สวัสดีครับ ทุกท่านที่ยังเข้าบล๊อกแห่งนี้ ผมตัดสินใจเขียน FS ใหม่อีกแล้ว เป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นมาพักใหญ่ๆ หลังจากพยายามจะเขียนต่อจากที่ค้างเอาไว้แล้วรู้สึกว่ามันต้องไม่จบแน่ๆ หลังจากมีคำวิจารณ์จุดด้อยของเรื่องที่ผมเขียนจนแทบรู้สึกว่าตัวเองต้องไปเริ่มเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่องค์ประกอบของนิยาย
พล๊อตที่เลื่อนลอย(ไร้จุดหมายหรือไม่มีพล๊อตหลักคุมเรื่อง) ไม่มีธีมในการนำเสนอ ตัวละครไร้ความชัดเจน(เดินเรื่องอย่างไม่มีทิศทาง) แสดงให้เห็นว่าตลอดมาผมเพียงคิดไปว่าตัวเองพอมีความสามารถในการเขียนนิยายอยู่บ้างให้น่าภูมิใจ แต่จริงๆแล้วไม่มีเลย
ครั้งแรกผมตั้งใจไว้ว่าจะเขียนให้จบแล้วจึงนำมาโพสทีเดียว เพราะคิดว่ามันน่าอายมากถ้าสุดท้ายมันก็ยังไม่สามารถจบลงได้อีก แต่พบว่าแต่ละตอนกว่าจะเขียนได้กินเวลามาก และความกรุณาจากผู้อ่านก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ผมเหมือนนักเขียนทุกคนที่อยากฟังความคิดเห็นหลังจากมีคนอ่านนิยายของตัวเอง เพื่อหาทางพัฒนางานต่อไป
สุดท้ายที่อยากจะกล่าวคือ แม้ว่านี่คือ FS แต่มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไป ความเป็นแฟนตาซีของเรื่องยังคงอยู่แต่จะไม่มีฉากของการต่อสู้อีกแล้ว และเป็นเพียงเรื่องสั้นขนาดยาวเท่านั้น
ฟลาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๑ โรงเรียนกมุทะรัตน์
โรงเรียนกมุทะรัตน์ เป็นโรงเรียนสตรีในระดับมัธยมปลายไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่ เป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานเกือบร้อยปี นักเรียนของโรงเรียนนี้ยังคงสวมใส่เครื่องแบบเดิม กล่าวคือ เสื้อเชิ้ตคอตั้งสีขาวเนื้อหนากำลังดี สวมคู่กับกระโปรงยาวสีดำพับจีบด้านหน้าและหลังข้างละสามจีบ ถุงเท้าขาวพับเหนือตาตุ่มสวมรองเท้าหนังสีดำขัดใหม่เอี่ยม อกด้านซ้ายประดับเข็มตราประจำโรงเรียนรูปดอกบัวบานเหนือบึงน้ำพิมพ์นูนอย่างสวยงามบนเหรียญโลหะสีเงิน
ลูกสาวของเหล่าผู้มีอันจะกิน วาณิช นักการเมือง อำมาตยา ข้าราชการ ต่างเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้เพื่อรักษาคอนเน็กชั่นทางธุรกิจ สร้างความสนิทสนมในและนอกวงตระกูล รวมถึงเป็นก้าวแรกสู่วงสังคม ไม่ว่าสิ่งดังกล่าวจะดีหรือร้ายอย่างไร นักเรียนของโรงเรียนกมุทะรัตน์เท่ากับมีป้ายตีตราผ่านการรับรองถึงความเป็นคุณหนูไปโดยปริยาย
รถประจำทางที่แน่นเอียด ยังเป็นทางออกที่ดีสำหรับการเดินทางภายในเมือง นอกเหนือจากรถไฟฟ้าใต้ดินที่วิ่งเฉพาะเส้นทางสายหลัก ทันทีที่ประตูรถโดยสารเปิดออก มือเล็กๆของเด็กสาวเป็นสิ่งแรกที่แหวกนำทางออกมาจากกลุ่มคนที่อัดแน่นอยู่เหนือบันใดก่อนศีรษะจะหลุดตามออกมา เธอต้องใช้มือกลับมาจับแว่นตาของเธอให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะรวบรวมแรงอีกครั้งที่จะกระโดดลงมาจากรถประจำทางที่อัดแน่นพร้อมกับกระเป๋านักเรียน
นี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับเธอ แม้ว่าเธอจะขึ้นรถได้นั่งมาตั้งแต่ต้นสาย แต่เมื่อแล่นผ่านเขตที่อยู่อาศัยด้านใน จำนวนผู้โดยสารก็จะเพิ่มจนสุดท้ายไม่มีที่จะเบียดอีกแล้ว รถเมล์ก็จะขับไปโดยไม่จอดรถรับผู้โดยสาร จนกว่าจะมีคนส่งสัญญาณของให้หยุดรถ ป้ายหน้าโรงเรียนกมุทะรัตน์เป็นป้ายแรกก่อนที่รถจะวิ่งเข้าเขตธุรกิจ
เด็กสาวมองสภาพของตัวเองจัดเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยให้เข้าที่เข้าทาง ใช้มือปัดตบเล็กน้อย ผมเผ้าใช้วิธีสะบัดศีรษะพลางใช้นิ้วมือสางผมสั้นปะบ่า พอคิดว่าน่าจะเรียบร้อยแล้ว ก็จับกระเป๋านักเรียนเดินเข้าซอยโรงเรียนไป
“คุณมาริสาสวัสดีคะ” เสียงหนึ่งเรียกเธอจากทางซ้ายมือ มาริสาหันไปก่อนยิ้มให้อย่างดีใจ เมื่อพบกับเพื่อนของเธอที่กำลังก้าวลงมาจากรถโดยสารส่วนตัว
“เกตุมณี แปลกนะวันนี้มาถึงโรงเรียนพร้อมกับฉันได้ ปรกติพอขึ้นห้องเรียน ต้องเห็นกระเป๋าเธอมาถึงก่อนทุกครั้ง” เด็กสาวทักทาย เกตุมณียิ้มตอบพลางลงจากรถปิดประตูอย่างเรียบร้อยและค่อยเดินเข้ามาหา เธอเป็นเด็กสาวหน้าตาดีที่ตัวเล็กกว่ามาริสาเล็กน้อย ผมหน้าม้าสั้นปิดติ่งหูเปิดดวงตากลมโตแจ๋วแหววให้ดูโดดเด่น คู่กันไปกับรอยยิ้มที่สดใสเสมอ มาริสาค่อยเดินนำไปอย่างช้าๆรอเพื่อนร่วมห้องที่กำลังตามมา
“ตื่นสายนิดหน่อยค่ะ แล้วคุณมาริสามาเวลานี้เป็นประจำหรือเปล่าคะ?” เกตุมณีถามขึ้น มาริสาพยักหน้ารับทันที
“อือ รถเมล์ออกจากอู่เจ็ดโมงมาถึงนี้ก็ประมาณเจ็ดโมงยี่สิบนั้นละ”
“แบบนั้น...ถ้าดิฉันมาเวลานี้ก็จะได้เดินไปโรงเรียนพร้อมกับคุณมาริสาสินะคะ” เกตุมณีถามขึ้น มาริสาตอบ “อือ” พยักหน้ารับอย่างยินดี
“บวกลบไม่เกินสามนาทีหรอก แต่ว่าจะดีเหรอ ฉันมันแกะดำในโรงเรียนนะ ก็เข้าใจว่าเธอเป็นคนใจดี แต่ถ้ามาใจดีกับฉันมากๆ ตัวเธออาจจะเสียใจก็ได้”
“เสียใจ เหรอคะ?” เกตุมณีกล่าวอย่างเป็นคำถาม ใบหน้านั้นฉาบรอยยิ้มไร้ความกังวล ชวนให้มาริสารู้สึกฉงน
“อือ...ก็แทนที่จะได้เพื่อนดีๆ กลับต้องมาได้เพื่อนอย่างฉัน คนในโรงเรียนนี้เค้าต้องหาเพื่อนดีๆกันไม่ใช่เหรอ”
“เพื่อนดีๆ ก็คุณมาริสายังไงคะเพื่อนดีๆ” เกตุมณีกล่าวแววตาใสซื่อ เล่นเอามาริสาปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อโดนยอซึ่งหน้า
“เหอๆ คิดแบบนั้นท่าจะแย่แล้วนะเธอนะ” มาริสากล่าวจากความรู้สึกอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง
“ดิฉันเชื่อในสายตา และความรู้สึกของดิฉันค่ะ” เธอทิ้งท้ายเช่นนั้น มาริสาเองกลับต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่ามีอะไรตรงไหนอย่างไร เกตุมณีเห็นท่าครุ่นคิดของเพื่อนสาวก็แอบอมยิ้มไม่ได้
ทั้งสองจะเดินเข้าไปในซอยโรงเรียนอย่างเงียบๆคู่กันไปพร้อมกับ ขบวนนักเรียนคนอื่นๆที่เดินตามกันไป นี่เป็นภาพชินตาของคนแถวนี้ที่มักจะเห็นนักเรียนโรงเรียนกมุทะรัตน์เดินด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกันอย่างช้าๆเข้าไปในซอยจนถึงประตูโรงเรียนเป็นระยะทางกว่าร้อยห้าสิบเมตร แม้ไม่ได้เรียงเป็นแถวอย่างสวยงามแต่การเคลื่อนที่อย่างนั้นก็สร้างความเป็นระเบียบให้เห็น เป็นเส้นทางเหล่านักเรียนหญิงที่พร้อมไปด้วยความสมบูรณ์แบบ โดยมีเด็กสาวคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำที่อยู่ในฝูงแกะขาว...
โรงเรียนนี้แตกต่างกับโรงเรียนอื่นหลายอย่าง ที่นี่ไม่มีสนามกีฬา ไม่มีวิชาพละศึกษา เวลาเหล่านั้นถูกยกให้กับกิจกรรมชมรม ที่นี่ไม่มีอาจารย์ปกครอง เพราะนักเรียนจะปกครองกันเอง บางทีมาริสากลับรู้สึกว่า ผู้ใหญ่ที่เธอคิดมาเสมอว่าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของวัยรุ่น อาจจะรับมือง่ายกว่าคณะกรรมการนักเรียนที่มีอำนาจประหนึ่งเด็กถือปืน
สิ่งหนึ่งที่มาริสาต้องเผชิญหน้าเป็นประจำคือเหล่าคณะกรรมการนักเรียนที่ยืนตรวจหน้าประตูทางเข้าโรงเรียน และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือเธอถูกตักเตือนด้วยความผิดเพียงแค่เสื้อเธอยับ มาริสารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องที่เกิดทุกวันนี่ละที่ทำให้คณะกรรมการนักเรียนสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูต้องส่ายศีรษะอย่างเบื่อหน่าย
“พอกันทีพวกฉันเองหมดปัญญาที่จะพูดให้เธอเข้าใจแล้วมาริสา” หนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนกล่าวอย่างมีอารมณ์
“ก็หนูบอกว่าหนูขึ้นรถเมล์มา แล้วจะไม่ให้เสื้อยับได้ยังไงค่ะ” มาริสาเถียงเช่นทุกวันที่ผ่านมา สีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของเด็กสาวยั่วโมโหรุ่นพี่ที่ดูภายนอกเยือกเย็นให้แสดงออกทางสาตา
“ให้รุ่นพี่คุยเองเถอะ มาริสาตามฉันมา” รุ่นพี่ในคณะกรรมการนักเรียนอีกคนกล่าวพร้อมเดินนำไป มาริสาทำหน้ามุ่ยที่ต้องแยกจากเพื่อนของเธอ
“พี่จะพาหนูไปไหนคะ?” มาริสาถาม
“คณะกรรมการนักเรียน” รุ่นพี่ที่เดินนำเธอหันมาตอบก่อนที่มาริสาจะยอมเดินตามไป ตามถนนเลียบทางเดินข้างกำแพงของโรงเรียน สู่เรื่องไม้ชั้นเดียวที่ปลูกแยกออกมาด้านหลังห่างไกลพอสมควรกับตึกเรียน ป้ายไม้ขนาดเล็กน่ารักเขียนแนะนำสถานที่สลักลงไปบนเนื้อไม้อย่างบรรจงว่า เรือนดอกมะลิ
ดอกมะลิที่ปลูกอยู่โดยรอบเรือนไม้ชั้นเดียวส่งกลิ่นหอมหวาน มาริสาถูกส่งเข้าไปด้านในโดยรุ่นพี่ที่มาส่งเธอ สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าอย่างถนัดตาเธอในเวลานั้นกลับเป็นโต๊ะชุดน้ำชา กล่าวคือเก้าอี้หนึ่งตัวกับโต๊ะหนึ่งตัวประกอบขึ้นจากโลหะดูบอบบางแต่หรูหรา
“เธอคือมาริสา” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับที่เด็กสาวหันไปทางต้นเสียง พบกับรุ่นพี่ชั้นปีสุดท้ายบนอกประดับเข็มเหรียญตราประจำโรงเรียนสีทองต่างกับนักเรียนทั่วไปที่จะประดับเหรียญสีเงิน
“ค่ะ” เด็กสาวตอบรับ รุ่นพี่คนนั้นขยับแว่นสายตาดันขึ้นเล็กน้อย ค่อยเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ชุดโต๊ะน้ำชาอย่างเรียบร้อย เพียงแค่การเคลื่อนไหวก็ทำให้เด็กสาวรู้สึกตึกเครียดขึ้นมาก่อนจะมีรุ่นพีผมหยักศกอีกคน ยกถาดสีเงินนำกาน้ำชาเซรามิกสีขาวลวดลายดอกไม้หลากสีจัดเรียงดูดีเดินขอบด้วยสีทอง พร้อมด้วยถ้วยน้ำชาเข้าชุด
ถ้วยน้ำชาถูกตั้งลงบนโต๊ะเป็นอันดับแรก ก่อนที่รุ่นพี่คนนั้นค่อยจับกาน้ำชาประคองด้วยสองมือรินของเหลวสีอำพันใสส่งกลิ่นหอมมะลิม้วนตัวลงในถ้วย
“พอแล้วขอบใจมากจ๊ะกันยา” รุ่นพี่คนที่นั่งกล่าวทั้งที่สายตายังมองเด็กสาวเบื้องหน้า ในขณะที่รุ่นพี่ผมหยักศกผู้ช่วยรินน้ำชาเมื่อครู่ตอบรับก่อนวางกาน้ำชาทิ้งไว้และเดินถือถาดสีเงินหลบไปด้านหลัง
“ได้ยินว่าตั้งแต่เปิดเทอมมาเธอโดนเตือนเรื่องของการแต่งตัวทุกวันเลยใช่มั๊ยมาริสา” รุ่นพี่ผมยาวเหยียดตรงสีดำขลับกล่าวด้วยน้ำเสียงฟังดูเป็นมิตร เธอใช้สองมือประคองถ้วยชาและจานรองขึ้นมาจากโต๊ะ ริมฝีปากเรียวบางจออยู่ปากถ้วยจิบน้ำชาพร้อมสัมผัสกลิ่นหอม สีหน้าดูมีความสุข
“ค่ะ แต่ว่าหนูขึ้นรถเมล์มานี่คะ ถ้าจะไม่ให้ยับมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ” มาริสาโต้แย้ง รุ่นพี่คนนั้นละสายตาจากชาในถ้วยขึ้นมาดูเธอเล็กน้อย การนั่งตัวตรงยิ้มให้รุ่นน้องอย่างเยือกเย็นนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ขัดแย้งกับน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตร
“เธอไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเรียนที่นี้ใช่ไหม เพียงบังเอิญว่าใกล้บ้านก็เลยเลือกสอบเข้ามาเรียน” รุ่นพี่กล่าวเสียงหวาน
“ตั้งใจสิคะ”
“เหตุผลละ”
“เพราะเป็นโรงเรียนสตรี” มาริสาตอบ รุ่นพี่พยักหน้ารับฟังเปลี่ยนท่าทีเป็นสนใจขึ้นมาทันที
“เธอเป็นเลสเบี้ยนแบบนั้นเหรอ”
“ไม่ใช่เลยค่ะ” มาริสารีบปฏิเสธทั้งน้ำเสียงและสีหน้า
“ไม่แบบนั้นก็เกลียดผู้ชาย” มาริสาเงียบเมื่อได้ฟัง
“ฉันก็คิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเธอไม่ได้มีจุดประสงค์เข้ามาโรงเรียนนี้เพื่อการเรียนรู้และเข้าสังคม เพราะขืนทำตัวแบบนี้คงไม่มีใครกล้าจะคบกับเธอหรือให้เธอเข้ากลุ่มหรอกนะมาริสา” สิ่งที่รุ่นพี่พูดแทงใจดำเธอเข้าอย่างจัง จนเด็กสาวขมวดคิ้วแสดงออกทางสีหน้า
“หนูก็ไม่คิดจะคบกับคนที่ตัดสินหนูเพียงแค่การมองภายนอกเท่านั้นหรอกคะ” มาริสาโต้แย้ง
“ไม่เป็นผู้ใหญ่เลยนะ” รุ่นพี่กล่าวน้ำเสียงแฝงด้วยความขบขัน
“ไม่เป็นก็ไม่เป็นสิคะ หนูก็พยายามจะชี้แจงเหตุผลให้ฟังแล้วว่าหนูต้องขึ้นรถเมล์มา พวกพี่ไม่เคยขึ้นรถเมล์ เช้าก็มีคนมารับมาส่งไปโรงเรียนจะเข้าใจอะไรละคะ” มาริสาร่ายต่อ
“อือก็น่าสนใจดีนะท่าทางของเธอนี่ เออ...แต่รู้ไหมถ้าเธอใช้กริยาแบบนี้ต่อไปในการพูดคุยกับรุ่นพี่คงอยู่โรงเรียนนี่ลำบาก อย่าว่าแต่โซเมทเลยแค่รุ่นพี่จะให้คำปรึกษาก็คงจะหาไม่ได้ และโครงสร้างทางสังคมของที่นี่ก็ต่างจากโรงเรียนทั่วๆไป ถ้าเธอศึกษามาสักนิดก่อนจะเข้ามาเรียนที่นี่ก็น่าจะเข้าใจว่าที่นี่ไม่น่าจะเหมาะกับเธอ”
“เหมาะหรือไม่หนูก็ถือว่าสอบผ่านเข้ามาได้แล้วด้วยความสามารถของหนู และอีกอย่าง...ไม่เห็นจำเป็นเลยไม่ใช่เหรอคะ ไม่ว่าจะเรื่องรุ่นพี่ให้คำปรึกษาหรือจะโซเมทอะไรนั้นก็ฟังดูน่าจะไปในแนวความสัมพันธ์ประหลาดๆ” สิ้นประโยคนี้มาริสารู้สึกทันทีว่าทุกสายตาหันมาจับจ้องเธอเหมือนกำลังจดจำหน้าตาไว้ โดยเฉพาะรุ่นพี่ผมหยักศกที่คอยรินชาให้รุ่นพี่คนที่นั่งแจกแจงอธิบายเรื่องราวความเหมาะสมของเธอกับโรงเรียนอยู่นั้น กำลังมองเธอด้วยสายตาที่เย็นชา
“ความสัมพันธ์ประหลาดๆเหรอ?” กันยากล่าวเหมือนต้องการคำอธิบาย รุ่นพีผมยาวที่นั่งอยู่บนเกาอี้ชุดน้ำชายกมือขึ้นคล้ายห้ามปรามก่อนยิ้มกริ่มอย่างพอใจ
“ถ้ามองจากสายตาคนที่ไม่เคยศึกษาเรื่องของโรงเรียนนี้...มันก็จริงนะ พวกที่เป็นโซเมทกันได้ ก็มักจะเป็นคนรักกันทั้งนั้น ส่วนรุ่นพี่ให้คำปรึกษา ส่วนใหญ่...ก็ไม่พ้นมีความสัมพันธ์ทางร่างกายกันครั้งสองครั้งกับรุ่นน้องที่ให้คำปรึกษา” รุ่นพี่คนสวยกล่าวจบก็ยกน้ำชาขึ้นจิบสีหน้าอิ่มเอิบอย่างประหลาด มาริสาได้ฟังสิ่งเหล่านั้นก็เงียบลงไปเพราะไม่คิดว่าสิ่งที่เธอคาดคิดไว้เป็นความจริง และยิงกว่านั้นคือเธอรู้สึกได้ว่ารุ่นพี่ที่กำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์นั้นกำลังโกรธเธอ
“ทำเรื่องย้ายโรงเรียนไหมเดี๋ยวฉันจัดการให้” รุ่นพี่คนสวยสรุปพลางวางน้ำชาลงโต๊ะอย่างใจเย็น มาริสารู้สึกได้เลยที่เธอคิดไว้ไม่ผิดแม้แต่น้อย การปรับท่าทีลงเป็นสิ่งจำเป็น
“แถวนี้ไม่มีโรงเรียนสตรีที่อื่นอีกแล้วค่ะ จะมีก็เป็นโรงเรียนกินนอนซึ่งหนูมีความจำเป็นบางอย่างที่ไม่สามารถอยู่หอพักได้” มาริสาอธิบาย
“แบบนั้นเธอเองก็ไม่มีทางเลือกไม่ใช่เหรอที่ต้องอยู่โรงเรียนนี้ เธอคิดเห็นอย่างไรกับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมาริสา”
“หนูว่าถ้าพวกรุ่นพี่มีเหตุผล และพยายามเข้าใจสักหน่อย ก็จะเห็นว่าสภาพของหนูก็ไม่เลวร้ายอะไรอย่างที่กำลังทำให้มันดูเป็นเรื่องใหญ่โตนี้ หนูอาจจะไม่ได้อัดกลีบเสื้อจนคม ลงแป้งจนชุดแข็งโป๊กเป็นทรงตลอดทั้งวัน แต่มันก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ปรกติที่ใส่กันไม่ได้มอมแมมหรือดูไมได้อะไรแบบนั้น”
“แบบนั้นเหรอ?” รุ่นพี่คนสวยยิ้มรับคำแย้งของเด็กสาว “ความแตกต่างของเธอชัดเจนเกินไปมาริสา ในหมู่ดอกไม้ที่ถูกเฝ้าบำรุงมาอย่างทะนุถนอม วันหนึ่งทั้งหมดถูกจัดเรียงอยู่บนแจกันเพื่อประดับตกแต่งให้กับงานเลี้ยงของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ หากเธอเป็นคนจัดแจกันดอกไม้นั้น ลองคิดดูสิว่าหากมีดอกหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์ปักแซมอยู่ เธอจะทำอย่างไรกับดอกไม้ดอกนั้น” สิ่งที่รุ่นพี่ยกขึ้นเป็นคำถามยากที่มาริสาจะโต้เถียง เด็กสาวยืนนิ่งเงียบไป รุ่นพี่ที่นั่งอยู่บนชุดน้ำชาตัวสวยจึงกล่าวต่อ “สำหรับคนจัดดอกไม้และคนชมดอกไม้ สิ่งที่เขาสนใจความความสวยงามของมัน ถูกหรือเปล่ามาริสา”
“ถูกค่ะ” มาริสาตอบ “แต่สำหรับมนุษย์คุณค่าไม่ได้อยู่เพียงแค่ความหรูหราภายนอก หรือหน้าตาที่สวยงาม แต่มันมีสิ่งอื่นอีกไม่ใช่เหรอคะ” มาริสาย้อนถามรุ่นพี่คนสวยที่นั่งหลังตรงอยู่เบื้องหน้าเธอให้เป็นคนตอบ รุ่นพี่คนนั้นพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเล็กน้อย
“คาบแรกวันนี้เธอเรียนวิชาอะไรมาริสา”
“ภาษาฝรั่งเศสค่ะ”
“ภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรม” รุ่นพี่คนสวยพูดเสริม ก่อนร่ายยาว
“เวลาเรามีค่อนข้างจำกัดเพราะใกล้เวลาเข้าแถวแล้ว ฉันจะตอบคำถามของเธอโดยสรุปนะมาริสา ความภูมิใจของมนุษย์เราหากเป็นผู้หญิงคงจะพูดได้ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นความภูมิใจอันดับแรก อันดับที่สองฐานะครอบครัววงศ์ตระกูล หากทั้งสองอันดับพลาดไปเพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ก็ยังมีเรื่องของสามารถที่จะทำให้เราภูมิใจในตัวเองได้ หากย่ำแย่จริงๆแล้วเกิดเป็นคนไรความสามารถ ก็ยังทำความดียึดมั่นในการปฏิบัติชอบสร้างความภูมิใจให้กับตนเอง อนึ่ง...ดอกไม้ที่เราจะคัดเลือกปักลงบนแจกกันนั้นก็ต้องดูความสวยงามสมบูรณ์ มนุษย์ก็ต้องมีสิ่งที่บ่งบอกความสวยงามสมบูรณ์ นั้นก็คือสี่ข้อที่ฉันได้อธิบายเธอไปแล้ว” การอธิบายของรุ่นพี่ กล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจนมีจังหวะหนักแน่นนั้นยากที่มาริสาจะโต้แย้ง ได้แต่พยักหน้า
“ค่ะ” มาริสากล่าวในที่สุด
“ตัวเธอเป็นดอกไม้ที่สวยงามพอจะประดับแจกันแล้วหรือยังมาริสา” บทสรุปทำให้เด็กสาวเหมือนโดนตบหน้าอย่างแรง
“ลองปรับปรุงตัวดูนะมาริสา อย่างน้อยสิ่งที่ทุกคนเห็นจากดอกไม้คือสีสันขนาดรูปร่าง ก่อนที่จะเข้าไปใกล้เพื่อสูดกลิ่นหรือดื่มด่ำไปกับความงามอย่างใกล้ชิด” เสียงสัญญาณเตรียมตัวเข้าแถวดังขึ้นพร้อมลงพอดีกับสิ่งที่รุ่นพี่คนสวยกล่าวเหมือนกะเวลาไว้แล้วแต่ต้น...
“ช่างเหมือนกับใครคนหนึ่งที่ฉันรู้จัก” รุ่นพี่คนสวยยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบก่อนดื่มมันจดหมด หลังจากมาริสาเดินออกไปจากเรือนดอกมะลิ
“ไม่เหมือนหรอกคะ” เด็กสาวผู้ไว้ผมยาวหยักศกปล่อยยามตามธรรมชาติที่ยืนอยู่ด้านหลังกล่าวขึ้น แสงความคิดเห็นขัดแย้ง
“เห็นไหมเธอเองก็ยังว่าเหมือนเลยกันยา” รุ่นพี่กล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ
“ก็แต่เด็กดื้อธรรมดามากกว่าค่ะ แต่ว่า พี่ผอบจันทน์พูดแบบนั้นตบหน้าเธอไม่แรงไปเหรอคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก เด็กดื้อๆแบบนั้นฉันอยากจะจับตีก้นเสียเลยด้วยซ้ำไป” รุ่นพี่คนสวยกล่าวพลางหันมายิ้มให้กับรุ่นน้องผมหยักศกด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
“ถ้าเด็กคนนั้นทำไม่ได้ ละคะ พี่จะทำอย่างไร”
“ก็อย่างที่เธอเดาเอาไว้ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นมาริสาก็น่าจะเข้าใจแล้วว่าเธอไม่เหมาะกับโรงเรียนนี้หรอก”...
