Story

องก์ 24 สิ่งที่อยู่ในใจ

กันยานั่งนิ่งอยู่ในห้องเรียนเพื่อนร่วมห้องต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปรกติของเพื่อนคนนี้แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ ชาเขียวเด็กสาวผมยาวตัวเล็กเพื่อนใหม่ของกันยาเองก็ปรับเปลี่ยนอารมณ์ตามไม่ทันเมื่อวานเพื่อนเธอยังเหมือนอยู่ในอาการอินเลิฟพอมาวันนี้ทำไมถึงมืดมนนัก สุดท้ายเธอก็ได้แต่นั่งอึดอัดอยู่สามคาบเรียนจะพูดก็ไม่มีช่องว่างจนกระทั้งถึงเวลาพักเที่ยง ชาเขียวตัดสินใจชวนเพื่อนสาวเปลี่ยนบรรยากาศ

กันยาไปทานข้าวกันเถอะครับ เด็กสาวตัวเล็กกล่าวชักชวนเพื่อนสาวผมหยักศกที่นั่งจมอยู่ในความรู้สึกที่มืดมน

ไม่ละฉันไม่อยากจะไปไหนคุณอัฏชฎาพรไปเถอะค่ะ กันยาตอบในทันทีชาเขียวเหมือนหมดเรื่องราวที่จะสานต่อเมื่อโดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อไย เป็นจังหวะพอดีกับที่ พรธิดาเดินมาที่หน้าห้อง

พี่อัฏชฎาพรคะไปทานข้าวกันเถอะค่ะ เด็กสาวผมสั้นกล่าวจากประตูห้องเข้ามาหาชาเขียว

ไปสิคะคุณอัฏชฎาพร มีรุ่นน้องเป็นห่วงชวนไปทานข้าวด้วยก็อย่าปฏิเสธให้เสียน้ำใจเลยคะ ฉันเองก็อยากจะอยู่คนเดียวมากกว่าด้วย กันยากล่าวเป็นชุดน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ สุดท้ายชาเขียวก็ต้านทางไม่ไหว ยอมเดินออกไปกับพรธิดา ไม่วายหันหลังมามองเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง

ดูท่าพี่กันยาจะอารมณ์เสียมากเลยนะ พรธิดากล่าวขึ้นพลางเสยผมด้านขวาที่ตกลงมาปิดตาไปด้านบน

ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นเมื่อวานผมก็เห็นกันยาออกจะปรกติดออกจะดูอารมณ์ดีด้วยซ้ำ ทำไมวันนี้ผิดจากหน้ามือเป็นหลังมือไปได้ ชาเขียวตั้งข้อสงสัย

มาริสาเองก็เป็นนะ แต่ทางนั้นเหมือนจะมาแนวซึมเศร้ามากกว่า

หมายความว่าสองคนนี้ทะเลาะกันเหรอครับ ชาเขียวอดถามขึ้นมาไม่ได้ พรธิดาพยักหน้าตอบรับ

ได้ยินว่าเมื่อวานมีเรื่องเกิดขึ้นที่งานเต้นรำหน้าเรือนดอกมะลิ เห็นคาดเดากันไปหลายทิศทาง พวกชมรมวารสารรีบทำสกู๊ปนี้ สรุปกับว่าพี่กันยาหึงพี่ผอบจันทน์ที่ไปเต้นรำกับมาริสารุ่นน้องที่เธอเป็นคนช่วยชีวิตไว้ตอนงานประดับเข็ม พรธิดากล่าวสีหน้าคล้ายกับถามชาเขียวว่าเชื่อเรื่องพวกนี้ไหม

ผมว่ามันประหลาดนะ อะไรมันจะดราม่าอย่างกับละครหลังข่าวขนาดนั้นนะครับ ชาเขียวมีท่าทีปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

เรียกหนังสือของเธอออกมาสิฉันเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในงาน พรธิดาเสนอ

ไร้สาระน่า ผมว่ามีเรื่องที่เราน่าจะให้ความสนใจมากกว่าเรื่องพวกนี้อีกนะครับตอนนี้

เคออซที่เข้ามาในโรงเรียนนะเหรอ พรธิดาเกริ่นนำ ชาเขียวหวนย้อนไปนึกถึงเด็กสาวที่แอบซ่อนในมุมมืดใต้เงาของกำแพง มีเพียงแววตาสีแดงสดเท่านั้นที่สะท้อนแสงสว่างออกมาจากความมืด ไหล่ของเด็กสาวสั่นสะท้านเล็กน้อยยกมือขึ้นมากัดเล็บอย่างลืมตัว พรธิดาจับแขนข้างที่ยกขึ้นมาของชาเขียวลง

