copy-edit

อยากจะแบ่งตอนนี้ออกเป็นสักสองช่วงแต่กลัวใจตัวเองว่าจะเป็นสามเหลือเกิน อาจจะนานไปบ้างเพราะผมเขียนแต่ละตอนได้ช้า ก็จะพยายามเร่งตัวเองขึ้นทีละนิดแล้วกัน

องก์ 26 วันศุกร์ที่ไร้รัตติกาล(1)

กาแฟดำถูกรินจากเหยือกแก้วใสทรงกลมสู่ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีงาช้างพร้อมเสริฟลงทางด้านขวามือของเด็กสาวผมหยักศก ใบหน้าหวานสะสวยมีแววของความอิดโรยฉาบอยู่บ้างเล็กน้อย กันยานั่งมองอาหารเช้าในจานอย่างเบื่อหน่าย ไข่ดาวและไส้กรอกถูกตัดแบ่งอย่างละครึ่ง ขนมปังฝรั่งเศสถูกปล่อยทิ้งไว้จนเย็นแข็ง เธอชั่งใจอยู่นานว่าจะฝืนใจทานต่อหรือไม่ ก่อนวางส้อมและมีดรวบลงบนจานยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่ม รสขมและกลิ่นหอมของเม็ดกาแฟคั่วบดทำให้เด็กสาวมีสีหน้าสดชื่นขึ้น พร้อมเดินออกจากโต๊ะ สาวรับใช้สองคนยกกระเป๋านักเรียนและกล่องไวโอลินเดินตามไปที่รถ

************

รถนอกคันใหญ่จอดเทียบทางเท้าถัดจากหน้าปากซอยโรงเรียนคนขับรถแต่งตัวภูมิฐานรีบรี่เข้ามาเปิดประตูให้กันยาก้าวลงจากรถ เด็กสาวรวบกระเป๋านักเรียนและกล่องไวโอลินบนตักไว้มือข้างเดียวก่อนก้าวขึ้นทางเท้า มองด้านขวามือของเธอกลับมาเด็กสาวคนหนึ่งกระโดดลงมาจากรถประจำทาง มือหนึ่งถือกระเป๋านักเรียน อีกมือถือกล่องไวโอลินลงมาบนทางเท้า เสื้อผ้าผมเผ้าดูยุ่งไปบ้างเพราะการเบียดเสียดกับผู้คนบนรถประจำทาง

"มาริสา" กันยาเอ่ยปากก่อนเด็กสาวจะหันมาสีหน้าเหมือนจะตกใจรีบยกมือไหว้รุ่นพี่ของเธอ ทั้งกระเป๋าและกล่องไวโอลินตามขึ้นมาดูน่าขบขัน กันยาถอนหายใจส่ายศีรษะแต่อดไม่ได้ที่จะมีอมยิ้มประดับ

"เวลาถือข้าวของเต็มมือถ้าไม่สะดวกจะวางไว้กับพื้น ให้รวบไว้ด้านหน้าอย่างสุภาพแล้วโค้งให้กับรุ่นพี่ก็ได้เวลาทักทายนะ ไม่ใช่ยกของขึ้นมาสวัสดีรุ่นพี่ด้วย" กันยาทำเสียงดุ

"ขอโทษค่ะ" มาริสากล่าวเสียงอ่อน รุ่นพี่ผมหยักศกหยุดมองเด็กสาวหนึ่งอึดใจก่อนระบายลมหายใจด้วยความอึดอัดตัดบทเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรต่อ มาริสาคาดเดาไม่ถูกว่ารุ่นพี่ของเธอกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่ แต่จะยอมแพ้ตอนนี้คงไมได้ เด็กสาวก้าวเท้าตามไป

"พี่กันยาคะเรื่องที่เราจะเล่นไวโอลินกันพี่คิดว่าจะใช้เพลงไหนกันคะ"

"เธอเล่นเพลงที่ถนัดได้เลย" กันยาตอบ มาริสาคิดหาเรื่องพูดคุยต่อแต่รู้สึกเหมือนโดนกันยาตัดทำลายสะพานทิ้งปิดช่องทางสนทานา เด็กสาวโมโหแต่เธอไม่รู้จะระบายออกอย่างไร สุดท้ายก็ได้แต่เดินตามกันยาไปตลอดโดยไม่พูดอะไร กันยาเองก็รู้เจตนาของมาริสาแต่ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ทำกิจกรรมตามปรกติเดินผ่านตึกเรียนเข้าเขตสวนป่าเดินตามถนนอิฐสีเหลืองไปสู่วิหารกุหลาบ ยกไวโอลินขึ้นมาเล่นโดยไม่สนใจสุดท้ายก็เป็นมาริสาเองต้องเดินหนีไปเมื่อมั่นใจแล้วว่ารุ่นพี่คงไม่อยากจะเห็นหน้าเธอ กันยาเล่นไวโอลินไปได้พักหนึ่งก็หยุดลง

"น่าขันจริงตั้งใจทำให้ท่านมาริสาหนีไปแล้วตัวท่านเองก็มานั่งเสียใจเอง" เจ้าหญิงแห่งรัตติการปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าจากความว่างเปล่า

"ก็แค่อยากรู้ว่าเด็กนั้นจะทนตามมาแค่ไหน แต่นี่ก็จะยอมแพ้แล้วสินะ" กันยาตอบเสียงเศร้าปนเปไปกับความรู้สึกไม่ได้ดังใจทีกระแทกน้ำเสียงลงในตอนท้าย