“พี่คนที่ไว้ผมยากถึงกลางหลัง สวมแว่นทรงสีเหลี่ยม น่ะเหรอคะ” เกตุมณีทวนสิ่งที่มาริสาเล่า
“หน้าตาดูเจ้าชู้หน่อยๆด้วย” มาริสาเสริม
“คนนั้นก็พี่ผอบจันทน์ไงคะ คนที่เป็นประธานนักเรียนของพวกเรา” เกตุมณีกล่าวขึ้นหลังจากประกอบสิ่งที่มาริสาเล่าให้ฟังเป็นรูปเป็นร่างในช่วงพักเที่ยง มาริสาทำหน้างงอยู่เล็กน้อยเหมือนนึกไม่ออก เพื่อนสาวต้องรีบอธิบายต่อ
“ก็วันปฐมนิเทศพี่ผอบจันทน์ก็ขึ้นพูดบนเวทีไงคะ”
“อ๋อ...วันนั้นคอนแทคเลนส์หล่นหายเลยมองเห็นใครไม่ชัดสักคน ก็ถึงว่าน้ำเสียงคุ้นจัง” มาริสาคิดเล็กน้อยก่อนถอนหายใจออกมา “ประธานนักเรียน ก็มีอำนาจสั่งการอะไรได้หลายอย่างสินะ”
“ค่ะ แล้วพี่ผอบจันทน์ยื่นคำขาดอะไรไว้หรือเปล่าคะ?” เกตุมณีถามอย่างสนใจ
“ไม่รู้ว่าเป็นคำขาดหรือเปล่า สรุปตอนท้ายว่าให้ปรับปรุงตัว แต่แกเจ็บแสบมากพูดไปพูดมากลายเป็นวกมาตบหน้าฉันชะเจ็บเลย” มาริสาคิดแล้วก็ยังอดโมโหไม่ได้เพราะไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้เลย
“ให้ดิฉันไปรับที่บ้านไหมคะคุณมาริสา” เกตุมณียื่นข้อเสนอ “จะได้มาโรงเรียนในสภาพที่เรียบร้อยหน่อย”
“ถ้าต้องใช้รถรับส่งฉันไม่เอาด้วยหรอก มันไม่เห็นจำเป็นเลยเด็กนักเรียนที่อื่นเข้าก็ไปโรงเรียนโดยรถเมล์ไม่ก็รถไฟฟ้ากันทั้งนั้น แล้วทำไมโรงเรียนนี้ต้องมาบ้าเจาะจง ให้ขึ้นรถส่วนตัวมาเพื่อเสื้อไม่ยับถึงจะเรียนหนังสือได้” มาริสายิ่งพูดยิ่งโมโห
“เธอจะมาโรงเรียนอย่างไรก็ไม่มีใครเค้ากำหนดอะไรหรอกนะ” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นจากด้านหลัง เด็กทั้งสองหันไปหาต้นเสียง เกตุมณียกมือไหว้ทันทีเมื่อเห็นรุ่นพี่ผมหยักศกเดินเข้ามาหา
“สวัสดีค่ะพี่กันยา” เด็กสาวกล่าว กันยายกมือรับไหว้เด็กสาวผมหน้าม้าตากลมโตบริสุทธิ์น่ารัก
“สวัสดีจ๊ะ” กันยากล่าวก่อนจะหันไปมองมาริสา เด็กสาวเหมือนจะรู้ตัวรีบยกมือไหว้รุ่นพี่เธอตามแบบเพื่อนสาว
“สวัสดีค่ะ”
“ไม่อยากไหว้ก็ไม่ต้องก็ได้นะ” กันยากล่าวตรงไปตรงมา มาริสาวางตัวไม่ถูกนัก เกตุมณีรีบแก้ไขสถานการณ์
“พี่กันยา เหมือนมีอะไรจะพูดคุยกับพวกหนูหรือเปล่าคะ” เด็กสาวกล่าวพลางยิ้มละมัยหวังแก้ไขสถานการณ์ที่ชวนอึดอัด
“อือ...อยากอธิบายในมาริสาฟังเท่านั้นเองว่าคณะกรรมการนักเรียนตักเตือนเรื่องการแต่งตัวให้เรียบร้อยเท่านั้นไมได้ห้ามให้เธอขึ้นรถเมล์มาโรงเรียน เธอจะมาโรงเรียนอย่างไรก็ได้แต่เมื่ออยู่ในชุดนักเรียนและติดเข็มแสดงตัวว่าเป็นนักเรียนของโรงเรียนกมุทะรัตน์ เธอต้องอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยสมบูรณ์เสมอ” กันยาอธิบายด้วยน้ำเสียงปรกติ แต่มาริสาฟังคำพวกนี้จนเบื่อทุกเช้าจากพวกคณะกรรมการนักเรียนอยู่แล้วจึงเริ่มพาล
“แล้วรุ่นพี่มีคำแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่าการพูดบ้างไหมคะ?” มาริสาดับเครื่องชน
“พวกคณะกรรมการนักเรียนจะมีเสื้อคลุมเป็นผ้าร่มสวมทับกับชุดนักเรียนอีกครั้ง เวลาจะเดินทางไปข้างนอกทั้งที่สวมชุดนักเรียน ฉันจะส่งกุญแจล๊อกเกอร์ให้เธอทางโทรศัพท์” กันยากล่าวน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนเดินผ่านไป มาริสาลำดับใจความอยู่พักหนึ่ง และหันหลังมองกันยาที่เดินผ่านไป เกตุมณีรีบขอบคุณแทนเพื่อนสาวโดยที่เจ้าตัวปากแข็งเกินกว่าที่จะกล่าว...
ห้องล๊อกเกอร์เป็นห้องเล็กๆที่มีตู้ล๊อกเกอร์ทำจากไม้ตั้งติดกำแพงรอบห้อง มาริสาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดใช้กุญแจที่กันยาส่งมาให้ ประตูล๊อกเกอร์หนึ่งก็เปิดออก ภายในมีเสื้อคลุมพับอยู่ในถุงพลาสติกเหมือนไม่เคยถูกใช้งาน มาริสาหยิบมันออกมา ขยับแว่นขมวดคิ้วงามชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็เก็บมันไว้ที่เดิมก่อนปิดตู้ล๊อกเกอร์ เกตุมณีมองการกระทำของเพื่อนสาวอย่างไม่เข้าใจ มาริสารีบเดินนำออกมาทันทีหลังจากเห็นสีหน้าของเกตุมณีที่กำลังเอ่ยปากถาม
“ทำไมเหรอคะ?” เด็กสาวผมหน้าม้าตามเพื่อนสาวออกไปถามขึ้น
“ไม่ละ ฉันทำใจได้รับการช่วยเหลือไม่ได้ โดยเฉพาะกับพี่คนนี้ แค่เสื้อคลุมนั้นฉันคงหาเองได้ละ”
“พี่กันยาทำอะไรคุณมาริสาเหรอคะ” เกตุมณีอดสงสัยไม่ได้เพราะมาริสาไม่เคยเล่าเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับกันยาให้ฟัง เจ้าตัวเองก็ตอบไม่ออกว่าเพราะเห็นกันยาคอยรับใช้ รินน้ำชาให้ผอบจันทน์ที่เรือนดอกมะลิ จึงพาลเห็นรุ่นพี่คนนี้เป็นศัตรูไปด้วย
“ก็พี่คนนั้นก็เป็นคนของคณะกรรมการนักเรียนไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมเธอถึงรู้จักพี่คนนี้ด้วยหรือว่าจะเป็นรองประธานนักเรียน” มาริสาเดามั่ว
“พี่กันยาเป็นคณะกรรมการนักเรียนฝ่ายตรวจสอบค่ะ ส่วนเรื่องที่รู้จักพวกรุ่นพี่นั้นเป็นธรรมดาของนักเรียนที่นี่อยู่แล้วเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับรุ่นพี่ทั้งหลาย ซึ่งมันจะโยงไปถึงผลประโยชน์ในอนาคต” คำพูดของเกตุมณีทำให้มาริสารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะแบบนั้นมันก็ไม่ต่างกับการคบกันเพื่อผลประโยชน์ สีหน้าลำบากใจของมาริสา ทำให้เกตุมณีพอจะคาดเดาความคิดของเพื่อนเธอได้
“คุณมาริสารู้สึกไม่ค่อยดีสินะคะ พอได้ยินคำว่าผลประโยชน์?”
“แล้วเธอมาคบกับฉันแบบนี้จะดีเหรอ พวกคณะกรรมการนักเรียนดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบหน้าฉันเท่าไรนะ”
“รุ่นพี่ที่ฉันจำชื่อได้ก็มีแต่คนที่ฉันยอมรับเท่านั้นละคะ อย่างพี่กันยา นอกจากความสวยที่โดดเด่นจากคนอื่นแล้ว พี่กันยายังเป็นลูกสาวของนักไวโอลินชื่อดังระดับโลก ฝีมือการเล่นไวโอลินเป็นทียอมรีบ ยังเคยขึ้นแสดงแทนคุณพ่อแล้วด้วยซ้ำ และข้อสุดท้ายที่พวกเราเห็นอย่างเมื่อครู่คือ รุ่นพีเป็นคนใจดีมาก”
“ใจดี?” มาริสากล่าวอย่างสงสัย “ตะกี้ยังพูดเหน็บแนมฉันอยู่เลยเรื่องยกมือไหว้”
“คือ...คุณมาริสาคะ การพูดคุยเราต้องมองตาค่ะถึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูด อาจจะอธิบายยากแต่พี่กันยาให้เสื้อคลุมแก่คุณมาริสาเลยนะคะ ถ้าเป็นพี่คนอื่นอย่าหวังจะมาสนใจเลยคะ” เกตุมณีตั้งของสังเกต
“แค่อย่าทำตัวเป็นคนดีหรือเปล่า” มาริสายังไม่ยอมรับทั้งที่สีหน้านั้นกล่าวเพียงแค่แก้เขินเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือจากกันยา เพื่อนสาวเห็นแล้วก็ได้แต่ยิ้ม เมื่อเห็นเพื่อสาวเริ่มคล้อยตาม
“รุ่นพี่หลายคนในโรงเรียนเราไม่ได้มีดีแค่หน้าตาหรือฐานะเท่านั้นหรอกคะ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนมีความสามารถเฉพาะตัวอย่างโดดเด่นหลายๆด้านแตกต่างกันออกไป ส่วนเรื่องจะเป็นคนดีหรือไม่นั้นคงได้แต่สัมผัสด้วยตัวเอง”
“แล้วเธอไปเอาข้อมูลพวกรุ่นพี่มาจากไหนนะ?”
“ก็ในวารสารของโรงเรียนไงคะ เข้าไปดูฉบับย้อนหลังในเวบไซด์ก็ได้ค่ะ เชื่อต่อไปที่เวบฯของโรงเรียนแล้วก็เลือก วารสารบัวแก้ว เค้าจะมีฉบับย้อนหลังให้เลือกอ่านค่ะ” เกตุมณีอธิบาย...
คณะกรรมการนักเรียนตรวจเช้าตรวจเย็นอยู่หน้าประตูโรงเรียน แต่เมื่อโดนเตือนไปแล้วครั้งหนึ่งในวันนั้นก็จะไม่มีการเตือนซ้ำอีกแล้ว พวกรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูกลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ซึ่งนั้นก็ดีสำหรับมาริสาเพราะแค่โดนวันละรอบก็แย่เต็มที
เพราะว่ารถจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาจอดในซอยของโรงเรียน ดังนั้นเวลาหลังเลิกเรียน นักเรียนทั้งหมดก็ต้องเดินออกจากประตูข้างไปสู่หน้าปากซอยโรงเรียน ซึ่งรถที่มารับจะจอดได้เวลาไม่นานนักเพียงแค่แวะรับได้เท่านั้น นักเรียนส่วนใหญ่จึงต้องเดินข้ามไปอีกฝั่งที่เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า มีลานจอดรถกว้างขวาง
มาริสากับเกตุมณีเพื่อคนเดียวให้ห้องของเธอแยกกันที่ตรงนั้นก่อนที่ตัวมาริสาจะไปยืนรอรถเมล์ที่ศาลาพักผู้โดยสาร เมื่อรถมาแต่ละคันก็อยู่ในสภาพแออัดเต็มไปด้วยผู้คนภายใน มาริสาได้แค่คิดว่า เรื่องราวของเธอพวกคุณหนูคนไหนๆก็คงไม่มีทางเข้าใจได้
หลังจากโหนรถเมล์ถึงกลางทางก็เริ่มมีที่ให้นั่ง มาริสารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลือกหมายเลขโทรศัพท์ของกันยาออกมา พยายามพิมพ์ข้อความขอบคุณ ตามคำแนะนำของเกตุมณี เธอลบแล้วเขียนใหม่อยู่หลายรอบ สุดท้ายตัดสินใจส่งข้อความที่เขียนท้ายสุดออกไป ก่อนจะลงจากรถเมล์ที่ไร้ผู้คนเพราะเป็นปลายสาย
มาริสาเดินเข้าซอยอีกร้อยกว่าเมตรก็ถึงบ้านของเธอ เป็นบ้านสองชั้นขนาดไม่ใหญ่โตนัก เนื้อที่ประมาณเจ็ดสิบตารางวาปลูกแทบจะเต็มพื้นที่เหลือสวนหน้าบ้านเล็กๆ โทรศัพท์ถูกหยิบออกกดใช้กุญแจเปิดประตูด้านนอกก่อนใส่รหัสผ่านพร้อมกับกุญแจอีกดอกเข้าภายในบ้าน
กระเป๋าหนังสือถูกโยนลงบนโซฟา ก่อนที่ตัวเธอจะผูกผ้ากันเปื้อนเข้าครัวทำอาหาร นี่คือชีวิตของเธอและเหล่าพวกคุณหนูเขาทำอะไรกัน มาริสาคิดว่าน่าจะลองถามเกตุมณีดูถึงเรื่องเหล่านี้...
“อร่อย” เด็กสาวผมยาวกล่าวกับมาริสาขณะนั่งทานข้าวอยู่บนโต๊ะอาหาร ผัดผักแขนงถูกตักมาโปะลงบนข้าวสวยร้อนๆ “อาหารที่ไหนก็สู้ฝีมือพี่เมย์ไม่ได้เลย” เด็กสาวกล่าว มาริสาฟังแล้วก็ยิ้มแก้มบาน ความภูมิใจของเธอหนึ่งเดียวคือความสามารถในการทำอาหาร อาจจะพูดได้ว่าเธอมีความสามารถในการทำอาหารได้อร่อยโดยใช้ความรู้สึกแทนลิ้น จะจับอะไรโยนลงกระทะแล้วผัดออกมาก็ได้รู้ร่างหน้าตาชวนรับประทาน ส่วนด้านรสชาตินั้นดูได้จากสีหน้าของน้องสาวเธอที่กำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยไม่มีทีท่าจะหยุดง่ายๆ
“ยอพี่แบบนี้จุดประสงค์ต้องการจะกินอะไรเป็นพิเศษใช่มั๊ยจี๊ดจ๋า?” ผู้เป็นพี่กล่าวอย่างรู้ทัน
“หนูก็ชมแบบนี้ทุกครั้งไม่ใช่เหรอคะ” น้องสาวกล่าวหน้าบูดเล็กน้อยที่พี่สาวมาคิดอะไรแบบนี้กับเธอ ก่อนจะหันไปทางประตูหน้าบ้าน เมื่อได้ยินเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน
“สงสัยแม่จะกลับมาเร็ววันนี้” มาริสากล่าวพลางลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว เตรียมน้ำท่ามาต้อนรับ เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นกระปอดกระแปดเดินเข้ามาถึงห้องรับแขก
“เหนื่อยชะมัด เมย์มีอะไรให้แม่กินบ้างไหม ด่วนๆหิวจะแย่อยู่แล้ว”
“ถ้าไข่เจียวได้ภายในสามนาทีคะ” มาริสายกแก้วน้ำทรงสูงมาบริการแม่ของเธอที่หย่อนตัวลงบนโซฟา
“ขออะไรที่มันเหมาะกับคนเดินทางมาเหนื่อยๆได้ไหม”
“เหนื่อยๆก็อาหารย่อยง่ายๆน่าจะเหมาะเดี๋ยวหนูทำข้าวต้มมาให้แล้วกัน” มาริสาตอบ คุณแม่ยังสาวนึกเล็กน้อยก่อนยิ้มรับพยักหน้า เด็กสาวจึงเข้าครัวไปอีกครั้ง
“แล้วไม่ได้ทานอะไรบนเครื่องมาเลยเหรอคะ”
“เปล่าอาหารบนเครื่องถึงจะพอกินได้ก็เถอะแต่ให้ทานบ่อยๆไม่ไหวละเสียดายพื้นที่ในกระเพาะ เอามากินข้าวที่แกทำดีกว่า” แม่ลูกตะโกนคุยกันเป็นปรกติ
“แล้วของฝากละคะ” จี๊ดจ๋าน้องสาวของมาริสาที่นั่งอยู่ข้างแม่เธอถามทะลุกลางป้อง ผู้เป็นแม่พยักหน้าล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือก่อนหยิบกล่องขนมออกมาใส่มือลูกสาวที่แบมือรอ
“เค้กของโรงแรมที่โน้นยังไมได้กินเลย”
“เดี๋ยว” เสียงมาริสาร้องออกมาจากครัว “ให้จี๊ดจ๋ากินของค้างเดี่ยวก็ได้แบกไปโรงพยาบาลหรอกคะ” มาริสารีบออกมาจากครัวส่งเสียงดุผู้เป็นแม่
“เมื่อวานเอง” ผู้เป็นแม่เสริม มาริสาถอนหายใจเดินกลับเข้าครัวไป น้องสาวของเธอยิ้มให้ผู้เป็นแม่ก่อนที่แม่ของเธอจะเป็นคนจัดการขนมเหล่านั้นเอง...
“โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง” แม่ของมาริสาถามขึ้นขณะกำลังนอนแขนกบนโซฟาดูละครภาคค่ำ มาริสาตั้งตัวไม่ถูกนักทันทีที่ได้ยินคำถาม แต่เหนืออื่นใดเธอต้องการที่ปรึกษา
“แย่คะ” คำตอบของมาริสาทำให้ จี๊ดจ๋าที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่หันมามองพี่สาวเธอ
“ก็หนูก็ว่าโรงเรียนแบบนั้นไม่เหมาะกับพี่เมย์หรอก”
“ทำไมกัน” มาริสาอดย้อนถามไม่ได้ด้วยสีหน้างุนงงไม่เข้าใจความหมายของน้องสาว
“พี่เมย์เคยเห็นนักเรียนโรงเรียนพี่ออกมาเดินในศูนย์การค้าบ้างเปล่าละ”
“ก็เห็นทำ...ไมเหรอ?”
“ก็ดูดีไงคะ ชุดนักเรียนอย่างกับเพิ่งใส่ออกมาจากบ้าน น่าจะพูดว่าเหมือนเอาออกมาจากตู้เลยดีกว่า” มาริสารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเช้ายันเย็นจนค้ำวันนี้ได้ยินแต่เรื่องของชุดนักเรียน
“แล้วไงละ?”
“ก็เวลาพูดคุย เวลาเดินเวลาจะทำอะไรก็ตาม มันก็ดูดีไปหมดเหมือนกับว่าพวกนี้เค้าถูกฝึกมาให้ดูดี”
“อือแล้ว?” มาริสาอยากรู้เพิ่มเติมว่ามีอะไรอีกบ้างไหมแต่น้ำเสียงหงุดหงิดนั้นทำให้น้องสาวต้องยอมถอยออกมาปิดประเด็น
“แต่ พวกเราไม่ใช่แบบนั้นนะสิคะพี่กับหนูก็ถูกเลี้ยงกันมาอย่างตามสบาย” จี๊ดจ๋ากล่าวพลางหันไปมองแม่เธอที่ดูละคร
“ไม่ดีเหรอที่ฉันเลี้ยงพวกแกอย่างตามสบาย?” แม่เธอกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน มาริสาคิดว่าน่าจะเข้าประเด็น
“คือวันนี้ประธานนักเรียนเรียกหนูไปตักเตือนเรื่องการแต่งตัวคะ” มาริสาสารภาพ แม่ของเธอค่อยลุกขึ้นจากท่านอน หันมาฟังลูกสาวอย่างตั้งใจ
“อือ...“ แต่ไม่ทันที่ผู้เป็นแม่จะได้พูดอะไรต่อจี๊ดจ๋าก็ร้องถามขึ้น
“พี่เมย์แต่งตัวผิดระเบียบตรงไหน หนูไม่เห็นเข้าใจเลย” มาริสาไม่รู้จะอธิบายให้น้องสาวเธอเข้าใจความงี่เง่าของโรงเรียนนี้ได้อย่างไร ผู้เป็นแม่เห็นแบบนั้นก็ตอบแทน
“ทำเสื้อยับนะสิ กฎของที่นี้ให้นักเรียนต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยอยู่เสมอ แต่คำว่าเรียบร้อยอยู่เสมอนี้กลายเป็นว่าห้ามทำเสื้อผ้ายับกันเลยทีเดียว”
“มันฟังดูไร้เหตุผลเกิดไปแล้ว” จี๊ดจ๋าเสริม มาริสาพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องสาว ก่อนหันไปหาแม่เธอขอความคิดเห็น ผู้เป็นแม่เงียบลงไปเล็กน้อยก่อนกล่าว
“แต่ว่าเป็นเรื่องที่คนในโรงเรียนนั้นทำกันได้ทุกคนไม่ใช่เหรอ ฉันถึงบอกแกไงว่า กัดฟันเรียนโรงเรียนสหศึกษาไปเถอะ อยู่ๆไปเดี๋ยวก็ชินไปเอง ผู้ชายไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายอย่างพ่อแกเสียทุกคน แล้วดันเลือกสอบเข้าโรงเรียนคุณหนูแบบนั้น แค่เรื่องการแต่งตัวก็เอาไม่รอดเสียแล้ว” แทนที่จะได้รับการเห็นใจกลับโดนผู้เป็นแม่สวนกลับถึงความไม่เจียมตัวของเธอ
“แม่ไม่รู้สึกว่ามันงี่เง่าจริงเหรอคะ เมย์แค่เสื้อยับนิดหน่อยเพราะขึ้นรถเมล์มา คุณประธานนักเรียน ทำท่าจะไล่เมย์ให้ไปเรียนที่อื่นแล้ว”
“กมุทะรัตน์คงไม่ย่ำแย่ขนาดเอาคนไร้เหตุผลมาเป็นประธานนักเรียนหรอกมั้ง คงจะมีสาเหตุอื่นมากกว่า เช่นแกไปปีนเกลียวเถียงรุ่นพี่” ผู้เป็นแม่มองทะลุ มาริสาสงบคำไปทันที
“ก็พรุ่งนี้ให้คนขับรถที่บ้านใหญ่ไปส่งที่โรงเรียนแล้วกัน อย่างน้อยก็คงช่วยได้บ้าง ที่เหลืออยู่ที่ตัวแกแล้วว่าจะรักษาสภาพของชุดนักเรียนได้ขนาดไหน”
“ไม่คะหนูจะขึ้นรถเมล์ไปเหมือนเดิม” มาริสาแย้ง
“ก็ดื้อแบบนี้สินะ พอเข้าใจแล้วที่ทำไมประธานนักเรียนถึงจะให้ลูกย้ายไปโรงเรียนอื่น ดื้อแบบนี้จะหารุ่นพี่เป็นที่ปรึกษาไม่ได้เอานี่เอง” บ่อยครั้งที่แม่ของมาริสาทำท่าเหมือนจะรู้เรื่องในโรงเรียนดีกว่าเธอที่เรียนอยู่เองด้วยซ้ำ
มาริสาเคยสงสัยว่าแม่ของเธออาจจะเคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนกมุทะรัตน์เพียงแต่ว่า องค์ประกอบหลายอย่างเกี่ยวกับครอบครัวเธอทำให้เชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเมื่อแรกจำความได้เธอมีคุณแม่เป็นแม่เพียงแม่ค้าขายขาวแกงในตลาด ที่โดนพ่อขี้เมาทำร้ายร่างกายอยู่เสมอ...
นาฬิกาปลุกดังขึ้นเรียกสติเด็กสาวให้กลับคืนตื่นขึ้นมาจากนิทรา ก่อนจะเงียบเสียงลงเมื่อเธอได้สติ มาริสาเดินเข้าไปล้างหน้าแปลงฟันในห้องน้ำ แล้วจึงกลับมาหยิบแว่นสายตาที่โต๊ะหนังสือเดินออกจากห้องลงไปด้านล่างเพื่อเข้าครัว เมื่อทำอาหารให้น้องเสร็จพร้อมวางปิ่นโตทิ้งไว้บนโต๊ะก็กลับขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว สวมชุดนักเรียนมองดูความเรียบร้อยหน้ากระจกอยู่หลายรอบก่อนจะสวมเสื้อคลุมยาวสีเทา ทับชุดนักเรียนถือกระเป๋าออกเดินทางแต่เช้า
มาริสาเลือกที่จะออกตอนเช้าเพื่อให้สะดวกเวลาลงรถเพราะแทบไม่มีผู้โดยสาร เสื้อคลุมถูกรูดซิบถอดออกมาพับเก็บใส่กระเป๋าหนังสือ ก่อนที่เธอจะเดินไปทางปากซอยของโรงเรียนเป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถยี่ห้อหรูของเยอรมันจอดเทียบกับทางเท้า มาริสาอดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันที่มาโรงเรียนแต่เช้าแบบนี้ ก่อนประตูจะเปิดออกจึงได้เห็น กันยาก้าวลงมาจากรถ กันยามองเธอ และเธอก็มองทางกันยา
กันยาเดินลงมาจากรถพร้อมกับกระเป๋านักเรียนมืออีกข้างถือกระเป๋าไวโอลิน ก่อนนำมาถือรวบกันไว้ และก็มองมาริสา เด็กสาวอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะเดินหนีเดี๋ยวก็หาว่ากลัว จะทักทายก็เหมือนประกาศยอมแพ้
กันยายังคงมองมาริสา มาริสากลืนน้ำลายลงคอ เธอกำลังโดนคุกคามด้วยพลังบางอย่าง “ไม่ชอบเลย” มาริสารู้สึกแบบนั้น
“สวัสดี คะ พี่กันยา” มาริสาแบ่งรับแบ่งสู้ หลบสายตาพร้อมกับกล่าวทักทาย กันยาส่งเสียงในลำคอ มาริสารู้สึกได้ถึงรอยยิ้มที่ประดับอยู่มุมปากของกันยา
“สวัสดีคะคุณมาริสา วันนี้แต่งตัวได้เรียบร้อยดีนะคะ” กันยากล่าวอย่างปรกติก่อนเดินเข้ามาใกล้เด็กสาวรุ่นน้อง มาริสาก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างระวังตัว กันยายืนมือเข้ามาข้างใบหน้าของมาริสาก่อนจับปอยผมทัดไปหลังหู มาริสางงวูบในขณะที่กันยายิ้มให้เธอก่อนเดินไป มาริสาค่อยเดินตามอยู่ด้านหลัง ความรู้สึกผิดกับข้อความที่ส่งไปเมื่อเย็นกลับมาคุกคามเธอ จนอดทำสีหน้าลำบากใจไม่ได้...
“พี่ไม่ต้องมายุ่งกับหนูหรอกคะ หนูดูแลตัวเองได้ขอบคุณค่ะ” เกตุมณีอ่านข้อความในโทรศัพท์ซ้ำอีกครั้งพร้อมกับหันไปหาเพื่อนสาวผู้เป็นเจ้าของข้อความเพื่อความแน่ใจ สีหน้าของเกตุมณีทำให้มาริสาพอจะเดาสิ่งที่เธอจะพูดออกมาได้ จึงชิงตอบก่อนที่เพื่อนสาวจะพูดอะไร
“อือ” มาริสาตอบรับ เกตุมณีฟังแล้วรีบส่ายศีรษะ
“ไม่ใช่จริงไหมคะ? เมื่อวานคุณมาริสาอาจจะยังไม่ส่งข้อความไปก็ได้?”