ติดนิสัยเวลากลัวแล้วต้องกัดเล็บหรือยังไงนะ พรธิดาพูดขึ้นชาเขียวรีบชักมือไปด้านหลังแอบซ่อนไว้ไม่พูดไม่จาอะไร

ตกลงรู้หรือยังว่าเป็นชุดนักเรียนของที่ไหน

เซนค์คาเบียลครับ กระโปรงสีขาวเหนือเข่ามีแถบสีดำหนึ่งเส้นขนานกับปลายกระโปรงแบบนั้นมีอยู่โรงเรียนเดียว ชาเขียวอธิบาย

อือ...นุ่งกระโปรงสั่นจัง พรธิดาอดติไม่ได้

ที่นั้นเป็นโรงเรียนเอกชนอยู่หอพักกินนอนเสร็จสรรพคนนอกก็ห้ามเข้าไปนะครับ แถมพูดได้ว่าไม่มีมนุษย์ผู้ชายเลยสักคนรอบบริเวณเขาที่เป็นพื้นทีของโรงเรียน ถ้าจำเป็นต้องใส่ชุดนักเรียนออกมาข้างนอกก็บังคับให้ใส่เสื้อโคดคลุมปิดไว้ทั้งตัว

สงสัยต้องลองเข้าไปสืบดูสักหน่อยแล้วละ พวกในสภาแทรกซึมที่นั้นอยู่บ้างไหม

มีอยู่คนนะครับก็ตามมาตรฐานทั่วไป

อย่างกมุทะรัตน์นี่ก็คนเดียวแบบนั้นเหรอ พรธิดาถามอย่างไม่เชื่อนัก

คนเดียวครับตอนนี้ก็ ชัยพฤกษ์ แต่เห็นประธานภาคบอกว่า ชัยพฤกษ์ไม่ค่อยทำงานเป็นหูเป็นตาให้สภานักเรียนเท่าไร ทางสภาเห็นแล้วก็ไม่อยากจะฝืนใจส่งงานมาให้ทำ ก็เลยส่งมาอีกคนเป็นตัวสำรองไว้อยู่ในกลุ่มเด็กเข้าใหม่ของปีนี้นั้นละ

ใครกัน นี้หรือเปล่าเป็นคนที่ปักหมุดกั้นเขตไว้รอบป่า

เป็นความลับครับเรื่องนี้แม้แต่ผมเค้ายังไม่ยอมบอกเลยว่าเป็นใคร ส่วนเรื่องหมุดนั้นผมว่าจะกลายเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณเสียแล้วละครับ ชาเขียวกล่าวอย่างเป็นกังวน

อธิบายมาสิ พรธิดาตั้งอกตั้งใจรับฟังเต็มที่

อยากจะบอกแต่ผมก็ต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องของความลับ

ฉันเป็นคนต้องปกป้องเธอนะ

ทำไมคุณต้องปกป้องผมด้วย

เพราะเธอเป็นของฉัน

ไม่ใช่เพราะคุณรักผม? ชาเขียวแย้งในทันที พรธิดาทำท่าเหมือนจะหัวเราะออกมาให้ได้

ฉันมีแนวโน้มอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ? เธอถามกลับ

งั้นก็ช่างเถอะครับ ชาเขียวตัดบท พรธิดาอดหงุดหงิดไม่ได้

เอาก็ได้ฉันรักเธอเล่าให้ฟังได้หรือยัง พรธิดาตอบพลางเสยผมข้างขวาที่ตกลงมากลับขึ้นไป ชาเขียวจ้องมองใบหน้าของพรธิดาก่อนทำหน้าตาไม่เชื่อ

ไม่มีแนวโน้มอะไรแบบนั้นเลยนี่ครับ ชาเขียวสรุป พรธิดานิ่งเงียบเธอหงุดหงิดเกินจะบรรยายเป็นคำพูด ชาเขียวเองก็รู้สึกว่าตัวเองจะเล่นแรงเกินไปก่อนเรียบเรียงคำพูดออกมา