"ท่านกับท่านมาริสารู้จักกันมานานแล้วหรืออย่างไร ดูท่านก็อาวรณ์ในตัวของท่านมาริสาอยู่ไม่น้อย" ริริสกล่าวพลางสร้างบัลลังก์ขึ้นมาจากอากาศแข็งเป็นผลึก ก่อนนั่งเอนหลังไขว้ขาในท่าประจำอย่างปลอดโปร่ง

"คุณอยากจะทราบไปทำไมคะ" กันยาถามขึ้นเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลแย้มยิ้มอย่างใจเย็น

"ก็ใจท่านอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังบ้างไม่ใช่เหรอ ข้าได้ยินเสียงเรียกร้องออกมาจากในใจของท่าน เล่าให้ข้าฟังสิข้าเองก็ตัวคนเดียวจะได้ไปพูดคุยกับใครก็หาไม่" เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลกล่าวถูกต้อง ตลอดเวลาที่กันยาอยากจะมีใครสักคนที่ฟังสิ่งที่เก็บไว้ในใจของเธอแต่ในที่สุดตัวเธอเองนั้นละที่ไม่ไว้ใจใครจนต้องเก็บงำทุกสิ่งไว้ในใจของตนยึ่งเก็บมากมันก็อัดแน่นจวนเจียนจะถึงเวลาที่มันระเบิดออกมา เมื่อมีโอกาสพูดกันยาเองก็ไม่รอช้า

"เคยพบกันเมื่อสองปีก่อนในงานเต้นรำสวมหน้ากาก เราคุยกันถูกคอรู้สึกเข้ากันได้...ผูกพันเหมือนรู้จักกันมานาน ดังนั้นตอนที่จะจากกันความรู้สึกหนึ่งก็เกิดขึ้น..." กันยาทิ้งช่วงไม่กล้าจะเอ่ยปาก ริริสเห็นดังนั้นก็ยิ้มที่ริมฝีปากส่งเสียงในลำคอเริ่นนำ

"คิดว่าเหมือนเป็นเพียงความฝันที่ตื่นมาทุกอย่างก็หายไป อย่างไรก็คงไม่ได้พบกันอีก อยากจะทำอะไรเพื่อสร้างความทรงจำที่มีต่อกันไว้" ริริสอ่านความในใจออกมา กันยาพยักหน้า

ก็เลยขอจูบ ริริสเสริม แววตาแฝงความขี้เล่นเหมือนพบเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน

"ก็เท่านั้น แล้วเราก็ไมได้พบกันอีกจนกระทั้งมาริสามาเรียนที่นี่" กันยาตัดบทหลบสายตาจากตัวเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล

แสดงว่าเดิมทีท่านก็ทราบว่าท่านมาริสาไม่รังเกียจที่จะมีความรักกับเพศเดียวกัน? แต่ตัวท่านละ

ฉันกลัว กันยาหันมาสบสายตาตอบกับเจ้าหญิงแห่งรัตติการ แสดงความจริงในจิตใจ ถ้ามันเป็นเพียงแค่ความฝันก็คงดี ตื่นมาทุกอย่างก็จบ สามารถปล่อยใจไปกับมันได้อย่างเต็มที่ กันยาสรุปความรู้สึกของเธออย่างชัดเจน

ดีขึ้นบ้างไหมที่ได้ระบาย ริริสถาม

ขอบคุณ กันยาตอบ

โลกนี้คือเวทีหากโชคดีท่านก็ได้เวียนว่ายตายเกิด เกิด ตาย เกิด ตาย สวมบทบาทที่แตกต่างกันไป แล้วมันต่างกับ การฝันและตื่นขึ้นมาอย่างไร ริริสหวนนึกไปถึงภาพของเอล์ฟสาวสองตนที่กำลังถกเถียงในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด แววตาเหม่อลอยของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลทำให้กันยาอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเรียกเธอให้รู้สึกตัว ริริสจึงค่อยกลับมามีแววตาแจ่มใสอีกครั้ง

"ขออภัย...ข้าหวนไปคิดเรื่องของมารดาของข้าเสียมารยาทเสียจริง... เอาละข้ามียาเวทมนตร์อยู่ตำรับหนึ่งท่านน่าจะสนใจ" เจ้าหญิงแห่งรัตติการแบมือออกมาภายในมีขวดแก้วทรงสวยขนาดสูงไม่ถึงห้าเซนติเมตรอยู่บรรจุด้วยลูกกลมสีฟ้าใสเม็ดเล็กจิ๋วอยู่ภายใน

"ยานี่จะทำให้ผู้ทานแสดงความในใจออกมาอย่างแท้จริง หากท่านสงสัยในความรู้สึกของท่านมาริสาหรือแม้แต่ความรู้สึกของตน ก็สามารถทดสอบได้ด้วยตัวเอง ขอให้ใช้ในโอกาสที่ท่านคิดว่าสมควรเถอะ" เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลอธิบาย กันยามองขวดนั้นอย่างชั่งใจ

"ของแลกเปลี่ยนละ คงต้องมีของแลกเปลี่ยนใช่ไหม เพราะปิศาจไม่เคยให้อะไรฟรี" กันยาถามขึ้น