“อือ ก็บอกว่าอือไง ฉันกดปุ่มส่งลงไปเต็มๆนิ้วโป้งเลยละ” มาริสาตอบย้ำ เกตุมณีทำสีหน้าเหมือนวันสิ้นโลก
“พี่กันยา...คงจะ...” เกตุมณีเดาความรู้สึกรุ่นพี่คนสวยไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร มาริสาถอนหายใจ
“ก็เมื่อวานมันโมโห และก็อารมณ์ประมาณอยากตอกกลับ”
“ตายละ” เกตุมณีกล่าวสีน้ำย่ำแย่เต็มทีด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ตาย” มาริสาแย้งทำหน้าดุให้เพื่อนสาวฟังเธอก่อน “มีวิธีขอโทษพี่เขาไหม”
“ก็คงต้องขอโทษโดยตรง น่าจะดีที่สุดน่ะค่ะ”
“งั้นฉันลองไปหาเจ้าตัวดูดีกว่า” มาริสากล่าวพร้อมกับหยิบโทรศัพท์คืนจากมือของเกตุมณี เดินออกนอกห้องเรียน
“เดี๋ยวค่ะ จะไปตามหาพี่กันยาที่ไหนนะคุณมาริสา”
“เรือนดอกมะลิ” มาริสาหันกลับมาตอบก่อน วิ่งออกไป...
มาริสามั่นใจว่ากันยาน่าจะอยู่ที่เรือนดอกมะลิด้วยเหตุผลสองอย่าง คือกันยาเป็นคณะกรรมการนักเรียนและที่นั้นเป็นสถานที่แรกที่เธอได้พบกับรุ่นพี่คนนี้ แต่ว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับไม่พบคนที่ต้องการ รุ่นพี่สองสามคนกลับจับจ้องเธออย่างไม่พอใจ มาริสาเห็นแบบนั้นก็ได้โอกาสถาม
“พี่กันยาไม่อยู่ที่นี่เหรอคะ” มาริสาถามออกไป กลับไม่มีคำตอบกลับมาแย่กว่านั้นทุกคนกลับเมินไม่สนใจทั้งสิ้น ทำอย่างกับเธอไม่มีตัวตน มาริสาเห็นแบบนั้นก็นึกโมโหขึ้นมา คิดจะตะโกนถามอีกครั้ง แต่กลับมีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นมาก่อน
“ถ้าจะถามอะไรรุ่นพี่เธอต้องเรียกชื่อรุ่นพี่คนนั้นให้ถูกก่อนนะมาริสา ไม่แบบนั้นตะโกนให้ตายก็ไม่มีใครเขาสนใจเธอหรอกนะ” เสียงจาดด้านหลังทำให้มาริสารีบหันกลับมา เป็นประธานนักเรียนคนสวยกำลังยืนขยับแว่นตากรอบบางสีทองให้เลื่อนขึ้น ผอบจันทน์อยู่ห่างจากเธอไม่กี่มากน้อยก็แทบสัมผัสลมหายใจได้ มารีสารีถอยเข้ามาในเรือนดอกมะลิในขณะที่ผอบจันทน์เดินไล่เข้ามา
“ชุดดูจะเรียบร้อยกว่าเมื่อวานนะ แต่ก็ยังยับอยู่ดี ก็ยังดีที่ทำให้ฉันได้เห็นพัฒนาการ” ผอบจันทน์กล่าวชม มาริสารีบก้มมองตัวเอง สงสัยว่าเสื้อเธอจะยับได้อย่างไรก็ฉุดคิดได้ว่าเพราะเธอรีบวิ่งมา แต่มาริสาคิดว่าเธอน่าจะมีเรื่องที่รีบด่วนกว่าการมาโต้เถียงเรื่องชุด
“พี่กันยาอยู่ไหนคะ” มาริสาถามขึ้น ผอบจันทน์เดินผ่านตัวเด็กสาวนั่งบนเก้าอี้ชุดโต๊ะน้ำชา มองเธออย่างชั่งใจ
“หนังสือวันปฐมนิเทศนี่คงไม่ได้เปิดอ่านเลยสินะ” ผอบจันทน์ถามเข้าเป้า มาริสาเงียบไป
“วันนั้นคอนแทคเลนส์หล่นหาย หนูเอาหนังสือวันปฐมนิเทศวางไว้ตอนเข้าห้องน้ำแล้วมีคนย้ายที เพราะมองอะไรไม่ค่อยชัดสุดท้ายก็เลยหาไม่เจอน่ะค่ะ” มาริสาพูดไปตามความจริง ผอบจันทน์ส่ายศีรษะ
“คงคิดว่าช่างมันไม่สำคัญหรอกสินะ ถึงไมได้ติดต่อคณะกรรมการนักเรียนขอเล่มใหม่”
“ก็วันปฐมนิเนศได้ยินว่า เข็มตราโรงเรียนกับ หนังสือแนะนำที่แจกให้ไม่สามารถขอใหม่ได้ ไม่ใช่เหรอคะ”
“แล้วยังจำอะไรได้อีกไหมที่ฉันพูด”
“ก็คิดว่าจำได้นะคะ แต่ว่าพี่พูดนานเกือบสองชั่วโมง พี่ผอบจันทน์หมายถึงตรงไหนคะ?” มาริสาย้อนถาม ผอบจันทน์เงียบอยู่พักหนึ่ง
“อือ ที่พูดเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาต่างๆในโรงเรียน”
“ค่ะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอขอให้มีสติ”
“แค่นั้น?”
“ก็นึกออกเท่านั้นค่ะ”
“และเข้าใจแค่ไหน?”
“ก็ไม่เห็นมีอะไร เรื่องแบบนี้ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว” มาริสากล่าวอย่างเริ่มหงุดหงิดเมื่อโดนซักมากเข้า เธออยากจบเรื่องราวตรงนี้เพื่อถามหาถึงกันยา แต่เพราะเร่งรีบยิ่งทำให้ย่ำแย่
“อือ...เข้าใจละไม่ต้องสอนกันแล้วสินะเธอนะ แบบนั้นก็เชิญออกไปเถอะ เรือนดอกมะลิไม่จำเป็นสำหรับเธออีกแล้วมาริสา” ผอบจันทน์กล่าวเสียงเรียบ มาริสางงวูบเธอไปทำให้ประธานนักเรียนโกรธเข้าแล้วหรืออย่างไร มาริสาคิดได้ว่าต้องรีบขอโทษแม้จะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่เธอไม่สามารถทำอะไรได้ รุ่นพี่สองคนที่อยู่ในเรือนดอกมะลิตั้งแต่แรกเดินเข้ามาพร้อมเชิญเธอออกไปอย่างสุภาพ...
เกตุมณีออกจะรู้สึกหนักใจไม่ได้ว่าเพื่อนของเธอขยันเหลือเกินเรื่องทำให้คนอื่นไม่ชอบหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกตุมณีก็เข้าใจว่าเพื่อนเธอคงไม่ตั้งใจให้เกิดเรื่องราวแบบนั้นขึ้น
“ก็พอเข้าใจความรู้สึกของพี่ผอบจันทน์นะคะ ในหนังสือแนะนำงานปฐมนิเทศจะมีข้อมูลเรื่องมารยาทรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่ จริงๆก็สามารถใช้โทรศัพท์ดาวโหลดได้จากภายในโรงเรียนนี่ละคะ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ตลอดมาคุณมาริสาไม่ได้สนใจเรื่องของโรงเรียนเท่าที่ควร” เกตุมณีตัดสินใจต่อว่าเพื่อนของเธอเป็นครั้งแรก
“มัน...ฉันไม่ได้คิดว่าจะอะไรขนาดนั้น หรือมีอะไรซับซ้อนมากมายแบบนี้ ก็โรงเรียนไหนๆเค้าก็ไม่มีอะไรวุ่นวายแบบนี้สักหน่อย” มาริสาพยายามยกเหตุผล
“แบบนั้นดิฉันแนะนำให้คุณมาริสา ศึกษาเรื่องของโรงเรียนก่อนดีกว่ามั้ยคะ แล้วค่อยแก้ไขเรื่องเรื่องราวที่เกิดขึ้นทีละนิดละข้อไป ดิฉันจะช่วยคุณด้วยอีกแรง” เกตุมณียิ้มให้อย่างเป็นกำลังใจ นั้นทำให้มาริสารู้สึกเบาใจอย่างบอกไม่ถูก
ตกลงวันนี้มาริสาก็ไม่พบกับกันยาอีกเลย เธอกลับบ้านโดยยังรู้สึกเสียใจกับข้อความที่ตัวเองส่งไปด้วยอารมณ์เพียงแค่สะใจ แล้วความผิดพลาดในเรือนดอกมะลิที่ทำให้คนหวังดีต่อเธอกลับกลายเป็นเกลียดเธออีก
เสื้อคลุมที่ใส่ในตอนเช้าถูกนั้นมาสวมทับชุดนักเรียนอีกครั้งก่อนเธอจะพาตัวเองขึ้นรถเมล์กลับบ้าน เมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็สั่งพิมพ์หนังสือแนะนำวันปฐมนิเทศกับวารสารบัวแก้วฉบับของปีที่แล้วทั้งหมดออกมาก่อนจะเข้าไปทำอาหารในครัว เพราะใกล้เวลาที่จี๊ดจ๋าน้องสาวของเธอจะกลับมา
จี๊ดจ๋าเป็นเด็กผู้หญิงที่แก่นอยู่มาก เมื่อนำมาเทียบกับตัวมาริสามผู้เป็นพี่สาวซึ่งมักจะเงียบๆเฉยๆ แต่จี๊ดจ๋าก็มีขอบเขตของความแก่นของตัวเองอยู่ที่หกโมงเย็นก็จะถึงบ้านและไม่ค่อยจะพลาดนัก ถ้ากลับมาช้ากว่านี้ก็มักจะโทรมาบอกก่อนซึ่งก็ทำให้คนที่รอคอยการกลับมาของน้องสาวอย่างมาริสาไม่เป็นห่วงจนเกินไป
“มีอะไรกินบ้างคะพี่เมย์”
“ปลาทอดกับผัดผัก” มาริสาตะโกนตอบออกมาจากครัว
“เมื่อเช้าพี่รีบออกจังคุณแม่ว่าจะไปส่งพี่ก่อนและค่อยไปส่งหนู”
“ไม่เห็นจำเป็นเลย” มาริสาตัดบทเดินเอากับข้าวมาวางไว้ที่ห้องนั่งเล่นบนโต๊ะโซฟาหน้าโทรทัศน์ จี๊ดจ๋ารู้หน้าที่รีบเข้าครับไปช่วยตักข้าว
“แล้วไม่เป็นอะไรเหรอคะเรื่องคณะกรรมการนักเรียนที่จับตาดูพี่อยู่”
“ก็คง...ไม่มีปัญหามั้ง แต่รุ่นพี่โรงเรียนนี้อะไรก็ไม่รู้ ถึงรอดตอนเช้า บ่ายมาเสื้อยับหน่อยก็โดนเตือนอีก” มาริสากล่าวพลางนั่งเอนหลังกับโซฟา จังหวะเดียวกับเสี่ยงสัญญาณเครื่องพิมพ์ดังขึ้น มาริสาหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมาดูสภานะการทำงาน
“เกือบพันหน้าเลยเหรอนี่” เธอบ่นกับตัวเองกับเนื้อหาที่ต้องนั่งจดจำ
“หนูว่า...มันออกจะเกิดไปหน่อยนะ แค่เสื้อยับมานั่งเตือนกันแบบนี้”
“ให้คิดว่าโรงเรียนนี้ไม่ปรกติธรรมดาแล้วกัน ฉันคิดผิดจริงๆที่ไม่ยอมอ่านข้อมูลให้ดีก่อนเพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีที่ไหนเหมาะสมเท่ากับโรงเรียนนี้แล้ว”
“เหมาะสมที่สุดเหรอคะ นั้นพี่แค่ตัดสินใจจากความเป็นโรงเรียนหญิงล้วนเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอพี่เมย์ พี่จะหนีการพูดคุยกับผู้ชายไปตลอดชีวิตได้ยังไงคะ?” จี๊ดจ๋าถามพี่สาวของตนด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง อยากให้ทบทวนใหม่
“ก็หวังว่าอาการมันคงจะดีขึ้นเรื่องๆ อย่างน้อยๆตอนนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ถ้าไม่ได้เข้ามาพูดคุยอะไรกันผู้ชายตรงๆนะ” มาริสาตอบน้องสาวพยักหน้ารับก่อนทั้งสองจะเริ่มรับประทานอาหารกัน...
มาริสาตื่นเวลาเดิมเพื่อลงมาทำกับข้าวด้านล่างแต่เช้าตรู่ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากห้องรับแขกทำให้มาริสารู้ถึงสิ่งที่แตกต่างกับเมื่อวาน วันนี้แม่ของเธอนั่งดูข่าวเช้าในห้องรับแขกทั้งชุดนอน
“ตื่นเช้าจังนะคะ”
“เช้าอะไรกัน” ผู้เป็นแม่ลากเสียงยาว พลางยิ้มตอบลูกสาว “สมัยก่อนเราตื่นกันเร็วกว่านี้อีก”
“สมัยนั้นแม่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสองเศษๆไปจ่ายตลาดแล้วรีบกลับมาทำข้าวราดแกงขายให้ได้ทันมื้อเช้าก่อนที่พวกพนักงานบริษัทจะไปทำงาน” มาริสาย้อนความหลังเล็กน้อย
“มีเรื่องอะไรอีกบ้างมั้ยที่โรงเรียน?”
“คะ?”
“พวกคณะกรรมการนักเรียนนะ มีปัญหาอะไรกับแกอีกหรือเปล่า?”
“ปัญหาเก่าเบาบางลงปัญหาใหม่ก็มาอีก” มาริสาตอบ ผู้เป็นแม่ฟังแล้วก็สรุปอะไรไมได้นัก
“มาเล่าให้ฟังก่อนแบบนั้น”
“ไม่มีเวลาหรอกค่ะหนูต้องรีบไปโรงเรียน ไม่แบบนั้นคนแน่น เสื้อยับโดยต่อว่าอีก” มาริสายกเหตุผลปฏิเสธรีบเดินเข้าครัวไป
“ผู้เป็นแม่ฟังแล้วถึงกับไหล่ตกก่อนจะลุกเดินตามเข้าไปในครัว”
“เอาละเล่ามา” ผู้เป็นแม่กล่าวน้ำเสียงเป็นคำสั่ง มาริสาหันมองแม่เธอวูบหนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“มีพี่คนหนึ่งแนะนำหนูว่าให้ใส่เสื่อคลุมมาโรงเรียนเสื้อจะได้ไม่ยับ หนูก็ต่อว่าไปว่า ไม่ต้องมายุ่งกับหนู ส่วนพี่ประธานนักเรียกกำลังสอนเรื่องต่างๆด้วยความหวังดี หนูก็ไปตัดบทว่า รู้หมดแล้วไม่ต้องมาสอน” มาริสาอธิบายอย่างใจเย็น
“ฉันว่าฉันเลี้ยงลูกมาก็ไม่น่าแย่นักนะถึงจะทิ้งขว้างๆบ้างก็เถอะ แต่...แกกล้าพูดอะไรแบบนั้นด้วยเหรอเมย์” ผู้เป็นแม่อดถามไม่ได้เพราะนั้นดูเหมือนจะผิดกับนิสัยของลูกสาวเธอ
“ไม่หรอกค่ะ ถ้าปรกติ แต่หนูรู้สึกหงุดหงิดพออยู่ในโรงเรียนอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด...”
“แล้วแกจะทำยังไงต่อไป?” ผู้เป็นแม่ถามถึงเรื่องราวในลำดับต่อไป เด็กสาวนำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ลงไปผัดพลางตอบแม่ของเธอ
“ต้องขอโทษนะสิคะ ธรรมเนียมของโรงเรียนเปิดโอกาสให้รุ่นน้องขอโทษรุ่นพี่และรุ่นพี่ต้องใจกว้างยอมยกโทษให้ด้วย” มาริสากล่าวแล้วส่งเสียงหัวเราะในลำคอ “แต่ไม่วายที่ต้องมีสิ่งของไปให้แสดงความรู้สึกขอโทษอย่างจริงจัง หนูว่าโรงเรียนนี้มีแต่พวกวัตถุนิยมไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าการสอนที่ให้ความสำคัญแต่เปลือกมันจะดีตรงไหน” มาริสาใช้ตะหลิวตักอาหารใส่กระบวยก่อนตักยกใส่จานอีกที น้ำสะอาดถูกตักมาล้างกระทะเทน้ำออกเปิดไฟแรงไล่น้ำออกไปก่อนจะตักน้ำมันเตรียมผัดอาหารกระทะต่อไป
“ไม่หรอก” แม่ของมาริสากล่าวขึ้น “ถ้าแกเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นกมุทะรัตน์แล้ว ก็จะเห็นจะว่ารุ่นพี่ทั้งหลายต่างก็พยายามเน้นความสำคัญที่ภายในมากกว่าภายนอก”
“แม่อธิบายให้หนูฟังเลยดีกว่าค่ะว่าโรงเรียนนี้เขาวิเศษวิโสอะไรขนาดไหน” มาริสาอดประชดแม่เธอไมได้ สำหรับผู้เป็นแม่ออกจะชาชินกับอารมณ์แบบนี่ของตัวลูกสาว
“ลองคิดดูสิว่าถ้าดอกไม้ที่เหมือนๆกันปักอยู่บนแจกันแล้วอะไรจะเป็นสิ่งตัดสินว่าดอกไหนควรค่าที่สุดที่จะหยิบออกมาเพื่อหน้าทีสำคัญยิ่งกว่าการประดับรวมบนแจกัน”
“ดอกไม้ที่ดีที่สุด” มาริสาปิดเตาไฟ ยังไม่เข้าใจความหมายของแม่เธอนัก หันกลับถามแม่เธอด้วยสายตา
“ดอกไม้ที่ควรคู่แก่การให้เกียตินั้นแกคิดว่าแค่สวยงามมันจะพอหรือเปล่า” แม่ของเธอพูดพลางเดินออกจากครัวไป มาริสาทบทวนคำพูดของแม่เธอก่อนยิ้มเงียบๆที่มุมปาก เธอแย้งขึ้นมาในใจว่า คนเรามองดอกไม้กันก็แค่สวยงามเท่านั้นละ
รถเมล์ขับมาจอดที่ป้ายหน้าโรงเรียนตรงตามเวลาเดิม เด็กสาวค่อยเดินลงมา ก่อนวางกระเป๋านักเรียนลงบนที่นั่งพักรอรถประจำทาง ถอดเสื้อคลุมของเธอลงพับเก็บใส่กระเป๋า เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ รถหรูคันใหญสีน้ำเงินเข้มจอดข้างทางเท้า และหญิงสาวผมหยักศกก้าวเดินลงมาพร้อมกระเป๋านักเรียนและกระเป๋าไวโอลิน กันยามองทางมาริสาตอบรับสายตาที่เด็กสาวมองมาทางเธอ มาริสารู้ตัวว่ามีเวลาไม่มากนักที่จะกล่าว
“สวัสดีคะพี่กันยา” มาริสาเดินเข้าไปวางกระเป๋าไหว้รุ่นพี่ เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งในตัวเองว่าแค่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปีหรือไม่แน่ว่าอาจจะเท่ากันด้วยซ้ำ ทำไมเธอต้องยกมือไหว้รุ่นพี่ด้วย
“สวัสดีมาริสา” กันยากล่าวพยักหน้าให้เพียงเล็กน้อยก่อนเดินไปยังซอยทางเข้าโรงเรียนตามปรกติ มาริสาเดินตามไป ทบทวนเรื่องราวของกันยาเท่าที่เธอทราบเพียงเล็กน้อยจากในวารสารของโรงเรียนในคอลัมน์แนะนำนักเรียนที่ชื่ออ่านแสนยากว่า วิปจิตัญญู
กันยาเล่นดนตรีเก่งโดยเฉพาะไวโอลิน แต่กลับไม่ยอมอยู่ชมรมดนตรีทีไหน เพราะทุกชมรมต่างก็บอกว่าคนเก่งอย่างเธอไม่จำเป็นต้องอยู่ชมรมดนตรีแล้ว กันยาไม่ค่อยมีเพื่อนเป็นเรื่องที่แปลกที่คนทีสวยเก่งมีความสามารถและอยู่ในคณะกรรมการนักเรียนกลับไม่มีเพื่อน เธอมีข่าวว่าสนิทสนมกับผอบจันทน์ประธานนักเรียนเป็นพิเศษ พอคิดถึงตรงนี้แล้วมาริสาถึงกับรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปแล้วที่ไปมีเรื่องกับประธานนักเรียนเพิ่มอีกคน แล้วแบบนี้จะเริ่มอย่างไรดี
“พี่กันยาคะ เมื่อวานรู้สึกว่าพี่ผอบจันทน์จะไม่พอใจอะไรหนูบ้างอย่าง ไม่ทราบว่าพี่พอจะทราบไหมคะ?” มาริสาก้าวเท้าเร็วขึ้นเดินเข้าไปถามรุ่นพี่ผมหยักศกที่เดินอยู่ด้านหน้า
“พี่ผอบจันทน์...อ๋อ อือนั้นสินะถ้ามองในสายตาของเธอคงเป็นแบบนั้น”
“พี่กันยากำลังหมายความว่าอะไรคะ?”
“ก็ไม่มีอะไรพิเศษพี่ผอบจันทน์ แค่ต้องการไล่เธอออกจากเรือนดอกมะลิเท่านั้นก่อนที่ชื่อของเธอจะเริ่มดังในหมู่รุ่นพี่” มาริสาฟังที่กันยาอธิบายก่อก้าวช้าลงใช้ความคิด กันยาเห็นท่าทางแบบนั้นก็หยุดเดินชักถามเด็กสาวต่อ “แล้วเธอรู้สึกเดือดร้อนด้วยเหรอกับการที่พี่ผอบจันทน์อาจจะโกรธเธอมาริสา” มาริสาพยักหน้าตอบ
“ก็นิดหน่อยมั้งคะ”
“นิดหน่อย? แบบนั้นไม่เห็นจำเป็นต้องใส่ใจ” กันยาเสนอ มาริสาตามไม่ค่อยทันว่ากันยาจะมารูปแบบไหนแต่ที่แน่ๆเธอรู้สึกไม่ดีนักที่จะไม่ใส่ใจ
“จริงแล้ว...หนูรู้สึกว่าควรจะขอโทษคะไม่ว่าอย่างไรก็ดี แล้วก็ รวมไปถึงเรื่องของพี่กันยาด้วย” มาริสามีโอกาสพูดวกเข้าเรื่องของกันยาในที่สุด
“เรื่องของฉัน?” กันยากล่าวเสียงสูงเป็นคำถาม
“ข้อความที่หนูส่งไปหาพี่เมื่อเย็นวันจันทร์”
“พี่ไม่ต้องมายุ่งกับหนูหรอกค่ะ หนูดูแลตัวเองได้ขอบคุณค่ะ นั้นนะเหรอ?” กันยากล่าวสีหน้าเรียบเฉย
“นั้นล่ะค่ะ คือว่าตอนนั้นหนูรู้สึกต่อต้าน”
“เธอส่งข้อความมาตั้งใจจะทำให้ฉันโกรธไม่ใช่เหรอ?” กันยาปฏิเสธข้อแก้ตัวของเด็กสาวด้วยการกล่าวถึงจุดประสงค์ที่มาริสาส่งข้อความมาถึงเธอ มาริสาไม่สามารถปฏิเสธได้เมื่อพบว่ารุ่นพี่คนนี้อ่านเธอออกทั้งหมด
“เธอต้องการให้ฉันเจ็บใจที่ทำดีด้วยกับเธอแท้ๆกลับได้รับผลตอบแทนแบบนั้น?” กันยากล่าวต่อ มาริสาพูดตอบโต้ไม่ออก นั้นก็เท่ากับยอมรับแล้วว่าคำวิจารณ์ที่บอกว่าเธอยังเด็กไม่ผิดไปจากความเป็นจริง
กันยาต่างกับผอบจันทน์คือเธออ่อนโยนและไม่เคยคิดถือโทษโกรธใคร เมื่อเห็นสีหน้าไม่สามารถตอบโต้ได้ของมาริสาก็หยุดเพียงเท่านั้นก่อนหันหน้าตรงไปตามทางเดิน
“การขึ้นเป็นรุ่นพี่ของโรงเรียนนี้มีหน้าทีดูแลรุ่นน้อง ยิ่งรู้ว่ารุ่นน้องจงใจทำให้โกรธยิ่งโกรธไม่ได้รู้ไหม การใช้ความดีเอาชนะถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” กันยากล่าวตรงไปตรงมา แต่นั้นเล่นเอาเด็กสาวแทบทรงตัวไม่ถูก เธอเหมือนเป็นตัวตลกทันที
“หมายถึงในใจพี่เองก็เจ็บใจสินะคะที่ได้รับข้อความแบบนั้น” มาริสาถาม กันยายิ้มและตอบอย่างอ่อนโยน
“ไม่เจ็บใจหรอก ฉันไม่ได้หวังคำขอบคุณจากเธอหรือให้เธอรู้สึกเป็นบุญคุณฉันหรอกนะมาริสา เพียงแต่ฉันเห็นว่ามันประโยชน์กับเธอก็เลยแนะนำ” กันยากล่าวสีหน้าปรกติ แววตาของเธอฉาบไปด้วยความเศร้าเสมอ ยิ่งยากที่จะเข้าใจว่าอารมณ์ของเธอเป็นอย่างไร แต่สำหรับมาริสาแล้วเธอไม่สามารถอภัยหรือแกล้งลืมเลือนในสิ่งที่ทำกับรุ่นพี่ได้เลย เด็กสาวสับสนไม่น้อยว่าควรจะพูดอะไรต่อไปหรือควรจะหยุดเพียงเท่านี้...
