คะ...ค่ะพี่อาริยา ขอโทษนะคะที่ทำให้ตกใจ...หนูอยากมาเที่ยวโรงเรียนของพี่ฟ้า แต่ไม่รู้ว่าชุดนักเรียน...”
“อ๋อ อือ แล้วหนูนาละ...” ครูอาริยามองเด็กสาวผมเปียที่ยังสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น “หนูนา เป็นอะไรหรือเปล่า หือ” ครูสาวร้องถามด้วยความเป็นห่วง
“หนูปวดศีรษะนิดหน่อย ขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะคะ” เด็กสาวผมเปียยกมือไหว้ย่อตัวถอนสายบัวเล็กน้อย
“เดี๋ยวสิ นั่งพักก่อนน่าจะดีขึ้น ปีใหม่ทั้งทีเดี๋ยวครูพาไปเลี้ยงไอศกรีมอร่อยๆนะ” หนูนาส่ายศีรษะพูดอะไรไม่ออก “อันไปด้วยนะ เธอสองคนน่าจะรุ่นเดียวกันมารู้จักกันไว้น่าจะดี”
“ขอโทษนะคะพี่อาริยา หนูคงต้องกับไปพร้อมกับ...หนูนาเหมือนกัน”
“อ้าว...” ครูสาวกล่าวน้ำเสียงเสียดาย ในขณะที่หนูนาเดินออกไปแล้วด้วยความรวดเร็ว อันค่อยๆเดินตามไป
“อย่า...อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ” หนูนากล่าวกล่ำกลืนความรู้สึก ขณะก้มหยิบร้องเท้าสวม มือไม้ที่สั่นเทาของเธอทำให้ยิ่งรีบยิ่งลนลาน
“ไม่ว่ายังไงขอให้ฉันอธิบายได้มั้ย” อันพูดอย่างระวัง หนูนาสะบัดศีรษะสวมร้องเท้าหนังเหยียบทั้งส้นเดินออกจากห้องสมุด...
๘
หนูนากลับมาถึงบ้านขึ้นห้องนอนตัวเองทันที เธอไม่เข้าใจว่าทำไมหัวใจถึงเจ็บปวดขนาดนี้ มโนจิตที่เคยสะท้อนความรู้สึกเป็นลูกคลื่นคล้ายกลายเป็นน้ำแข็ง อะไรที่มากระทบมีแต่สร้างความแตกร้าวให้ขยายกว้างออกไป ทั้งที่ทุกอย่างเป็นเรื่องราวที่เธอไม่สามารถประติดประต่อมันได้ แต่รู้สึกไม่ว่าความจริงเป็นอย่างไรก็ยากจะยอมรับ ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเป็นสีฟ้าหรืออัญชันแต่การหลอกลวงกันแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น หนูนาซุกใบหน้าลงหมอนใบใหญ่ร้องให้ฟูมฟายต้องการระบายความรู้สึกที่อัดแน่นในใจ ในเวลานั้นโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น หนูน่าค่อยๆพลิกตัวนั่งลงกอดเข่าตัวเองบนเตียง ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นแนบกับหู
“หนูนา” เสียงของอัญชันดังผ่านมา เด็กสาวจะปิดโทรศัพท์ลงแต่กลับหยุดชะงักค้างไว้โดยไม่โต้ตอบอะไร ความรู้สึกหนึ่งบอกว่าเธอควรฟังการอธิบายไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม “หนูนาพี่ฟ้าตายไปแล้วจริงๆนะ แต่คนที่เธอคุยด้วยก็คือพี่ฟ้า ขอโทษนะหนูนา” อัญชันเงียบไปหลายอึดใจ
“ขอโทษนะ ฉัน...จะพยายามอธิบาย พี่ฟ้าฆ่าตัวตาย แต่พวกเราพี่น้องยังสามารถสื่อสารกันได้ แต่ไม่นานมานี่พี่ฟ้าบอกว่าใกล้จะหมดเวลา...จึงอยากจะขอยืมร่างของฉันเดินเที่ยวในโรงเรียนเก่าของตัวเอง” อัญชันเงียบไปอีก หนูนาตัดสินใจเชื่อเรื่องราวทุกอย่าง
“อือ เข้าใจละ” หนูนาระบายลมหายใจยาวอย่างอ่อนแรง เข่าที่ตั้งชันอยู่บนเตียงค่อยราบลง เด็กสาวเอนหลังนอนแน่นิ่ง
“ขอโทษนะ...พรุ่งนี้หนูนาจะมาโรงเรียนอีกหรือเปล่า” หนูนาค่อยๆหลับตาลง “พี่ฟ้าอยากจะขอโทษเธอด้วยตัวเอง...” หนูนากดปุ่มวางสาย ภายในจิตใจของหนูนาคล้ายถูกจับโยนลงบ่อน้ำและปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่สามารถบอกไว้ว่าเมื่อไรช่วงเวลาแห่งการจมดิ่งจะสิ้นสุดลง...
