Zion
๑
นักวิทยาศาสตร์มีสองประเภท พวกแรกเชื่อว่ามีขอบเขตของพระเจ้าที่มนุษย์ไม่ควรก้าวล่วง พวกที่สองเชื่อว่าตนเองสามารถเป็นพระเจ้าได้
ตึกทรงสูงบนเนินคือโบสถ์ สีขาวของตัวอาคารสะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตา สว่างเด่นชัดอยู่บนทุ่งหญ้าสีเขียวที่ตัดสั้นเกรียนเสมอพื้นดิน อย่างเช่นว่านี่คือโลกในความฝัน ทุกครั้งที่เด็กสาวเดินเข้ามา เปลวไฟสีเหลืองนวลจะกลั่นตัวจุดขึ้นบนเทียนไขขับไล่ความมืดภายใน ที่นี่แปลกกว่าโบสถ์ในความทรงจำของเธอ ตรงทีไม่มีไม้กางเขนขนาดใหญ่อยู่บริเวณแท่นพิธีด้านหน้า
“ต้องการอะไรหรือเปล่า” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นจากบริเวณแท่นพิธี พร้อมกับเสียงดัง ป๊อก ไฟถูกจุดขึ้นไล้ปลายบุหรี่ เผยให้เห็นใบหน้าของสาวใหญ่สีหน้าเคร่งเครียดเคล้าไปด้วยกลิ่นน้ำมันไฟแช็กระเหยโชยกระบทจมูก ไลเตอร์สีเงินถูกดีดปิดลงเกิดเสียงสะท้อนก้อง สีแดงของปลายบุหรี่วาบเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด ก่อนแสงเทียนจะสว่างขึ้นทีละน้อยทั่วทั้งโบสถ์ สาวใหญ่ผมดำหยักศกตัดสั้นประบ่าหลับตาระบายควันสีเงินออกพร้อมลมหาย ยืนพิงแท่นบูชาด้านหน้าในชุดกาวน์สีขาว
“หนูอยากจะเห็นหน้าคุณค่ะ” เด็กสาวผมแดงกล่าว รอยยิ้มของสาวแรกรุ่นคลี่บานอย่างบริสุทธิ์
“ทำไมละ” หญิงสูงวัยคีบบุหรี่จ่อริมฝีปากหันมองเด็กสาว
“หนูอธิบายไม่ถูก แต่รู้สึกว่าอึดอัดที่ไม่เห็นหน้าคุณ” แสงเทียนขับให้ใบหน้าแดงระเรื่อนั้นดูทรงเสน่ห์ขึ้น หญิงสูงวัยสูดควันบุหรี่เข้าปอด สีหน้าเธอตึงเครียดยิ่งขึ้น แววตาแข็งกร้าวไร้ซึ่งความสุข เด็กสาวพลันเศร้าลง
“ไม่สมควรคิดแบบนั้นกับพระเจ้าสินะคะ”
“ฉันไม่ใช่พระเจ้า” ควันสีเงินยังถูกอมเอาไว้ก่อนเธอจะสูบมันเข้าไปอีก เด็กสาวกุมมือสองข้างด้วยความกลัว ไหล่บางสั่นระริก ริมฝีปากเต้นเร้าเหมือนมีคำพูดมากมายกำลังไหลทะลักออกมา
หญิงสูงวัยเค้นเสียงในลำคอ ควันสีเงินถูกระบายออกจากปอดเป็นทางยาว แววตาตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที
“เธออยากให้ฉันกอดเธอสินะ เธอคงอยากให้ฉันสัมผัสเธอ” บุหรีถูกขยี้ลงแท่นบูชา “คงรู้สึกว่ามันจะดีกว่าที่จัดการความปรารถนาด้วยตัวเอง” เวลาในนาทีนั้นเหมือนหยุดนิ่งลง เด็กสาวขยับริมฝีปากละล่ำละลักอยู่หลายอึดใจ
“ค่ะ...” หญิงสูงวัยเหยียดยิ้ม มือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ ปืนพกขนาดกระชับมือถูกหยิบออกมา ในเวลาสั้น ๆ เธอตัดสินใจเหนี่ยวไกระเบิดกระสุนเจาะเข้ากลางหน้าผากเด็กสาว ร่างที่แสนบอบบางน่าทะนุถนอมคล้ายถูกเลาะกระดูกออกเหลือแต่หนังหุ้มทรุดตัวลงไป เสียงปลอกกระสุนกระดอนเด้งอยู่บนพื้นหินอ่อนดังอยู่พักใหญ่........