"ข้าไม่ใช่ปิศาจนะ แต่ก็มีหลายมนุษย์หลายผู้เรียกข้าแบบนั้น ช่างเถอะมันก็แค่คำเรียกหา ข้าอยากให้ท่านกลับมาเล่นดนตรีได้อีกครั้งเท่านั้นเองไมได้มีความคิดร้ายอะไรต่อพวกท่านทั้งสองหรอก วิธีใช้งานก็แค่ ผสมลงในอาหารหรือเครื่องดื่มหรือจะให้รับประทานโดยตรงก็ได้ ข้อควรระวังก็แค่เวทมนตร์จะสลายไปเมื่อร่างกายสัมผัสแสงของดวงอาทิตย์" กันยาเดินเข้ามารับไว้ ไม่ทันที่จะกล่าวอะไรร่างของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลก็หายไป เด็กสาวผมหยักศกมองเมล็ดสีฟ้าในขวด ถามตัวเองว่าเธอแน่ใจแล้วเหรอที่ต้องการสิ่งนี้

************

มาริสาเดินไปตามถนนอิฐสีเหลืองมุ่งสู่ทางออกของส่วนป่าด้วยสองแก้มอาบไปด้วยน้ำตา เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าของเธอ เด็กสาวชะงักเท้าก่อนใช้แขนเสื้อรีบปาดน้ำตาออกทั้งทีสองมือยังถือกระเป๋า

"ท่านคงไม่อยู่ในอารมณ์จะพูดคุยนัก ข้ามียาเวทมนตร์ท่านน่าจะสนใจ" เจ้าหญิงแห่งรัตติการกล่าว สีหน้าที่คล้ายกำลังเป็นห่วงนั้นทำให้มาริสาไม่กล้าที่จะทำลายน้ำใจ และนั้นก็เป็นจุดอ่อนที่ปิศาจสาวทราบอยู่แล้ว

ยาอะไรคะ มาริสาใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยาเสน่ห์ยังไงละมันจะทำให้ท่านกันยารักท่านจนถอนตัวไม่ขึ้น เจ้าหญิงแห่งรัตติการเดินเข้าใกล้พลางยื่นขวดแก้วที่บรรจุเม็ดยาสีฟ้าเม็ดเล็กจิ๋วในขวดให้มาริสา เด็กสาวยื่นมือที่ถือประเป๋านักเรียนรับมาไว้อย่างว่าง่าย

ขอบคุณคะ มาริสาตอบ เจ้าหญิงแห่งรัตติการรู้สึกว่าง่ายดายเกินไปแต่ก็ไม่ติดใจอะไร

ยานี้ใช้ได้เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้นนะ ถ้าหากร่างกายต้องแสงแห่งดวงอาทิตย์ฤทธิ์ก็จะสูนสิ้น

คะ มาริสาตอบเป็นเด็กว่าง่าย ก่อนเดินหลบเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลออกทางด้านข้าง

อา...ดาบที่ข้ามอบให้ท่านหายไปไหนแล้ว ริริสเอ่ยปากถาม มาริสรทบทวนเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนท่าเป็นขบคิด เซรินภูตน้อยสีฟ้าวกมาด้านหน้าพูดคุยกับเธอ เด็กสาวก็ได้แต่ยิ้มก่อนหันไปสบตาริริส เจ้าหญิงแห่งรัตติการส่ายศีรษะเหมือนทราบความหมายของรอยยิ้มนั้น

ข้าเองก็ฟังคำพูดของเซรินไม่ออกเหมือนกัน เด็กคนนี้เดินทางระหว่างกาลเวลาได้ ซึ่งมันทำให้เรื่องวุ่นวายมารดาข้าจึงผนึกคำพูดของเซรินไว้

หมายความว่า...ไม่มีใครฟังคำพูดของเซรินออกเลยแบบนั้นเหรอ

ไม่เชิงนะ มีเงือนไขอยู่บ้างแต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครเข้าใจคำพูดของเด็กคนนี้หรอก แต่ตกลงว่าดาบที่ข้าให้ท่าน... ริริสถามย้ำเหมือนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

เมื่อวานฉันหมดสติไปคงจะเป็นตอนนั้นที่ดาบหลุดตกอยู่ที่ไหนสักแห่งไม่แน่ว่าบางทีอาจจะอยู่บนห้อง มาริสากล่าวน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก

ไม่เป็นไรข้าเชื่อว่าดาบนั้นจะกลับมาหาท่านเอง แต่แบบนี้ท่านต้องระวังตัวให้มากนะ เพราะไม่มีอะไรคุ้มครองตัวเลย น้ำเสียงของริริสอ่อนโยนอย่างประหลาด อดไม่ได้เลยที่มาริสาจะรู้สึกว่าปิศาจสาวตนนี้กำลังเป็นห่วงเธออย่างแท้จริง

ฉันไปก่อนนะ เด็กสาวตัดบทหันเดินจากไป เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลสลายร่างหายไปในทันที เมื่อมาริสาหันไปอีกครั้งจึงไม่พบเจอใคร เด็กสาวก้มมองเม็ดยาสีฟ้าใสในขวดสวย คำถามหลายอย่างพลันพุดขึ้นมาในสมองให้ทบทวนความรู้สึกของตัวเอง