*************
“สวัสดีหนูนา” สีฟ้ายิ้มกรุ้มกริ่มส่งสายตาเจ้าชู้ต้อนรับ ผละมือจากระเบียงไม้ทางเดินระหว่างตึกเรียนที่สองและสาม ย่างเท้าเข้ามาหา หนูนาหลบสายตา ออกกิริยาขัดเขินโดยไม่ตั้งใจ “หายโกรธฉันแล้วใช่หรือเปล่า”
“เธอนี่คงใช้วิธียิ้มหวานหลอกลวงชาวบ้านเค้าไปทั่วจนเป็นปรกติสินะ”
“อา...ก็บอกแล้วไงว่าฉันเจ้าชู้ วันนี้คงจะวันสุดท้ายแล้วละที่ฉันจะเป็นแบบให้หนูนาถ่ายรูปได้”
“ถามอะไรหน่อยสิ ตลอดเวลาที่สีฟ้าคุยกับฉัน อัญชันเองก็รับรู้ทุกอย่างด้วยใช่หรือเปล่า” สีฟ้าพยักหน้ารับ
“ใช่จ๊ะ หนูนารังเกียจเหรอ” หนูนาระบายลมหายใจ
“ไม่ใช่รังเกียจหรอก แต่เข้าใจว่าตลอดมาพวกเราอยู่กันสองต่อสอง”
“อัญชันชอบหนูนานะ” สีฟ้ากล่าวเสียงเรียบ เธอเลิกคิ้วมองถามความเห็นเด็กสาว หนูนาขมวดคิ้ว
“จะไปแล้วไม่ต้องมาทำตัวเป็นแม่สื่อเลย ไปถ่ายรูปกันได้แล้ว” หนูนาหันหลังกลับเดินนำเดินออกจากระเบียง...