๒
ผู้หญิงเวลามีความรักจะไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ไม้เว้นแม้แต่เธอที่ก้าวพ้นคำว่าวัยรุ่นมานานมากแล้ว เธออยู่คนเดียวในห้องทดลองแห่งนี้ ห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม กฎหมาย ศาสนาและโลก แต่กลับเข้าใกล้กับพระเจ้าเพราะงานของเธอคือการโคลนนิ่งมนุษย์
บนโลกถกเถียงกันมากเรื่องของความถูกต้อง แต่มีกลุ่มคนไม่น้อยต้องการประโยชน์จากวิทยาการนี้ งานทั้งหมดจึงถูกยกมาทำในสถานีอวกาศ “ไซอ้อน” สำหรับเธอมันเป็นชื่อประชดประชันอย่างร้ายกาจ
มนุษย์ไม่ควรจะก้าวล่วงขอบเขตของพระเจ้า แต่ที่นี่มีวิทยาการล่ำสมัยซึ่งสามารถผลักดันมนุษย์เข้าใกล้ว่าอมตะ ดึงดูเหล่าแมดไซเอนติสต์ให้ดิ้นรนเพื่อมายังไซอ้อนแต่สุดท้าย คนที่ได้ชื่อว่าขายวิญญาณให้วิทยาศาสตร์กลับมีสภาพจิตใจที่อ่อนแอ เมื่อพบว่าความอมตะหรือการสร้างมนุษย์ขึ้นมาได้ไม่มีอะไรที่วิเศษ และได้มองเห็นว่าทุกอย่างที่เป็นมนุษย์แค่ถูกปรุงแต่ง คนเหล่านั้นเลือกที่จะระเบิดขมองตัวเองทิ้งเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว สุดท้ายจึงเหลือแต่เธอคนเดียวในไซอ้อน
งานของเธอส่วนใหญ่คือการโคลนนิ่งร่างของมนุษย์และเก็บเกี่ยวอวัยวะบ้าง เลือดบ้าง ไขสันหลังบ้างส่งกลับไปยังโลกเพื่อผ่าตัดให้กับร่างต้น โดยทุก ๑๖๘ ชั่วโมงจะมียานขนส่งเทียบท่าเข้ามาพร้อมกับงาน ส่วนอาหารและน้ำมีพร้อมบนไซอ้อนขาดก็แต่บุหรี่
งานของรัฐจะมีความแตกต่างออกไป ที่พบบ่อยที่สุดคือการโคลนนิ่งคน ณ เวลาตาย สมองจะถูกบันทึกโครงสร้างอย่างละเอียดเพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ ปรับการทำงานจนตรงกับคลื่นสมองที่บันทึกไว้ และทำทุกวิธีเพื่อให้ได้ข้อมูลในสมองออกมา ไม่ว่าจะเป็นการสะกดจิตหรือการใช้สารเคมี ส่วนใหญ่ตัวอย่างที่ส่งมามักจะเป็นพวกอาชญากรตัวร้ายหรือหัวหน้าองค์กรระดับประเทศ แต่ครั้งนี้กลับเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงคนหนึ่ง
อายุตอนตายคือ ๗๒ ปี มีผลงานการวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพของโลกหลายสิบอย่าง ซึ่งจะสาบสูญไปพร้อมกับความตายของเธอ
“อายุฉันควรเป็น ๗๓ แล้วสินะ” สาวใหญ่วัย ๓๗ กล่าวกับตัวเอง ภาพเสมือนสามมิติของหญิงชราผมขาวในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นถูกฉาย คำถามถูกตั้งจากคนของทางการโดยมีเธอเป็นสื่อกลาง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่เก็บซ่อนงานวิจัยเกี่ยวกับโครงการสร้างอาหาร ที่โลกกำลังมีปัญหาเพราะจำนวนประชากร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในรอบประวัติศาสตร์ของมนุษย์หลังจากพ้นจากวิกฤติโลกร้อนมาอย่างนิ่มนวล
“ขอบคุณมากครับ ดร.อนิสา อยู่ๆ ดร.เซเรีย ก็หัวใจวาย ทางเราก็มืดแปดด้านเพราะแกหวงผลงานวิจัยแกมาก กลัวว่าใครจะเอาไปใช้ผิดๆ ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลให้ใคร” เสียงชายหนุ่มจากบนโลกกล่าวอย่างโล่งอก
“เซเรียปิดบังผลงานวิจัยเหรอคะ” สาวสูงวัยกล่าวพลางหยิบซองบุหรี่ในชุดกาวน์ออกมาเคาะบนฝ่ามือให้ยาวพ้นซองออกมา ก่อนจับขึ้นมาคาบไว้ด้วยริมฝีปาก
“ครับ หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า... เออ ผมว่าผมไม่ควรจะพูด หลายคนเปรียบ ดร.เซเรีย เช่นผู้มาโปรดโลก”
“คุณสามารถคุยกับดิฉันได้ค่ะ ก็อย่างที่รู้ ๆ คนที่นำคำพูดของคนตายมาได้ก็คงมีแต่คนตายเท่านั้น”
“นั้นสิครับ คือผู้ช่วยบางคนคิดว่า ดร.เซเรีย มีแผนทำลายมนุษย์ชาติ ฮะๆ พูดไปเรื่องการใส่ร้ายแบบนี้ก็มีทุกวงการละครับ”
“ถ้าอยากทราบ ดิฉันถามเธอดูตอนนี้ก็ได้ค่ะ คนตายโกหกไม่ได้อยู่แล้ว” เสียงจากโลกเงียบไปหลายอึดใจ
“เอ๋ ผมว่าเธอมีบุญคุณกับมนุษย์ทั้งโลกนะครับ ผมไม่ควรสงสัยเธอแบบนั้น ขอตัวนะผมคงต้องรีบดำเนินการ คงไม่มีใครอยากเห็นมนุษย์ต้องฆ่ากันเองเพราะอาหาร” โลกตัดการติดต่อไป ไลเตอร์สีเงินทรงสี่เหลี่ยมถูกหยิบขึ้นมาจากกระเป๋า ดร.อนิสามองดูมันอย่างอาลัย ก่อนลุกขึ้นผ่านประตูเข้าไปอีกห้องหนึ่งซึ่งมี ร่างของหญิงชรานั่งอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น
“เซเรีย...คนที่เธอรักที่สุดคือใคร”
“อนิสา”
“เซเรีย...คนที่เธอรักที่สุดคือใคร” คำถามถูกกล่าวซ้ำอีกครั้ง
“อนิสา เสรีวิทยา”
“ใช่....คนที่อยู่ตรงหน้าเธอหรือเปล่า”
“ใช่”
“ฉันชื่ออะไร”
“อนิสา เสรีวิทยา” ร่างของหญิงชรากล่าว สาวใหญ่ทรุดตัวลงกับเก้าอี้ ถอนหายใจอย่างอ่อนแรง
“กาเบรียล”
“พร้อม รับ คำสั่ง ครับ ดอกเตอร์” เสียงสังเคราะห์ของชายหนุ่มกล่าวขึ้น
“ทำลายร่างทดลอง ๐๙๒๒”
“นำ ร่าง ทดลอง เข้า สู่ ขบวนการ ทำลาย โปรด ยืนยัน คำสั่ง อีกครั้ง ครับ ดอกเตอร์”
“ยืนยัน” อนิสาจับจ้องร่างหญิงชราตรงหน้า ท่าทางสะลึมสะลือพลันเปลี่ยนเป็นเบิกตากว้าง ร่างบางกระตุกขึ้นสองสามอึกใจก่อนสงบแน่นิ่งไป จังหวะการเต้นของชีพจรกลายเป็นศูนย์ คลื่นสมองที่กระเพื่อมเล็กน้อยนิ่งสงบเป็นเส้นตรง แขนกลขนาดใหญ่จับร่างของหญิงชราออกไปทางด้านบน.......