เธอไมได้ถึงขนาดอย่าได้ความรักจากกันยา เพียงอยากใกล้ชิดกับรุ่นพี่ของเธอได้อย่างปรกติเท่านั้นเอง หากมีปัญหาก็คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความคิดที่อยากให้กันยามีความสุขนั้นเหมือนจะกลายเป็นจุดยืนของเด็กสาวไปแล้วแต่เธอมองไม่เห็นทางที่จะเข้าไปดูแลกันยาได้เลยเพราะรุ่นพี่ของเธอพยายามปิดกั้นตัวเองตลอด พอคิดถึงเรื่องนี้ก็อดซึมเศร้าไม่ได้

เกตุมณียืนรอมาริสาอยู่หน้าทางเข้าสวนป่าเมื่อมองเห็นเพื่อนสาวเดินท่าซึมออกมาก็รีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา เมื่อมาริสาเห็นเพื่อนร่วมห้องก็ยิ้มให้แต่การที่เธอร้องไห้จนตาแดงนั้นมันยากจะปกปิดร่องรอย คราบน้ำตาที่ไหลผ่านสองแก้มยังคงเห็นได้เด่นชัด

พี่กันยาว่าอะไรเธอเหรอ เกตุมณีเอ่ยปากถามเพื่อนสาว มาริสาหันไปหาต้นเสียงก่อนหลบสายตา เกตุมณีเห็นเพื่อนสาวทำท่าเบือนหน้าหนีก็รีบจับไว้

บ่ายวานนี้ตอนบ่ายเธอก็ไม่เข้าเขียน โทรเข้ามือถือก็ไม่ได้ จนพี่กันยามาบอกหัวหน้าห้องนั้นละถึงรู้ว่าเธอไปนอนอยู่โรงพยาบาล

นี่...

แต่ก็ดีแล้วละที่ไม่เป็นไรมาก แล้วนี้ตกลงเป็นอะไรอีก พี่กันยาว่าอะไรเธออีกนะมาริสา เจอเธอออกมาจากส่วนป่าที่ไรก็ร้องไห้ทุกที


พี่กันยาไม่ได้ว่าอะไรฉันหรอก จริงแล้วก็คือไมได้พูดอะไร ฉันอึดอัดร้องไห้เพราะไม่ได้ดังใจเท่านั้นเองละ มาริสาหันมาสบตาให้เพื่อนสาวสบายใจ

ไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องล๊อกเกอร์ก่อนแล้วกัน ฉันไม่อยากให้ชมรมวารสารมาเห็นเธอในสภาพนี่ เกตุมณียกเหตุผลที่ทำให้มาริสารู้สึกคล้อยตาม ก่อนดึงกล่องไวโอลินของเพื่อนสาวมาถือไว้พลางจูงมือนำยังห้องล๊อกเกอร์

************

ห้องล๊อกเกอร์เมื่อเปิดเข้าไปจะพบกับตู้เหล็กสูงประมาณระดับศีรษะของเด็กสาวทั่วไปวางปิดด้านหน้าไว้ตั้งชิดกำแพงสลับฟันปลานับได้สี่แถวเพียงพอสำหรับนักเรียนทั้งโรงเรียน หลังจากล๊อกเกอร์ก็จะเป็นส่วนสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและห้องอาบน้ำห้าห้อง ดูแล้วเหมือนจะจัดเตรียมไว้ให้ชมรมกีฬา แต่โรงเรียนกมุทะรัตน์ไม่มีกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬาเลยแม้แต่เรื่องเดียว สิ่งที่ยังคาใจมาริสาอยู่คือในห้องนี้มีเตียงนอนอยู่หลังหนึ่ง จะว่าไปสำหรับนอนพักผ่อนก็แปลกเพราะห้องพยาบาลก็มี

มาริสาใช้ผ้าขนหนูสะอาดค่อยซับหน้าอย่างระวังก่อนจะโดนเพื่อนของเธอจับให้นั่งลงบนเตียง กระเป๋าเครื่องสำอางของเกตุมณีถูกเอามาตั้งด้านข้างพร้อมด้วยเครื่องสำอางขวดใสขนาดสูงต่ำแตกต่างกันและตลับแป้งมากมาย แต่ถูกนำมาหยิบใช้กับมาริสาเพียงสองขวดเท่านั้น

"วิตามินบำรุงผิวธรรมดานะ" เกตุมณีตอบหลังจากเห็นสายตาเพื่อนสาวมองด้วยความสงสัย

"ทำไมถึงต้องมีชุดเครื่องสำอางอะไรขนาดนี้นะ"

"ไว้ไปเดทปาตี้หลังเลิกเรียนให้พวกผู้ชายคอยเลี้ยงของอร่อยไงละ" เกตุมณีตอบ แววตาทะเล้นมองเพื่อนสาวเหมือนลองใจ

"ไม่เชื่อหรอก ท่าทางอย่างเธอดูยังไงก็ไม่เห็นเหมือนพวกจะทำเรื่องแบบนั้นเลย" มาริสส่ายศีรษะ เกตุมณีแสดงสีหน้าแปลกใจหยิบกล่องแป้งฝุ่นสีขาวกลิ่นหอมหน้าตาโบราณเปิดออกมาใช้ที่ตบแป้งขนอ่อนนุ่มค่อยทาลงใบหน้าถึงลำคอของมาริสาเล็กน้อย

"ฉันต้องไปช่วยงานที่บ้านนะ" เกตุมณีตอบ

"ทำอะไรเหรอ"