*************
ด้านนอกตึกเรียนมีทางเดินที่พาดตามความยาวพื้นที่ของโรงเรียน มีความกว้างประมาณสองคนเดิน พื้นปูด้วยอิฐแดงดูมีความเก่าแก่ ตะไข้น้ำที่จับเขียวในหน้าฝนผ่านมาในฤดูหนาวก็กลายเป็นสีน้ำตาล เสาไม้สองต้นถูกตั้งคู่เรียงยาวตลอดทางสำหรับการตั้งหน้าจั่ว ตีแผ่นไม้ขึ้นเป็นหลังคาจัดวางกระเบื้องแผ่นสีน้ำตาลปูบังแดดฝน ชายคาไม้ฉลุลายไทยแขวนเรียงไปด้วยกระดิ่งโยกตามสายลมส่งเสียงไล่เรียงเป็นทำนองดนตรีใส
“เขาว่าถ้าใครสามารถจับมือกันเดินจากต้นทางจนสุดปลายทางก็จะเป็นแฟนกันได้ตลอดไป” หนูนากล่าวก่อนก้าวนำไปยืนบนทางเดินที่ว่า สีฟ้าเดินตามขึ้นมา
“แต่...ฉันเห็นสุดท้ายก็เลิกลากันไป” วิญญาณสาวกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ
“แสดงว่าความรักนี่เป็นเรื่องที่ไม่มั่นคงเอาเสียเลยนะ” หนูนาบ่นขึ้น
“งั้นเรามาลองจับมือแล้วเดินไปด้วยกันดูไหมหนูนา”
“มือสีฟ้าเย็นอย่างกับน้ำแข็ง ฉันไม่จับด้วยหรอก” หนูนาปฏิเสธ “แต่เราเดินกันไปแบบนี้มันก็คงไม่ต่างอะไรหรอก” เด็กสาวผมเปียเริ่มก้าวขึ้นนำหน้าสีฟ้าเดินตามไปบนระนาบเดียวกัน
“จริงเราต้องเริ่มจากหลังโรงเรียนเดินไปจนถึงประตูหน้าไม่ใช่เหรอ” สีฟ้าแย้งขึ้นมา
“แค่หาที่ถ่ายรูปไม่เห็นต้องไปเดินจากตรงนั้นเลย” หนูนาหันมายิ้ม
“ขี้โกงนี่น่า หลอกให้ฉันเข้าใจผิด” ทั้งสองหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ในเวลานั้นกลับมีเสียงเรียกมาจากด้านหลัง
“อัน หนูนา โชคดีจัง มาช่วยครูทางนี้หน่อยสิ” ทั้งสองหันกลับไปมองทางต้นเสียง ครูอาริยายืนยิ้มแก้มปริ ศีรษะสวมหมวกสานปีกกว้างสำหรับบังแดดทำสวน...
*************
“พวกวัชพืชนี่ พอไม่ได้ดูแลสักอาทิตย์สองอาทิตย์ เอาแล้วขยันขึ้นเต็มไปหมด” ครูอาริยาเดินนำพาเด็กสาวทั้งสองมาที่ด้านหลังโรงเรียน หนูนารับหลอดครีมกันแดดจากสีฟ้ามาบีบลงบนฝ่ามือตามคำสั่งของครูอาริยา มือบี้เนื้อครีมให้กระจายยกขึ้นทาใบหน้าหลังหูคอแขนเรื่อยลงถึงขา
“ตกลงพี่อาริยาจะพาพวกเราไปถอนวัชพืชเหรอคะ” สีฟ้าแกล้งทำเป็นอัญชัน ครูอาริยาพยักหน้าก่อนจับกุญแจพวงใหญ่ขึ้นมา
“เดี๋ยวเสร็จแล้วพี่พาไปเลี้ยงไอศกรีมอร่อยๆนะ”