หลังจากผ่านประตูโรงเรียนเข้ามา มาริสาก็มองตามหลังรุ่นพี่ผมหยักศกที่กำลังเดินไปบนทางเท้าข้างตึกเรียนเหมือนจะมุ่งไปยังเรืองดอกมะลิ เธอเดินตามไปก่อนจะหยุดยืนอยู่ที่ข้างตึกสามอันเป็นตึกเรียนของนักเรียนใหม่ชั้น ม.4 มาริสาตัดสินใจเดินตามกันยาต่อไปห่างๆ กันยาเข้าไปในเรือนดอกมะลิและกลับออกมาอย่างเร็วโดยมีเพียงกระเป๋าไวโอลินติดมือออกมา เดินตัดสนามหญ้ากว้างที่ตัดเรียบอย่างเป็นระเบียบเข้าไปในแนวป่าทึบข้างโรงเรียน
มาริสาที่ยืนแอบอยู่ตั้งคำถามมากมายว่ากันยากำลังทำอะไร ก่อนจะเดินตามไปอยู่ด้านหน้าแนวป่าบริเวณที่กันยาเดินเข้าไป มองไปด้านในแม้จะมีถนนอิฐตัวหนอนปูเป็นทางเดินเข้าไปแต่ความมืดมิดนั้นสร้างเดิมพันในใจหลายแต้มว่าจะตามเข้าไปดีหรือไม่
ความอยากรู้อยากเห็นย่อมชนะเสมอ มาริสาตัดสินใจเดินเข้าไปตามถนนอิฐที่เรียงยาวเป็นทางเดินคดเคี้ยวเข้าไปในป่า เมื่อเธอเดินเข้าไปได้เพียงเล็กน้อยก็รู้สึกถึงความเย็นที่ต่างจากภายนอก สายลมเย็นที่พัดผ่านมาคล้ายนำพาความเย็นจากป่าลึกออกมา แต่น่าแปลกใจที่ความเย็นนี้กลับไม่กระทบไปถึงภายในโรงเรียน
เสียงนกร้องกระตุ้นเด็กสาวให้หันหา มาริสาแทบไม่เชื่อว่านี้เป็นโลกเดียวกับที่เธออยู่เมื่อครู่ เมื่อได้เห็นนกมากมายเกาะเรียงอยู่บนต้นไม้ที่สูงใหญ่ กลิ่นดินและกลิ่นต้นไม้เหมือนเติมพลังให้กับเธออย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เมื่อเดินลึกเข้าไปกลับได้ยินเสียงไวโอลินเคลื่อนตัวผ่านอย่างเชื่องช้า
มาริสาหยุดเมื่อได้ยินเสียงเพลงนั้น เป็นท่วงทำนองเพลงเศร้าที่คุ้นหู แม้ไม่ใช่เพลงคลาสสิกอย่างที่เธอเดาไว้ในตอนแรก แต่ทวงทำนองที่โศกเศร้าของ บทเพลงในสวนแห่งความลับ ก็ให้ความรู้สึกเหงาสะเทือนใจ เสียงไวโอลินคล้ายคร่ำครวนเรียกหาใครสักคนที่ห่างหายไป มาริสาก้าวเท้าเดินต่อก่อนเร่งฝีเท้าไปตามทางคดเคี้ยวที่หลบทางให้กับต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอย่างหนาแน่น จนพบกับแสงสว่างเบื้องหน้าในที่สุด
เด็กสาวลดฝีเท้าลงเดินไปช้าๆ เสียงไวโอลินกระจ่างชัดดังมาจากสถานที่แห่งนี้ เบื้องหน้าของเธอคือแอ่งขนาดใหญ่ที่ขุดลงไปในพื้นดินเป็นพื้นที่กว้าง มีการทำแนวขั้นบันไดหินเป็นทางเดินลงไปสู่ด้านล่าง จากตรงนี้มาริสาถึงเข้าใจว่าที่นี้สร้างคล้ายกับโรงละคร ที่ให้ผู้ชมนั่งอยู่ตามขั้นของบันไดและ ชั้นล่างสุดเป็นเวทีกว้าง กันยาเล่นไวโอลินอยู่ ณ ที่นั้น กันยาคล้ายอยู่ในโลกส่วนตัวที่ไม่รู้สึกถึงการเข้ามาของมาริสาแม้แต่น้อย
มาริสาเดินลงไปพร้อมสังเกตสภาพโดยรอบ เธอคิดไม่ออกว่าโรงเรียนจะสร้างสถานที่แบบนี้ไว้ทำอะไร จะว่าเป็นโรงละครก็ไม่น่าใช่เพราะหอประชุมของโรงเรียนเองก็ใหญ่โตทันสมัยเป็นหน้าเป็นตาได้มากกว่าสถานที่ดูเป็นโบราณสถานแบบนี้ และน่าแปลกใจยิ่งกว่าเมื่อใจกลางของลานกว้างด้านล่างกลับมีกุหลายเถาพันอยู่กับบางสิ่งออกดอกใหญ่บานสะพรั่งกรีดกลีบส่งกลิ่นหอมตลบเมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง
มาริสาว่ารู้สึกว่าเป็นกลิ่นหอมที่สดชื่นอย่างประหลาด เมื่อถึงตรงนี้กันยากลับหยุดคันชักไวโอลินและลืมตาขึ้นมองมาริสา
“มีธุระอะไรหรือเปล่ามาริสา” กันยาถามขึ้น เด็กสาวกลื่นน้ำลายเล็กน้อย คาดเดาไม่ถูกว่ากันยาจะโกรธหรือไม่ที่เธอเข้ามาในโลกส่วนตัวของรุ่นพี่
“คือหนูจะมาขอโทษเรื่องที่ส่งข้อความแบบนั้นไปหาพี่ค่ะ” มาริสากล่าว กันยานิ่งไปเปลี่ยนท่าทีลดไวโอลินลง
“จำไดว่า...ฉันบอกเธอไปแล้วว่าไม่ได้โกรธ”
“การที่หนูจะขอโทษพี่ไม่ได้อยู่ที่ว่าพี่โกรธหรือเปล่า แต่หนูคิดว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรจึงไปต้องขอโทษค่ะ”
“ไม่ใช่หรอกเธอแค่รู้สึกผิดและต้องการทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น” กันยากล่าวเสียงเรียบยิ้มให้เด็กสาว อย่างรู้ทัน มาริสาพยักหน้ารับอย่างไม่ปฏิเสธ
“ค่ะ ถ้าก่อนหน้านี้ก็คงเป็นอย่างที่พี่ว่า แต่ตอนนี้มันก็อีกเรื่องหนึ่ง” มาริสาอธิบาย
“แล้วตอนนี้ทำไม?” กันยาถามถึงความเปลี่ยนแปลง
“หนูรู้สึกว่าจะดีกว่าที่กล่าวคำขอโทษในสิ่งที่ตัวเองทำไป แทนที่จะขอโทษเพื่อให้พี่หายโกรธ” มาริสาอธิบาย
“แบบนั้นในอีกด้านหนึ่งเธอก็ยิ่งจะเป็นคนที่ก้าวร้าวมากขึ้นนะมาริสา ถ้าเธอมัวตัดสินว่าอะไรควรจะกล่าวขอโทษและอะไรไม่ควรโดยมองจากความคิดของเธอเอง” กันยาวิจารณ์ มาริสาคิดตามก่อนพยักหน้า
“ค่ะ ปรกติหนูก็เป็นดื้ออยู่แล้ว”
“แล้วเธอจะอยู่โรงเรียนแบบนี้ไหวเหรอ?”
“พี่ก็คิดว่าหนูคงไปไม่รอดสินะคะ?” มาริสาถามความเป็นรุ่นพี่เธอตามตรง กันยายิ้ม นั้นเป็นรอยยิ้มที่น่าประทับใจอย่างบอกไม่ถูก มาริสารู้สึกว่านี้เป็นครั้งแรกที่กันยายิ้มให้เธอด้วยความรู้สึกเอ็นดู แม้ว่าแววตานั้นยังฉาบไปด้วยความเศร้า
“รู้ไหมว่าที่นี่เรียกว่าอะไร” กันยาถาม
“ไม่ทราบคะ ไม่มีแนะนำในหนังสือคู่มือนักเรียนวันปฐมนิเทศด้วยซ้ำ”
“รุ่นพี่เรียกต่อๆกันมาว่าวิหารกุหลาบ” กันยากล่าว “แต่จริงๆที่ตรงนี้อยู่มาก่อนที่โรงเรียนจะมีการสร้างอีกนะ อายุโดยประมาณน่าจะร้อยปีได้”
“ร้อยปีก่อนแบบนั้นหลุมตรงนี้คงเกิดจากอุกาบาตที่พุ่งเข้าชนโลกตอนนั้นเหรอคะ”
“ไม่รู้สินะ แต่ว่าคงมีการตกแต่งละสร้างหลังจากนั้น แต่ก็ไม่มีบันทึกไว้ว่าใครเป็นคนสร้าง และมีจุดประสงค์เพื่ออะไร แต่สำหรับโรงเรียนเราที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใช่ในการทำพิธีระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องเพื่อเป็นโซลเมทกัน”
“โซลเมท แหม อารมณ์ของพี่เหมือนกำลังพูดถึงพิธีแต่งงานเลยนะคะ” มาริสาถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“แต่งงานเหรอ? ก็มีบางคนให้ความสำคัญของมันขนาดนั้น” กันยากล่าวเสียงเรียบ ก่อนถอนหายใจ
“ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่พี่อยากจะพูดว่า เมื่อเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คนที่ไม่มีธุระอะไรก็ไม่ควรเดินเข้ามาในสถานที่ประกอบพิธี”...
หลังจากโดนกันยาไล่ออกมาจากวิหารกุหลาย มาริสาก็เหมือนโดนตบหน้าอีกครั้ง และทุกครั้งที่มาริสาอารมณ์เสียมา คนที่รับฟังก็คงเป็นเกตุมณี เด็กสาวผมหน้าม้าผิวพรรณหน้าตาบ่งบอกยี่ห้อคุณหนู นั่งฟังอย่างนิ่งเงียบโดยไม่มีจังหวะแทรก ในขณะที่มาริสาเล่าไปทำไม้ทำมือออกท่าทางไป
“แล้วอะไรของพี่แก เห็นยิ้มก็คิดว่าคงจะพูดกันดีๆได้แล้วกลายเป็นจบลงที่ฉันโดนไล่ออกมา” มาริสาตัดพ้อ
“ถ้าพูดถึงเรื่องโซลเมทแล้วที่ได้ยินมาก็คือประกาศให้รู้กันโดยทั่วบนป้ายประกาศของคณะกรรมการนักเรียนเท่านั้นเองค่ะ ไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่ามีพิธีอะไรด้วย แต่ว่าคุณมาริสาเข้าใจเรื่องโซลเมทแล้วหรือยังคะ”
“คู่รัก” มาริสาตอบ เกตุมณียิ้มเฝื่อนตอบรับคำตอบของเพื่อนสาวแทบจะทันที
“ไม่ใช่แล้วคะ โซลเมทจะต้องเป็นรุ่นพี่ที่ปรึกษากับรุ่นน้องที่เข้ากันได้ มีความคิดที่คล้ายกันและสืบทอดภาระหน้าทีหรืออุดมการณ์ต่อจากรุ่นพี่ที่ต้องจบออกไป”
“ก็ในหนังสือคู่มือนักเรียนไม่เห็นมีบอกเลย” มาริสาอ้างเหตุผลที่ทำให้เธอไม่ทราบ
“ดิฉันว่าอ่านเจอนะคะในทำเนียมปฏิบัติต่างๆภายในโรงเรียน”
“ฉบับดาว์โหลดมาไม่เห็นจะมีเรื่องพวกนั้นเลยนะ” มาริสารีบหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมาเปิดดู เนื้อหาภายในเอกสาร
“พรุ่งนี้ดิฉันทำสำเนามาให้ก็ได้ค่ะคุณมาริสา ว่าแต่ตอนที่คุณออกมาจากสวนป่าคงไม่ค่อยได้ระวังตัว เสื้อผ้าถึงได้เปื้อนแบบนี้ ถ้าพวกรุ่นพี่มาเห็นมีหวังเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ายังไง...”
“เห็นไปแล้ว โดนใส่ไปแล้วชุดใหญ่ ฉันรีบร้อนเดินออกมาจากสวนป่าเพราะอดฉุนพี่กันยาไม่ได้จนสะดุดรากต้นไม้ก็รีบหันไปหาต้นไม้อีกต้นกลายเป็นกอดเข้าเต็มที แล้วเสื้อมันก็เลยอยู่ในสภาพนี้ เอากระเป๋านักเรียนปิดไปล้างน้ำก็ยิ่งทำให้เปื้อนแถมเสื้อก็ยับอีก” มาริสาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“หวังว่าเรื่องคงไม่ไปถึงพี่ผอบจันทน์นะคะ”
“ไม่ถึงก็แย่แล้วละ ก็พี่ผอบจันทน์นั้นละเป็นคนมาเจอกับฉันเอง” เกตุมณีปั้นหน้าไม่ถูก...
เกตุมณีเกินกว่าจะทนที่จะปล่อยเพื่อนสาวอยู่ในสภาพเช่นนั้นโทรเรียกคนขับรถมาส่งชุดนักเรียนให้มาริสาสวมใส่แทนชุดที่เปื้อนและยับ มาริสาปฏิเสธทันทีตามสไตล์ของเธอ เกตุมณีขมวดคิ้วงามของเธออย่างมีอารมณ์
“คุณมาริสาต้องเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยนะคะถ้าคุณยังประดับเข็มของกมุทรัตน์หรืออยู่ภายในโรงเรียนแห่งนี้ เพราะว่าเหล่านั้นคือสิ่งที่พวกเราพยายามแบกรับกันอยู่” นำเสียงของเกตุมณีทำเอามาริสารู้สึกสับสนไม่น้อยกับความเอาจริงเอาจังนั้น เพราะตลอดมามีแต่เพื่อนเธอคนนี้ที่มักจะมองข้ามเรื่องกฎระเบียบต่างๆกับมาริสาเสมอ มาริสารู้สึกใจหายคอไม่ออกลุกจากที่นั่งออกไปพร้อมกับกระเป๋านักเรียน พอดีกับที่ครูประจำชั้นเดินเข้ามา มาริสารีบยกมือไหว้และขอตัวออกไปทำธุระ ครูประจำชั้นของเธอดูไม่สนใจอะไรนัก เดินเข้ามาภายในห้องเหมือนไม่สงสัยอะไรเป็นพิเศษ เกตุมณีอยู่ในสภาพที่จะตามไปก็ทำไม่ได้จึงได้แต่นั่งลง อดกังวลไม่ได้ว่าเธอพูดแรงไปหรือเปล่า
มาริสาถอดเข็มตราประจำโรงเรียนออกจากอกเสื้อ ก้าวเท้าเดินลงบันได้อย่างรวดเร็วก่อนจะเดินออกไปด้านประตูข้างของโรงเรียน กลับบ้านไป จริงแล้วถึงจะถอดเข็มตราประจำโรงเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะชุดนักเรียนของเธอมันเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้วว่าอยู่โรงเรียนอะไร มาริสาคิดได้แบบนั้นก็ติดเข็มตรากลับที่ที่อกเหมือนเดิม เดินออกไปนอกโรงเรียน...
“มาริสาอีกแล้วเหรอ” เสียงผอบจันทน์กล่าวขึ้นก่อนที่กันยาจะหันตามมามองที่รุ่นพี่ของเธออย่างสนใจ ผอบจันทน์มองสีหน้าของกันยาก็พอจะอ่านสีหน้าออก ก่อนเก็บโทรศัพท์วางลงบนโต๊ะน้ำชาตัวหรู “อยากรู้เหรอว่าเด็กคนนั้นก่อนเรื่องอะไรอีก?”
“ค่ะ” กันยากล่าว “หวังว่าคงไม่ได้ก่อเรื่องอะไรร้ายแรง” กันยาพยายามตีความหมายจากสีหน้าของผอบจันทน์ที่ดูไม่แปลกใจอะไรนัก
“เดินออกนอกโรงเรียนไป หรือว่าจะคิดได้เองกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน แต่จากที่เธอบอกฉัน เด็กคนนั้นเองฐานะก็ใช่ว่าธรรมดา มีคุณแม่คุมกิจการร้านอาหารทั่วประเทศ ทั่งผลิตวัตถุดิบออกนอกประเทศด้วย แต่ทำไมทำตัวติดดินขนาดนี้”
“ก็เด็กดื้อธรรมดานั้นละคะ ถ้ามองจากการที่เธอจะให้รถมารับมาส่งก็ได้แต่ไม่ยอมทำ” กันยาเสริม
“สนใจดูแลเด็กดื้อไหมกันยา” ผอบจันทน์ ถามขึ้น กันยานิ่งเงียบไป ประธานนักเรียนคนสวยจึงกล่าวต่อ “พี่มั่นใจนะว่าต่อไปเด็กคนนี้ก็คงจะมีปัญหากับรุ่นพี่คนอื่นๆอีก นับว่าดีแล้วที่วันนี้ฉันเป็นคนเตือนเด็กนั้นเรื่องการแต่งตัวเอง ถ้าคนอื่นมาเจอเข้าฉันเดาไม่ถูกว่าเด็กคนนั้นจะเถียงอะไรหรือเปล่า”
“พี่กำลังจะบอกอะไรกับหนูหรือเปล่าคะ”
“ถ้ามีปัญหามากๆ ฉันก็ต้องทำตามกฎละนะ”
“ถ้าพี่ผอบจันทน์จะประกาศให้เด็กคนนั้นพ้นสภาพการยอมรับจากคณะกรรมการนักเรียน หนูคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ขึ้นกับฝ่ายไหนเลยนะคะ และมันจะเป็นปัญหากับตัวของมาริสาเองด้วย”
“แบบนั้นต้องรอให้เด็กนั้นลาออกไปเองเหรอ เด็กดื้อขนาดนั้นนะเหรอจะยอมแพ้ จะว่าไปก็เหมือนเธอนั้นละกันยา เป็นประเภทยอมหักไม่ยอมงอ ให้อยู่ในสภาพที่คณะกรรมการนักเรียนไม่ยอมรับ เด็กนั้นก็ยังอยู่”
“หนูไม่ได้ยอมหักไม่ยอมงอนะคะพี่ผอบจันทน์ ตัวพี่เองก็น่าจะทราบนะคะ” กันยากล่าวเสียงเรียบ “ใกล้จบโฮมรูมแล้ว หนูขออนุญาตกลับเข้าไปเรียนก่อนนะคะพี่ผอบจันทน์”
“ตามสบาย เดี๋ยวพี่ก็ต้องไปเหมือนกัน แล้วก็...กันยา ประชุมคณะกรรมการนักเรียนตอนเย็นก็ปล่อยเรื่องงบไปบ้างเล็กๆน้อย อย่าเข้มขันมากนักนะ เธอแทบจะโดนปล่อยให้โดดเดี่ยวอยู่แล้วนะ การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่มันก็เป็นหลักสูตรหนึ่งของการใช้ชีวิตมนุษย์เหมือนกันนะกันยา”
“หนูไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับใครนะคะพี่ผอบจันทน์ แต่ในฐานะโซลเมทของรุ่นพี่นันธิดา หนูก็ต้องทำหน้าทีฝ่ายตรวจสอบให้ดีที่สุด” กันยากล่าวเสียงเรียบ แต่แววตาและสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหนักแน่น ผอบจันทน์ถอนหายใจ
“เธอเพิ่ง ม.๕ เองนะกันยา ปีนี้ก็ปีสุดท้ายสำหรับพี่ เทอมสองพี่ก็ไม่ได้เป็นประธานนักเรียนแล้ว มันไม่เลวร้ายอะไรนักหรอกงบที่พวกชมรมต่างๆขอกันมา ปล่อยผ่านๆไปก็จบ ดีกว่าที่เธอจะโดนทุกคนมองเป็นศัตรูนะ”
“หนูไม่ได้ทำไปเพราะแกล้งใครค่ะพี่ผอบจันทน์” กันยาตอบผอบจันทน์ถอนหายใจไม่มีอะไรจะกล่าวต่อ...
มาริสาดูนาฬิกาที่ข้อมืออีกครั้งก่อนรีบเดินออกจากบ้าน หลังจากที่กลับมาเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าแล้ว เธอน่าจะกลับเข้าไปโรงเรียนทันคาบเรียนที่สอง เสื้อคลุมถูกสวมทับชุดนักเรียนแต่เมื่อเลื่อนประตูเหล็กหน้าบ้านออกกลับพบรถนอกสีน้ำเงินที่คุ้นตาจอดอยู่ เมื่อดูป้ายทะเบียนเธอก็คุ้นว่าเป็นรถที่มารับส่งพี่กันยา สารถีผมดอกเลาในชุดขาวสะอาดตาเดินเข้ามาต่อหน้าเธอ แม้จะดูชราแต่ก็ยังคงเดินเหินได้อย่างแข็งแรง
“คุณหนูมาริสาคุณหนูกันยาให้ผมมารับคุณหนูไปโรงเรียนครับ” ชายชราผู้นั้นกล่าวพร้อมส่งโทรศัพท์ในมือให้กับมาริสา เด็กสาวรับโทรศัพท์ ไม่กล้าคิดว่าใครรออยู่ในสาย
“สวัสดีค่ะ”
“ขึ้นรถมาโรงเรียนเลยนะมาริสา”
“คือว่า...” มาริสาอดรู้สึกไม่ได้ว่าอย่างไรก็ไม่อยากเป็นบุญคุณกับรุ่นพี่ในโรงเรียนนี้เท่าไรนัก แต่ไม่ทันจะปฏิเสธออกมากันยาก็พูดขึ้น
“ขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่าเธอแบกรับชื่อเสียงของกมุทะรัตน์อยู่ ในเมื่อเธอเองไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงของโรงเรียน ฉันซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องไม่ใช่หรืออย่างไร ฉันไม่อยากเห็นเธอทำอะไรให้ขายหน้ามากกว่านี้อีกแล้วเข้าใจไหมมาริสา” กันยากล่าวน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ทุกคำพูดชัดเจนแทบไม่ต้องการคำอธิบาย มาริสาโมโหจะเอ่ยปากโต้เถียงก็ฉุดคิดอีกว่าคงไม่วายโดนตอกกลับว่าเป็นเด็กไม่ยอมโต มาริสาพับโทรศัพท์ปิดส่งให้คนขับรถของรุ่นพี่เธออย่างเรียบร้อย
“รบกวนด้วยนะคะคุณลุง” มาริสายิ้มให้ แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยชอบผู้ชายเท่าไรแต่สำหรับคนชราแล้วมาริสามักจะมองอีกอย่างหนึ่ง
เกตุมณีแนะนำให้มาริสาตรวจสองข้อมูลของตัวเองโดยการเชื่อต่อเข้ามาในระบบของโรงเรียนผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อดูเวลาเรียนที่ขาดไปและกำหนดการต่างๆรวมถึงคะแนนความประพฤติ และบันทึกพฤติกรรมเมื่อเห็นตรงนี้ทำให้มาริสาเริ่มเข้าใจว่าทำไมในแต่ละวันเธอมักจะโดนเตือน หนึ่งครั้ง โดยไม่มีรุ่นพี่คนอื่นมาเตือนซ้ำ เพราะข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ใครก็สามารถดูได้ ถ้าวันนั้นเธอโดนเตือนแล้วก็จะไม่มีใครมายุ่งกับเธออีก ข้อความในกรอบแดงที่ยาวลงมาหลายหน้าทำให้มาริสาปิดหน้าจอหนี
“ทำไมฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่าฉันโดนประจานอยู่ตลอดเวลา” มาริสากล่าวน้ำเสียงแสดงความเดือดร้อนจนน่าสงสาร
“แต่ว่าโทษมาสายไม่โดนบันทึกไว้นะคะ”
“ดูเหมือนว่าพี่ผอบจันทน์จะอนุญาตให้ฉันออกไปนอกโรงเรียน” มาริสาพูดอย่างลำบากใจ เธอยังไม่เล่าถึงการที่กันยาให้รถมารับเธอถึงหน้าบ้านด้วยเพราะรู้สึกยังสับสนกับตัวรุ่นพี่อยู่ว่าคิดอย่างไรถึงมาใส่ใจเรื่องของเธอ มาริสารู้สึกได้เลยว่าการกระทำของกันยากำลังชักนำเธอตลอดเวลา เหมือนโดนอ่านออกหมดว่าจะต้องทำอย่างไรเธอถึงจะยอมทำตามที่กันยาต้องการ
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะคุณมาริสาสีหน้าเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ” เกตุมณีถามขึ้นมาริสารีบหันมาปฏิเสธทันที
“เปล่าหรอก ไม่ค่อยเข้าใจว่า ฉันถูกจัดอยู่ในฐานะไหนกันแน่เท่านั้นเอง”
“ฐานะ?”
“ตัวปัญหาของโรงเรียน จุดด่างของกมุทะรัตน์ หรือ ขยะมีพิษ” มาริสายกตัวเลือกมาหลายอย่าง เกตุมณีได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบเพื่อนสาว
“ถ้าเรื่องแบบนี้เค้าแบ่งเป็นดอกบัว ๔ เหล่านะคะ”
“อ๋อ” มาริสาพยักหน้ารับ “นึกภาพออกเลยว่าพวกพี่ให้ฉันอยู่ตรงไหน” มาริสาตัดพ้อ เกตุมณีเหมือนจะพูดแต่ก็ตัดใจไม่พูดอะไรอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่มาริสาก็รู้สึกตัวได้ทันที
“มีอะไรหรือเปล่า?”
“คืออยากจะเตือนว่าอย่าเข้าไปในสวนป่าเลยนะคะ เพราะเคยมีคนหายตัวไปเป็นประจำและรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในป่า”
“เป็นเรื่องจริงเหรอ?”...
คนที่มีประสบการณ์หายตัวไปต่างก็บอกเล่าให้ฟังว่าทุกสิ่งที่เกิดภายในป่าจะลืมไปหมด พอรู้สึกตัวอีกทีกลับกลายเป็นว่ากำลังเดินออกมาจากป่า พร้อมกับเวลาที่หายไปหลายชั่วโมง ซึ่งก่อนหน้านี้มาริสาอ่านผ่านในวารสารของโรงเรียนพบว่าบางคนเห็นปิศาจไร้หน้าใบชุดผ้าคลุมสีดำลอยไปมาในป่า แต่ลองพิจารณ์ดูแล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงเมื่อพี่กันยาก็เข้าไปในส่วนป่าแห่งนั้นน่าจะเป็นประจำ
มาริสารวบช้อนส้อมก่อนลุกขึ้นยกจานไปเก็บจากโต๊ะทานข้าว โรงอาหารที่นี้แตกต่างกับโรงอาหารที่โรงเรียนเก่าเธอที่มักจะเป็นโต๊ะยาวนั่งได้หลายคนแต่ที่โรงเรียนนี้จะเป็นโต๊ะสีเหลี่ยมที่นั่งพร้อมกันได้สี่คน มาริสามักจะนั่งทานคนเดียวเสมอ ส่วนเกตุมณีจะโดนเพื่อนในห้องกลุ่มอื่นพากันไปทานด้วย เรื่องนี้ทำให้มาริสาเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ถึงเกตุมณีจะมาสนิทสนมกับเธอแต่ก็ใช่ว่าคนอื่นจะรังเกียจเพื่อนของเธอไปด้วยเพราะบ้านของเธอมีกิจการโรงแรมขนาดใหญ่ ที่ถือว่าเป็นคอนเน็กชั่นที่เย้ายวนมากสำหรับเจ้าของกิจการหลายๆอย่าง
นี่อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาคนที่เข้ามาเรียนที่นี่ยอมมีจุดประสงค์เรื่องนี้อยู่แล้ว และมันกลายเป็นตัววัดคุณภาพในการน่าคบหาของแต่ละคน มาริสาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อมูลของตัวเองก่อนจะห่อไหล่ลงด้วยสีหน้างงงวย แม่ของเธอเขียนลงไปในใบสมัครเพียงบอกว่า อาชีพรับจ้าง และรายละเอียดของงานว่าเป็นพนักงานขายอาหาร มาริสาเดาความคิดของแม่เธอไม่ถูกนักทั้งที่ดูแม่เธอทราบธรรมเนียมในโรงเรียนนี้เป็นอย่างดีแต่กลับจงใจเขียนข้อมูลแบบนี้
พอทราบเรื่องราวธรรมเนียมเหล่านี้ในโรงเรียน มาริสาก็ไม่แปลกใจที่เธอต้องมานั่งทานข้าวคนเดียว บวกกับรายการเตือนยาวเหยียดจากรุ่นพี่ ใครคบกับเธอไม่ใช่แค่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่านั้น อาจจะหาเรื่องเดือดร้อนมาสู่ตัวเองด้วยซ้ำไป
มาริสาเริ่มเห็นภาพอะไรชัดเจนขึ้น โรงเรียนนี้ไม่เหมาะกับตัวเธอจริงๆ เธอเริ่มคิดถึงเหตุการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้น สามปีที่ต้องเรียนชั้น ม.ปลาย เธอจะต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อก็คงจะไม่ไหว เพราะเป็นสังคมที่คิดเล็กคิดน้อยชวนอึดอัดจนน่าอาเจียน...