๓
ถ้าจำไม่ผิดเธอตายไปแล้ว เป็นการจบชีวิตด้วยมือตัวเอง แต่ทำไม่ถึงยังหายใจอยู่ได้ทั้งยังกลับมาอยู่ในร่างของเด็กสาว เธอค่อยๆลำดับความคิดก่อนสะบัดศีรษะ ไม่มีประโยชน์หลังจากความตายเธอจำอะไรไม่ได้อีกเลยจนกระทั้งถึงตอนนี้
เด็กสาวค่อยๆตั้งสติก่อนหันมองไปโดยรอบ ที่นี่ดูคุ้นตาเหมือนถูกเก็บอยู่ในซอกหลืบสักแห่งในความทรงจำ มันคล้ายกับห้องพักในหอสมัยที่เธอเรียนมัธยมปลาย เพียงแต่ไม่มีเตียงอีกหลังและโต๊ะอีกตัวตั้งอยู่เช่นในสมัยนั้น ภาพของเด็กสาวผมหยักศกยาวแวบขึ้นมาในความคิด
“ฉันมาถึงมือเธอแล้วสินะอนิสา”...
ในตู้เสื้อผ้ามีชุดกระโปรงแบบเรียบ ๆ สีฟ้าแขวนเรียงอย่างเป็นระเบียบ เป็นชุดแบบเดียวกันกับที่เธอสวมอยู่ตรงนี้ ต่างกันที่ชุดเก่าเริ่มมีกลิ่นโชยออกมาให้รู้สึกไม่สบายใจ เด็กสาวตัดสินใจอาบน้ำพร้อมกับสำรวจตัวเองไปด้วยในทีเดียว ร่างกายสมบูรณ์เกิดคาดเธอคิดว่าการโคลนนิ่งสร้างออกมาได้เพียงร่างกายที่อ่อนแอใช้เพื่อเก็บเกี่ยวอวัยวะ แต่หากมองอีกแง่นี่กลับน่ากลัวยิ่งกว่าไม่ใช่หรือ เพราะหลังเก็บเกี่ยวเอาสิ่งที่ต้องการแล้วทางไซอ้อนก็คงไม่รู้ว่าจะเก็บร่างนั้นไว้ทำไมสุดท้ายก็ต้องทำลายทิ้ง เธอรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ วุ่นวายกับการเช็ดผมยาวสีแดงของตนอยู่นาน สวมรองเท้ายางสีขาวที่จัดเตรียมไว้ ก่อนเปิดประตูออกพบว่าห้องที่เธออยู่เป็นบ้านหลังเล็กที่ปลูกอยู่ใจกลางสวนพฤกษชาติร่มรื่น มีป้ายบอกทางที่ชัดเจน ทะเลสาบ โบสถ์ สวนผลไม้ ห้องครัว เด็กสาวรวมผมสีแดงยาวเกือบเท่ากับความสูงของเธอ มัดม้วนเกล้าผมไว้อย่างชำนาญ หันมองไปตามลูกศรที่ชี้ไปยังโบสถ์ อาคารสีขาวตั้งอยู่บนเนินสูงสะท้อนแสงแดดเด่นชัด เธอจึงมุ่งหน้าไปเป็นจุดแรก
ภายในโบสถ์มืดสนิทแต่เมื่อก้าวเข้าไปเทียนก็ค่อย ๆ สว่างไล่ตามกัน เสียงดีดฝาไฟแช็กดังขึ้นเด่นชัดก้องไปมา มีใครบางคนกำลังจุดบุหรี่สูบอยู่ด้านใน สิ่งที่เด็กสาวเห็นแวบหนึ่งคือใบหน้าที่ดูตึงเครียดของหญิงวัยสามสิบปลาย ๆ
“อนิสาใช่มั้ย” เด็กสาวถาม ความเงียบเนินนานกลายเป็นคำตอบ ควันสีเงินแลเด่นชั้นในความมืดและจางหายไปเมื่อทุกอย่างสว่างกระจ่างตา เด็กสาวเห็นอนิสาในวัยสามสิบปลายๆขยี้บุหรี่ลงบทแท่นบูชา
“ขอบใจมากที่เธอไม่เรียกฉันว่าพระเจ้า หรือคิดว่าสถานที่แห่งนี่คือสวนเอเดน”
“อ้าวไม่ใช่เหรอฉันเห็นตรงนั้นมีสวนแอ๊ปเปิลอยู่” เด็กสาวยิ้มหวาน อนิสาส่ายศีรษะระบายลมหายใจพร้อมควันบุหรีออกมา
“ฉันไม่ใช่อนิสาคนที่เธอเคยเห็นหรอกนะ”
“ใช่...จริง ๆ เธอควรจะ ๗๓ แล้ว”
“เปล่า ๗๕ เธอตายมาได้พักใหญ่แล้ว ฉันใช้ความพยายามในการสร้างเธอขึ้นมาใหม่กว่าหมื่นแปดพันชั่วโมง แต่บันทึกคลื่นสมองจากโลกดูจะมีความผิดพลาดทำให้เธอไม่สามารถอ่านความทรงจำในสมองได้ในการดำเนินชีวิตตามปรกติ”
“คล้ายกับคนความจำเสื่อม”
“ทำให้ฉันต้องใช้ปืนจบชีวิตเธอไป ๑๖ ครั้ง”
“๑๖ ครั้ง...หมายความว่าฉันเป็นคนที่ ๑๗ ที่เธอสร้างขึ้นมา...” เซเรียหน้าเสียไม่มีใครรับได้หรอกถ้ารู้ว่าตัวจะถูกฆ่าด้วยสาเหตุเพียงเพราะความจำเสื่อม ถึงจะเข้าใจแค่ไหนก็ตาม อนิสาให้เวลาเธอตั้งสติ ล้วงซองบุหรี่ออกหยิบแท่งยาสูบคาบไว้ในปาก เสียงเปิดฝาไฟแช็กดังเรียกเซเรียขึ้นมาจากความหวาดกลัว
“ไฟแช็กอันนั้น เธอยังเก็บไว้หรอกเหรอ”
“อือ...จริง ๆ มันก็แค่อันที่คล้ายกัน อันนั้นฉันทุบมันพังไปแล้ว จะพูดให้ถูกคือฉันคนเดิมทุบพังไปนานแล้ว” อนิสาจุดบุหรี่ สูดควันเข้าปอดแววตาเหมือนกำลังย้อนเวลาไปในอดีต เซเรียรีบหลบสายตาทันที
“เซเรีย เธอรู้มั้ยว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่”
“เพราะเธอคิดถึงฉัน” อนิสาถอนหายใจเมื่อได้ยินคำตอบ “ฉันอยากจะคิดอะไรให้มันโรแมนติคแต่ท่าทางสาระสำคัญจะอยู่ที่สมองและความสามารถของฉันมากกว่า” เซเรียสรุปอย่างตรงประเด็น สาวใหญ่ระบายควันบุหรี่ออกมาพยักหน้า
“อือ”
“พวกบนโลกคงต้องการงานวิจัยของฉัน เพราะโลกกำลังขาดแคลนอาหาร แต่ว่าฉันบอกไม่ได้หรอกอนิสา งานวิจัยพวกนั้นเป็นเหรียญสองด้าน มันมีด้านที่ดีและอีกส่วนที่ฉันเชื่อว่ามันท้าทายอำนาจของพระเจ้าเกินไป”
“คงสายไปแล้ว ฉันใช้ยากับการสะกดจิตถามโคลนร่างแรกของเธอตามที่โลกต้องการ”
“อะไรนะ” เด็กสาวเบิกตาโต “ตอนนี้โลกไม่..”