ผมไม่อยากจะให้สะเทือนความรู้สึกคุณนะครับที่ไม่อยากจะเล่าเรื่องนี้ ยังไงช่วยตั้งใจฟังก่อนจะโวยวายอะไรได้ไหม ชาเขียวกล่าวอย่างจริงจัง พรธิดาแม้จะสงสัยแต่ก็พยักหน้าตั้งใจพร้อมจะรับฟัง ชาเขียวเห็นดังนั้นก็หยุดฝีเท้าลงที่ชั้นพักเท้าของบันได้ก่อนจะลงไปสู้ชั้นล่าง

พวกเคออซจะฟังไข่ไว้ในร่างของมนุษย์ ถึงจะเรียกว่าไข่แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่มีรูปร่างหรือตัวตนแต่เป็นชื่อเรียกสมมุติที่ทางสภานักเรียนเรียกกัน ชาเขียวกล่าว แต่เพียงแค่ขึ้นต้นพรธิดาก็ทำท่าเบือนหน้าหนี ชาเขียวนิ่งไปเล็กน้อย

ถ้าคุณรักผมก็คงจะไม่หันหน้าหนีแบบนี้ ชาเขียวตั้งข้อสังเหตุ พรธิดาถอนหายใจ

ไปเชื่อถืออะไรกับความรัก โดยเฉพาะ รัก ที่เธอพูดเหมือนเด็กเล่นขายของแบบนี้ด้วยแล้ว

เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้ว่าใช้เหตุผลกับมันไม่ได้ ชาเขียวตอบ พรธิดาเหมือนเข้าใจและไม่เข้าในไปในทีเดียว เธอระบายลมหายใจท่าทางเย็นลงและหันกลับมา

ฉันบอกแล้วว่าจะฟังก่อนโดยไม่โวยวายอะไร นี่คือคำสัญญาณถึงฉันจะไม่เชิดชูในเรื่องของเหตุผลแต่ฉันรักษาสัญญานะ พรธิดาพยายามพูดด้วยใบหน้าอารมณ์ดีให้ชาเขียวเย็นใจลง

ไข่พวกนั้นจะเติบโตในคนที่เหมาะสม ค่อยยุยงให้คนนั้นมุ่งแสดงออกในทิศทางที่ก้าวร้าวสับสน และมันก็จะโตขึ้นทีละน้อยภายในร่างกาย แต่ก็ยังมีบางคนที่โดนฝังไข่ไปแล้วแต่มันก็ไม่สามารถเติบโตได้ซึ่งมันก็จะหายไปเองในที่สุดเนื่องมีพื้นฐานทางจิตใจที่ไม่เหมาะสมกับการเติบโตของไข่ สรุปได้ว่าเป็นคนที่อ่อนโยนและยึดมั่นอยู่ในความดีไข่จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ชาเขียวอธิบายทีละขั้นอย่างละเอียด พรธิดาระบายลมหายใจอย่างอึดอัด หวนไปนึกถึงเรื่องราวของเพื่อนเธอที่โดนฝังไข่เคออซและมันเติบโตจนทำร้ายสติรู้ผิดชอบจนสิ้น

โรงเรียนกมุทะรัตน์มีดาบเล่มหนึ่งปักที่ในสวนป่าครับ ดาบที่ชื่อว่า พนาลีพละ ซึ่งมีผลต่อจิตใจตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับเคออซคือจะ ทำลายความสับสนใจในจิตใจที่หล่อเลี้ยงไข่ ทำให้พวกมันไม่สามารถอยู่ในบริเวณโดยรอบของโรงเรียนได้ นักเรียนที่ไปโดยวางไข่มาหากเข้ามาโดยรอบบริเวณไข่ก็จะสลายไปเอง

หมายความว่ามันก็สามารถทำลายไข่ของเคออซได้แบบนั้นสินะ พรธิดาแสดงท่าทีสนใจอย่างชัดเจน

ถ้าไข่ยังไม่เติบโตมันก็จะขาดอาหารหล่อเลี้ยง และหายไปครับ

แล้วอย่างเพื่อนของฉันละชาเขียวมันสามารถรักษาได้ใช่ไหมถ้าตอนนั้น... พรธิดาถามสีหน้าจริงจัง เด็กสาวผมยาวส่ายศีรษะ