จบตอนที่ 1
ตอนนี้เป็นการวางพล๊อตหลักของเรื่อง ที่พูดถึงตัวมาริสาที่เป็นเด็กผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างธรรมดา ต้องมาอยู่ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยคุณหนูที่ทั้งการใช้ชีวิตและขบวนการคิดแตกต่างกัน และ ดำเนินเรื่องอยู่บนธีมที่จะบอกว่าการแก้ปัญหาหากพยายามอย่างเต็มทีย่อมสำเร็จ
มีการเปิดตัวละครหลักของเรื่องซึ่งจริงๆควรจะน้อยกว่านี้ แต่อยากเน้นครอบครัวของมาริสาให้เห็นสภาพแวดล้อมของเธอ พร้อมกับสภาพในโรงเรียนกับสังคม ไม่แน่ใจนักว่าทำให้เรื่องดูอืดไปหรือเปล่า แต่พยายามจะนำเสนอไปพร้อมกับปัญหาที่มาริสาพบจะได้ไม่ดูอืดไปนัก
คิดว่าตอนแรกน่าจะเพียงพอสำหรับการวางพล๊อตรองของเรื่องที่จะเปิดในตอนต่อไป ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น ผู้เขียนต้องการยาแรงเชิญทุกท่านจัดแจงอย่าได้เกรงใจ ขอบพระคุณอีกครั้งครับ
พล๊อตที่เลื่อนลอย(ไร้จุดหมายหรือไม่มีพล๊อตหลักคุมเรื่อง) ไม่มีธีมในการนำเสนอ ตัวละครไร้ความชัดเจน(เดินเรื่องอย่างไม่มีทิศทาง) แสดงให้เห็นว่าตลอดมาผมเพียงคิดไปว่าตัวเองพอมีความสามารถในการเขียนนิยายอยู่บ้างให้น่าภูมิใจ แต่จริงๆแล้วไม่มีเลย
ครั้งแรกผมตั้งใจไว้ว่าจะเขียนให้จบแล้วจึงนำมาโพสทีเดียว เพราะคิดว่ามันน่าอายมากถ้าสุดท้ายมันก็ยังไม่สามารถจบลงได้อีก แต่พบว่าแต่ละตอนกว่าจะเขียนได้กินเวลามาก และความกรุณาจากผู้อ่านก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ผมเหมือนนักเขียนทุกคนที่อยากฟังความคิดเห็นหลังจากมีคนอ่านนิยายของตัวเอง เพื่อหาทางพัฒนางานต่อไป
สุดท้ายที่อยากจะกล่าวคือ แม้ว่านี่คือ FS แต่มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไป ความเป็นแฟนตาซีของเรื่องยังคงอยู่แต่จะไม่มีฉากของการต่อสู้อีกแล้ว และเป็นเพียงเรื่องสั้นขนาดยาวเท่านั้น
ฟลาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๑ โรงเรียนกมุทะรัตน์
โรงเรียนกมุทะรัตน์ เป็นโรงเรียนสตรีในระดับมัธยมปลายไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่ เป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานเกือบร้อยปี นักเรียนของโรงเรียนนี้ยังคงสวมใส่เครื่องแบบเดิม กล่าวคือ เสื้อเชิ้ตคอตั้งสีขาวเนื้อหนากำลังดี สวมคู่กับกระโปรงยาวสีดำพับจีบด้านหน้าและหลังข้างละสามจีบ ถุงเท้าขาวพับเหนือตาตุ่มสวมรองเท้าหนังสีดำขัดใหม่เอี่ยม อกด้านซ้ายประดับเข็มตราประจำโรงเรียนรูปดอกบัวบานเหนือบึงน้ำพิมพ์นูนอย่างสวยงามบนเหรียญโลหะสีเงิน
ลูกสาวของเหล่าผู้มีอันจะกิน วาณิช นักการเมือง อำมาตยา ข้าราชการ ต่างเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้เพื่อรักษาคอนเน็กชั่นทางธุรกิจ สร้างความสนิทสนมในและนอกวงตระกูล รวมถึงเป็นก้าวแรกสู่วงสังคม ไม่ว่าสิ่งดังกล่าวจะดีหรือร้ายอย่างไร นักเรียนของโรงเรียนกมุทะรัตน์เท่ากับมีป้ายตีตราผ่านการรับรองถึงความเป็นคุณหนูไปโดยปริยาย
รถประจำทางที่แน่นเอียด ยังเป็นทางออกที่ดีสำหรับการเดินทางภายในเมือง นอกเหนือจากรถไฟฟ้าใต้ดินที่วิ่งเฉพาะเส้นทางสายหลัก ทันทีที่ประตูรถโดยสารเปิดออก มือเล็กๆของเด็กสาวเป็นสิ่งแรกที่แหวกนำทางออกมาจากกลุ่มคนที่อัดแน่นอยู่เหนือบันใดก่อนศีรษะจะหลุดตามออกมา เธอต้องใช้มือกลับมาจับแว่นตาของเธอให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะรวบรวมแรงอีกครั้งที่จะกระโดดลงมาจากรถประจำทางที่อัดแน่นพร้อมกับกระเป๋านักเรียน
นี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับเธอ แม้ว่าเธอจะขึ้นรถได้นั่งมาตั้งแต่ต้นสาย แต่เมื่อแล่นผ่านเขตที่อยู่อาศัยด้านใน จำนวนผู้โดยสารก็จะเพิ่มจนสุดท้ายไม่มีที่จะเบียดอีกแล้ว รถเมล์ก็จะขับไปโดยไม่จอดรถรับผู้โดยสาร จนกว่าจะมีคนส่งสัญญาณของให้หยุดรถ ป้ายหน้าโรงเรียนกมุทะรัตน์เป็นป้ายแรกก่อนที่รถจะวิ่งเข้าเขตธุรกิจ
เด็กสาวมองสภาพของตัวเองจัดเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยให้เข้าที่เข้าทาง ใช้มือปัดตบเล็กน้อย ผมเผ้าใช้วิธีสะบัดศีรษะพลางใช้นิ้วมือสางผมสั้นปะบ่า พอคิดว่าน่าจะเรียบร้อยแล้ว ก็จับกระเป๋านักเรียนเดินเข้าซอยโรงเรียนไป
“คุณมาริสาสวัสดีคะ” เสียงหนึ่งเรียกเธอจากทางซ้ายมือ มาริสาหันไปก่อนยิ้มให้อย่างดีใจ เมื่อพบกับเพื่อนของเธอที่กำลังก้าวลงมาจากรถโดยสารส่วนตัว
“เกตุมณี แปลกนะวันนี้มาถึงโรงเรียนพร้อมกับฉันได้ ปรกติพอขึ้นห้องเรียน ต้องเห็นกระเป๋าเธอมาถึงก่อนทุกครั้ง” เด็กสาวทักทาย เกตุมณียิ้มตอบพลางลงจากรถปิดประตูอย่างเรียบร้อยและค่อยเดินเข้ามาหา เธอเป็นเด็กสาวหน้าตาดีที่ตัวเล็กกว่ามาริสาเล็กน้อย ผมหน้าม้าสั้นปิดติ่งหูเปิดดวงตากลมโตแจ๋วแหววให้ดูโดดเด่น คู่กันไปกับรอยยิ้มที่สดใสเสมอ มาริสาค่อยเดินนำไปอย่างช้าๆรอเพื่อนร่วมห้องที่กำลังตามมา
“ตื่นสายนิดหน่อยค่ะ แล้วคุณมาริสามาเวลานี้เป็นประจำหรือเปล่าคะ?” เกตุมณีถามขึ้น มาริสาพยักหน้ารับทันที
“อือ รถเมล์ออกจากอู่เจ็ดโมงมาถึงนี้ก็ประมาณเจ็ดโมงยี่สิบนั้นละ”
“แบบนั้น...ถ้าดิฉันมาเวลานี้ก็จะได้เดินไปโรงเรียนพร้อมกับคุณมาริสาสินะคะ” เกตุมณีถามขึ้น มาริสาตอบ “อือ” พยักหน้ารับอย่างยินดี
“บวกลบไม่เกินสามนาทีหรอก แต่ว่าจะดีเหรอ ฉันมันแกะดำในโรงเรียนนะ ก็เข้าใจว่าเธอเป็นคนใจดี แต่ถ้ามาใจดีกับฉันมากๆ ตัวเธออาจจะเสียใจก็ได้”
“เสียใจ เหรอคะ?” เกตุมณีกล่าวอย่างเป็นคำถาม ใบหน้านั้นฉาบรอยยิ้มไร้ความกังวล ชวนให้มาริสารู้สึกฉงน
“อือ...ก็แทนที่จะได้เพื่อนดีๆ กลับต้องมาได้เพื่อนอย่างฉัน คนในโรงเรียนนี้เค้าต้องหาเพื่อนดีๆกันไม่ใช่เหรอ”
“เพื่อนดีๆ ก็คุณมาริสายังไงคะเพื่อนดีๆ” เกตุมณีกล่าวแววตาใสซื่อ เล่นเอามาริสาปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อโดนยอซึ่งหน้า
“เหอๆ คิดแบบนั้นท่าจะแย่แล้วนะเธอนะ” มาริสากล่าวจากความรู้สึกอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง
“ดิฉันเชื่อในสายตา และความรู้สึกของดิฉันค่ะ” เธอทิ้งท้ายเช่นนั้น มาริสาเองกลับต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่ามีอะไรตรงไหนอย่างไร เกตุมณีเห็นท่าครุ่นคิดของเพื่อนสาวก็แอบอมยิ้มไม่ได้
ทั้งสองจะเดินเข้าไปในซอยโรงเรียนอย่างเงียบๆคู่กันไปพร้อมกับ ขบวนนักเรียนคนอื่นๆที่เดินตามกันไป นี่เป็นภาพชินตาของคนแถวนี้ที่มักจะเห็นนักเรียนโรงเรียนกมุทะรัตน์เดินด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกันอย่างช้าๆเข้าไปในซอยจนถึงประตูโรงเรียนเป็นระยะทางกว่าร้อยห้าสิบเมตร แม้ไม่ได้เรียงเป็นแถวอย่างสวยงามแต่การเคลื่อนที่อย่างนั้นก็สร้างความเป็นระเบียบให้เห็น เป็นเส้นทางเหล่านักเรียนหญิงที่พร้อมไปด้วยความสมบูรณ์แบบ โดยมีเด็กสาวคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำที่อยู่ในฝูงแกะขาว...
*************
<โรงเรียนนี้แตกต่างกับโรงเรียนอื่นหลายอย่าง ที่นี่ไม่มีสนามกีฬา ไม่มีวิชาพละศึกษา เวลาเหล่านั้นถูกยกให้กับกิจกรรมชมรม ที่นี่ไม่มีอาจารย์ปกครอง เพราะนักเรียนจะปกครองกันเอง บางทีมาริสากลับรู้สึกว่า ผู้ใหญ่ที่เธอคิดมาเสมอว่าไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของวัยรุ่น อาจจะรับมือง่ายกว่าคณะกรรมการนักเรียนที่มีอำนาจประหนึ่งเด็กถือปืน
สิ่งหนึ่งที่มาริสาต้องเผชิญหน้าเป็นประจำคือเหล่าคณะกรรมการนักเรียนที่ยืนตรวจหน้าประตูทางเข้าโรงเรียน และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือเธอถูกตักเตือนด้วยความผิดเพียงแค่เสื้อเธอยับ มาริสารู้สึกว่านี่เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องที่เกิดทุกวันนี่ละที่ทำให้คณะกรรมการนักเรียนสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูต้องส่ายศีรษะอย่างเบื่อหน่าย
“พอกันทีพวกฉันเองหมดปัญญาที่จะพูดให้เธอเข้าใจแล้วมาริสา” หนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนกล่าวอย่างมีอารมณ์
“ก็หนูบอกว่าหนูขึ้นรถเมล์มา แล้วจะไม่ให้เสื้อยับได้ยังไงค่ะ” มาริสาเถียงเช่นทุกวันที่ผ่านมา สีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของเด็กสาวยั่วโมโหรุ่นพี่ที่ดูภายนอกเยือกเย็นให้แสดงออกทางสาตา
“ให้รุ่นพี่คุยเองเถอะ มาริสาตามฉันมา” รุ่นพี่ในคณะกรรมการนักเรียนอีกคนกล่าวพร้อมเดินนำไป มาริสาทำหน้ามุ่ยที่ต้องแยกจากเพื่อนของเธอ
“พี่จะพาหนูไปไหนคะ?” มาริสาถาม
“คณะกรรมการนักเรียน” รุ่นพี่ที่เดินนำเธอหันมาตอบก่อนที่มาริสาจะยอมเดินตามไป ตามถนนเลียบทางเดินข้างกำแพงของโรงเรียน สู่เรื่องไม้ชั้นเดียวที่ปลูกแยกออกมาด้านหลังห่างไกลพอสมควรกับตึกเรียน ป้ายไม้ขนาดเล็กน่ารักเขียนแนะนำสถานที่สลักลงไปบนเนื้อไม้อย่างบรรจงว่า เรือนดอกมะลิ
ดอกมะลิที่ปลูกอยู่โดยรอบเรือนไม้ชั้นเดียวส่งกลิ่นหอมหวาน มาริสาถูกส่งเข้าไปด้านในโดยรุ่นพี่ที่มาส่งเธอ สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าอย่างถนัดตาเธอในเวลานั้นกลับเป็นโต๊ะชุดน้ำชา กล่าวคือเก้าอี้หนึ่งตัวกับโต๊ะหนึ่งตัวประกอบขึ้นจากโลหะดูบอบบางแต่หรูหรา
“เธอคือมาริสา” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับที่เด็กสาวหันไปทางต้นเสียง พบกับรุ่นพี่ชั้นปีสุดท้ายบนอกประดับเข็มเหรียญตราประจำโรงเรียนสีทองต่างกับนักเรียนทั่วไปที่จะประดับเหรียญสีเงิน
“ค่ะ” เด็กสาวตอบรับ รุ่นพี่คนนั้นขยับแว่นสายตาดันขึ้นเล็กน้อย ค่อยเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ชุดโต๊ะน้ำชาอย่างเรียบร้อย เพียงแค่การเคลื่อนไหวก็ทำให้เด็กสาวรู้สึกตึกเครียดขึ้นมาก่อนจะมีรุ่นพีผมหยักศกอีกคน ยกถาดสีเงินนำกาน้ำชาเซรามิกสีขาวลวดลายดอกไม้หลากสีจัดเรียงดูดีเดินขอบด้วยสีทอง พร้อมด้วยถ้วยน้ำชาเข้าชุด
ถ้วยน้ำชาถูกตั้งลงบนโต๊ะเป็นอันดับแรก ก่อนที่รุ่นพี่คนนั้นค่อยจับกาน้ำชาประคองด้วยสองมือรินของเหลวสีอำพันใสส่งกลิ่นหอมมะลิม้วนตัวลงในถ้วย
“พอแล้วขอบใจมากจ๊ะกันยา” รุ่นพี่คนที่นั่งกล่าวทั้งที่สายตายังมองเด็กสาวเบื้องหน้า ในขณะที่รุ่นพี่ผมหยักศกผู้ช่วยรินน้ำชาเมื่อครู่ตอบรับก่อนวางกาน้ำชาทิ้งไว้และเดินถือถาดสีเงินหลบไปด้านหลัง
“ได้ยินว่าตั้งแต่เปิดเทอมมาเธอโดนเตือนเรื่องของการแต่งตัวทุกวันเลยใช่มั๊ยมาริสา” รุ่นพี่ผมยาวเหยียดตรงสีดำขลับกล่าวด้วยน้ำเสียงฟังดูเป็นมิตร เธอใช้สองมือประคองถ้วยชาและจานรองขึ้นมาจากโต๊ะ ริมฝีปากเรียวบางจออยู่ปากถ้วยจิบน้ำชาพร้อมสัมผัสกลิ่นหอม สีหน้าดูมีความสุข
“ค่ะ แต่ว่าหนูขึ้นรถเมล์มานี่คะ ถ้าจะไม่ให้ยับมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ” มาริสาโต้แย้ง รุ่นพี่คนนั้นละสายตาจากชาในถ้วยขึ้นมาดูเธอเล็กน้อย การนั่งตัวตรงยิ้มให้รุ่นน้องอย่างเยือกเย็นนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ขัดแย้งกับน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตร
“เธอไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเรียนที่นี้ใช่ไหม เพียงบังเอิญว่าใกล้บ้านก็เลยเลือกสอบเข้ามาเรียน” รุ่นพี่กล่าวเสียงหวาน
“ตั้งใจสิคะ”
“เหตุผลละ”
“เพราะเป็นโรงเรียนสตรี” มาริสาตอบ รุ่นพี่พยักหน้ารับฟังเปลี่ยนท่าทีเป็นสนใจขึ้นมาทันที
“เธอเป็นเลสเบี้ยนแบบนั้นเหรอ”
“ไม่ใช่เลยค่ะ” มาริสารีบปฏิเสธทั้งน้ำเสียงและสีหน้า
“ไม่แบบนั้นก็เกลียดผู้ชาย” มาริสาเงียบเมื่อได้ฟัง
“ฉันก็คิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเธอไม่ได้มีจุดประสงค์เข้ามาโรงเรียนนี้เพื่อการเรียนรู้และเข้าสังคม เพราะขืนทำตัวแบบนี้คงไม่มีใครกล้าจะคบกับเธอหรือให้เธอเข้ากลุ่มหรอกนะมาริสา” สิ่งที่รุ่นพี่พูดแทงใจดำเธอเข้าอย่างจัง จนเด็กสาวขมวดคิ้วแสดงออกทางสีหน้า
“หนูก็ไม่คิดจะคบกับคนที่ตัดสินหนูเพียงแค่การมองภายนอกเท่านั้นหรอกคะ” มาริสาโต้แย้ง
“ไม่เป็นผู้ใหญ่เลยนะ” รุ่นพี่กล่าวน้ำเสียงแฝงด้วยความขบขัน
“ไม่เป็นก็ไม่เป็นสิคะ หนูก็พยายามจะชี้แจงเหตุผลให้ฟังแล้วว่าหนูต้องขึ้นรถเมล์มา พวกพี่ไม่เคยขึ้นรถเมล์ เช้าก็มีคนมารับมาส่งไปโรงเรียนจะเข้าใจอะไรละคะ” มาริสาร่ายต่อ
“อือก็น่าสนใจดีนะท่าทางของเธอนี่ เออ...แต่รู้ไหมถ้าเธอใช้กริยาแบบนี้ต่อไปในการพูดคุยกับรุ่นพี่คงอยู่โรงเรียนนี่ลำบาก อย่าว่าแต่โซเมทเลยแค่รุ่นพี่จะให้คำปรึกษาก็คงจะหาไม่ได้ และโครงสร้างทางสังคมของที่นี่ก็ต่างจากโรงเรียนทั่วๆไป ถ้าเธอศึกษามาสักนิดก่อนจะเข้ามาเรียนที่นี่ก็น่าจะเข้าใจว่าที่นี่ไม่น่าจะเหมาะกับเธอ”
“เหมาะหรือไม่หนูก็ถือว่าสอบผ่านเข้ามาได้แล้วด้วยความสามารถของหนู และอีกอย่าง...ไม่เห็นจำเป็นเลยไม่ใช่เหรอคะ ไม่ว่าจะเรื่องรุ่นพี่ให้คำปรึกษาหรือจะโซเมทอะไรนั้นก็ฟังดูน่าจะไปในแนวความสัมพันธ์ประหลาดๆ” สิ้นประโยคนี้มาริสารู้สึกทันทีว่าทุกสายตาหันมาจับจ้องเธอเหมือนกำลังจดจำหน้าตาไว้ โดยเฉพาะรุ่นพี่ผมหยักศกที่คอยรินชาให้รุ่นพี่คนที่นั่งแจกแจงอธิบายเรื่องราวความเหมาะสมของเธอกับโรงเรียนอยู่นั้น กำลังมองเธอด้วยสายตาที่เย็นชา
“ความสัมพันธ์ประหลาดๆเหรอ?” กันยากล่าวเหมือนต้องการคำอธิบาย รุ่นพีผมยาวที่นั่งอยู่บนเกาอี้ชุดน้ำชายกมือขึ้นคล้ายห้ามปรามก่อนยิ้มกริ่มอย่างพอใจ
“ถ้ามองจากสายตาคนที่ไม่เคยศึกษาเรื่องของโรงเรียนนี้...มันก็จริงนะ พวกที่เป็นโซเมทกันได้ ก็มักจะเป็นคนรักกันทั้งนั้น ส่วนรุ่นพี่ให้คำปรึกษา ส่วนใหญ่...ก็ไม่พ้นมีความสัมพันธ์ทางร่างกายกันครั้งสองครั้งกับรุ่นน้องที่ให้คำปรึกษา” รุ่นพี่คนสวยกล่าวจบก็ยกน้ำชาขึ้นจิบสีหน้าอิ่มเอิบอย่างประหลาด มาริสาได้ฟังสิ่งเหล่านั้นก็เงียบลงไปเพราะไม่คิดว่าสิ่งที่เธอคาดคิดไว้เป็นความจริง และยิงกว่านั้นคือเธอรู้สึกได้ว่ารุ่นพี่ที่กำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์นั้นกำลังโกรธเธอ
“ทำเรื่องย้ายโรงเรียนไหมเดี๋ยวฉันจัดการให้” รุ่นพี่คนสวยสรุปพลางวางน้ำชาลงโต๊ะอย่างใจเย็น มาริสารู้สึกได้เลยที่เธอคิดไว้ไม่ผิดแม้แต่น้อย การปรับท่าทีลงเป็นสิ่งจำเป็น
“แถวนี้ไม่มีโรงเรียนสตรีที่อื่นอีกแล้วค่ะ จะมีก็เป็นโรงเรียนกินนอนซึ่งหนูมีความจำเป็นบางอย่างที่ไม่สามารถอยู่หอพักได้” มาริสาอธิบาย
“แบบนั้นเธอเองก็ไม่มีทางเลือกไม่ใช่เหรอที่ต้องอยู่โรงเรียนนี้ เธอคิดเห็นอย่างไรกับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมาริสา”
“หนูว่าถ้าพวกรุ่นพี่มีเหตุผล และพยายามเข้าใจสักหน่อย ก็จะเห็นว่าสภาพของหนูก็ไม่เลวร้ายอะไรอย่างที่กำลังทำให้มันดูเป็นเรื่องใหญ่โตนี้ หนูอาจจะไม่ได้อัดกลีบเสื้อจนคม ลงแป้งจนชุดแข็งโป๊กเป็นทรงตลอดทั้งวัน แต่มันก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ปรกติที่ใส่กันไม่ได้มอมแมมหรือดูไมได้อะไรแบบนั้น”
“แบบนั้นเหรอ?” รุ่นพี่คนสวยยิ้มรับคำแย้งของเด็กสาว “ความแตกต่างของเธอชัดเจนเกินไปมาริสา ในหมู่ดอกไม้ที่ถูกเฝ้าบำรุงมาอย่างทะนุถนอม วันหนึ่งทั้งหมดถูกจัดเรียงอยู่บนแจกันเพื่อประดับตกแต่งให้กับงานเลี้ยงของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ หากเธอเป็นคนจัดแจกันดอกไม้นั้น ลองคิดดูสิว่าหากมีดอกหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์ปักแซมอยู่ เธอจะทำอย่างไรกับดอกไม้ดอกนั้น” สิ่งที่รุ่นพี่ยกขึ้นเป็นคำถามยากที่มาริสาจะโต้เถียง เด็กสาวยืนนิ่งเงียบไป รุ่นพี่ที่นั่งอยู่บนชุดน้ำชาตัวสวยจึงกล่าวต่อ “สำหรับคนจัดดอกไม้และคนชมดอกไม้ สิ่งที่เขาสนใจความความสวยงามของมัน ถูกหรือเปล่ามาริสา”
“ถูกค่ะ” มาริสาตอบ “แต่สำหรับมนุษย์คุณค่าไม่ได้อยู่เพียงแค่ความหรูหราภายนอก หรือหน้าตาที่สวยงาม แต่มันมีสิ่งอื่นอีกไม่ใช่เหรอคะ” มาริสาย้อนถามรุ่นพี่คนสวยที่นั่งหลังตรงอยู่เบื้องหน้าเธอให้เป็นคนตอบ รุ่นพี่คนนั้นพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเล็กน้อย
“คาบแรกวันนี้เธอเรียนวิชาอะไรมาริสา”
“ภาษาฝรั่งเศสค่ะ”
“ภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรม” รุ่นพี่คนสวยพูดเสริม ก่อนร่ายยาว
“เวลาเรามีค่อนข้างจำกัดเพราะใกล้เวลาเข้าแถวแล้ว ฉันจะตอบคำถามของเธอโดยสรุปนะมาริสา ความภูมิใจของมนุษย์เราหากเป็นผู้หญิงคงจะพูดได้ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นความภูมิใจอันดับแรก อันดับที่สองฐานะครอบครัววงศ์ตระกูล หากทั้งสองอันดับพลาดไปเพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้ก็ยังมีเรื่องของสามารถที่จะทำให้เราภูมิใจในตัวเองได้ หากย่ำแย่จริงๆแล้วเกิดเป็นคนไรความสามารถ ก็ยังทำความดียึดมั่นในการปฏิบัติชอบสร้างความภูมิใจให้กับตนเอง อนึ่ง...ดอกไม้ที่เราจะคัดเลือกปักลงบนแจกกันนั้นก็ต้องดูความสวยงามสมบูรณ์ มนุษย์ก็ต้องมีสิ่งที่บ่งบอกความสวยงามสมบูรณ์ นั้นก็คือสี่ข้อที่ฉันได้อธิบายเธอไปแล้ว” การอธิบายของรุ่นพี่ กล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจนมีจังหวะหนักแน่นนั้นยากที่มาริสาจะโต้แย้ง ได้แต่พยักหน้า
“ค่ะ” มาริสากล่าวในที่สุด
“ตัวเธอเป็นดอกไม้ที่สวยงามพอจะประดับแจกันแล้วหรือยังมาริสา” บทสรุปทำให้เด็กสาวเหมือนโดนตบหน้าอย่างแรง
“ลองปรับปรุงตัวดูนะมาริสา อย่างน้อยสิ่งที่ทุกคนเห็นจากดอกไม้คือสีสันขนาดรูปร่าง ก่อนที่จะเข้าไปใกล้เพื่อสูดกลิ่นหรือดื่มด่ำไปกับความงามอย่างใกล้ชิด” เสียงสัญญาณเตรียมตัวเข้าแถวดังขึ้นพร้อมลงพอดีกับสิ่งที่รุ่นพี่คนสวยกล่าวเหมือนกะเวลาไว้แล้วแต่ต้น...
*************
“ช่างเหมือนกับใครคนหนึ่งที่ฉันรู้จัก” รุ่นพี่คนสวยยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบก่อนดื่มมันจดหมด หลังจากมาริสาเดินออกไปจากเรือนดอกมะลิ
“ไม่เหมือนหรอกคะ” เด็กสาวผู้ไว้ผมยาวหยักศกปล่อยยามตามธรรมชาติที่ยืนอยู่ด้านหลังกล่าวขึ้น แสงความคิดเห็นขัดแย้ง
“เห็นไหมเธอเองก็ยังว่าเหมือนเลยกันยา” รุ่นพี่กล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ
“ก็แต่เด็กดื้อธรรมดามากกว่าค่ะ แต่ว่า พี่ผอบจันทน์พูดแบบนั้นตบหน้าเธอไม่แรงไปเหรอคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก เด็กดื้อๆแบบนั้นฉันอยากจะจับตีก้นเสียเลยด้วยซ้ำไป” รุ่นพี่คนสวยกล่าวพลางหันมายิ้มให้กับรุ่นน้องผมหยักศกด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
“ถ้าเด็กคนนั้นทำไม่ได้ ละคะ พี่จะทำอย่างไร”
“ก็อย่างที่เธอเดาเอาไว้ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นมาริสาก็น่าจะเข้าใจแล้วว่าเธอไม่เหมาะกับโรงเรียนนี้หรอก”...