“ไม่ ๆ ยังไม่เลวร้ายถึงขั้นที่มนุษย์ตายหมด หรือโลกไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แต่ต่อไปคงจะไม่แน่”
“แบบนั้นคงอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถควบคุมการเติบโตของพืชได้”
“มองอีกแง่ก็ดีไม่ใช่เหรออาหารคงไม่ขาดแคลน แต่อารยธรรมของมนุษย์เรียกได้ว่าล่มสลาย เพราะไม่ว่าอะไรที่ปลูกอยู่บนพื้นดินจะถูกทำลายด้วยต้นไม้ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว”
“ต่อไปความเข้มข้นของออกซีเจนจะสูงขึ้นจนสิ่งมีชีวิตต่างๆอาจจะปรับตัวไม่ทัน”
“ไม่หรอก สถานีอวกาศรอบโลกส่งข้อมูลมาว่าอากาศของโลกดีมาก” สาวใหญ่วัยใกล้ ๔๐ แย้ง
“ฟังดูก็น่าจะดี มนุษย์ควรจะโดนอะไรแบบนี้เสียบ้าง สรุปพวกบนโลกออกคำสั่งให้ไซอ้อนสร้างฉันขึ้นมาเพื่อหาทางแก้ไขเรื่องนี้”
“เปล่า...ทางนั้นไม่มีข้อมูลโครงสร้างสมองของเธอแล้ว หน่วยพันธุกรรมรวมถึงรูปแบบคลื่นสมองโดนต้นไม้ยักษ์กลืนกินไปหมด เรื่องที่ฉันสร้างเธอขึ้นมาพวกบนโลกไม่รู้เรื่องอะไรด้วยหรอก เพราะตามระเบียบไซอ้อนจะไม่เก็บข้อมูลพวกนี้ไว้เพราะมีแต่จะทำให้การคงอยู่ของไซอ้อนลำบาก”
“แล้ว?” เซเรียรู้สึกตามไม่ทัน เอียงคอสงสัยสมองสาวสูงวัยตาแป๋วแหวว
“บุหรี่ใกล้หมด ฉันว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง...”
“หา!?” .......
๔
เซเรียได้เข้าใจถ่องแท้ถึงคำว่ารบกวนผู้ตาย เธอถูกพาขึ้นมาจากสวนเอเดนสู่ห้องวิจัยในไซอ้อนเพื่อให้ดูข้อมูลของโลก ผ่านทางหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ ประชากรโลกหายไปกว่าร้อยละเจ็ดสิบจากปรากฏการที่เกิดขึ้น
“ก็อย่างที่บอกว่าสิ่งก่อสร้างทุกอย่างบนพื้นดินจะถูกต้นไม้ทำลายในเวลาไม่นาน คนเจ็บคนป่วยถูกทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ พวกมนุษย์ที่พอมีประโยชน์ก็จะถูกช่วยเหลือขึ้นอวกาศ”
“เดาว่าต้องมีความคิดสร้างโคโลนี่ขึ้นในอวกาศ มนุษย์ทุกวันนี้มีความสามารถขนาดนั้นแล้วไม่ใช่หรือไง”
“ได้ยินว่าจะไปอาศัยอยู่บนดวงจันทร์” อนิสาตอบก่อนเคาะบุหรีจากซองมาคาบไว้ในปากเล่น เด็กสาวผมแดงที่มัดเกล้าไว้หันมามองอดีตเพื่อนสาวของเธอ
“ก็ดีแล้วให้มนุษย์ย้ายไปอยู่ดวงจันทร์ก่อนแล้ว พอทุกอย่างบนโลกลงตัวก็ค่อยกลับกันไปอยู่บนโลก” เซเรียตอบอย่างสบายใจ อนิสาจ้องเด็กสาวตาเขม็งทันที
“นี่เป็นความตั้งใจของเธออยู่แล้วงั้นเหรอเซเรีย” เด็กสาวผมแดงหลบสายตา
“ก็ไม่เชิง แต่ฉันฆ่าตัวตายแล้วนะเพื่อจะหยุดงานวิจัย น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหญิงชราวัย ๗๒ ที่จะปิดบังความคิดชั่วร้ายของตัวก่อนจะลงมือทำเอง” อนิสาฟังพยักหน้ารับช้า ๆ
“เธอคาดการณ์ไว้แล้วว่าทางรัฐคงไม่ยอมให้ผลงานวิจัยของเธอตายตามตัวเธอลงไปจึงส่งให้มาเป็นงานของไซอ้อน”
“ฉันไม่ปฏิเสธเรื่องความคิดอยากจะรีเซ็ทโลก แต่ฉันไม่กล้าพอจะทำมันด้วยตัวเองหรอกนะและจะไม่ยอมปล่อยให้คนอื่นทำด้วยจึงฆ่าตัวตาย” เซเรียมองอนิสา สาวใหญ่พยักหน้าเข้าใจในทันที
“ฉันเชื่อเธอ ๆ พวกเราเคยสัญญากันไว้แล้วนี่ว่าจะไม่โกหกกัน”
“ดีจังที่เธอจำได้ แต่เธอใจร้ายมากนะ ฆ่าฉันไปตั้ง ๑๖ ครั้ง” เด็กสาวยังคงจ้องอนิสาเขม็งไม่วางตา มีบางอย่างที่อยากจะถามความชัดเจนแต่ดูเหมือนจะไม่กล่าวออกมา สาวใหญ่สูดลมหายใจผ่านก้นกลองของบุหรี่ที่ไม่ได้จุด หวังฤทธิ์นิโคตินจุดให้สมองตื่นตัวขึ้น