"โรงแรม ตอนนี้กำลังฝึกงานแถวบาร์เครื่องดื่ม มันต้องแต่งหน้าให้เป็นผู้ใหญ่แล้วจะวกไปมาระหว่างบ้านกับโรงแรมก็เสียเวลาเดินทาง ...เอาละ" เกตุมณีเก็บเครื่องสำอางเปลี่ยนเป็นแปลงหวีผม แล้วเดินอ้อมไปด้านหลัง ใช้แปลงหวีผมเพื่อนสาวอย่างนุ่มนวล

ผมเธอนี้จับสนุกมือดีนะ เกตุมณีกล่าวขึ้น มาริสายิ้มเล็กน้อยเพราะถือว่าเป็นคำชม

"ครั้งนี้ไม่ต้องเป่าผมเหรอ"

"เหมือนกับว่าเธอเซ็ดผมมาเองก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ วันละครั้งก็แย่แล้วละถ้าแห้งกรอบไปก็น่าเสียดายแย่"

"ใช่ ตื่นมาแต่เช้า ก็เพราะว่านอนไม่หลับนะ ก็เลยว่างแล้วก็มีเวลา มาทำอะไรที่ไม่เคยทำ"

"กระเป๋าไวโอลินนั้นละ" เกตุมณีถามต่อ "เธอคิดจะเอามาทำอะไร"

"อือ...ก็เอามาเล่นกับพี่กันยาช่วงเย็นนะ"

"หือ...กิจกรรมอิสสระนะเหรอ?"

"คือฉันนะไม่มีเข็มติดหน้าอก พี่กันยาก็เลยบอกว่าจะให้เข็มของตัวเอง แต่มันต้องมีเงื่อนไขคือเราสองคนต้องเป็นโซลเมทที่ทุกคนยอมรับถึงจะมอบเข็มให้กันได้" เกตุมณีได้ยินแล้วถึงกับหยุดมือ ก่อนเลื่อนตัวลงจากเตียง

"พี่กันยานี่ เล่นไวโอลินเก่งมากนะ" เกตุมณีพูดพลางเงยหน้านึกอะไรบางอย่าง "เธอคงเคยได้ยินชื่อของ นิโค คล็อด ฟาบรี นักไวโอลินชาวอเมริกาที่เปิดการแสดงทั่วโลกมาบ้าง" เกตุมณีหันมาถามเพื่อนสาว มาริสาส่ายศีรษะปฏิเสธ แต่ในใจเธอรู้สึกคุ้นอยู่บ้างกับชื่อนั้น ท่าทางแบบนั้นเล่นเอาเพื่อนที่ฟังอยู่ถึงกับไหล่ตก

"ถ้าเธอชอบพี่กันยาก็น่าจะศึกษาเรื่องส่วนตัวของทางนั้นบ้างไม่ใช่เหรอ" เกตุมณีกล่าวอย่างผิดหวัง

"เวลาอยู่ต่อหน้ากันแล้วฉันไม่ค่อยกล้าจะพูดคุยอะไรกับพี่กันยาเท่าไรนะ แค่พูดให้เป็นปรกติก็ยากแล้ว" มาริสาพูดฟังแล้วชวนเศร้า เกตุมณีถอนหายใจ

"นักไวโอลินคนนั้นเป็นคนเซ็นซื่อรับเป็นผู้ปกครองของพี่กันยาตอนมามอบตัว แล้วก็พี่กันยาก็ถือกล่องไวโอลินเดินไปมาแบบนี้ละ ทำให้พวกชมรมดนตรีที่หนึ่งอยากจะทดสอบความสามารถของพี่เค้า แล้วทุกวันศุกร์ในกิจกรรมอิสระนี่ละเป็นวันที่มีการประชันดนตรีกัน"

"แล้วผลเป็นยังไงบ้าง" มาริสาถามอย่างสนใจ

"ไม่มีใครเอาชนะพี่กันยาได้เลย แม้แต่พี่ผอบจันทน์ แต่ว่าครั้งสุดท้ายที่ประชันดนตรีกันเป็นการเล่นไวโอลินนานกว่าสี่ชั่วโมง ทั้งที่ดวลกันเพียงสองคนระหว่างพี่กันยากับรุ่นพี่นันธิดา คนทั้งโรงเรียนมายืนดูทั้งสองเล่นไวโอลินกันจนถึงค่ำ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าท้าทายฝีมือทางด้านดนตรีกับพี่กันยาอีกเลย"

"โห"

"นี่ละที่ฉันตกใจ คือการจะเล่นดนตรีคู่กับพี่กันยาให้คนอื่นยอมรับ ที่นึกออกก็คงมีแต่รุ่นพี่นันธิดาเท่านั้น เพราะแบบนั้นละพี่กันยากับรุ่นพี่นันธิดาถึงเป็นโซเมทกันได้"

"แล้วเพลงที่เล่นกันละ" มาริสาถามขึ้น

"ในวารสารไม่ได้เขียนไว้นะว่าเล่นเพลงอะไรกัน แต่เป็นข่าวใหญ่เลยทีเดียวละ ถ้าพี่กันยาเป็นคนยื่นข้อเสนอก็แสดงว่าเธอก็เล่นไวโอลินเก่งพอตัวเลยสินะมาริสา"

"คือหัดเล่นได้สี่ห้าวันเอง" มาริสาตอบตามตรง เกตุมณีถึงกับไหล่ตก หน้าตาที่ขบคิดของเกตุมณีคล้ายกำลังร้อนใจแทนเพื่อนสาวเสมือนว่านี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับตน

"พี่กันยากำลังคิดอะไรกันแน่นี่ไม่เข้าใจเลย ถ้าอยากจะทำให้เธอขายหน้านั้นก็ไม่น่าใช่นิสัยของพี่กันยา" อย่าว่าแต่เกตุมณีเลย มาริสาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเธอจะทำให้ทุกคนยอมรับได้อย่างไร ความกังวลที่ฉาบอยู่บนใบหน้าของเพื่อนสาวทำให้เกตุมณีไม่ชอบใจเท่าไรนัก

"เวลาแบบนี้ก็ต้องสวยไว้ก่อนจะมานั่งทำท่าซึมเศร้าจะทำให้คนอื่นดูถูกเราได้ ถ้าเริ่มจากตัวเราร่าเริงแล้วฉันเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างต้องแก้ไขได้" เกตุมณีไม่พูดเปล่าหยิบหลอดมาสคาร่าขึ้นมาแต่งตาของเพื่อนสาว มาริสารู้สึกต่อต้านเพราะรู้สึกว่ามันจะเวอร์เกินไป เกตุมณีไม่ยอมดึงดันจะแต่งให้ได้ สุดท้ายก็ต้องเลยตามเลย ไม่ดีค่อยว่ากันคงไม่เป็นไร

"ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจนะ ยังไงก็ต้องให้ดูดีไว้ก่อน" เกตุมณีพูดเสริม มาริสานั่งตัวเกร็งเพราะคิดว่ามันต้องตลกแน่นอน แต่เมื่อดูเงาสะท้อนของตัวเองหน้ากระจกแล้วก็ไม่คิดแบบนั้น เด็กสาวมีรอยยิ้มทั้งชื่นชมทั้งขบขัน เกตุมณีเห็นอย่างนั้นก็สบายใจแต่อดรู้สึกไมได้ว่าเธอคงรักษารอยยิ้มนั้นได้ไม่นานเท่าไร หากมาริสาไปเจอกับกันยาก็คงไม่พ้นให้มีเรื่องต้องเสียน้ำตา

"นี่มาริสาฉันขอเรียกชื่อเล่นเธอได้ไหม" เกตุมณีถามขึ้น

"โรงเรียนนี้ คนเป็นแฟนกันเท่านั้นไม่ใช่เหรอที่จะให้เรียกชื่อเล่นกัน"

"ใช่ มาคบกันเถอะนะ" เกตุมณีแสดงความชัดเจนออกมา...

************

ดาบของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลแขวนอยู่ที่เก้าอี้บนที่นั่งประจำของมาริสา เด็กสาวทบทวนเล็กน้อยก่อนส่ายศีรษะหยุดความคิดสับสน จัดวางกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ส่วนกล่องไวโอลินเธอเก็บเอาไวในตู้ล๊อกเกอร์ประจำตัว เพื่อจะได้หมดห่วงที่ต้องดูแลรักษา

"วันนี้สวยเป็นพิเศษเลยนะมาริสา" พรธิดากล่าวขึ้นก่อนเดินเข้ามาหาจากโต๊ะเรียนแถวถัดไป สีหน้ายิ้มอย่างเป็นมิตรเช่นเคย

"ดูตลกไหมคะ" มาริสาถามไม่ค่อยมั่นใจนัก พรธิดาส่ายศีรษะ

"ก็ดูสมเป็นนักเรียนโรงเรียนกมุทะรัตน์ สวยสง่าไฮโซจ๋า" พรธิดายิ้ม จะว่าประชดก็ไม่ใช่เพราะตามปรกตินักเรียนที่นี่เซ็ทตัวเองมาค่อนข้างเนียบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "พี่ชัยพฤกษ์ฝากมาขอบคุณเรื่องเมื่อวานด้วยนะ" พรธิดาเกริ่นนำ มาริสาทบทวนเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับ

"คุณพรธิดาก็เห็นเหรอคะตอนนั้น"

"เปล่านะ พี่ชัยพฤกษ์ฝากมาขอบคุณเธอเท่านั้นเองฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าเรื่องอะไร" พรธิดาเหมือนจะไม่ทราบรายละเอียดที่เกิดขึ้น

"รู้แต่ว่าเมื่อวานพี่กันยามาแจ้งกับหัวหน้าห้องว่าเธอไม่สบายเป็นอะไรมากไหมนะตกลง" พรธิดาซักต่อ

"ตอนบ่ายสินะคะ...ไม่เป็นอะไรหรอกแค่เป็นลมไปเท่านั้นเอง พอตื่นขึ้นมาก็แข็งแรงดี" เด็กสาวยิ้มสู้เป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงสัญญาณเรียกเข้าแถวหน้าตึกเรียนดังขึ้น มาริสาจึงได้โอกาสขอตัวออกมาจากห้อง...