*************
“พี่คนที่ไว้ผมยากถึงกลางหลัง สวมแว่นทรงสีเหลี่ยม น่ะเหรอคะ” เกตุมณีทวนสิ่งที่มาริสาเล่า
“หน้าตาดูเจ้าชู้หน่อยๆด้วย” มาริสาเสริม
“คนนั้นก็พี่ผอบจันทน์ไงคะ คนที่เป็นประธานนักเรียนของพวกเรา” เกตุมณีกล่าวขึ้นหลังจากประกอบสิ่งที่มาริสาเล่าให้ฟังเป็นรูปเป็นร่างในช่วงพักเที่ยง มาริสาทำหน้างงอยู่เล็กน้อยเหมือนนึกไม่ออก เพื่อนสาวต้องรีบอธิบายต่อ
“ก็วันปฐมนิเทศพี่ผอบจันทน์ก็ขึ้นพูดบนเวทีไงคะ”
“อ๋อ...วันนั้นคอนแทคเลนส์หล่นหายเลยมองเห็นใครไม่ชัดสักคน ก็ถึงว่าน้ำเสียงคุ้นจัง” มาริสาคิดเล็กน้อยก่อนถอนหายใจออกมา “ประธานนักเรียน ก็มีอำนาจสั่งการอะไรได้หลายอย่างสินะ”
“ค่ะ แล้วพี่ผอบจันทน์ยื่นคำขาดอะไรไว้หรือเปล่าคะ?” เกตุมณีถามอย่างสนใจ
“ไม่รู้ว่าเป็นคำขาดหรือเปล่า สรุปตอนท้ายว่าให้ปรับปรุงตัว แต่แกเจ็บแสบมากพูดไปพูดมากลายเป็นวกมาตบหน้าฉันชะเจ็บเลย” มาริสาคิดแล้วก็ยังอดโมโหไม่ได้เพราะไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้เลย
“ให้ดิฉันไปรับที่บ้านไหมคะคุณมาริสา” เกตุมณียื่นข้อเสนอ “จะได้มาโรงเรียนในสภาพที่เรียบร้อยหน่อย”
“ถ้าต้องใช้รถรับส่งฉันไม่เอาด้วยหรอก มันไม่เห็นจำเป็นเลยเด็กนักเรียนที่อื่นเข้าก็ไปโรงเรียนโดยรถเมล์ไม่ก็รถไฟฟ้ากันทั้งนั้น แล้วทำไมโรงเรียนนี้ต้องมาบ้าเจาะจง ให้ขึ้นรถส่วนตัวมาเพื่อเสื้อไม่ยับถึงจะเรียนหนังสือได้” มาริสายิ่งพูดยิ่งโมโห
“เธอจะมาโรงเรียนอย่างไรก็ไม่มีใครเค้ากำหนดอะไรหรอกนะ” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นจากด้านหลัง เด็กทั้งสองหันไปหาต้นเสียง เกตุมณียกมือไหว้ทันทีเมื่อเห็นรุ่นพี่ผมหยักศกเดินเข้ามาหา
“สวัสดีค่ะพี่กันยา” เด็กสาวกล่าว กันยายกมือรับไหว้เด็กสาวผมหน้าม้าตากลมโตบริสุทธิ์น่ารัก
“สวัสดีจ๊ะ” กันยากล่าวก่อนจะหันไปมองมาริสา เด็กสาวเหมือนจะรู้ตัวรีบยกมือไหว้รุ่นพี่เธอตามแบบเพื่อนสาว
“สวัสดีค่ะ”
“ไม่อยากไหว้ก็ไม่ต้องก็ได้นะ” กันยากล่าวตรงไปตรงมา มาริสาวางตัวไม่ถูกนัก เกตุมณีรีบแก้ไขสถานการณ์
“พี่กันยา เหมือนมีอะไรจะพูดคุยกับพวกหนูหรือเปล่าคะ” เด็กสาวกล่าวพลางยิ้มละมัยหวังแก้ไขสถานการณ์ที่ชวนอึดอัด
“อือ...อยากอธิบายในมาริสาฟังเท่านั้นเองว่าคณะกรรมการนักเรียนตักเตือนเรื่องการแต่งตัวให้เรียบร้อยเท่านั้นไมได้ห้ามให้เธอขึ้นรถเมล์มาโรงเรียน เธอจะมาโรงเรียนอย่างไรก็ได้แต่เมื่ออยู่ในชุดนักเรียนและติดเข็มแสดงตัวว่าเป็นนักเรียนของโรงเรียนกมุทะรัตน์ เธอต้องอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยสมบูรณ์เสมอ” กันยาอธิบายด้วยน้ำเสียงปรกติ แต่มาริสาฟังคำพวกนี้จนเบื่อทุกเช้าจากพวกคณะกรรมการนักเรียนอยู่แล้วจึงเริ่มพาล
“แล้วรุ่นพี่มีคำแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่าการพูดบ้างไหมคะ?” มาริสาดับเครื่องชน
“พวกคณะกรรมการนักเรียนจะมีเสื้อคลุมเป็นผ้าร่มสวมทับกับชุดนักเรียนอีกครั้ง เวลาจะเดินทางไปข้างนอกทั้งที่สวมชุดนักเรียน ฉันจะส่งกุญแจล๊อกเกอร์ให้เธอทางโทรศัพท์” กันยากล่าวน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนเดินผ่านไป มาริสาลำดับใจความอยู่พักหนึ่ง และหันหลังมองกันยาที่เดินผ่านไป เกตุมณีรีบขอบคุณแทนเพื่อนสาวโดยที่เจ้าตัวปากแข็งเกินกว่าที่จะกล่าว...
*************
ห้องล๊อกเกอร์เป็นห้องเล็กๆที่มีตู้ล๊อกเกอร์ทำจากไม้ตั้งติดกำแพงรอบห้อง มาริสาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดใช้กุญแจที่กันยาส่งมาให้ ประตูล๊อกเกอร์หนึ่งก็เปิดออก ภายในมีเสื้อคลุมพับอยู่ในถุงพลาสติกเหมือนไม่เคยถูกใช้งาน มาริสาหยิบมันออกมา ขยับแว่นขมวดคิ้วงามชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็เก็บมันไว้ที่เดิมก่อนปิดตู้ล๊อกเกอร์ เกตุมณีมองการกระทำของเพื่อนสาวอย่างไม่เข้าใจ มาริสารีบเดินนำออกมาทันทีหลังจากเห็นสีหน้าของเกตุมณีที่กำลังเอ่ยปากถาม
“ทำไมเหรอคะ?” เด็กสาวผมหน้าม้าตามเพื่อนสาวออกไปถามขึ้น
“ไม่ละ ฉันทำใจได้รับการช่วยเหลือไม่ได้ โดยเฉพาะกับพี่คนนี้ แค่เสื้อคลุมนั้นฉันคงหาเองได้ละ”
“พี่กันยาทำอะไรคุณมาริสาเหรอคะ” เกตุมณีอดสงสัยไม่ได้เพราะมาริสาไม่เคยเล่าเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับกันยาให้ฟัง เจ้าตัวเองก็ตอบไม่ออกว่าเพราะเห็นกันยาคอยรับใช้ รินน้ำชาให้ผอบจันทน์ที่เรือนดอกมะลิ จึงพาลเห็นรุ่นพี่คนนี้เป็นศัตรูไปด้วย
“ก็พี่คนนั้นก็เป็นคนของคณะกรรมการนักเรียนไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมเธอถึงรู้จักพี่คนนี้ด้วยหรือว่าจะเป็นรองประธานนักเรียน” มาริสาเดามั่ว
“พี่กันยาเป็นคณะกรรมการนักเรียนฝ่ายตรวจสอบค่ะ ส่วนเรื่องที่รู้จักพวกรุ่นพี่นั้นเป็นธรรมดาของนักเรียนที่นี่อยู่แล้วเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับรุ่นพี่ทั้งหลาย ซึ่งมันจะโยงไปถึงผลประโยชน์ในอนาคต” คำพูดของเกตุมณีทำให้มาริสารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะแบบนั้นมันก็ไม่ต่างกับการคบกันเพื่อผลประโยชน์ สีหน้าลำบากใจของมาริสา ทำให้เกตุมณีพอจะคาดเดาความคิดของเพื่อนเธอได้
“คุณมาริสารู้สึกไม่ค่อยดีสินะคะ พอได้ยินคำว่าผลประโยชน์?”
“แล้วเธอมาคบกับฉันแบบนี้จะดีเหรอ พวกคณะกรรมการนักเรียนดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบหน้าฉันเท่าไรนะ”
“รุ่นพี่ที่ฉันจำชื่อได้ก็มีแต่คนที่ฉันยอมรับเท่านั้นละคะ อย่างพี่กันยา นอกจากความสวยที่โดดเด่นจากคนอื่นแล้ว พี่กันยายังเป็นลูกสาวของนักไวโอลินชื่อดังระดับโลก ฝีมือการเล่นไวโอลินเป็นทียอมรีบ ยังเคยขึ้นแสดงแทนคุณพ่อแล้วด้วยซ้ำ และข้อสุดท้ายที่พวกเราเห็นอย่างเมื่อครู่คือ รุ่นพีเป็นคนใจดีมาก”
“ใจดี?” มาริสากล่าวอย่างสงสัย “ตะกี้ยังพูดเหน็บแนมฉันอยู่เลยเรื่องยกมือไหว้”
“คือ...คุณมาริสาคะ การพูดคุยเราต้องมองตาค่ะถึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูด อาจจะอธิบายยากแต่พี่กันยาให้เสื้อคลุมแก่คุณมาริสาเลยนะคะ ถ้าเป็นพี่คนอื่นอย่าหวังจะมาสนใจเลยคะ” เกตุมณีตั้งของสังเกต
“แค่อย่าทำตัวเป็นคนดีหรือเปล่า” มาริสายังไม่ยอมรับทั้งที่สีหน้านั้นกล่าวเพียงแค่แก้เขินเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือจากกันยา เพื่อนสาวเห็นแล้วก็ได้แต่ยิ้ม เมื่อเห็นเพื่อสาวเริ่มคล้อยตาม
“รุ่นพี่หลายคนในโรงเรียนเราไม่ได้มีดีแค่หน้าตาหรือฐานะเท่านั้นหรอกคะ ส่วนใหญ่ก็เป็นคนมีความสามารถเฉพาะตัวอย่างโดดเด่นหลายๆด้านแตกต่างกันออกไป ส่วนเรื่องจะเป็นคนดีหรือไม่นั้นคงได้แต่สัมผัสด้วยตัวเอง”
“แล้วเธอไปเอาข้อมูลพวกรุ่นพี่มาจากไหนนะ?”
“ก็ในวารสารของโรงเรียนไงคะ เข้าไปดูฉบับย้อนหลังในเวบไซด์ก็ได้ค่ะ เชื่อต่อไปที่เวบฯของโรงเรียนแล้วก็เลือก วารสารบัวแก้ว เค้าจะมีฉบับย้อนหลังให้เลือกอ่านค่ะ” เกตุมณีอธิบาย...
*************
คณะกรรมการนักเรียนตรวจเช้าตรวจเย็นอยู่หน้าประตูโรงเรียน แต่เมื่อโดนเตือนไปแล้วครั้งหนึ่งในวันนั้นก็จะไม่มีการเตือนซ้ำอีกแล้ว พวกรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูกลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ซึ่งนั้นก็ดีสำหรับมาริสาเพราะแค่โดนวันละรอบก็แย่เต็มที
เพราะว่ารถจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาจอดในซอยของโรงเรียน ดังนั้นเวลาหลังเลิกเรียน นักเรียนทั้งหมดก็ต้องเดินออกจากประตูข้างไปสู่หน้าปากซอยโรงเรียน ซึ่งรถที่มารับจะจอดได้เวลาไม่นานนักเพียงแค่แวะรับได้เท่านั้น นักเรียนส่วนใหญ่จึงต้องเดินข้ามไปอีกฝั่งที่เป็นที่ตั้งของศูนย์การค้า มีลานจอดรถกว้างขวาง
มาริสากับเกตุมณีเพื่อคนเดียวให้ห้องของเธอแยกกันที่ตรงนั้นก่อนที่ตัวมาริสาจะไปยืนรอรถเมล์ที่ศาลาพักผู้โดยสาร เมื่อรถมาแต่ละคันก็อยู่ในสภาพแออัดเต็มไปด้วยผู้คนภายใน มาริสาได้แค่คิดว่า เรื่องราวของเธอพวกคุณหนูคนไหนๆก็คงไม่มีทางเข้าใจได้
หลังจากโหนรถเมล์ถึงกลางทางก็เริ่มมีที่ให้นั่ง มาริสารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลือกหมายเลขโทรศัพท์ของกันยาออกมา พยายามพิมพ์ข้อความขอบคุณ ตามคำแนะนำของเกตุมณี เธอลบแล้วเขียนใหม่อยู่หลายรอบ สุดท้ายตัดสินใจส่งข้อความที่เขียนท้ายสุดออกไป ก่อนจะลงจากรถเมล์ที่ไร้ผู้คนเพราะเป็นปลายสาย
มาริสาเดินเข้าซอยอีกร้อยกว่าเมตรก็ถึงบ้านของเธอ เป็นบ้านสองชั้นขนาดไม่ใหญ่โตนัก เนื้อที่ประมาณเจ็ดสิบตารางวาปลูกแทบจะเต็มพื้นที่เหลือสวนหน้าบ้านเล็กๆ โทรศัพท์ถูกหยิบออกกดใช้กุญแจเปิดประตูด้านนอกก่อนใส่รหัสผ่านพร้อมกับกุญแจอีกดอกเข้าภายในบ้าน
กระเป๋าหนังสือถูกโยนลงบนโซฟา ก่อนที่ตัวเธอจะผูกผ้ากันเปื้อนเข้าครัวทำอาหาร นี่คือชีวิตของเธอและเหล่าพวกคุณหนูเขาทำอะไรกัน มาริสาคิดว่าน่าจะลองถามเกตุมณีดูถึงเรื่องเหล่านี้...
*************
“อร่อย” เด็กสาวผมยาวกล่าวกับมาริสาขณะนั่งทานข้าวอยู่บนโต๊ะอาหาร ผัดผักแขนงถูกตักมาโปะลงบนข้าวสวยร้อนๆ “อาหารที่ไหนก็สู้ฝีมือพี่เมย์ไม่ได้เลย” เด็กสาวกล่าว มาริสาฟังแล้วก็ยิ้มแก้มบาน ความภูมิใจของเธอหนึ่งเดียวคือความสามารถในการทำอาหาร อาจจะพูดได้ว่าเธอมีความสามารถในการทำอาหารได้อร่อยโดยใช้ความรู้สึกแทนลิ้น จะจับอะไรโยนลงกระทะแล้วผัดออกมาก็ได้รู้ร่างหน้าตาชวนรับประทาน ส่วนด้านรสชาตินั้นดูได้จากสีหน้าของน้องสาวเธอที่กำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยไม่มีทีท่าจะหยุดง่ายๆ
“ยอพี่แบบนี้จุดประสงค์ต้องการจะกินอะไรเป็นพิเศษใช่มั๊ยจี๊ดจ๋า?” ผู้เป็นพี่กล่าวอย่างรู้ทัน
“หนูก็ชมแบบนี้ทุกครั้งไม่ใช่เหรอคะ” น้องสาวกล่าวหน้าบูดเล็กน้อยที่พี่สาวมาคิดอะไรแบบนี้กับเธอ ก่อนจะหันไปทางประตูหน้าบ้าน เมื่อได้ยินเสียงรถมาจอดหน้าบ้าน
“สงสัยแม่จะกลับมาเร็ววันนี้” มาริสากล่าวพลางลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว เตรียมน้ำท่ามาต้อนรับ เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นกระปอดกระแปดเดินเข้ามาถึงห้องรับแขก
“เหนื่อยชะมัด เมย์มีอะไรให้แม่กินบ้างไหม ด่วนๆหิวจะแย่อยู่แล้ว”
“ถ้าไข่เจียวได้ภายในสามนาทีคะ” มาริสายกแก้วน้ำทรงสูงมาบริการแม่ของเธอที่หย่อนตัวลงบนโซฟา
“ขออะไรที่มันเหมาะกับคนเดินทางมาเหนื่อยๆได้ไหม”
“เหนื่อยๆก็อาหารย่อยง่ายๆน่าจะเหมาะเดี๋ยวหนูทำข้าวต้มมาให้แล้วกัน” มาริสาตอบ คุณแม่ยังสาวนึกเล็กน้อยก่อนยิ้มรับพยักหน้า เด็กสาวจึงเข้าครัวไปอีกครั้ง
“แล้วไม่ได้ทานอะไรบนเครื่องมาเลยเหรอคะ”
“เปล่าอาหารบนเครื่องถึงจะพอกินได้ก็เถอะแต่ให้ทานบ่อยๆไม่ไหวละเสียดายพื้นที่ในกระเพาะ เอามากินข้าวที่แกทำดีกว่า” แม่ลูกตะโกนคุยกันเป็นปรกติ
“แล้วของฝากละคะ” จี๊ดจ๋าน้องสาวของมาริสาที่นั่งอยู่ข้างแม่เธอถามทะลุกลางป้อง ผู้เป็นแม่พยักหน้าล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือก่อนหยิบกล่องขนมออกมาใส่มือลูกสาวที่แบมือรอ
“เค้กของโรงแรมที่โน้นยังไมได้กินเลย”
“เดี๋ยว” เสียงมาริสาร้องออกมาจากครัว “ให้จี๊ดจ๋ากินของค้างเดี่ยวก็ได้แบกไปโรงพยาบาลหรอกคะ” มาริสารีบออกมาจากครัวส่งเสียงดุผู้เป็นแม่
“เมื่อวานเอง” ผู้เป็นแม่เสริม มาริสาถอนหายใจเดินกลับเข้าครัวไป น้องสาวของเธอยิ้มให้ผู้เป็นแม่ก่อนที่แม่ของเธอจะเป็นคนจัดการขนมเหล่านั้นเอง...
*************
“โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง” แม่ของมาริสาถามขึ้นขณะกำลังนอนแขนกบนโซฟาดูละครภาคค่ำ มาริสาตั้งตัวไม่ถูกนักทันทีที่ได้ยินคำถาม แต่เหนืออื่นใดเธอต้องการที่ปรึกษา
“แย่คะ” คำตอบของมาริสาทำให้ จี๊ดจ๋าที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่หันมามองพี่สาวเธอ
“ก็หนูก็ว่าโรงเรียนแบบนั้นไม่เหมาะกับพี่เมย์หรอก”
“ทำไมกัน” มาริสาอดย้อนถามไม่ได้ด้วยสีหน้างุนงงไม่เข้าใจความหมายของน้องสาว
“พี่เมย์เคยเห็นนักเรียนโรงเรียนพี่ออกมาเดินในศูนย์การค้าบ้างเปล่าละ”
“ก็เห็นทำ...ไมเหรอ?”
“ก็ดูดีไงคะ ชุดนักเรียนอย่างกับเพิ่งใส่ออกมาจากบ้าน น่าจะพูดว่าเหมือนเอาออกมาจากตู้เลยดีกว่า” มาริสารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเช้ายันเย็นจนค้ำวันนี้ได้ยินแต่เรื่องของชุดนักเรียน
“แล้วไงละ?”
“ก็เวลาพูดคุย เวลาเดินเวลาจะทำอะไรก็ตาม มันก็ดูดีไปหมดเหมือนกับว่าพวกนี้เค้าถูกฝึกมาให้ดูดี”
“อือแล้ว?” มาริสาอยากรู้เพิ่มเติมว่ามีอะไรอีกบ้างไหมแต่น้ำเสียงหงุดหงิดนั้นทำให้น้องสาวต้องยอมถอยออกมาปิดประเด็น
“แต่ พวกเราไม่ใช่แบบนั้นนะสิคะพี่กับหนูก็ถูกเลี้ยงกันมาอย่างตามสบาย” จี๊ดจ๋ากล่าวพลางหันไปมองแม่เธอที่ดูละคร
“ไม่ดีเหรอที่ฉันเลี้ยงพวกแกอย่างตามสบาย?” แม่เธอกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน มาริสาคิดว่าน่าจะเข้าประเด็น
“คือวันนี้ประธานนักเรียนเรียกหนูไปตักเตือนเรื่องการแต่งตัวคะ” มาริสาสารภาพ แม่ของเธอค่อยลุกขึ้นจากท่านอน หันมาฟังลูกสาวอย่างตั้งใจ
“อือ...“ แต่ไม่ทันที่ผู้เป็นแม่จะได้พูดอะไรต่อจี๊ดจ๋าก็ร้องถามขึ้น
“พี่เมย์แต่งตัวผิดระเบียบตรงไหน หนูไม่เห็นเข้าใจเลย” มาริสาไม่รู้จะอธิบายให้น้องสาวเธอเข้าใจความงี่เง่าของโรงเรียนนี้ได้อย่างไร ผู้เป็นแม่เห็นแบบนั้นก็ตอบแทน
“ทำเสื้อยับนะสิ กฎของที่นี้ให้นักเรียนต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยอยู่เสมอ แต่คำว่าเรียบร้อยอยู่เสมอนี้กลายเป็นว่าห้ามทำเสื้อผ้ายับกันเลยทีเดียว”
“มันฟังดูไร้เหตุผลเกิดไปแล้ว” จี๊ดจ๋าเสริม มาริสาพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องสาว ก่อนหันไปหาแม่เธอขอความคิดเห็น ผู้เป็นแม่เงียบลงไปเล็กน้อยก่อนกล่าว
“แต่ว่าเป็นเรื่องที่คนในโรงเรียนนั้นทำกันได้ทุกคนไม่ใช่เหรอ ฉันถึงบอกแกไงว่า กัดฟันเรียนโรงเรียนสหศึกษาไปเถอะ อยู่ๆไปเดี๋ยวก็ชินไปเอง ผู้ชายไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายอย่างพ่อแกเสียทุกคน แล้วดันเลือกสอบเข้าโรงเรียนคุณหนูแบบนั้น แค่เรื่องการแต่งตัวก็เอาไม่รอดเสียแล้ว” แทนที่จะได้รับการเห็นใจกลับโดนผู้เป็นแม่สวนกลับถึงความไม่เจียมตัวของเธอ
“แม่ไม่รู้สึกว่ามันงี่เง่าจริงเหรอคะ เมย์แค่เสื้อยับนิดหน่อยเพราะขึ้นรถเมล์มา คุณประธานนักเรียน ทำท่าจะไล่เมย์ให้ไปเรียนที่อื่นแล้ว”
“กมุทะรัตน์คงไม่ย่ำแย่ขนาดเอาคนไร้เหตุผลมาเป็นประธานนักเรียนหรอกมั้ง คงจะมีสาเหตุอื่นมากกว่า เช่นแกไปปีนเกลียวเถียงรุ่นพี่” ผู้เป็นแม่มองทะลุ มาริสาสงบคำไปทันที
“ก็พรุ่งนี้ให้คนขับรถที่บ้านใหญ่ไปส่งที่โรงเรียนแล้วกัน อย่างน้อยก็คงช่วยได้บ้าง ที่เหลืออยู่ที่ตัวแกแล้วว่าจะรักษาสภาพของชุดนักเรียนได้ขนาดไหน”
“ไม่คะหนูจะขึ้นรถเมล์ไปเหมือนเดิม” มาริสาแย้ง
“ก็ดื้อแบบนี้สินะ พอเข้าใจแล้วที่ทำไมประธานนักเรียนถึงจะให้ลูกย้ายไปโรงเรียนอื่น ดื้อแบบนี้จะหารุ่นพี่เป็นที่ปรึกษาไม่ได้เอานี่เอง” บ่อยครั้งที่แม่ของมาริสาทำท่าเหมือนจะรู้เรื่องในโรงเรียนดีกว่าเธอที่เรียนอยู่เองด้วยซ้ำ
มาริสาเคยสงสัยว่าแม่ของเธออาจจะเคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนกมุทะรัตน์เพียงแต่ว่า องค์ประกอบหลายอย่างเกี่ยวกับครอบครัวเธอทำให้เชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเมื่อแรกจำความได้เธอมีคุณแม่เป็นแม่เพียงแม่ค้าขายขาวแกงในตลาด ที่โดนพ่อขี้เมาทำร้ายร่างกายอยู่เสมอ...
*************
นาฬิกาปลุกดังขึ้นเรียกสติเด็กสาวให้กลับคืนตื่นขึ้นมาจากนิทรา ก่อนจะเงียบเสียงลงเมื่อเธอได้สติ มาริสาเดินเข้าไปล้างหน้าแปลงฟันในห้องน้ำ แล้วจึงกลับมาหยิบแว่นสายตาที่โต๊ะหนังสือเดินออกจากห้องลงไปด้านล่างเพื่อเข้าครัว เมื่อทำอาหารให้น้องเสร็จพร้อมวางปิ่นโตทิ้งไว้บนโต๊ะก็กลับขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว สวมชุดนักเรียนมองดูความเรียบร้อยหน้ากระจกอยู่หลายรอบก่อนจะสวมเสื้อคลุมยาวสีเทา ทับชุดนักเรียนถือกระเป๋าออกเดินทางแต่เช้า
มาริสาเลือกที่จะออกตอนเช้าเพื่อให้สะดวกเวลาลงรถเพราะแทบไม่มีผู้โดยสาร เสื้อคลุมถูกรูดซิบถอดออกมาพับเก็บใส่กระเป๋าหนังสือ ก่อนที่เธอจะเดินไปทางปากซอยของโรงเรียนเป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถยี่ห้อหรูของเยอรมันจอดเทียบกับทางเท้า มาริสาอดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันที่มาโรงเรียนแต่เช้าแบบนี้ ก่อนประตูจะเปิดออกจึงได้เห็น กันยาก้าวลงมาจากรถ กันยามองเธอ และเธอก็มองทางกันยา
กันยาเดินลงมาจากรถพร้อมกับกระเป๋านักเรียนมืออีกข้างถือกระเป๋าไวโอลิน ก่อนนำมาถือรวบกันไว้ และก็มองมาริสา เด็กสาวอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะเดินหนีเดี๋ยวก็หาว่ากลัว จะทักทายก็เหมือนประกาศยอมแพ้
กันยายังคงมองมาริสา มาริสากลืนน้ำลายลงคอ เธอกำลังโดนคุกคามด้วยพลังบางอย่าง “ไม่ชอบเลย” มาริสารู้สึกแบบนั้น
“สวัสดี คะ พี่กันยา” มาริสาแบ่งรับแบ่งสู้ หลบสายตาพร้อมกับกล่าวทักทาย กันยาส่งเสียงในลำคอ มาริสารู้สึกได้ถึงรอยยิ้มที่ประดับอยู่มุมปากของกันยา
“สวัสดีคะคุณมาริสา วันนี้แต่งตัวได้เรียบร้อยดีนะคะ” กันยากล่าวอย่างปรกติก่อนเดินเข้ามาใกล้เด็กสาวรุ่นน้อง มาริสาก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างระวังตัว กันยายืนมือเข้ามาข้างใบหน้าของมาริสาก่อนจับปอยผมทัดไปหลังหู มาริสางงวูบในขณะที่กันยายิ้มให้เธอก่อนเดินไป มาริสาค่อยเดินตามอยู่ด้านหลัง ความรู้สึกผิดกับข้อความที่ส่งไปเมื่อเย็นกลับมาคุกคามเธอ จนอดทำสีหน้าลำบากใจไม่ได้...
*************
“พี่ไม่ต้องมายุ่งกับหนูหรอกคะ หนูดูแลตัวเองได้ขอบคุณค่ะ” เกตุมณีอ่านข้อความในโทรศัพท์ซ้ำอีกครั้งพร้อมกับหันไปหาเพื่อนสาวผู้เป็นเจ้าของข้อความเพื่อความแน่ใจ สีหน้าของเกตุมณีทำให้มาริสาพอจะเดาสิ่งที่เธอจะพูดออกมาได้ จึงชิงตอบก่อนที่เพื่อนสาวจะพูดอะไร
“อือ” มาริสาตอบรับ เกตุมณีฟังแล้วรีบส่ายศีรษะ
“ไม่ใช่จริงไหมคะ? เมื่อวานคุณมาริสาอาจจะยังไม่ส่งข้อความไปก็ได้?”
“อือ ก็บอกว่าอือไง ฉันกดปุ่มส่งลงไปเต็มๆนิ้วโป้งเลยละ” มาริสาตอบย้ำ เกตุมณีทำสีหน้าเหมือนวันสิ้นโลก
“พี่กันยา...คงจะ...” เกตุมณีเดาความรู้สึกรุ่นพี่คนสวยไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร มาริสาถอนหายใจ
“ก็เมื่อวานมันโมโห และก็อารมณ์ประมาณอยากตอกกลับ”
“ตายละ” เกตุมณีกล่าวสีน้ำย่ำแย่เต็มทีด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ตาย” มาริสาแย้งทำหน้าดุให้เพื่อนสาวฟังเธอก่อน “มีวิธีขอโทษพี่เขาไหม”
“ก็คงต้องขอโทษโดยตรง น่าจะดีที่สุดน่ะค่ะ”
“งั้นฉันลองไปหาเจ้าตัวดูดีกว่า” มาริสากล่าวพร้อมกับหยิบโทรศัพท์คืนจากมือของเกตุมณี เดินออกนอกห้องเรียน
“เดี๋ยวค่ะ จะไปตามหาพี่กันยาที่ไหนนะคุณมาริสา”
“เรือนดอกมะลิ” มาริสาหันกลับมาตอบก่อน วิ่งออกไป...