ไม่ได้หรอกครับ คนไหนที่โดนเคออซควบคุมได้บ้างแล้ว ก็จะหนีออกจากวิถีรอบดาบเพื่อไม่ให้ความสับสนในจิตใจโดนทำลายไป แต่ถ้าเราบังคับให้อยู่ในเขตของดาบ ไข่ก็จะไม่มีอาหารเลี้ยงแล้วก็จะฟักออกมา ถึงจะไม่พัฒนาถึงขั้นสุดท้ายแต่ก็จะได้สิ่งทีเรียกว่าเศษเสี้ยวแห่งความสับสน

มันคืออะไร พรธิดาถาม

พ่อบุญธรรมของคุณไม่เคยเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังบ้างเลยเหรอครับ

ฉันพยายามหลบหน้าเขาไม่มีเวลามาฟังอธิบายเรื่องพวกนี้หรอกถึงแม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม

เศษเสี้ยวแห่งความสับสนนำไปหลอมสร้างอาวุธใหม่รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาวุธเคออซได้ สุดท้ายการทำลายมันในสภาพที่ยังเป็นไข่ก่อนฟักก็เป็นทางเลือกทีดีที่สุดที่เราคิดได้ ชาเขียวอธิบาย พรธิดาเข้าใจเสมอว่าคนของสภานักเรียกคนนี้พยายามอธิบายว่าที่ฆ่าเพื่อนของเธอไปเพราะไม่มีทางเลือก

เอาละแล้วไง?

หมุดปักเขตนั้นทำให้พื้นทีของดาบแคบลงมา จนพวกเคออซสามารถเข้าใกล้โรงเรียนได้ครับ

แค่แค่นั้นเอง ก็ไปทำลายหมุดทิ้ง

หากเราทำลายหมุดทิ้ง สิ่งที่อยู่ในป่าก็อาจจะออกมาได้แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันจะวุ่นวายระดับไหน ถ้าได้คนของสภาเข้ามาตรวจสอบภายในป่าก็น่าจะง่ายกว่านี้

ก็เข้ามาสิ ถ้าไม่มีอาวุธติดมาฉันก็ไม่ทำอะไรอยู่แล้วเธอก็รู้ไม่ใช่เหรอ

สิ่งที่อยู่ในป่านั้นคืออะไรในสภานักเรียนเราไม่รู้จักนะครับจะให้เข้าไปทั้งที่ไม่มีอะไรป้องกันตัวได้อย่างไร

เธอกับฉันสองคนเราเข้าไปสำรวจกัน เมื่อวานฉันก็ตั้งใจจะพูดเรื่องนี้ถ้าไม่เจอเคออซที่เข้ามาในโรยเรียนเสียก่อน ที่แย่กว่านั้นคือปล่อยให้พวกมันคลาดสายตาไปได้

ก็บอกให้คุณตามมันไป จะหันมาสนใจอะไรผม

พวกมันไม่ได้มีคนเดียว

เป็นห่วงผมด้วยเหรอ

ฉันยังใช้เธอไม่คุ้มจะให้รีบตายไปได้ยังไง ชาเขียวฟังแล้วถึงกับระบายลมหายใจออกมา

นั้นสินะ ทานข้าวเถอะครับผมหิวจะแย่แล้ว เด็กสาวผมยาวเดินนำออกไปลงสู่ชั้นล่าง พรธิดามองตามหลังก่อนอดแสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมาไม่ได้อีกครั้งแต่ก็เดินตามไป...

************

กันยายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะประจำของเธอคนเดียวโดยไม่ขยับไปไหน สีหน้าบ่งบอกถึงความขุ่นมัวที่วกวนอยู่ในจิตใจ อึดอัดจนแทบจะระเบิดออกมา

พี่กันยาคะ เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นในความเงียบ มาริสายืนอยู่หน้าห้องเรียนสีหน้าของเด็กสาวลังเลที่จะทำอะไรสักอย่าง

มีอะไรเหรอมาริสา กันยากล่าวเสียงแข็งมือข้างหนึ่งกำแน่นบนโต๊ะอย่างไม่รู้ตัว

หนูอยากปรับความเข้าใจกับพี่

ไม่เห็นต้องปรับอะไร พี่ไม่ได้โกรธเธอแค่โมโหตัวเองที่ไปคาดหวังอะไรไว้มากเกินไปเท่านั้นเอง กันยาตอบพลางหันหน้าหนีไม่อยากสบตา มาริสาเดินเข้าไปหารุ่นพี่ของเธอ