“ฉันตื่นขึ้นมาแล้วเห็นร่างต้นกำลังนอนตาย ในตอนนั้นฉันเข้าใจเลยว่าคิดผิดที่อยากจะเห็นร่างโคลนของตัวเอง เพราะมันทำให้ฉันสับสนว่าจริงแล้วฉันคืออะไรกันแน่”
“หมายความว่าสำหรับเธอ ฉันไม่ใช่เซเรีย” เด็กสาวไหล่ตก อนิสาล้วงมือหยิบไฟแช็กขึ้นมาดีดฝาออก
“ดอกเตอร์ ครับ ห้าม สูบ บุหรี่ ครับ” เสียงสังเคราะห์ของชายหนุ่มดังขึ้นเตือนโดนรอบ
“เข้าใจแล้วกาเบรียล ฉันไม่สูบหรอก” สาวใหญ่ดีดฝาไฟแช็กปิดลง “กาเบรียล”
“พร้อม รับ คำสั่ง ครับ ดอกเตอร์”
“จัดโต๊ะดินเนอร์ให้ด้วย ภายใน ๓๐ นาที”
“ครับ ดอกเตอร์”
“ส่วนเธอเซเรีย สงสัยอะไรถามกาเบรียลเอาได้นะ ภายในสถานีอวกาศแห่งนี้เธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ฉันขอตัวไปสูบบุหรี่หน่อย อีก ๓๐ นาทีถ้าเธอหิวก็ไปพบกันที่ห้องอาหาร หรือถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวก็ร้องขอจากกาเบรียลเอา” อนิสาผละเดินออกไปจากห้อง โดยไม่สนใจสายตาทวงคำตอบจากเด็กสาวผมแดง...
*************
ไซอ้อนถูกออกแบบให้เป็นสถานทีอวกาศขนาดใหญ่ มีความพร้อมทั้งสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะคนที่ขายวิญญาณให้วิทยาศาสตร์ ที่นี่คือสวรรค์ตามชื่อของมัน แต่จะไม่มีใครสามารถกลับโลกได้รวมถึงไม่มีการส่งข่าวสารกลับไปยังโลกเป็นอันขาด
ในตอนแรกมันเต็มไปด้วยผู้คนที่มีความสุข วิทยาศาสตร์ที่ก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตของพระเจ้าสามารถสนองความต้องการแทบทุกอย่าง แต่แล้ววันหนึ่งเสียงปืนก็ดันขึ้น มีคนฆ่าตัวตาย จดหมายลาตายเขียนเพียงว่า ข้าพเจ้าหมดเหตุผลจะดำรงชีวิตอยู่
มนุษย์เป็นเพียงถุงหนังบรรจุด้วยเลือดเนื้อ ความต้องการและอารมณ์ การได้สิ่งที่ปรารถนาตามใจหมาย ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าทุกอย่างถูกปรุงแต่ง นักวิทยาศาสตร์ในไซอ้อนทยอยฆ่าตัวตาย สุดท้ายเหลือเพียง ดร.อนิสา เธอว่างเปล่าอยู่แล้วก่อนมาที่ไซอ้อน ร่างนี้ไร้วิญญาณไปตั้งแต่ ดร. เซเรีย ผละไปจากเธอและเลือกที่จะอยู่กับงานวิจัยเพื่อมนุษย์โลก
โต๊ะอาหารตั้งพร้อมกับเชิงเทียนในห้องมืดสลัว ฉายวิวยามคำคืนที่มองจากตึกสูงในมหานครที่วุ่นวาย หุ่นยนตร์แอนรอยรูปร่างมนุษย์ผู้ชายในชุดบริการชายหน้าตาดีสูงสง่าเข้ามาถามให้พร้อมยกอาหารมาเลยหรือไม่ อนิสาเคาะบุหรี่มาคาบเล่นพยักหน้า
เธอมีข้ออ้างที่จะสร้างเซเรียขึ้นมา แต่ต่อจากนี้จะทำอย่างไร หวังใกล้ชิดกันเพื่อให้ถ่านไฟเก่าคุกรุ่นขึ้นมาจะเป็นไปได้หรือที่จะพบเหตุผลของการมีชีวิต แล้วทำไมเธอถึงได้มีความคิดอะไรบ้าๆแบบนั้น
จากนี้ไปยังมีเรื่องต้องคิดอีกมาก อนิสาสงสัยว่า เซเรียวางเดิมพันให้ร่างของเธอถูกส่งมายังไซอ้อนเพื่อยืมมือคนอื่นรีเซ็ทโลกที่กำลังเต็มไปด้วยปัญหาใหม่ ๆ มากมาย เธอคงไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำทิ้งไว้ ถ้าการรีเซ็ทโลกคือความตั้งใจของเธอย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เซเรียจะให้ความร่วมมือ
อนิสาระบายลมหายใจ มองสลัดปลาทูน่าที่ถูกนำมาเสิร์ฟก่อนนั่งตัวตรงจับส้อมขึ้นมา คิดต่อไปว่าถ้าแก้ปัญหาเสร็จละจะทำอย่างไรต่อไป จะอยู่ด้วยกันในไซอ้อนได้หรือ...