************

แผนที่ของเมืองถูกแสดงอยู่เบื้องหน้าบนฉากกว้างก่อนจะขยายในส่วนของบริเวณโรงเรียนที่มีพื้นที่ติดกับแนวป่าที่กว้างใหญ่อย่างชัดเจน ผอบจันทน์ประธานนักเรียนคนสวยของโรงเรียนงกมุทะรัตน์ นั่งอยู่บนโซฟาสีหน้าตรึงเครียด ด้านข้างมีชัยพฤกษ์ ยืนประกบอยู่ ก่อนที่ชาเขียวจะเดินออกมาจากด้านหลัง

"ผมจะลำดับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟังนะครับพี่ผอบจันทน์"

"เชิญเลยคุณอัฏชฎาพรฉันก็อยากได้คำตอบจากสภานักเรียนเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับโรงเรียนของฉัน" ผอบจันทน์พูดสีหน้ามีอารมณ์เล็กน้อย ชัยพฤกษ์พลอยหน้าเสียไปด้วย

"พี่ผอบจันทน์หนูขอโทษพี่นะคะที่ต้องทำแบบนี้"

"ส่งจดหมายเชิญมาก็ได้คิดว่าชั้นกลัวหรือยังไงที่ต้องมาสภานักเรียน" ผอบจันทน์ตัดพ้อเสียงแข็ง ชาเขียวฝืนยิ้มสู้

"วิธีนี้เร็วกว่านะครับพี่ผอบจันทน์เกิดพวกเบื้องบนเปลี่ยนใจพวกผมก็ไม่มีทางได้อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับพี่ฟัง เอาละนะครับ โรงเรียนกมุทะรัตน์มีดาบเล่มหนึ่งปักอยู่ภายในส่วนป่าชื่อว่า พนาลีพละ ซึ่งจะสร้างสิ่งที่คล้ายเขตคุ้มกันกระจายไปทั่วเมือง ต่อมาเจ้าหญิงแห่งรัตติการปรากฏตัวขึ้นในป่าของโรงเรียน พยากรณ์ประธานชมรมการใช้เวทมนตร์จึงปักหมุดกันเขตเพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลออกมาสู่ด้านนอกโรงเรียน กลับมีผลทำให้เขตคุ้มกันของพนาลีพละได้รับผลกระทบแคบและเบาบางลง พวกเคออซเห็นว่าได้โอกาส จึงส่งคนมาทำลายพนาลีพละ แต่อย่างไรก็ไม่สามารถเข้าใกล้ดาบได้จึงหันมาจัดการคนของสภานักเรียนที่คุ้มกันโรงเรียนนี้แทน ซึ่งก็คือ ชัยพฤกษ์" ชาเขียวเงียบลงครู่หนึ่งเพื่อเปิดโอกาสใหผอบจันทน์ถามข้อสงสัยหลังจากร่ายยาวเป็นชุด

"เคออซคงหมายถึงพวกโรงเรียนเซนค์คาเบียลที่พวกเธอควบคุมตัวไว้เมื่อวานสินะ แล้วทำไมไม่มีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเลยนอกจากพวกเธอ ขนาดพวกชมรมวารสารที่หูตาเป็นสับปะรดยังไม่ระแคะระคายเรื่องที่เกิดขึ้น"

"พยากรณ์บอกว่าเธอวางหมุดแบ่งเป็นเขตในโรงเรียนไว้ครับ สามารถคัดลอกมิติและตัดออกทำทางเชื่อม ขณะที่พวกเคออซบุกเข้ามาพยากรณ์ก็แยกมิติออก ฟังแล้วมันออกจะเหลือเชื่อมากเลยละครับ แต่เธอทำได้จริง เห็นบอกว่าภายในโรงเรียนเธอสามารถเดินไปไหนมาไหนได้เหมือนเพียงลัดนิ้วมือ"

"เรื่องทุกเรื่องตอนนี้เหลือเชื่อหมดนั้นละ เธอจะขยายความคำว่าเคออซให้ฉันฟังได้ไหมคุณอัฏชฎาพร" ผอบจันทน์ถามเด็กสาวร่างเล็กชาเขียวเหมือนทบทวนเล็กน้อยก่อนสรุป

"สิ่งมีชีวิตจากต่างมิติครับ" ชาเขียวตอบหน้าตาย ผอบจันทน์ที่แม้จะทำใจรับฟังเรื่องที่เหนือความคาดหมายอยู่แล้วก็ยังที่จะอดขมวดคิ้วไม่ได้ชาเขียวรีบอธิบายต่อ

"ถ้าให้เทียบว่าเหมือนกับเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลที่อยู่ในส่วนป่าของโรงเรียนก็คงจะเห็นภาพชัดเจนกว่า นั้นก็น่าจะเรียกว่าสิ่งมีชีวิตต่างมิติเหมือนกัน"

"เอาเถอะชั้นว่าสรุปกันเลยดีว่า ชั้นต้องทำอะไรบ้างหรืออยากให้ชั้นต้องทำอะไร" ผอบจันทน์มุ่งหาทางหนีจากปัญหา

"ครับ...พยากรณ์ดึงสลักออกหมดแล้วเพื่อให้ พนาลีพละทำงานได้ตามปรกติ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเธอจะต่อรองกับเจ้าหญิงแห่งรัตติการได้ขนาดไหน ถ้าทางนั้นเป็นมิตรกับพวกเราก็หมดปัญหานะครับ ทุกคนคงสามารถใช้ชีวิตได้ตามปรกติ พี่ผอบจันทน์คงไม่อยากจะเข้ามายุ่งในสิ่งที่เรียกว่า ปฏิภพ นัก" ผอบจันทน์พยักหน้าเธอไม่อยากเข้าไปวุ่นว่ายในโลกที่เธอไม่รู้จัก แค่ต้องการทราบว่าทำอย่างไรถึงจะผ่านเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้เพียงเท่านั้นก็พอ