“ค่า” สีฟ้าตอบรับ แสร้งเล่นบทพี่สาวน้องสาว ครูสาวส่งสัญญาณมือให้เด็กสาวทั้งสองรออยู่ก่อนในขณะที่ตัวเองเดินเข้าไปยังอาคารไม้ที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆด้วยการตีแผ่นไม้เข้ากับเสา มุงด้วยหลังคาสังกระสีที่ผุเป็นรูพรุน ปล่อยให้แสงแดดส่องทะลุเป็นหย่อมๆ เผยให้เห็นภายในที่สุมด้วยอุปกรณ์การทำเกษตรมากมายวางระเกะระกะอย่างไม่เป็นระเบียบ ครูอาริยาไขแม่กุญแจออกจากประตูแต่สภาพพื้นดินที่ทรุดลงสมผลให้ประตูโดนกดทับกับพื้น ครูสาวต้องออกแรงกระชากประตู ฝุ่นที่สุมกองอยู่ม้วนตัวตีขึ้นจากพื้นฟุ้งกระจายไปทั่ว หนูนาถอยหลังหนีคนแรก ในขณะที่ครูอาริยาเดินเข้าไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและกลับออกพร้อมมาด้วยหมวดฟางสานและถุงมือยางทำสวน
สีฟ้าหัวเราะพรืด วิ่งเข้าไปพลางล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาดึงใยแมงมุมออกจากใบหน้าของครูอาริยา ทุกครั้งที่สีฟ้าพูดถึงครูอาริยาด้วยสีหน้ามีความสุขหนูนาจะรู้สึกเจ็บแปล๊บที่หน้าอก แต่ครั้งนี้ต่างออกไปเธอสามารถยิ้มให้กับท่าทางของคนทั้งสอง สีฟ้านำหมวกฟางกับถุงมือมาให้หนูนา ในขณะครูอาริยาเรียกให้ทุกคนตามมา
หนูนาได้สัมผัสความรู้สึกหลายอย่างในช่วงวันหยุดยาว รวมถึงคำว่าปาฏิหาริย์ แต่เธอไม่ได้หมายความถึงการพบกับสีฟ้าถึงมันจะเป็นเรื่องที่เหนือธรรมชาติอยู่มากก็ตาม หลังจากเดินพ้นจากด้านหลังของเรือนเกษตรที่ถูกปล่อยร้าง ภาพเบื้องหน้าทำเอาหนูนาถึงกับเบิกตามองด้วยความตื่นเต้น สีแดงของดอกกุหลาบถูกฉาบให้เด่นชัดด้วยแสงแดดยามเช้าของฤดูหนาวที่ท้องฟ้าเปิดโล่ง ยังมีกุหลายสีเหลืองและขาวปลูกแซมกระจายโดยทั่ว ดอกกุหลายชนิดหลากพันธุ์ยิ่งกวาดตามองยิ่งตื่นเต้น บ้างบานใหญ่ชูช่อดอกอวดเกสร บ้างเล็กจิ๋วซ่อนกลีบดอกบางละเอียด ทั้งหมดปลูกโดยแยกกระถางจัดเรียงเป็นระเบียบ ครูอาริยาเดินนำเข้าไปในสวนร้องตะโกนออกคำสั่ง
“เดี๋ยวครูจัดทางริมขวานี่เอง หนูนาดูตรงกลางน้า แล้วอันของหนูจัดการริมซ้ายมือเลย”
“ค่ะ” หนูนาขานรับก่อนจะหันไปมองสีฟ้าที่ไม่ขยับไหวติง เด็กสาวผมประบ่ายืนนิ่งสองมือยกขึ้นกุมปาก น้ำตาของสีฟ้าไหลออกมาเป็นสายไหลผ่านสองแก้ม หนูนาเข้าใจได้ทันทีว่าสวนกุหลาบแห่งนี้คงเป็นบางสิ่งที่สีฟ้าสามารถเข้าใจได้ สิ่งนั้นสร้างคลื่นเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่องในมโนจิตอันไรขอบเขต สั่นไหวและบีบหัวใจกลั่นออกมาเป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง นี่อาจจะเป็น จดหมายรักของครูอาริยา
“สวนกุหลาบใหญ่ขนาดนี้ครูปลูกเองเหรอคะ” หนูนาออกปากถามจับหมวกสานปีกกว้างสำหรับกันแดดให้เข้าที เดินไปหา