“จริงๆถ้ามาสายสัก ๑๐ หรือ ๒๐ นาทีเธอก็ควรจะรอฉันก่อนไม่ใช่เหรออนิสา” เด็กสาวในชุดราตรีแดงเพลิงเดินเข้ามาอย่างพายุ นั่งสวมเข้าที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม ผมสีแดงยาวมัดเกล้าเรียบร้อยเสียบด้วยปิ่นไม้เผยลำคองามระหง ตุ้มหูเพชรเม็ดจิ๋วประดับส่องประกาย สร้อยคอสีทองเส้นเล็กวางซ้อนเป็นแพเหนือทรวงอกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ระบายผ้าของชุดราตรีสีร้อนแรง อนิสาที่อยู่ในชุดคลุมยาวสีขาวสวมทับชุดสูทสีเรียบถึงกับเบิกตากว้างกับการแต่งชุดราตรีเต็มยศของอดีตเพื่อนสาว
“เธอให้เวลาฉัน ๓๐ นาทีเองนะสำหรับการแต่งตัวลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันใช้เวลาแต่งตัวนานขนาดไหน ดูสิหน้าตายังไม่ทันแต่งเลย น่าหงุดหงิดจริง ๆ” เซเรียหยิบผ้ากันเปื้อนที่พับตั้งบนโต๊ะขึ้นมาสะบัดวางบนตักของตัวเอง บริกรหุ่นยนตร์ทำงานตามโปรแกรม รีบนำสลัดทูน่าคำเล็กจิ๋ว อาหารเรียกน้ำย่อยมาจัดลงบนโต๊ะ อนิสาหยิบบุหรีออกจากปาก
“ขอแชมเปญด้วยเอาเป็น โมเอ็ท ชองดอง แล้วอาหารจานหลักเปลี่ยนจากสเต็กเนื้อเป็นอาหารทะเลเบา ๆ มาแทนแล้วกัน” อนิสาส่งสายตาถามความคิดเห็นผู้ร่วมโต๊ะอาหาร
“โอเคค่ะ”.......
๕
เมื่อชราลงไปความคิดหนึ่งคือวัยสาวนั้นน่าอิจฉา แต่เมื่อกลับมาเป็นสาวใหม่อีกครั้งกลับคิดว่าต่อไปตนก็ต้องชรา อนิสานั่งอยู่บนเก้าอี้กลมในห้องทดลอง มองดูเด็กสาวในชุดกระโปรงบานสีแดงสดจัดเรียงโครงสร้างทางเคมีอยู่ในอากาศ เซเรียปฏิเสธเสื้อกาวน์เธอเลือกที่จะใส่ชุดสวยเหมือนเด็กสาวแต่งตัวไปออกเดต ซึ่งนั้นก็เหมาะกับเธอดี
“หลักฐานหลายอย่างในอดีตชี้ชัดว่าไดโนเสาร์ไม่ได้อดอาหารตายหรือขาดแคลนอาหาร แต่เป็นเพราะปัจจัยอื่นต่างหาก น่าแปลกมั้ยละที่สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่แบบนั้นกลับไม่พบกับสภาพวะอดอาหาร ภายใต้ปิรามิตอาหารที่แข็งแกร่งต้องมีพวกพืชเป็นรากฐานที่มั่นคง”
“นั่นคือสิ่งที่เธอทำ”
“เปล่านั้นคือสิ่งที่พระเจ้าทำ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าอะไรคือพระเจ้า แต่ฉันคิดอย่างนั้น ส่วนประกอบในยีนบ้างอย่างของพืชหายไป มันเหมือนรูปประโยคที่ถูกลบคำบางคำออกไป”
“เธอกำลังอธิบายว่า...”
“ฉันได้ควรก้าวล่วงในขอบเขตของพระเจ้าไปแล้วโดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อมนุษย์ชาติ”
“อือ...” อนิสารับคำ “นั้นเป็นเหตุผลที่เธอผละไปจากฉันเหรอ” ไฟแช็กถูกลูบคล่ำอยู่ภายในกระเป๋าเสื้อกาวน์
“ตอนนั้นฉันมองเห็นแต่ชื่อเสียง สุดท้ายฉันได้รับยกย่องว่าเป็นเมสสิยาห์เชียวนะ แต่...เมื่อได้คุยกับกาเบรียลถึงเหตุผลที่ทุกคนในไซอ้อนฆ่าตัวตาย ฉันเห็นชัดทันทีว่า เรื่องที่ได้รับการยกย่อง หรือเรื่องที่ฉันจะทำเพื่อมนุษย์ชาติ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ฉันปรุงแต่ง ทุกอย่างที่ทำลงไปสุดท้ายก็วิ่งเข้าจุดที่เรียกว่าสูญเปล่า” เซเรียยิ้มให้กับสาวใหญ่ อนิสาไม่มีคำพูดอะไรจะกล่าวกระดกบุหรี่ที่คาบอยู่ในปากอย่างใช้ความคิด เซเรียหยุดยืนจับจ้องมองอนิสา ทั้งสองแน่นิ่งมองกันและกัน ห้วงเวลาเช่นนั้นเนินนานจนมีใครสักคนเอ่ยปาก
“อีก ๕ วัน โครงสร้างของไวรัสที่จะใช้ทำลายยีนเร่งการเติบโตของต้นไม้น่าจะเสร็จ แต่ฉันบอกไม่ได้หรอกนะว่าการแก้ปัญหาจะนำมาซึ่งปัญหาใหม่อย่างเช่นที่มนุษย์ทำกันมาในอดีตหรือเปล่า” อนิสาพยักหน้าก่อนลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง ไฟถูกจุดไล้ปลายบุหรี่ สาวสูงวัยหลับตานิ่งคิดสูดอากาศผ่านก้นกรอง หายใจเอานิโคตินเข้าผสมในกระแสเลือด...
*************
“รู้สึกเธอสูบบุหรีจัดขึ้นนะอนิสา มีอะไรหรือเปล่า ทำหน้าตาเหมือนอึดอัดตลอดเวลา” เซเรียกล่าวขึ้น “เป็นห่วงโลกเหรอ” เด็กสาวตั้งข้อสงสัย ยกมุมปากเชิดประชดประชันเล็กน้อย อนิสามองเซเรียในกระโปรงยาวลากพื้น วันนี้เธอคงเป็นเจ้าหญิงในนิทาน บนศีรษะประดับมงกุฏดอกไม้สีเหลืองตัดกันดีกับผมสีแดงของเธอ
“เปล่า”
“หือ?”