"แล้วถ้าเจ้าหญิงแห่งรัตติการไม่เป็นมิตรกับเราละ" ผอบจันทน์คาดเดาในสิ่งที่เป็นไปได้ ชาเขียวและชัยพฤกษ์ต่างถอนหายใจออกมาพร้อมกัน

"เราต้องจำกัดพลังของเจ้าหญิงรัตติกาลไว้ในระดับที่อันตรายน้อยที่สุดครับ คือต้องปิดผนึกเธอไว้ในป่าอย่างแท้จริง" ชาเขียวอธิบาย นี่เป็นสิ่งที่ผอบจันทน์น่าจะเห็นด้วย แต่เมื่อเห็น เซรุสภูตสาวลมที่บินวนอยู่รอบตัวเธอก็รู้สึกไม่สบายใจ...

************

ภาพจากสายตาของผอบจันทน์ถูกฉายลงบนอากาศ เหนือเถาะกุหลาบสีแดงที่ปลูกกลางวิหารหินที่เจาะลงไปในพื้น เจ้าหญิงแห่งรัตติการอยู่ในชุดผ้าคลุมสีดำมองเรื่องราวที่เกิดขึ้น ริมฝีปากเหมือนขบขัน พยาการณ์ที่ยืนรวมฟังสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้นสุดจะคาดเดาว่า นางกำลังรู้สึกอย่างไร

"สภานักเรียนนี่เป็นภัยสำหรับข้าไหมในความคิดของท่าน" ริริสหันถามพยากรณ์ เด็กสาวร่างสูงยืนคิดเล็กน้อยก่อนขยับร่างเข้ามาหา มองดูเหตุการณ์ที่ยังคงดำเนินอยู่ทั้งคำอธิบายของชาเขียว ผมยาวสีดำสนิทของเด็กสาวเคลื่อนไหวตามอย่างเป็นระเบียบก่อนหยุดลงเมือเธอได้ข้อสรุป

"หากพวกสภานักเรียนผนึกท่านไม่สำเร็จก็จะ จัดกองกำลังเข้ามาต่อสู้กับท่าน อนิจจา... มนุษย์นั้นเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่แสนอ่อนแอ เพียงแค่ขาดอากาศหายใจก็ต้องสิ้นชีวิต โลกเล็กกว่ามาเนียน่านับสิบเท่า ด้วยพลังของท่านมันไม่ยากเลยที่จะแบ่งแยกอากาศเพื่อก่อให้เกิดดินแดนแห่งความตาย" พยากรณ์ชี้ทางแววตาไม่หวาดกลัวในสิ่งที่เธอพูดออกไป

"พลังข้ามากมาย พลิกชีวิตมนุษย์ที่นี้ได้ดุดอยู่บนฝ่ามือ หรือแม้แต่ที่มาเนียน่า ห้าเผ่าที่ยิ่งใหญ่ก็เกรงพลังของข้าจนต้องยื้อแย้งเป็นของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่มีที่ใดจะอยู่ได้อย่างสงบ" แววตาของริริสสลดเศ้รา พยากรณ์บีบมือตัวเองแน่นอย่างไม่รู้ตัวก่อนก้าวเข้ามาหาเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลอย่างใกล้ชิด

"ข้าขออยู่ข้างท่านริริส" พยากรณ์ประกาศ "ข้าชื่นชมในมารดาของท่านทั้งสองพระองค์ ข้าเชื่อมั่นว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบโดยไม่ต้องมีใครต้องเสียสละ" ริริสหันมองพยากรณ์ก่อนยิ้มออกมา แววตาสีทองหวานซึ้งคล้ายได้น้ำทิพย์มาชโลมชะล้างความเศร้าหมองที่ฉาบลงใบหน้า

"ข้าจะปลดผนึกมานาจากเหล่าภูตแห่งดินที่ข้าเสกขึ้นมาเพื่องานสร้างปราสาท" สิ้นคำพูดแสงสีม่วงมุ่งมาจากทุกทิศทางพุ่งลงมารวมที่ด้านหน้าของเจ้าหญิงแห่งรัตติการ อยู่ในรูปของผลึกเม็ดเล็ก ริริสขอมือด้านขวาของพยากรณ์ก่อนฝังผลึกสีม่วงใสไว้บนข้อมือของเด็กสาวร่างสูง

"อาร์ค เซรินนอน ที่ท่านอันเชิญจะแสดงพลังเต็มความสามารถจำเป็นต้องใช้มานาแห่งความมืดด้วย แม้มันจะไม่มากมายแต่สำหรับอายุขัยของมนุษย์ในโลกแห่งนี้มันคงพอเพียงสำหรับทั้งชีวิต ท่านจะใช้มันอย่างไรก็อยู่ที่ท่านเลือก"

"นี่เหรอคำตอบของท่านริริส" พยากรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย

"บอกให้สภานักเรียนมาผนึกข้า ข้าจะรออยู่ที่วิหารกุหลาบ โดยไม่ขัดขืน"...

จบองก์ 26 วันศุกร์ที่ไร้รัตติกาล(1)

***ขอบคุณชีโร่จังที่มาช่วยเล่นเกมแก้คำผิด - -;

***ขอบคุณมาโร่ที่มาช่วยเล่นเกมแก้คำผิดอีกคนorz


edit @ 2007/01/08 01:22:05