*************
มาริสามั่นใจว่ากันยาน่าจะอยู่ที่เรือนดอกมะลิด้วยเหตุผลสองอย่าง คือกันยาเป็นคณะกรรมการนักเรียนและที่นั้นเป็นสถานที่แรกที่เธอได้พบกับรุ่นพี่คนนี้ แต่ว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับไม่พบคนที่ต้องการ รุ่นพี่สองสามคนกลับจับจ้องเธออย่างไม่พอใจ มาริสาเห็นแบบนั้นก็ได้โอกาสถาม
“พี่กันยาไม่อยู่ที่นี่เหรอคะ” มาริสาถามออกไป กลับไม่มีคำตอบกลับมาแย่กว่านั้นทุกคนกลับเมินไม่สนใจทั้งสิ้น ทำอย่างกับเธอไม่มีตัวตน มาริสาเห็นแบบนั้นก็นึกโมโหขึ้นมา คิดจะตะโกนถามอีกครั้ง แต่กลับมีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นมาก่อน
“ถ้าจะถามอะไรรุ่นพี่เธอต้องเรียกชื่อรุ่นพี่คนนั้นให้ถูกก่อนนะมาริสา ไม่แบบนั้นตะโกนให้ตายก็ไม่มีใครเขาสนใจเธอหรอกนะ” เสียงจาดด้านหลังทำให้มาริสารีบหันกลับมา เป็นประธานนักเรียนคนสวยกำลังยืนขยับแว่นตากรอบบางสีทองให้เลื่อนขึ้น ผอบจันทน์อยู่ห่างจากเธอไม่กี่มากน้อยก็แทบสัมผัสลมหายใจได้ มารีสารีถอยเข้ามาในเรือนดอกมะลิในขณะที่ผอบจันทน์เดินไล่เข้ามา
“ชุดดูจะเรียบร้อยกว่าเมื่อวานนะ แต่ก็ยังยับอยู่ดี ก็ยังดีที่ทำให้ฉันได้เห็นพัฒนาการ” ผอบจันทน์กล่าวชม มาริสารีบก้มมองตัวเอง สงสัยว่าเสื้อเธอจะยับได้อย่างไรก็ฉุดคิดได้ว่าเพราะเธอรีบวิ่งมา แต่มาริสาคิดว่าเธอน่าจะมีเรื่องที่รีบด่วนกว่าการมาโต้เถียงเรื่องชุด
“พี่กันยาอยู่ไหนคะ” มาริสาถามขึ้น ผอบจันทน์เดินผ่านตัวเด็กสาวนั่งบนเก้าอี้ชุดโต๊ะน้ำชา มองเธออย่างชั่งใจ
“หนังสือวันปฐมนิเทศนี่คงไม่ได้เปิดอ่านเลยสินะ” ผอบจันทน์ถามเข้าเป้า มาริสาเงียบไป
“วันนั้นคอนแทคเลนส์หล่นหาย หนูเอาหนังสือวันปฐมนิเทศวางไว้ตอนเข้าห้องน้ำแล้วมีคนย้ายที เพราะมองอะไรไม่ค่อยชัดสุดท้ายก็เลยหาไม่เจอน่ะค่ะ” มาริสาพูดไปตามความจริง ผอบจันทน์ส่ายศีรษะ
“คงคิดว่าช่างมันไม่สำคัญหรอกสินะ ถึงไมได้ติดต่อคณะกรรมการนักเรียนขอเล่มใหม่”
“ก็วันปฐมนิเนศได้ยินว่า เข็มตราโรงเรียนกับ หนังสือแนะนำที่แจกให้ไม่สามารถขอใหม่ได้ ไม่ใช่เหรอคะ”
“แล้วยังจำอะไรได้อีกไหมที่ฉันพูด”
“ก็คิดว่าจำได้นะคะ แต่ว่าพี่พูดนานเกือบสองชั่วโมง พี่ผอบจันทน์หมายถึงตรงไหนคะ?” มาริสาย้อนถาม ผอบจันทน์เงียบอยู่พักหนึ่ง
“อือ ที่พูดเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาต่างๆในโรงเรียน”
“ค่ะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอขอให้มีสติ”
“แค่นั้น?”
“ก็นึกออกเท่านั้นค่ะ”
“และเข้าใจแค่ไหน?”
“ก็ไม่เห็นมีอะไร เรื่องแบบนี้ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว” มาริสากล่าวอย่างเริ่มหงุดหงิดเมื่อโดนซักมากเข้า เธออยากจบเรื่องราวตรงนี้เพื่อถามหาถึงกันยา แต่เพราะเร่งรีบยิ่งทำให้ย่ำแย่
“อือ...เข้าใจละไม่ต้องสอนกันแล้วสินะเธอนะ แบบนั้นก็เชิญออกไปเถอะ เรือนดอกมะลิไม่จำเป็นสำหรับเธออีกแล้วมาริสา” ผอบจันทน์กล่าวเสียงเรียบ มาริสางงวูบเธอไปทำให้ประธานนักเรียนโกรธเข้าแล้วหรืออย่างไร มาริสาคิดได้ว่าต้องรีบขอโทษแม้จะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่เธอไม่สามารถทำอะไรได้ รุ่นพี่สองคนที่อยู่ในเรือนดอกมะลิตั้งแต่แรกเดินเข้ามาพร้อมเชิญเธอออกไปอย่างสุภาพ...
*************
เกตุมณีออกจะรู้สึกหนักใจไม่ได้ว่าเพื่อนของเธอขยันเหลือเกินเรื่องทำให้คนอื่นไม่ชอบหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกตุมณีก็เข้าใจว่าเพื่อนเธอคงไม่ตั้งใจให้เกิดเรื่องราวแบบนั้นขึ้น
“ก็พอเข้าใจความรู้สึกของพี่ผอบจันทน์นะคะ ในหนังสือแนะนำงานปฐมนิเทศจะมีข้อมูลเรื่องมารยาทรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่ จริงๆก็สามารถใช้โทรศัพท์ดาวโหลดได้จากภายในโรงเรียนนี่ละคะ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ตลอดมาคุณมาริสาไม่ได้สนใจเรื่องของโรงเรียนเท่าที่ควร” เกตุมณีตัดสินใจต่อว่าเพื่อนของเธอเป็นครั้งแรก
“มัน...ฉันไม่ได้คิดว่าจะอะไรขนาดนั้น หรือมีอะไรซับซ้อนมากมายแบบนี้ ก็โรงเรียนไหนๆเค้าก็ไม่มีอะไรวุ่นวายแบบนี้สักหน่อย” มาริสาพยายามยกเหตุผล
“แบบนั้นดิฉันแนะนำให้คุณมาริสา ศึกษาเรื่องของโรงเรียนก่อนดีกว่ามั้ยคะ แล้วค่อยแก้ไขเรื่องเรื่องราวที่เกิดขึ้นทีละนิดละข้อไป ดิฉันจะช่วยคุณด้วยอีกแรง” เกตุมณียิ้มให้อย่างเป็นกำลังใจ นั้นทำให้มาริสารู้สึกเบาใจอย่างบอกไม่ถูก
*************
ตกลงวันนี้มาริสาก็ไม่พบกับกันยาอีกเลย เธอกลับบ้านโดยยังรู้สึกเสียใจกับข้อความที่ตัวเองส่งไปด้วยอารมณ์เพียงแค่สะใจ แล้วความผิดพลาดในเรือนดอกมะลิที่ทำให้คนหวังดีต่อเธอกลับกลายเป็นเกลียดเธออีก
เสื้อคลุมที่ใส่ในตอนเช้าถูกนั้นมาสวมทับชุดนักเรียนอีกครั้งก่อนเธอจะพาตัวเองขึ้นรถเมล์กลับบ้าน เมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็สั่งพิมพ์หนังสือแนะนำวันปฐมนิเทศกับวารสารบัวแก้วฉบับของปีที่แล้วทั้งหมดออกมาก่อนจะเข้าไปทำอาหารในครัว เพราะใกล้เวลาที่จี๊ดจ๋าน้องสาวของเธอจะกลับมา
จี๊ดจ๋าเป็นเด็กผู้หญิงที่แก่นอยู่มาก เมื่อนำมาเทียบกับตัวมาริสามผู้เป็นพี่สาวซึ่งมักจะเงียบๆเฉยๆ แต่จี๊ดจ๋าก็มีขอบเขตของความแก่นของตัวเองอยู่ที่หกโมงเย็นก็จะถึงบ้านและไม่ค่อยจะพลาดนัก ถ้ากลับมาช้ากว่านี้ก็มักจะโทรมาบอกก่อนซึ่งก็ทำให้คนที่รอคอยการกลับมาของน้องสาวอย่างมาริสาไม่เป็นห่วงจนเกินไป
“มีอะไรกินบ้างคะพี่เมย์”
“ปลาทอดกับผัดผัก” มาริสาตะโกนตอบออกมาจากครัว
“เมื่อเช้าพี่รีบออกจังคุณแม่ว่าจะไปส่งพี่ก่อนและค่อยไปส่งหนู”
“ไม่เห็นจำเป็นเลย” มาริสาตัดบทเดินเอากับข้าวมาวางไว้ที่ห้องนั่งเล่นบนโต๊ะโซฟาหน้าโทรทัศน์ จี๊ดจ๋ารู้หน้าที่รีบเข้าครับไปช่วยตักข้าว
“แล้วไม่เป็นอะไรเหรอคะเรื่องคณะกรรมการนักเรียนที่จับตาดูพี่อยู่”
“ก็คง...ไม่มีปัญหามั้ง แต่รุ่นพี่โรงเรียนนี้อะไรก็ไม่รู้ ถึงรอดตอนเช้า บ่ายมาเสื้อยับหน่อยก็โดนเตือนอีก” มาริสากล่าวพลางนั่งเอนหลังกับโซฟา จังหวะเดียวกับเสี่ยงสัญญาณเครื่องพิมพ์ดังขึ้น มาริสาหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมาดูสภานะการทำงาน
“เกือบพันหน้าเลยเหรอนี่” เธอบ่นกับตัวเองกับเนื้อหาที่ต้องนั่งจดจำ
“หนูว่า...มันออกจะเกิดไปหน่อยนะ แค่เสื้อยับมานั่งเตือนกันแบบนี้”
“ให้คิดว่าโรงเรียนนี้ไม่ปรกติธรรมดาแล้วกัน ฉันคิดผิดจริงๆที่ไม่ยอมอ่านข้อมูลให้ดีก่อนเพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีที่ไหนเหมาะสมเท่ากับโรงเรียนนี้แล้ว”
“เหมาะสมที่สุดเหรอคะ นั้นพี่แค่ตัดสินใจจากความเป็นโรงเรียนหญิงล้วนเท่านั้นเองไม่ใช่เหรอพี่เมย์ พี่จะหนีการพูดคุยกับผู้ชายไปตลอดชีวิตได้ยังไงคะ?” จี๊ดจ๋าถามพี่สาวของตนด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง อยากให้ทบทวนใหม่
“ก็หวังว่าอาการมันคงจะดีขึ้นเรื่องๆ อย่างน้อยๆตอนนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ถ้าไม่ได้เข้ามาพูดคุยอะไรกันผู้ชายตรงๆนะ” มาริสาตอบน้องสาวพยักหน้ารับก่อนทั้งสองจะเริ่มรับประทานอาหารกัน...
*************
มาริสาตื่นเวลาเดิมเพื่อลงมาทำกับข้าวด้านล่างแต่เช้าตรู่ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากห้องรับแขกทำให้มาริสารู้ถึงสิ่งที่แตกต่างกับเมื่อวาน วันนี้แม่ของเธอนั่งดูข่าวเช้าในห้องรับแขกทั้งชุดนอน
“ตื่นเช้าจังนะคะ”
“เช้าอะไรกัน” ผู้เป็นแม่ลากเสียงยาว พลางยิ้มตอบลูกสาว “สมัยก่อนเราตื่นกันเร็วกว่านี้อีก”
“สมัยนั้นแม่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสองเศษๆไปจ่ายตลาดแล้วรีบกลับมาทำข้าวราดแกงขายให้ได้ทันมื้อเช้าก่อนที่พวกพนักงานบริษัทจะไปทำงาน” มาริสาย้อนความหลังเล็กน้อย
“มีเรื่องอะไรอีกบ้างมั้ยที่โรงเรียน?”
“คะ?”
“พวกคณะกรรมการนักเรียนนะ มีปัญหาอะไรกับแกอีกหรือเปล่า?”
“ปัญหาเก่าเบาบางลงปัญหาใหม่ก็มาอีก” มาริสาตอบ ผู้เป็นแม่ฟังแล้วก็สรุปอะไรไมได้นัก
“มาเล่าให้ฟังก่อนแบบนั้น”
“ไม่มีเวลาหรอกค่ะหนูต้องรีบไปโรงเรียน ไม่แบบนั้นคนแน่น เสื้อยับโดยต่อว่าอีก” มาริสายกเหตุผลปฏิเสธรีบเดินเข้าครัวไป
“ผู้เป็นแม่ฟังแล้วถึงกับไหล่ตกก่อนจะลุกเดินตามเข้าไปในครัว”
“เอาละเล่ามา” ผู้เป็นแม่กล่าวน้ำเสียงเป็นคำสั่ง มาริสาหันมองแม่เธอวูบหนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“มีพี่คนหนึ่งแนะนำหนูว่าให้ใส่เสื่อคลุมมาโรงเรียนเสื้อจะได้ไม่ยับ หนูก็ต่อว่าไปว่า ไม่ต้องมายุ่งกับหนู ส่วนพี่ประธานนักเรียกกำลังสอนเรื่องต่างๆด้วยความหวังดี หนูก็ไปตัดบทว่า รู้หมดแล้วไม่ต้องมาสอน” มาริสาอธิบายอย่างใจเย็น
“ฉันว่าฉันเลี้ยงลูกมาก็ไม่น่าแย่นักนะถึงจะทิ้งขว้างๆบ้างก็เถอะ แต่...แกกล้าพูดอะไรแบบนั้นด้วยเหรอเมย์” ผู้เป็นแม่อดถามไม่ได้เพราะนั้นดูเหมือนจะผิดกับนิสัยของลูกสาวเธอ
“ไม่หรอกค่ะ ถ้าปรกติ แต่หนูรู้สึกหงุดหงิดพออยู่ในโรงเรียนอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด...”
“แล้วแกจะทำยังไงต่อไป?” ผู้เป็นแม่ถามถึงเรื่องราวในลำดับต่อไป เด็กสาวนำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ลงไปผัดพลางตอบแม่ของเธอ
“ต้องขอโทษนะสิคะ ธรรมเนียมของโรงเรียนเปิดโอกาสให้รุ่นน้องขอโทษรุ่นพี่และรุ่นพี่ต้องใจกว้างยอมยกโทษให้ด้วย” มาริสากล่าวแล้วส่งเสียงหัวเราะในลำคอ “แต่ไม่วายที่ต้องมีสิ่งของไปให้แสดงความรู้สึกขอโทษอย่างจริงจัง หนูว่าโรงเรียนนี้มีแต่พวกวัตถุนิยมไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าการสอนที่ให้ความสำคัญแต่เปลือกมันจะดีตรงไหน” มาริสาใช้ตะหลิวตักอาหารใส่กระบวยก่อนตักยกใส่จานอีกที น้ำสะอาดถูกตักมาล้างกระทะเทน้ำออกเปิดไฟแรงไล่น้ำออกไปก่อนจะตักน้ำมันเตรียมผัดอาหารกระทะต่อไป
“ไม่หรอก” แม่ของมาริสากล่าวขึ้น “ถ้าแกเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นกมุทะรัตน์แล้ว ก็จะเห็นจะว่ารุ่นพี่ทั้งหลายต่างก็พยายามเน้นความสำคัญที่ภายในมากกว่าภายนอก”
“แม่อธิบายให้หนูฟังเลยดีกว่าค่ะว่าโรงเรียนนี้เขาวิเศษวิโสอะไรขนาดไหน” มาริสาอดประชดแม่เธอไมได้ สำหรับผู้เป็นแม่ออกจะชาชินกับอารมณ์แบบนี่ของตัวลูกสาว
“ลองคิดดูสิว่าถ้าดอกไม้ที่เหมือนๆกันปักอยู่บนแจกันแล้วอะไรจะเป็นสิ่งตัดสินว่าดอกไหนควรค่าที่สุดที่จะหยิบออกมาเพื่อหน้าทีสำคัญยิ่งกว่าการประดับรวมบนแจกัน”
“ดอกไม้ที่ดีที่สุด” มาริสาปิดเตาไฟ ยังไม่เข้าใจความหมายของแม่เธอนัก หันกลับถามแม่เธอด้วยสายตา
“ดอกไม้ที่ควรคู่แก่การให้เกียตินั้นแกคิดว่าแค่สวยงามมันจะพอหรือเปล่า” แม่ของเธอพูดพลางเดินออกจากครัวไป มาริสาทบทวนคำพูดของแม่เธอก่อนยิ้มเงียบๆที่มุมปาก เธอแย้งขึ้นมาในใจว่า คนเรามองดอกไม้กันก็แค่สวยงามเท่านั้นละ
*************
รถเมล์ขับมาจอดที่ป้ายหน้าโรงเรียนตรงตามเวลาเดิม เด็กสาวค่อยเดินลงมา ก่อนวางกระเป๋านักเรียนลงบนที่นั่งพักรอรถประจำทาง ถอดเสื้อคลุมของเธอลงพับเก็บใส่กระเป๋า เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ รถหรูคันใหญสีน้ำเงินเข้มจอดข้างทางเท้า และหญิงสาวผมหยักศกก้าวเดินลงมาพร้อมกระเป๋านักเรียนและกระเป๋าไวโอลิน กันยามองทางมาริสาตอบรับสายตาที่เด็กสาวมองมาทางเธอ มาริสารู้ตัวว่ามีเวลาไม่มากนักที่จะกล่าว
“สวัสดีคะพี่กันยา” มาริสาเดินเข้าไปวางกระเป๋าไหว้รุ่นพี่ เป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งในตัวเองว่าแค่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปีหรือไม่แน่ว่าอาจจะเท่ากันด้วยซ้ำ ทำไมเธอต้องยกมือไหว้รุ่นพี่ด้วย
“สวัสดีมาริสา” กันยากล่าวพยักหน้าให้เพียงเล็กน้อยก่อนเดินไปยังซอยทางเข้าโรงเรียนตามปรกติ มาริสาเดินตามไป ทบทวนเรื่องราวของกันยาเท่าที่เธอทราบเพียงเล็กน้อยจากในวารสารของโรงเรียนในคอลัมน์แนะนำนักเรียนที่ชื่ออ่านแสนยากว่า วิปจิตัญญู
กันยาเล่นดนตรีเก่งโดยเฉพาะไวโอลิน แต่กลับไม่ยอมอยู่ชมรมดนตรีทีไหน เพราะทุกชมรมต่างก็บอกว่าคนเก่งอย่างเธอไม่จำเป็นต้องอยู่ชมรมดนตรีแล้ว กันยาไม่ค่อยมีเพื่อนเป็นเรื่องที่แปลกที่คนทีสวยเก่งมีความสามารถและอยู่ในคณะกรรมการนักเรียนกลับไม่มีเพื่อน เธอมีข่าวว่าสนิทสนมกับผอบจันทน์ประธานนักเรียนเป็นพิเศษ พอคิดถึงตรงนี้แล้วมาริสาถึงกับรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปแล้วที่ไปมีเรื่องกับประธานนักเรียนเพิ่มอีกคน แล้วแบบนี้จะเริ่มอย่างไรดี
“พี่กันยาคะ เมื่อวานรู้สึกว่าพี่ผอบจันทน์จะไม่พอใจอะไรหนูบ้างอย่าง ไม่ทราบว่าพี่พอจะทราบไหมคะ?” มาริสาก้าวเท้าเร็วขึ้นเดินเข้าไปถามรุ่นพี่ผมหยักศกที่เดินอยู่ด้านหน้า
“พี่ผอบจันทน์...อ๋อ อือนั้นสินะถ้ามองในสายตาของเธอคงเป็นแบบนั้น”
“พี่กันยากำลังหมายความว่าอะไรคะ?”
“ก็ไม่มีอะไรพิเศษพี่ผอบจันทน์ แค่ต้องการไล่เธอออกจากเรือนดอกมะลิเท่านั้นก่อนที่ชื่อของเธอจะเริ่มดังในหมู่รุ่นพี่” มาริสาฟังที่กันยาอธิบายก่อก้าวช้าลงใช้ความคิด กันยาเห็นท่าทางแบบนั้นก็หยุดเดินชักถามเด็กสาวต่อ “แล้วเธอรู้สึกเดือดร้อนด้วยเหรอกับการที่พี่ผอบจันทน์อาจจะโกรธเธอมาริสา” มาริสาพยักหน้าตอบ
“ก็นิดหน่อยมั้งคะ”
“นิดหน่อย? แบบนั้นไม่เห็นจำเป็นต้องใส่ใจ” กันยาเสนอ มาริสาตามไม่ค่อยทันว่ากันยาจะมารูปแบบไหนแต่ที่แน่ๆเธอรู้สึกไม่ดีนักที่จะไม่ใส่ใจ
“จริงแล้ว...หนูรู้สึกว่าควรจะขอโทษคะไม่ว่าอย่างไรก็ดี แล้วก็ รวมไปถึงเรื่องของพี่กันยาด้วย” มาริสามีโอกาสพูดวกเข้าเรื่องของกันยาในที่สุด
“เรื่องของฉัน?” กันยากล่าวเสียงสูงเป็นคำถาม
“ข้อความที่หนูส่งไปหาพี่เมื่อเย็นวันจันทร์”
“พี่ไม่ต้องมายุ่งกับหนูหรอกค่ะ หนูดูแลตัวเองได้ขอบคุณค่ะ นั้นนะเหรอ?” กันยากล่าวสีหน้าเรียบเฉย
“นั้นล่ะค่ะ คือว่าตอนนั้นหนูรู้สึกต่อต้าน”
“เธอส่งข้อความมาตั้งใจจะทำให้ฉันโกรธไม่ใช่เหรอ?” กันยาปฏิเสธข้อแก้ตัวของเด็กสาวด้วยการกล่าวถึงจุดประสงค์ที่มาริสาส่งข้อความมาถึงเธอ มาริสาไม่สามารถปฏิเสธได้เมื่อพบว่ารุ่นพี่คนนี้อ่านเธอออกทั้งหมด
“เธอต้องการให้ฉันเจ็บใจที่ทำดีด้วยกับเธอแท้ๆกลับได้รับผลตอบแทนแบบนั้น?” กันยากล่าวต่อ มาริสาพูดตอบโต้ไม่ออก นั้นก็เท่ากับยอมรับแล้วว่าคำวิจารณ์ที่บอกว่าเธอยังเด็กไม่ผิดไปจากความเป็นจริง
กันยาต่างกับผอบจันทน์คือเธออ่อนโยนและไม่เคยคิดถือโทษโกรธใคร เมื่อเห็นสีหน้าไม่สามารถตอบโต้ได้ของมาริสาก็หยุดเพียงเท่านั้นก่อนหันหน้าตรงไปตามทางเดิน
“การขึ้นเป็นรุ่นพี่ของโรงเรียนนี้มีหน้าทีดูแลรุ่นน้อง ยิ่งรู้ว่ารุ่นน้องจงใจทำให้โกรธยิ่งโกรธไม่ได้รู้ไหม การใช้ความดีเอาชนะถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” กันยากล่าวตรงไปตรงมา แต่นั้นเล่นเอาเด็กสาวแทบทรงตัวไม่ถูก เธอเหมือนเป็นตัวตลกทันที
“หมายถึงในใจพี่เองก็เจ็บใจสินะคะที่ได้รับข้อความแบบนั้น” มาริสาถาม กันยายิ้มและตอบอย่างอ่อนโยน
“ไม่เจ็บใจหรอก ฉันไม่ได้หวังคำขอบคุณจากเธอหรือให้เธอรู้สึกเป็นบุญคุณฉันหรอกนะมาริสา เพียงแต่ฉันเห็นว่ามันประโยชน์กับเธอก็เลยแนะนำ” กันยากล่าวสีหน้าปรกติ แววตาของเธอฉาบไปด้วยความเศร้าเสมอ ยิ่งยากที่จะเข้าใจว่าอารมณ์ของเธอเป็นอย่างไร แต่สำหรับมาริสาแล้วเธอไม่สามารถอภัยหรือแกล้งลืมเลือนในสิ่งที่ทำกับรุ่นพี่ได้เลย เด็กสาวสับสนไม่น้อยว่าควรจะพูดอะไรต่อไปหรือควรจะหยุดเพียงเท่านี้...