แต่พี่ทำแบบนี้หนูก็ไม่ไหวเหมือนกันนะคะ

อะไรกันที่ว่าไม่ไหว กันยาถามกลับหันไปทางเด็กสาว

ก็พี่เย็นชากับหนู มาริสาพูดน้ำเสียงชวนจั๊กจี้ กันยาอดรู้สึกแปลกไม่ได้ ก่อนหันมาก็พบว่ารุ่นน้องเธอเดินเข้ามาประชิดถึงที่นั่งมือเอื้อมกำลังเข้ามาจับแก้ม กันยารีบลุกขึ้นถอยหลังแต่มาริสาก็สะอึกกายตามกันยาทำท่าจะล้มลงเด็กสาวรีบจับแขนรุ่นพี่เธอไว้แขนอีกข้างพยุงเอวรวบร่างของกันยาหันหลังติดกำแพงไม่เหลือช่องทางหนี

จะทำอะไรนะมาริสา กันยาทำใจแข็งถามออกไปทั้งที่อยู่ใกล้ชิดเด็กสาวรุ่นน้อง หัวใจของเธอเต้นระรัวจนรู้สึกว่าน่าอายหากใครจะได้ยินมัน มาริสายิ้มก่อนปล่อยวงแขนจากเอวและถอยห่างออกไปเล็กน้อย

พี่กันยาจะล้มหนูก็ช่วยพยุงไว้เท่านั้นเอง มาริสายิ้มหวาน กันยาอึกอักแต่ก็พยักหน้า

มีอะไรกับพี่ละว่ามาสิ

หนูรักพี่คะ มาริสาพูดชัดเจน กันยาคิดจะถอยหลังกลับติดกำแพงจะไปซ้ายขวาก็ไม่สะดวกนัก แต่ทั้งหมดนั้นเพราะคำพูดของรุ่นน้องเธอมันหนักจนตรึงขาของกันยาไว้อยู่กับที่ แม้จะพยายามหลบสายตาแต่ก็อดไม่ได้หันมามองเพื่อค้นหาคำตอบในใจของมาริสา

พี่คะ มาริสาออกเสียออดอ้อน กันยาถึงกับไหล่ตก

เข้าใจแล้ว กันยาตอบรับก่อนสบสายตากับรุ่นน้องความรูสึกกลัวทำให้เธอเบือนหน้าหนีแต่มาริสาไม่ปล่อยให้มันจบลงแค่ตรงนั้น

งั้นพี่กันยาคะ มาริสาพูดพลางขยับตัวเข้าใกล้ กันยากวาดสายตารอบตัวคิดว่าคงไม่มีทางรอดจากเหตุการณ์นี้ มาริสาจับมือข้างหนึ่งของกันยาไว้ส่วนอีกข้างโอบหลังเลื่อนตัวเข้าใกล้ ใบหน้าแนบเข้าหา กันยาค่อยหลับตาลงทีละน้อยจนสัมผัสได้ถึงริมฝีปากบางของมาริสา

แต่นั้นไม่ใช่มาริสา กันยาผลักร่างของรุ่นน้องของเธอออกไปโดยแรง แววตาสีทองเป็นสิ่งแรกที่เธอสัมผัสในวูบแรกที่ลืมตาขึ้น

ริริส กันยาตวาด มาริสาเซไปด้านหลังตามแรงผลักสองสามก้าวก่อนแตกออกกลายเป็นร่างของเจ้าหญิงแห่งรัตติการ เธออยู่ในชุดกระโปรงยาวสีเข้มสวมทับด้วยผ้าคลุมยาวสีดำ กันยางงวูบไปหลายวิก่อนจะขยับตัวว่ากล่าวได้

ทำไมคุณทำแบบนี้ กันยาถามอย่างมีอารมณ์

เดี๋ยวก่อนสิข้าหวังดีนะ ถ้าไม่ทำแบบนี้ท่านมีหรือจะทราบใจของตัวเอง

แล้ว...แบบนี้มันไม่ยิ่งไปกันใหญ่เหรอ

ท่านหมายถึงอะไรนะ ริริสย้อนถาม

ถ้ามาริสาไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นจริงฉันมิยิ่งบ้าบอไปคนเดียวใหญ่เหรอ นี่คุณเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่กันแน่ทำอะไรไม่รู้จักคิดเลย กันยากล่าวอย่างหัวเสีย เธอรู้สึกอับอายมากกว่าที่ให้ริริสทราบความรู้สึกของเธอ อย่างชัดเจน