“เออก็ห่วงนิดหน่อย
“ถ้ารีบมากฉันจะสรุปให้มันเสร็จในวันนี้เลยเอามั้ย” อานิสารู้สึกด้วยซ้ำไปว่าเพียงวันเดียวเซเรียก็จัดการทุกอย่างเสร็จเพราะมันมีอยู่ในสมองอยู่แล้ว การขอเวลา ๕ วันอาจจะมีเหตุผลอย่างอื่น รวมถึงวิทยาการนี้อันตรายเกินไปสำหรับมนุษย์เซเรียจึงไม่เปิดเผยมัน หรืออาจจะต้องการทำให้รัดกุมที่สุด
“ไม่เป็นไร แล้วแต่เธอเถอะ... เออ เซเรียเธอคิดว่า ไซอ้อนเป็นอย่างไรบ้าง”
“เหอ ๆ ” เด็กสาวเค้นเสียงในลำคอ “ก็ดีแต่ถ้าอยู่คนเดียวฉันคงฆ่าตัวตายแน่นอน เป็นโลกที่ไร้ความท้าทายเกินไป” เซเรียพยักหน้าย้ำกับตัวเอง ขณะที่มือจับโครงสร้างของไวรัสตัดวางคำอธิบายประกอบเพื่อให้เป็นคู่มือสำหรับการใช้งาน
“แบบนั้นเหรอ”
“หลังจบงานนี้เธอจะฆ่าฉันหรือเปล่าอนิสา” เซเรียถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย อนิสาล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อกาวน์ บุหรีถูกหยิบมาคาบไว้กับริมฝีปาก
“อือ”
“ฉันเข้าใจว่าเธออาจจะเหงา...”
“อือ” อนิสาหยิบบุหรี่ออกมาคีบไว้ “ฉันสร้างเธอเพราะความเห็นแก่ตัว มันไม่เกี่ยวกับโลกหรือมนุษย์ชาติ หรือแม้แต่บุหรี่ที่เหลืออีกไม่กี่ซอง” อนิสาสารภาพ
“ไม่เป็นไร วันไหนเธอเหงาก็สร้างฉันขึ้นมาใหม่ได้ ฉันอนุญาต ขอให้มันชดเชยวันที่ฉันทิ้งเธอไปได้บ้างก็ยังดี” เซเรียยิ้มกับตัวเอง.......
๖
อนิสานอนไม่หลับ “ฉันเข้าใจว่าเธออาจจะเหงา” ประโยคนี้เหมือนมีบางอย่างให้ฉุดใจสาวใหญ่ให้มองลึกลงไปถึงการตัดสินใจตายของเซเรีย
เมื่อตื่นขึ้นมา เซเรียพร้อมแล้วในห้องทดลองวันนี้เธอสวมชุดกระโปรงวันพีชสีฟ้าเรียบๆ แบ่งผมสองข้างมัดไว้ปล่อยทิ้งตามธรรมชาติ พร้อมกับข้อมูลงานวิจัยหยุดการเติบโตที่ผิดปรกติของพืช เอกสารถูกส่งไปยังดาวเทียมดวงหนึ่ง อนิสาอธิบายว่ามันต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะสะท้อนกลับไปถึงนิคมบนดวงจันทร์
“ด้วยโครงการนี้มนุษย์ก็จะสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของต้นไม้ได้ไม่ต่างกับต้นถั่วในนิทานแจ๊กผู้ฆ่ายักษ์เลยละ” เซเรียกล่าวสรุป น้ำเสียงเธอเหมือนผิดหวังในสิ่งที่ส่งออกไปมากกว่ายินดี เช่นเดียวกับอนิสา ใบหน้าของสาวสูงวัยเต็มไปด้วยความตึงเครียด
“วันนี้...เธอแต่งตัวธรรมดา...”
“ก็ไม่อยากให้ชุดสวยๆเปื้อนเลือดนี่นา ว่าแต่เธอเถอะไม่เห็นคาบบุหรี่เหมือนทุกวัน”
“...หมดแล้ว”
“ไม่ต้องเดาเลยว่าร่างเก่าเธอเป็นโรคอะไรตาย”
“อือ...ร่างนี้ก็ใกล้แล้วละ” อนิสากล่าวก่อนหัวเราะในลำคอ แววตาเศร้าๆนั้นแทนคำพูดที่อยากจะสื่อให้ เซเรียเข้าใจ
“ไปกินข้าวที่บ้านฉันก่อนแล้วกันแบบนั้น” เซเรียจับมืออนิสาฉุกเดินออกจากห้องทดลอง
“เดี๋ยวก่อนเซเรีย เธอจะไม่ถามหน่อยเหรอทำไมฉันต้องฆ่าเธอด้วย”
“ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเธอไม่ฆ่าฉันแต่ตัวเองก็ไม่มีความอยากมีชีวิตอยู่แล้ว ไซอ้อน ที่ว่าเป็นสวรรค์มันก็คือเกาะร้างโดดเดี่ยวเท่านั้นเอง”...
*************
ห้องครัวในสวนเอเดนตั้งอยู่ด้านนอกบ้านที่เซเรียใช้อาศัย เธอทำข้าวผัดทะเลง่ายๆมาเสิร์ฟบนโต๊ะกลิ่นของมันหอมน่ารับประทาน บรรยากาศแบบนี้คล้ายย้อนกลับในในอดีตครั้งที่ทั้งสองยังอาศัยอยู่ด้วยกัน เซเรียถอดผ้ากันเปื้อนออกและลงมือรับประทานในทันที่ อนิสานั่งหน้าเครียดไม่ยอมแตะต้องอาหาร
เซเรียระบายลมหายใจ ลงมือตักข้าวพอดีคำยื่นให้อนิสา
“อ้าม อาปาก”
“ทำไมเธอยังมีความสุขอยู่ได้เซเรีย”
“แล้วจะให้ตีหน้าเศร้าหรือยังไง อ้าม” อนิสาคิ้วกระตุกเพราะฝืนเก็บรอยยิ้มไว้อ้าปากรับประทานข้าวของเซเรีย เด็กสาวยิ้มแก้มบานรีบตักคำต่อไปให้กับสาวใหญ่ อนิสาส่ายศีรษะ
“อะไรไม่อร่อยเหรอ” เซเรียทำหน้าบูดประท้วง อนิสาเกินกว่าจะกลั้นน้ำตาไว้ได้
“พอแล้วเซเรีย” อนิสาสะอื้น รีบหายใจเข้าลึก ๆ พยายามจะกลั้นน้ำตาที่ทะลักออกมา “ฉันไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องฆ่าเธอทั้งที่พวกเธอทั้ง ๑๖ คนก็แสดงออกซึ่งความรักต่อฉันทั้งสิ้น...”