“ใช่แล้ว ครูก็ว่าจะระดมทุนสร้างสวนกุหลาบ ตรงนี้ให้เป็นสวนถาวร”
“ทำไมคะ”
“อย่าเพิ่งถามมากนักเลย มาช่วยครูถอนพวกวัชพืชก่อนดีกว่า” ครูสาวยิ้มแก้มบาน ใบหน้าแบบเดียวกับที่สีฟ้าพูดถึงครูอาริยา หนูนาเข้าใจโดยไม่ยาก
“ครูคะ ครูคิดว่าจากสวรรค์จะมองเห็นสวนดอกไม้นี้หรือเปล่าคะ” ครูอาริยามองหนูนา
“สวรรค์เหรอ...” สีหน้าแปลกใจเปลี่ยนเป็นยิ้มเขินก่อนพยักหน้ารับ “อือเห็นสิ คงจะดีถ้าใครสักคนที่อยู่บนนั้นรู้ว่าจริงแล้วยังมีคนหนึ่งที่รักเธออยู่” ครูอาริยาเงยหน้ามองฟ้าก่อนก้มลงดึงต้นหญ้าและวัชพื้นที่ขึ้นตามกระถางมาเก็บไว้ในกำมือ
“เดี๋ยวขอหนูถ่ายรูปครูกับอัญชันหน่อยนะคะ”
“เอ๋” ครูสาวร้องอย่างแปลกใจ หนูนาไม่พูดเปล่าดึงหมวกของครูสาวและขอให้ถอดถุงมือออกด้วย ก่อนจะเรียกสีฟ้ามาถ่ายรูปกับครูอาริยา หนูนาสั่งสีฟ้าถอดหมวดกับถุงมืออก ให้ทั้งสองไปยืนกลางแปลงกุหลาบ ทั้งสองมองกันอย่างงงๆสงสัยกับการกระทำของหนูนา
“ถ่ายแปลงกุหลาบอย่างเดียวไม่ดีกว่าเหรอหนูนา” ครูอาริยาร้องถาม หนูนายกมือขึ้นส่งสัญญาณเตรียมการถ่ายรูป กล้องอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม สีฟ้าคว้าจับมือของครูอริยาไว้ในวินาทีสุดท้าย พูดบางอย่างกับคนที่เธอรักมากแต่ต้องจากกันไป
หนูนาหวังว่าช่วงเวลาหนึ่งในสี่พันส่วนของวินาทีซึ่งเธอกำลังบันทึกไว้จะเกิดปาฏิหาริย์ให้ทั้งสองสามารถอยู่ด้วยกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เล็กน้อยก็ตาม
บทส่งท้าย
ฝนตกพรำเปิดฉากต้อนรับวันเปิดเทอมด้วยความเหนอะหนะ เด็กสาวผมเปียสวมแว่นกรอบหนามือหนึ่งถือรมคันเล็กขนาดพอดีตัวในขณะที่มืออีกข้างถือกระเป๋านักเรียนเดินผ่านประตูทางเข้าของโรงเรียน ลุงยามยืนโบกรถปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันในในชุดกันฝนสีแสด นักเรียนคนอื่นๆรีบก้าวเท้าเดินขึ้นตึกเรียน ทำให้คนแออัดกันอยู่ใต้ตึกกันมากเพราะต่างต้องจัดการกับร่มที่เปียกฝน
หนูนาถือร่มเดินเข้าไปยังลานจอดรถที่อยู่บนถนนเรียบกับกำแพงโรงเรียน เลี่ยงผู้คนเดินไปขึ้นทางตึกอื่นแทน ภาพต้นตะขบใหญ่กลางสายฝนดูสวยงามให้อารมณ์ที่ดูแปลกออกไป แต่เธอได้แต่ก้มมองกล้องที่แขวนอยู่ที่หน้าอกเพราะสองมือต้องถือร่มและกระเป๋านักเรียน
“ฉันถือร่มให้หนูนา” มือหนึ่งเดินเข้ามาจับร่มไว้หนูนาเหลือบตาไปมองหญิงสาวร่างสูงผมประบ่า