งั้น...ข้าจะทำให้ท่านมาริสาหลงรักแต่ท่านเท่านี้ก็หมดเรื่องแล้วใช้ไหม ริริสเสนอทางออก ป้อนยาหนึ่งเม็ดก็ทำให้เป็นทาสรักถึงเจ็ดฤดูการ ป้อนสามเม็ดเป็นทาสชั่วชีวิต

คุณไม่ต้องยุ่งวุ่นวายแล้ว กันยาออกคำสั่ง เหมือนเจ้าหญิงแห่งรัตติการจะรู้สึกหน้าเสียอยู่บ้างคล้ายจะโดนข่มด้วยน้ำเสียงนั้น ถึงเธอไม่พบเหตุผลที่ต้องเกรงกลัวต่อมนุษย์ แต่อย่างไรก็รู้สึกว่าควรถอยก่อน แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยังสงสัย

ทำไมท่านถึงทราบว่าข้าไม่ใช่ท่านมาริสา ริริสถามขึ้น กันยานิ่งเงียบเไม่ยอมตอบจ้าหญิงแห่งรัตติกาลถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เอาละ...ข้าจะไปหลังจากท่านตอบคำถามนี้แล้ว

สัมผัสของ...ริมฝีปาก ไม่เหมือนที่เคยสัมผัส กันยาสรุปอย่างไม่ค่อยพอใจนัก

อะไร ข้าไม่เห็นเข้าใจ พูดอย่างกับว่าท่านกับ...

คุณบอกว่าคุณจะไป กันยาทวงสัญญาณ เจ้าหญิงแห่งรัตติการแย้มยิ้มออกมา

ข้าหวังว่าจะได้ฟังเพลงของท่านในเร็ววัน พลันสิ้นคำพูดร่างของเจ้าหญิงแห่งรัตติการก็จางหายไป กันยาค่อยเดินกลับไปนั่งลงบนที่นั่งประจำของเธอ ใช้นิวชี้สัมผัสริมฝีปากของตนหลับตาใช้ความคิดย้อนไปในวันเวลาที่ผ่าน สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างรำคาญ เมื่อลืมตากลับพบมาริสายืนอยู่หน้าห้องเหมือนเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านพ้นไป

พี่กันยาคะ เด็กสาวกล้าวขึ้นน้ำเสียงไม่มั่นใจนักเหมือนกำลังชั่งใจ เธอมองรุ่นน้องของเธอพักหนึ่งก่อนเอ่ยปาก

มีอะไรกับพี่เหรอ กันยากล่าวอย่างใจเย็น เมื่อรู้ใจของตนเองความโกรธเกรี้ยวจริงจังก็ลดลงไป

หนูคิดว่า...น่าจะรับผิดชอบ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับพี่กันยา

รับผิดชอบยังไง กันยาถามเสียงแข็ง มาริสานิ่งคิดอยู่พักใหญ่ก่อนส่ายศีรษะ

พี่กันยาอยากให้หนูรับผิดชอบอะไรหนูก็จะทำคะ

ถ้าเธอคิดไม่ออกก็อย่ามายืนต่อหน้าฉันเลยไปคิดให้ได้แล้วค่อยกลับมากันดีกว่า กันยาพูดอย่างเย็นชา มาริสาส่ายศีรษะอีกครั้ง แววตาของเด็กสาวมุ่งมั่นขึ้นมาก่อนเดินเข้าไปหารุ่นพี่ของเธอ กันยาเริ่มรู้สึกใจเต้นแรงภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ขึ้นมาซ้อนทับ เธอรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วถอยหลังเตรียงทางหนีแต่กลับทำให้สะดุดขากันเองจะล้มลง มาริสารีบก้าวเท้าเข้าไปจับมือของรุ่นพี่เธอก่อนจะเสียหลักแต่กลับกลายเป็นว่าโดนฉุดตามลงไป กันยาล้มนอนลงไปกับพื้นไม่ถึงจะเจ็บมากมายอะไรเพราะได่มาริสาช่วยดึงเอาไว้ แต่ก็ต้องรีบตั้งรับมาริสารที่กำลังล้มตามลงมา เด็กสาวใช้สองแขนคำยันไว้ แต่ถึงแบบนั้นเธอก็ยังล้มลงทับรุ่นพี่ของเธอ