“เธอนะมีมนุษย์ธรรมมากเกินไปอนิสา ถึงเธอจะฆ่าฉันอีกสักกี่รอบ ความจริงก็คือฉันรักเธอละไม่มีวันโกรธเกลียดเธอได้เลย อย่างมากคือ เหรอ เธอฆ่าฉันเหรอใจดำจัง ฆ่าลงด้วย” เซเรียยิ้มเอียงคอ “ก็เท่านั้น ฉันรู้สึกได้ขนาดนี้เชียวนะ แล้วเธอละอนิสา พยายามหาเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ เพื่อสนองตอบความรักของฉันได้หรือเปล่า” อนิสาส่ายศีรษะทั้งน้ำตาเธอล้วงมือลงในชุดกาวน์หยิบปืนสั้นขนาดเล็กกระชับมือออกมา ครั้งนี้มันเย็นเฉียบและหนักอึ้งกว่าครั้งใดๆ
“ไม่ไหวหรอก มนุษย์ว่างเปล่าเกินไปไม่มีอะไรเลย ต้องปรุงแต่งเพื่อให้ได้เหตุผลการมีชีวิตอยู่ ฉัน...”
“งั้น...ชาติหน้าเธอจะมีชีวิตอยู่เพื่อฉันได้มั้ยอนิสา”
“เรื่องแบบนั้น”
“ไม่ได้เหรอ”
“ได้” อนิสาตอบ มือถูกยกขึ้นเหนี่ยวไกปืน ดินระเบิดขับหัวกระสุนพุ่งออกจากรังเพลิง ก่อนคำถามหนึ่งจะผุดขึ้นในหัวใจ ทำไมต้องรอให้ถึงชาติหน้า หน้าผากของเซเรียปรากฏรูกลวงโบ๋ รางบางทรุดลง หัวกระแทบจานข้าวผัดทะเล เลือดขยายวงกว้างบนโต๊ะ
หัวใจของอนิสาเต้นระรัว เธอประคองมือลง นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ความรักจะยืนยงได้นานสักเท่าไร สองสามหมื่นชั่วโมงมันก็เริ่มจืดจาง สุดท้ายชีวิตในไซอ้อนมันก็จบลงที่ไม่ใครก็ใครต้องฆ่าตัวตายก่อน
“ขอโทษนะเซเรีย” อนิสายกปืนขึ้นจ่อขมับตัวเองก่อนเหนี่ยวไกหวังดับชีวิต แต่ทว่าในรังเพลิงกลับไร้ซึ่งลูกกระสุน มีบางอย่างผิดปรกติเธอหายใจไม่ออกในช่วงลัดนิ้วมือคำตอบก็ปรากฏ เซเรียวางยาพิษเธอ อนิสาฟุบลงบนโต๊ะ มองร่างของเซเรียบนลิ้มโลหิตที่นองบนโต๊ะ
“น่าจะได้กอดเธอสักครั้ง”.......
๗(จบ)
เธอลืมตาตื่นขึ้นภายในห้องที่คุ้นตา มีเตียงสองหลังโต๊ะสองตัวและตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่
“เธอคือใคร?”
เด็กสาวเดินลงจากเตียงมองตัวเองหน้ากระจกบานใหญ่ข้างตู้เสื้อผ้าให้มั่นใจ
เธอคืออนิสา เด็กสาววัยประมาณ ๑๗ ๑๘ อยู่ในชุดกระโปรงสีฟ้าผมหยักศกสีดำยาวเรียดพื้น เธอเริ่มนึกถึงความทรงจำสุดท้าย เธอตายเพราะเซเรียวางยาพิษในอาหาร ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจภาพสุดท้ายที่อยู่ในความทรงจำคือเรือนผมยาวสลวยสีแดงเคลื่อนเข้ามาภายในคลองสายตา
“ฉันถูกสร้างขึ้นมา” คิดได้อย่างเดียวคือเซเรียได้สร้างร่างโคลนของตัวเองเตรียมไว้แล้วก่อนจะถูกฆ่า อนิสาหมุนตัวไปยังทางออกสวมรองเท้ายางสีขาวผลักประตูออกไป แสงแดดแยงผ่านแมกไม้เข้าตาจนต้องยกมือขึ้นปิดบัง ก่อนโสตประสาทจะสดับเสียงนกร้องไล่ยาวไปเหนือศีรษะ อนิสาขนลุกเกรียวจากสายลมหนาวที่พัดปะทะร่าง เสียงร้องของสัตว์ป่ากู่ก้องสะท้อนไกลออกไป
ที่นี่ไม่ใช่เอเด็น
“อนิสา” เด็กสาวหันไปตามต้นเสียง วัตถุทรงสีเหลียมถูกโยนโค้งมาบนบนอากาศ เด็กสาวรับได้อย่างแม่นยำมือคือไฟแช็ก และคนเบื้องหน้าเธอคือเซเรียในวัยไล่กันกับเธอ ผมสีแดงนั้นเด่นกว่าใครหรืออะไรทั้งหมด
“พระเจ้า...” อนิสาร้อง ก่อนเงยหน้าขึ้นฟ้ามองโดยรอบ
“ที่นี่คือ โลก ไม่ต้องสงสัยหรอก”
“มันเกิดอะไรขึ้นทำไม”
“เริ่มจาก พวกที่อยู่บนดวงจันทร์ตายไปเยอะทีเดียว พวกเขาฆ่าตัวตาย มนุษย์ที่นั้นอยู่ในความสิ้นหวัง ซ้ำรอยกับไซอ้อน แต่คนที่ยังเป็นปรกติก็มีพอสมควร ฉันขับเคลื่อนไซอ้อนมาอยู่ในวงโคจรของโลก และสร้างที่นี่ขึ้น มนุษย์กลุ่มหนึ่งเริ่มสร้างบ้านเรือนและชุมชนกัน” เซเรียยืนนิ่งก่อนยกมือท้าวเอวทั้งสองข้าง
“ฉันว่าเรื่องราวมันจะไปไงมาไงมันก็ไม่เท่ากับว่า เธอพร้อมจะมีชีวิตอยู่หรือยังอนิสา” เซเรียยิ้มออกมา อย่างมั่นใจในคำตอบ
“อือ” เด็กสาวก้มมองไฟแช็กในมือของตน ก่อนขว้างออกไปในป่าทึบสุดแรง...
จบ Zion
m(_ _)m ขอบคุณสำหรับทุกคำแนะนำครับ ตรงไหนติดใจสงสัยสับถามได้เต็มทีedit @ 23 Dec 2008 21:01:44 by ~fs writer~