*************
หลังจากผ่านประตูโรงเรียนเข้ามา มาริสาก็มองตามหลังรุ่นพี่ผมหยักศกที่กำลังเดินไปบนทางเท้าข้างตึกเรียนเหมือนจะมุ่งไปยังเรืองดอกมะลิ เธอเดินตามไปก่อนจะหยุดยืนอยู่ที่ข้างตึกสามอันเป็นตึกเรียนของนักเรียนใหม่ชั้น ม.4 มาริสาตัดสินใจเดินตามกันยาต่อไปห่างๆ กันยาเข้าไปในเรือนดอกมะลิและกลับออกมาอย่างเร็วโดยมีเพียงกระเป๋าไวโอลินติดมือออกมา เดินตัดสนามหญ้ากว้างที่ตัดเรียบอย่างเป็นระเบียบเข้าไปในแนวป่าทึบข้างโรงเรียน
มาริสาที่ยืนแอบอยู่ตั้งคำถามมากมายว่ากันยากำลังทำอะไร ก่อนจะเดินตามไปอยู่ด้านหน้าแนวป่าบริเวณที่กันยาเดินเข้าไป มองไปด้านในแม้จะมีถนนอิฐตัวหนอนปูเป็นทางเดินเข้าไปแต่ความมืดมิดนั้นสร้างเดิมพันในใจหลายแต้มว่าจะตามเข้าไปดีหรือไม่
ความอยากรู้อยากเห็นย่อมชนะเสมอ มาริสาตัดสินใจเดินเข้าไปตามถนนอิฐที่เรียงยาวเป็นทางเดินคดเคี้ยวเข้าไปในป่า เมื่อเธอเดินเข้าไปได้เพียงเล็กน้อยก็รู้สึกถึงความเย็นที่ต่างจากภายนอก สายลมเย็นที่พัดผ่านมาคล้ายนำพาความเย็นจากป่าลึกออกมา แต่น่าแปลกใจที่ความเย็นนี้กลับไม่กระทบไปถึงภายในโรงเรียน
เสียงนกร้องกระตุ้นเด็กสาวให้หันหา มาริสาแทบไม่เชื่อว่านี้เป็นโลกเดียวกับที่เธออยู่เมื่อครู่ เมื่อได้เห็นนกมากมายเกาะเรียงอยู่บนต้นไม้ที่สูงใหญ่ กลิ่นดินและกลิ่นต้นไม้เหมือนเติมพลังให้กับเธออย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เมื่อเดินลึกเข้าไปกลับได้ยินเสียงไวโอลินเคลื่อนตัวผ่านอย่างเชื่องช้า
มาริสาหยุดเมื่อได้ยินเสียงเพลงนั้น เป็นท่วงทำนองเพลงเศร้าที่คุ้นหู แม้ไม่ใช่เพลงคลาสสิกอย่างที่เธอเดาไว้ในตอนแรก แต่ทวงทำนองที่โศกเศร้าของ บทเพลงในสวนแห่งความลับ ก็ให้ความรู้สึกเหงาสะเทือนใจ เสียงไวโอลินคล้ายคร่ำครวนเรียกหาใครสักคนที่ห่างหายไป มาริสาก้าวเท้าเดินต่อก่อนเร่งฝีเท้าไปตามทางคดเคี้ยวที่หลบทางให้กับต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอย่างหนาแน่น จนพบกับแสงสว่างเบื้องหน้าในที่สุด
เด็กสาวลดฝีเท้าลงเดินไปช้าๆ เสียงไวโอลินกระจ่างชัดดังมาจากสถานที่แห่งนี้ เบื้องหน้าของเธอคือแอ่งขนาดใหญ่ที่ขุดลงไปในพื้นดินเป็นพื้นที่กว้าง มีการทำแนวขั้นบันไดหินเป็นทางเดินลงไปสู่ด้านล่าง จากตรงนี้มาริสาถึงเข้าใจว่าที่นี้สร้างคล้ายกับโรงละคร ที่ให้ผู้ชมนั่งอยู่ตามขั้นของบันไดและ ชั้นล่างสุดเป็นเวทีกว้าง กันยาเล่นไวโอลินอยู่ ณ ที่นั้น กันยาคล้ายอยู่ในโลกส่วนตัวที่ไม่รู้สึกถึงการเข้ามาของมาริสาแม้แต่น้อย
มาริสาเดินลงไปพร้อมสังเกตสภาพโดยรอบ เธอคิดไม่ออกว่าโรงเรียนจะสร้างสถานที่แบบนี้ไว้ทำอะไร จะว่าเป็นโรงละครก็ไม่น่าใช่เพราะหอประชุมของโรงเรียนเองก็ใหญ่โตทันสมัยเป็นหน้าเป็นตาได้มากกว่าสถานที่ดูเป็นโบราณสถานแบบนี้ และน่าแปลกใจยิ่งกว่าเมื่อใจกลางของลานกว้างด้านล่างกลับมีกุหลายเถาพันอยู่กับบางสิ่งออกดอกใหญ่บานสะพรั่งกรีดกลีบส่งกลิ่นหอมตลบเมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง
มาริสาว่ารู้สึกว่าเป็นกลิ่นหอมที่สดชื่นอย่างประหลาด เมื่อถึงตรงนี้กันยากลับหยุดคันชักไวโอลินและลืมตาขึ้นมองมาริสา
“มีธุระอะไรหรือเปล่ามาริสา” กันยาถามขึ้น เด็กสาวกลื่นน้ำลายเล็กน้อย คาดเดาไม่ถูกว่ากันยาจะโกรธหรือไม่ที่เธอเข้ามาในโลกส่วนตัวของรุ่นพี่
“คือหนูจะมาขอโทษเรื่องที่ส่งข้อความแบบนั้นไปหาพี่ค่ะ” มาริสากล่าว กันยานิ่งไปเปลี่ยนท่าทีลดไวโอลินลง
“จำไดว่า...ฉันบอกเธอไปแล้วว่าไม่ได้โกรธ”
“การที่หนูจะขอโทษพี่ไม่ได้อยู่ที่ว่าพี่โกรธหรือเปล่า แต่หนูคิดว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรจึงไปต้องขอโทษค่ะ”
“ไม่ใช่หรอกเธอแค่รู้สึกผิดและต้องการทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น” กันยากล่าวเสียงเรียบยิ้มให้เด็กสาว อย่างรู้ทัน มาริสาพยักหน้ารับอย่างไม่ปฏิเสธ
“ค่ะ ถ้าก่อนหน้านี้ก็คงเป็นอย่างที่พี่ว่า แต่ตอนนี้มันก็อีกเรื่องหนึ่ง” มาริสาอธิบาย
“แล้วตอนนี้ทำไม?” กันยาถามถึงความเปลี่ยนแปลง
“หนูรู้สึกว่าจะดีกว่าที่กล่าวคำขอโทษในสิ่งที่ตัวเองทำไป แทนที่จะขอโทษเพื่อให้พี่หายโกรธ” มาริสาอธิบาย
“แบบนั้นในอีกด้านหนึ่งเธอก็ยิ่งจะเป็นคนที่ก้าวร้าวมากขึ้นนะมาริสา ถ้าเธอมัวตัดสินว่าอะไรควรจะกล่าวขอโทษและอะไรไม่ควรโดยมองจากความคิดของเธอเอง” กันยาวิจารณ์ มาริสาคิดตามก่อนพยักหน้า
“ค่ะ ปรกติหนูก็เป็นดื้ออยู่แล้ว”
“แล้วเธอจะอยู่โรงเรียนแบบนี้ไหวเหรอ?”
“พี่ก็คิดว่าหนูคงไปไม่รอดสินะคะ?” มาริสาถามความเป็นรุ่นพี่เธอตามตรง กันยายิ้ม นั้นเป็นรอยยิ้มที่น่าประทับใจอย่างบอกไม่ถูก มาริสารู้สึกว่านี้เป็นครั้งแรกที่กันยายิ้มให้เธอด้วยความรู้สึกเอ็นดู แม้ว่าแววตานั้นยังฉาบไปด้วยความเศร้า
“รู้ไหมว่าที่นี่เรียกว่าอะไร” กันยาถาม
“ไม่ทราบคะ ไม่มีแนะนำในหนังสือคู่มือนักเรียนวันปฐมนิเทศด้วยซ้ำ”
“รุ่นพี่เรียกต่อๆกันมาว่าวิหารกุหลาบ” กันยากล่าว “แต่จริงๆที่ตรงนี้อยู่มาก่อนที่โรงเรียนจะมีการสร้างอีกนะ อายุโดยประมาณน่าจะร้อยปีได้”
“ร้อยปีก่อนแบบนั้นหลุมตรงนี้คงเกิดจากอุกาบาตที่พุ่งเข้าชนโลกตอนนั้นเหรอคะ”
“ไม่รู้สินะ แต่ว่าคงมีการตกแต่งละสร้างหลังจากนั้น แต่ก็ไม่มีบันทึกไว้ว่าใครเป็นคนสร้าง และมีจุดประสงค์เพื่ออะไร แต่สำหรับโรงเรียนเราที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใช่ในการทำพิธีระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องเพื่อเป็นโซลเมทกัน”
“โซลเมท แหม อารมณ์ของพี่เหมือนกำลังพูดถึงพิธีแต่งงานเลยนะคะ” มาริสาถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“แต่งงานเหรอ? ก็มีบางคนให้ความสำคัญของมันขนาดนั้น” กันยากล่าวเสียงเรียบ ก่อนถอนหายใจ
“ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่พี่อยากจะพูดว่า เมื่อเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คนที่ไม่มีธุระอะไรก็ไม่ควรเดินเข้ามาในสถานที่ประกอบพิธี”...
*************
หลังจากโดนกันยาไล่ออกมาจากวิหารกุหลาย มาริสาก็เหมือนโดนตบหน้าอีกครั้ง และทุกครั้งที่มาริสาอารมณ์เสียมา คนที่รับฟังก็คงเป็นเกตุมณี เด็กสาวผมหน้าม้าผิวพรรณหน้าตาบ่งบอกยี่ห้อคุณหนู นั่งฟังอย่างนิ่งเงียบโดยไม่มีจังหวะแทรก ในขณะที่มาริสาเล่าไปทำไม้ทำมือออกท่าทางไป
“แล้วอะไรของพี่แก เห็นยิ้มก็คิดว่าคงจะพูดกันดีๆได้แล้วกลายเป็นจบลงที่ฉันโดนไล่ออกมา” มาริสาตัดพ้อ
“ถ้าพูดถึงเรื่องโซลเมทแล้วที่ได้ยินมาก็คือประกาศให้รู้กันโดยทั่วบนป้ายประกาศของคณะกรรมการนักเรียนเท่านั้นเองค่ะ ไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่ามีพิธีอะไรด้วย แต่ว่าคุณมาริสาเข้าใจเรื่องโซลเมทแล้วหรือยังคะ”
“คู่รัก” มาริสาตอบ เกตุมณียิ้มเฝื่อนตอบรับคำตอบของเพื่อนสาวแทบจะทันที
“ไม่ใช่แล้วคะ โซลเมทจะต้องเป็นรุ่นพี่ที่ปรึกษากับรุ่นน้องที่เข้ากันได้ มีความคิดที่คล้ายกันและสืบทอดภาระหน้าทีหรืออุดมการณ์ต่อจากรุ่นพี่ที่ต้องจบออกไป”
“ก็ในหนังสือคู่มือนักเรียนไม่เห็นมีบอกเลย” มาริสาอ้างเหตุผลที่ทำให้เธอไม่ทราบ
“ดิฉันว่าอ่านเจอนะคะในทำเนียมปฏิบัติต่างๆภายในโรงเรียน”
“ฉบับดาว์โหลดมาไม่เห็นจะมีเรื่องพวกนั้นเลยนะ” มาริสารีบหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมาเปิดดู เนื้อหาภายในเอกสาร
“พรุ่งนี้ดิฉันทำสำเนามาให้ก็ได้ค่ะคุณมาริสา ว่าแต่ตอนที่คุณออกมาจากสวนป่าคงไม่ค่อยได้ระวังตัว เสื้อผ้าถึงได้เปื้อนแบบนี้ ถ้าพวกรุ่นพี่มาเห็นมีหวังเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ายังไง...”
“เห็นไปแล้ว โดนใส่ไปแล้วชุดใหญ่ ฉันรีบร้อนเดินออกมาจากสวนป่าเพราะอดฉุนพี่กันยาไม่ได้จนสะดุดรากต้นไม้ก็รีบหันไปหาต้นไม้อีกต้นกลายเป็นกอดเข้าเต็มที แล้วเสื้อมันก็เลยอยู่ในสภาพนี้ เอากระเป๋านักเรียนปิดไปล้างน้ำก็ยิ่งทำให้เปื้อนแถมเสื้อก็ยับอีก” มาริสาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“หวังว่าเรื่องคงไม่ไปถึงพี่ผอบจันทน์นะคะ”
“ไม่ถึงก็แย่แล้วละ ก็พี่ผอบจันทน์นั้นละเป็นคนมาเจอกับฉันเอง” เกตุมณีปั้นหน้าไม่ถูก...
*************
เกตุมณีเกินกว่าจะทนที่จะปล่อยเพื่อนสาวอยู่ในสภาพเช่นนั้นโทรเรียกคนขับรถมาส่งชุดนักเรียนให้มาริสาสวมใส่แทนชุดที่เปื้อนและยับ มาริสาปฏิเสธทันทีตามสไตล์ของเธอ เกตุมณีขมวดคิ้วงามของเธออย่างมีอารมณ์
“คุณมาริสาต้องเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยนะคะถ้าคุณยังประดับเข็มของกมุทรัตน์หรืออยู่ภายในโรงเรียนแห่งนี้ เพราะว่าเหล่านั้นคือสิ่งที่พวกเราพยายามแบกรับกันอยู่” นำเสียงของเกตุมณีทำเอามาริสารู้สึกสับสนไม่น้อยกับความเอาจริงเอาจังนั้น เพราะตลอดมามีแต่เพื่อนเธอคนนี้ที่มักจะมองข้ามเรื่องกฎระเบียบต่างๆกับมาริสาเสมอ มาริสารู้สึกใจหายคอไม่ออกลุกจากที่นั่งออกไปพร้อมกับกระเป๋านักเรียน พอดีกับที่ครูประจำชั้นเดินเข้ามา มาริสารีบยกมือไหว้และขอตัวออกไปทำธุระ ครูประจำชั้นของเธอดูไม่สนใจอะไรนัก เดินเข้ามาภายในห้องเหมือนไม่สงสัยอะไรเป็นพิเศษ เกตุมณีอยู่ในสภาพที่จะตามไปก็ทำไม่ได้จึงได้แต่นั่งลง อดกังวลไม่ได้ว่าเธอพูดแรงไปหรือเปล่า
มาริสาถอดเข็มตราประจำโรงเรียนออกจากอกเสื้อ ก้าวเท้าเดินลงบันได้อย่างรวดเร็วก่อนจะเดินออกไปด้านประตูข้างของโรงเรียน กลับบ้านไป จริงแล้วถึงจะถอดเข็มตราประจำโรงเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะชุดนักเรียนของเธอมันเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้วว่าอยู่โรงเรียนอะไร มาริสาคิดได้แบบนั้นก็ติดเข็มตรากลับที่ที่อกเหมือนเดิม เดินออกไปนอกโรงเรียน...
*************
“มาริสาอีกแล้วเหรอ” เสียงผอบจันทน์กล่าวขึ้นก่อนที่กันยาจะหันตามมามองที่รุ่นพี่ของเธออย่างสนใจ ผอบจันทน์มองสีหน้าของกันยาก็พอจะอ่านสีหน้าออก ก่อนเก็บโทรศัพท์วางลงบนโต๊ะน้ำชาตัวหรู “อยากรู้เหรอว่าเด็กคนนั้นก่อนเรื่องอะไรอีก?”
“ค่ะ” กันยากล่าว “หวังว่าคงไม่ได้ก่อเรื่องอะไรร้ายแรง” กันยาพยายามตีความหมายจากสีหน้าของผอบจันทน์ที่ดูไม่แปลกใจอะไรนัก
“เดินออกนอกโรงเรียนไป หรือว่าจะคิดได้เองกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน แต่จากที่เธอบอกฉัน เด็กคนนั้นเองฐานะก็ใช่ว่าธรรมดา มีคุณแม่คุมกิจการร้านอาหารทั่วประเทศ ทั่งผลิตวัตถุดิบออกนอกประเทศด้วย แต่ทำไมทำตัวติดดินขนาดนี้”
“ก็เด็กดื้อธรรมดานั้นละคะ ถ้ามองจากการที่เธอจะให้รถมารับมาส่งก็ได้แต่ไม่ยอมทำ” กันยาเสริม
“สนใจดูแลเด็กดื้อไหมกันยา” ผอบจันทน์ ถามขึ้น กันยานิ่งเงียบไป ประธานนักเรียนคนสวยจึงกล่าวต่อ “พี่มั่นใจนะว่าต่อไปเด็กคนนี้ก็คงจะมีปัญหากับรุ่นพี่คนอื่นๆอีก นับว่าดีแล้วที่วันนี้ฉันเป็นคนเตือนเด็กนั้นเรื่องการแต่งตัวเอง ถ้าคนอื่นมาเจอเข้าฉันเดาไม่ถูกว่าเด็กคนนั้นจะเถียงอะไรหรือเปล่า”
“พี่กำลังจะบอกอะไรกับหนูหรือเปล่าคะ”
“ถ้ามีปัญหามากๆ ฉันก็ต้องทำตามกฎละนะ”
“ถ้าพี่ผอบจันทน์จะประกาศให้เด็กคนนั้นพ้นสภาพการยอมรับจากคณะกรรมการนักเรียน หนูคิดว่าไม่เกิดประโยชน์ขึ้นกับฝ่ายไหนเลยนะคะ และมันจะเป็นปัญหากับตัวของมาริสาเองด้วย”
“แบบนั้นต้องรอให้เด็กนั้นลาออกไปเองเหรอ เด็กดื้อขนาดนั้นนะเหรอจะยอมแพ้ จะว่าไปก็เหมือนเธอนั้นละกันยา เป็นประเภทยอมหักไม่ยอมงอ ให้อยู่ในสภาพที่คณะกรรมการนักเรียนไม่ยอมรับ เด็กนั้นก็ยังอยู่”
“หนูไม่ได้ยอมหักไม่ยอมงอนะคะพี่ผอบจันทน์ ตัวพี่เองก็น่าจะทราบนะคะ” กันยากล่าวเสียงเรียบ “ใกล้จบโฮมรูมแล้ว หนูขออนุญาตกลับเข้าไปเรียนก่อนนะคะพี่ผอบจันทน์”
“ตามสบาย เดี๋ยวพี่ก็ต้องไปเหมือนกัน แล้วก็...กันยา ประชุมคณะกรรมการนักเรียนตอนเย็นก็ปล่อยเรื่องงบไปบ้างเล็กๆน้อย อย่าเข้มขันมากนักนะ เธอแทบจะโดนปล่อยให้โดดเดี่ยวอยู่แล้วนะ การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่มันก็เป็นหลักสูตรหนึ่งของการใช้ชีวิตมนุษย์เหมือนกันนะกันยา”
“หนูไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับใครนะคะพี่ผอบจันทน์ แต่ในฐานะโซลเมทของรุ่นพี่นันธิดา หนูก็ต้องทำหน้าทีฝ่ายตรวจสอบให้ดีที่สุด” กันยากล่าวเสียงเรียบ แต่แววตาและสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหนักแน่น ผอบจันทน์ถอนหายใจ
“เธอเพิ่ง ม.๕ เองนะกันยา ปีนี้ก็ปีสุดท้ายสำหรับพี่ เทอมสองพี่ก็ไม่ได้เป็นประธานนักเรียนแล้ว มันไม่เลวร้ายอะไรนักหรอกงบที่พวกชมรมต่างๆขอกันมา ปล่อยผ่านๆไปก็จบ ดีกว่าที่เธอจะโดนทุกคนมองเป็นศัตรูนะ”
“หนูไม่ได้ทำไปเพราะแกล้งใครค่ะพี่ผอบจันทน์” กันยาตอบผอบจันทน์ถอนหายใจไม่มีอะไรจะกล่าวต่อ...
*************
มาริสาดูนาฬิกาที่ข้อมืออีกครั้งก่อนรีบเดินออกจากบ้าน หลังจากที่กลับมาเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าแล้ว เธอน่าจะกลับเข้าไปโรงเรียนทันคาบเรียนที่สอง เสื้อคลุมถูกสวมทับชุดนักเรียนแต่เมื่อเลื่อนประตูเหล็กหน้าบ้านออกกลับพบรถนอกสีน้ำเงินที่คุ้นตาจอดอยู่ เมื่อดูป้ายทะเบียนเธอก็คุ้นว่าเป็นรถที่มารับส่งพี่กันยา สารถีผมดอกเลาในชุดขาวสะอาดตาเดินเข้ามาต่อหน้าเธอ แม้จะดูชราแต่ก็ยังคงเดินเหินได้อย่างแข็งแรง
“คุณหนูมาริสาคุณหนูกันยาให้ผมมารับคุณหนูไปโรงเรียนครับ” ชายชราผู้นั้นกล่าวพร้อมส่งโทรศัพท์ในมือให้กับมาริสา เด็กสาวรับโทรศัพท์ ไม่กล้าคิดว่าใครรออยู่ในสาย
“สวัสดีค่ะ”
“ขึ้นรถมาโรงเรียนเลยนะมาริสา”
“คือว่า...” มาริสาอดรู้สึกไม่ได้ว่าอย่างไรก็ไม่อยากเป็นบุญคุณกับรุ่นพี่ในโรงเรียนนี้เท่าไรนัก แต่ไม่ทันจะปฏิเสธออกมากันยาก็พูดขึ้น
“ขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่าเธอแบกรับชื่อเสียงของกมุทะรัตน์อยู่ ในเมื่อเธอเองไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงของโรงเรียน ฉันซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องไม่ใช่หรืออย่างไร ฉันไม่อยากเห็นเธอทำอะไรให้ขายหน้ามากกว่านี้อีกแล้วเข้าใจไหมมาริสา” กันยากล่าวน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ทุกคำพูดชัดเจนแทบไม่ต้องการคำอธิบาย มาริสาโมโหจะเอ่ยปากโต้เถียงก็ฉุดคิดอีกว่าคงไม่วายโดนตอกกลับว่าเป็นเด็กไม่ยอมโต มาริสาพับโทรศัพท์ปิดส่งให้คนขับรถของรุ่นพี่เธออย่างเรียบร้อย
“รบกวนด้วยนะคะคุณลุง” มาริสายิ้มให้ แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยชอบผู้ชายเท่าไรแต่สำหรับคนชราแล้วมาริสามักจะมองอีกอย่างหนึ่ง
*************
เกตุมณีแนะนำให้มาริสาตรวจสองข้อมูลของตัวเองโดยการเชื่อต่อเข้ามาในระบบของโรงเรียนผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อดูเวลาเรียนที่ขาดไปและกำหนดการต่างๆรวมถึงคะแนนความประพฤติ และบันทึกพฤติกรรมเมื่อเห็นตรงนี้ทำให้มาริสาเริ่มเข้าใจว่าทำไมในแต่ละวันเธอมักจะโดนเตือน หนึ่งครั้ง โดยไม่มีรุ่นพี่คนอื่นมาเตือนซ้ำ เพราะข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ใครก็สามารถดูได้ ถ้าวันนั้นเธอโดนเตือนแล้วก็จะไม่มีใครมายุ่งกับเธออีก ข้อความในกรอบแดงที่ยาวลงมาหลายหน้าทำให้มาริสาปิดหน้าจอหนี
“ทำไมฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่าฉันโดนประจานอยู่ตลอดเวลา” มาริสากล่าวน้ำเสียงแสดงความเดือดร้อนจนน่าสงสาร
“แต่ว่าโทษมาสายไม่โดนบันทึกไว้นะคะ”
“ดูเหมือนว่าพี่ผอบจันทน์จะอนุญาตให้ฉันออกไปนอกโรงเรียน” มาริสาพูดอย่างลำบากใจ เธอยังไม่เล่าถึงการที่กันยาให้รถมารับเธอถึงหน้าบ้านด้วยเพราะรู้สึกยังสับสนกับตัวรุ่นพี่อยู่ว่าคิดอย่างไรถึงมาใส่ใจเรื่องของเธอ มาริสารู้สึกได้เลยว่าการกระทำของกันยากำลังชักนำเธอตลอดเวลา เหมือนโดนอ่านออกหมดว่าจะต้องทำอย่างไรเธอถึงจะยอมทำตามที่กันยาต้องการ
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะคุณมาริสาสีหน้าเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ” เกตุมณีถามขึ้นมาริสารีบหันมาปฏิเสธทันที
“เปล่าหรอก ไม่ค่อยเข้าใจว่า ฉันถูกจัดอยู่ในฐานะไหนกันแน่เท่านั้นเอง”
“ฐานะ?”
“ตัวปัญหาของโรงเรียน จุดด่างของกมุทะรัตน์ หรือ ขยะมีพิษ” มาริสายกตัวเลือกมาหลายอย่าง เกตุมณีได้แต่ยิ้มแห้งๆตอบเพื่อนสาว
“ถ้าเรื่องแบบนี้เค้าแบ่งเป็นดอกบัว ๔ เหล่านะคะ”
“อ๋อ” มาริสาพยักหน้ารับ “นึกภาพออกเลยว่าพวกพี่ให้ฉันอยู่ตรงไหน” มาริสาตัดพ้อ เกตุมณีเหมือนจะพูดแต่ก็ตัดใจไม่พูดอะไรอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่มาริสาก็รู้สึกตัวได้ทันที
“มีอะไรหรือเปล่า?”
“คืออยากจะเตือนว่าอย่าเข้าไปในสวนป่าเลยนะคะ เพราะเคยมีคนหายตัวไปเป็นประจำและรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในป่า”
“เป็นเรื่องจริงเหรอ?”...
*************
คนที่มีประสบการณ์หายตัวไปต่างก็บอกเล่าให้ฟังว่าทุกสิ่งที่เกิดภายในป่าจะลืมไปหมด พอรู้สึกตัวอีกทีกลับกลายเป็นว่ากำลังเดินออกมาจากป่า พร้อมกับเวลาที่หายไปหลายชั่วโมง ซึ่งก่อนหน้านี้มาริสาอ่านผ่านในวารสารของโรงเรียนพบว่าบางคนเห็นปิศาจไร้หน้าใบชุดผ้าคลุมสีดำลอยไปมาในป่า แต่ลองพิจารณ์ดูแล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงเมื่อพี่กันยาก็เข้าไปในส่วนป่าแห่งนั้นน่าจะเป็นประจำ
มาริสารวบช้อนส้อมก่อนลุกขึ้นยกจานไปเก็บจากโต๊ะทานข้าว โรงอาหารที่นี้แตกต่างกับโรงอาหารที่โรงเรียนเก่าเธอที่มักจะเป็นโต๊ะยาวนั่งได้หลายคนแต่ที่โรงเรียนนี้จะเป็นโต๊ะสีเหลี่ยมที่นั่งพร้อมกันได้สี่คน มาริสามักจะนั่งทานคนเดียวเสมอ ส่วนเกตุมณีจะโดนเพื่อนในห้องกลุ่มอื่นพากันไปทานด้วย เรื่องนี้ทำให้มาริสาเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ถึงเกตุมณีจะมาสนิทสนมกับเธอแต่ก็ใช่ว่าคนอื่นจะรังเกียจเพื่อนของเธอไปด้วยเพราะบ้านของเธอมีกิจการโรงแรมขนาดใหญ่ ที่ถือว่าเป็นคอนเน็กชั่นที่เย้ายวนมากสำหรับเจ้าของกิจการหลายๆอย่าง
นี่อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาคนที่เข้ามาเรียนที่นี่ยอมมีจุดประสงค์เรื่องนี้อยู่แล้ว และมันกลายเป็นตัววัดคุณภาพในการน่าคบหาของแต่ละคน มาริสาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อมูลของตัวเองก่อนจะห่อไหล่ลงด้วยสีหน้างงงวย แม่ของเธอเขียนลงไปในใบสมัครเพียงบอกว่า อาชีพรับจ้าง และรายละเอียดของงานว่าเป็นพนักงานขายอาหาร มาริสาเดาความคิดของแม่เธอไม่ถูกนักทั้งที่ดูแม่เธอทราบธรรมเนียมในโรงเรียนนี้เป็นอย่างดีแต่กลับจงใจเขียนข้อมูลแบบนี้
พอทราบเรื่องราวธรรมเนียมเหล่านี้ในโรงเรียน มาริสาก็ไม่แปลกใจที่เธอต้องมานั่งทานข้าวคนเดียว บวกกับรายการเตือนยาวเหยียดจากรุ่นพี่ ใครคบกับเธอไม่ใช่แค่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่านั้น อาจจะหาเรื่องเดือดร้อนมาสู่ตัวเองด้วยซ้ำไป
มาริสาเริ่มเห็นภาพอะไรชัดเจนขึ้น โรงเรียนนี้ไม่เหมาะกับตัวเธอจริงๆ เธอเริ่มคิดถึงเหตุการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้น สามปีที่ต้องเรียนชั้น ม.ปลาย เธอจะต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อก็คงจะไม่ไหว เพราะเป็นสังคมที่คิดเล็กคิดน้อยชวนอึดอัดจนน่าอาเจียน...
จบตอนที่ 1
ตอนนี้เป็นการวางพล๊อตหลักของเรื่อง ที่พูดถึงตัวมาริสาที่เป็นเด็กผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างธรรมดา ต้องมาอยู่ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยคุณหนูที่ทั้งการใช้ชีวิตและขบวนการคิดแตกต่างกัน และ ดำเนินเรื่องอยู่บนธีมที่จะบอกว่าการแก้ปัญหาหากพยายามอย่างเต็มทีย่อมสำเร็จ
มีการเปิดตัวละครหลักของเรื่องซึ่งจริงๆควรจะน้อยกว่านี้ แต่อยากเน้นครอบครัวของมาริสาให้เห็นสภาพแวดล้อมของเธอ พร้อมกับสภาพในโรงเรียนกับสังคม ไม่แน่ใจนักว่าทำให้เรื่องดูอืดไปหรือเปล่า แต่พยายามจะนำเสนอไปพร้อมกับปัญหาที่มาริสาพบจะได้ไม่ดูอืดไปนัก
คิดว่าตอนแรกน่าจะเพียงพอสำหรับการวางพล๊อตรองของเรื่องที่จะเปิดในตอนต่อไป ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น ผู้เขียนต้องการยาแรงเชิญทุกท่านจัดแจงอย่าได้เกรงใจ ขอบพระคุณอีกครั้งครับ
edit @ 21 Mar 2008 23:53:11 by ~fs writer~