มารีสาใช้สองแขนยันตัวขึ้นเลื่อนใบหน้าชึ้นไปดูอาการรุ่นพี่ของเธอเป็นจังหวะเดียวกับที่กันยาลืมตาขึ้นทั้งสองประสานตากัน แม้ในชั่วอึดใจแต่กลับรู้สึกยาวนานกว่าการพูดคุยนานนับชั่วโมง ทุกอย่างเหมือนฟันเฟืองที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ตำแหน่งและเริ่มเคลื่อนตัวไปพร้อมกันเพื่อหมุนกงล้อขนาดใหญ่ มาริสาเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ในขณะที่กันยาค่อยหลับตาลง คุ้นเคยเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เคยผ่านมาแล้ว และคงจบลงอย่างมีความสุขหากไม่มีอะไรไปขัดขวางฟันเฟืองที่กำลังหมุนอยู่

เสียงฝีเท้าเร่งรีบพุ่งตรงมุ่งมาที่ห้อง กันยาลืมตาขึ้นมาในขณะที่มาริสารีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หัวใจของทั้งสองเต้นโครมครามในจังหวะเดียวกัน จนสัมผัสได้ก่อนจะเงียบไปคล้ายสิ่งที่เชื่อต่อกันไว้นั้นได้โดนตัดลง

กันยา รีบไปได้แล้ว เสียงหนึ่งกล่าวอย่างรีบร้อน ชัยพฤกษ์สาวหน้าคมเพื่อนของกันยารีบกระโดดพุ่งเข้ามาในห้อง ออกห่างจากตึกเรียนให้ไกลที่สุดเป้าหมายของมันคือฉัน รีบติดต่อพี่นันธิดา เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ กันยาไม่ทันจับใจความอะไร แต่ก็พยายามทำตัวเป็นปรกติแม้จะผ่านเรื่องที่น่าตื่นเต้น ค่อยหยิบกล่องไวโอลินจากบนโต๊ะขึนมาเป็นอันดับแรก

เกิดอะไรขึ้นเหรอ ชัยพฤกษ์ เธอถามเพื่อนสาว ชัยพฤกษ์ไม่มีเวลาอธิบายนัก ในเวลานั้น ก็มีเด็กสาวผมสั้นในชุดสีขาวกระโดดเข้ามาในห้องจากหน้าต่าง เด็กสาวแปลกหน้าตัดผมสั้นประบ่า อยู่ในชุดเสื้อเชิตสีขาว คอซองสีแดงสด กระเป๋าเสื้อนอกมีตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนปักเป็นลักษณะของปีกและไม้กางเขน กระโปรงสั้นเหนือเข่าสีขาวสะอาดดูไม่คุ้นตานัก สองมือถือดาบคู่ยาวเกือบเมตรสะบัดตั้งท่าประกายเย็นสะท้อนแสงน่าหวาดเสียว

หนังสือสัญญาปรากฏ ชัยพฤกษ์ประกาศขึ้น อันเชิญดวงตาที่หกของเซ ประตูสลับฉากแห่งวิหารอันฟาลากัซ สิ้นเสียงมีห่วงแก้วใสลอยขึ้นกลางอากาศ นั้นคือสิ่งทุกท้ายที่มาริสาและกันยาได้เห็นก่อนที่ภาพรอบตัวถูกเปลี่ยนไป เป็นลานเสาธงหน้าโรงเรียน

เกิดอะไรขึ้น มาริสาถามกับตัวเองก่อนหันมองรอบตัว เซรินภูตสีฟ้าเปล่งแสงสว่างขึ้นรอบตัว ฉากภาพชัยพฤกษ์นอนจมกองเลือกอยู่พื้นด้านล่างอย่าน่ากลัว

ไม่ มาริสาร้องออกมาพร้อมวิ่งออกไปสุดฝีเท้า กันยามองสิ่งที่เกิดขึ้นพยายามประกอบเรื่องราวทั้งหมดอย่างงุนงง ก่อนที่เสียงระเบิดจะดังขึ้นจากชั้นบนของตึก เปลวไฟพุ่งออกมาจากหน้าต่างวูบหนึ่งพร้อมกับร่างของเด็กสาว

ชัยพฤกษ์ กันยาร้องขึ้น มองรุ่นน้องของเธอที่กำลังวิ่งเข้าไปรับร่างที่กำลังตกลงมานั้น แต่จะทันได้อย่างไร....

จบองก์ 24 สิ่งที่อยู่ในใจ