“ขอบใจอัน” หนูนาปล่อยมือจากร่มทันทีอัญชันต้องรีบคว้ามือจับไว้ก่อนร่มจะร่วงตกอย่างน่าหวาดเสียว “กระเป๋าด้วย” หนูนาส่งกระเป๋าตามไปลำบากอัญชันต้องใช้มืออีกข้างที่ถือรมของตัวเองมารับไว้ หนูนายกกล้องขึ้นบันทึกรูปไว้ก่อนจะรับร่มและกระเป๋าคืนมาและเดินนำขึ้นตึก
อัญชันเดิมตามหลังเด็กสาวผมเปียเสมือนผู้ติดตาม หนูนาหุบร่มวางพิงไว้ข้างตึกอัญชันหุบร่มตามพิงไว้ข้างกัน ทั้งสองเช็ดรองเท้ากับพรมกาบมะพร้าวพอให้หมาดก่อนก้าวเดินขึ้นตึก หลายคนมองอัญชันอย่างประหลาดใจ ภาพชุดของหนูนาที่ถ่ายทำเป็นโปสการ์ดเป็นที่ฮือฮามากในหลายๆด้าน โดยเฉพาะคนรุ่นเดียวกันกับสีฟ้าหรือครูอาริยาถึงกับโทรมาตรวจสอบว่าใครคือนางแบบในโปสการ์ดชุดนั้น
เมื่อถึงห้องเรียนเสียงเจี๊ยวจ๊าวหัวเราะอย่างสดใสดังออกมาจากกลุ่มสี่สาวที่นั่งสุมหัวกันหลังห้อง หนูนาที่เดินเข้ามามองอยู่อึดใจก่อนเอ่ยปากถาม
“สวัสดีมีเรื่องอะไรเหรอหัวเราะกันท่าทางสนุก” หนูนากล่าวขึ้นทักทายก่อนวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ
“กำลังเล่าเรื่องที่ไปเที่ยวกันมาอยู่นะ หนูนาโต๊ะตัวนั้นอย่านั่งนะ” เด็กสาวผมสั้นลุกขึ้นจากที่นั่งในกลุ่มทำหน้าตาตื่นตกใจ หนูนาเลิกคิ้วถามอย่างสงสัยในขณะที่ อัญชันหย่อนกระเป๋าวางที่โต๊ะข้างๆ
“ทำไมเหรอ”
“เรื่องจดหมายรักต้องสาปห้อง ๓๓๓ ไง ในโต๊ะตัวนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งที่คนเขียนตายไปแล้วรอให้คนรักของเธอมาเอาอยู่ ถ้ามันหายไปจากโต๊ะคนที่นั่งจะต้องโดนเจ้าของจดหมายตามหลอกทั้งวันทั้วคืนเลยนะ”
“แล้วทำไมไม่ตามไปหลอกคนที่เอาไปละ มาหลอกคนที่นั่งทำไมกัน” หนูนาสงสัยตามภาษาของเธอก่อนล้วงเข้าไปในโต๊ะหยิบจดหมายที่ว่าออกมาดู ซองกระดาษสีขาวจ่าหน้าซองด้วยลายมือหัวกลม ‘ถึงคนที่ฉันรัก’ ยังคงอยู่เหมือนเดิมเช่นวันที่เธอเขียนสอดไว้ใต้โต๊ะ
“ไม่รู้ พวกผีมีเหตุผลด้วยเหรอ ฉันว่า...”
“ไม่เป็นไรหรอก...จดหมายถึงมือเจ้าของแล้ว” หนูนาสรุปเด็กสาวยิ้มออกมาให้กับเพื่อนร่วมห้องเป็นรอยยิ้มสวยที่สุดซึ่งเธอส่องกระจกจนมั่นใจ
จบ 1/4000 sec. (หนึ่งในสี่พันส่วนของวินาที)
ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาอ่านจนจบครับ ถ้ามีจุดไหนควรแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ขอคำแนะนำด้วยครับ m(_ _)mขอบคุณโร่จังที่ช่วยดูคำผิดครับ
edit @ 8 Dec 2008 02:53:37 by ~fs writer~