ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๕ เจ้าหญิงบนบัลลังก์ไม้(๓)
กันยาลืมตาอยู่ในความมืดศีรษะหนุนอยู่บนหมอนใบใหญ่ดูนุ่มน่าสบาย ผ้านวมหนาให้ความอบอุ่นดีในคืนฝนพรำอากาศเย็นสบาย บรรยากาศชวนหลับใหลแต่กันยาไม่สามารถข่มตัวเองให้นอนได้ เธอบิดคอหันไปมองนาฬิกาบนหัวเตียง แสงพรายน้ำดิจิตอลบอกเวลาตีสามกว่า
เด็ก สาวระบายลมหายใจ หมายถึงชีวิตเธอต้องรักแต่มาริสาเท่านั้นถึงจะมีชีวิตอยู่ได้หรือยังไง ไม่เช่นนั้นจิตโหยหาจากภายในก็จะบีบหัวใจให้คิดถึงอยู่แบบนี้ อยากเห็นหน้าอยากกอดอย่างสัมผัสอยากพูดคุย
‘น่าหงุดหงิด’ กันยาหลับตาลงช้าๆพาตัวเองไปสู่เนินกว้างสุดสายตาพบกับภูตผู้อ้างว่าเป็นแก่นวิญญาณของเธอ ภูตสาวยิ้มรับกล่าวทักทาย
“ยินดีต้อนรับแต่นี่น่าจะเป็นเวลาพักผ่อนของท่านไม่ใช่หรือ”
“ถ้าคุณไม่เลิกทำแบบนี้ฉันคงนอนไม่ได้”
“ปัญหานี้แก้ง่าย ท่านก็อยู่ร่วมกับคนที่ท่านรักน่าจะหมดปัญหา” ภูตสาวยิ้มอย่างเบาใจ กันยาเห็นแล้วว่าคุยกันไม่รู้เรื่องเป็นแน่
“คุณชื่อว่าอะไร”
“ท่านทราบอยู่แล้ว”
“นาตาลี?” กันยากล่าว ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง ในฉับพลันนั้นเธอก็เหมือนจดจำได้ “นาตาลี เซบีอาร์” ภูตสาวผู้อ้างว่าเป็นแก่นแท้ของวิญญาณพยักหน้าแย้มยิ้มอย่างแช่มช้า
“น่าจะดีหากท่านสามารถจดจำเรื่องราวที่ผ่านมาได้”...
กันยา ลืมตาอีกครั้งเสียงเม็ดฝนด้านนอกกระทบระเบียงดังขึ้นจนรู้สึกได้ สายฟ้าฟาดสว่างวาบ เสียงฟ้าร้องสั่นสะเทือนทั่วบรรยากาศกระทบกรอบหน้าต่างดังระรัว ถ้าเป็นปรกติเธอคงต้องยกมือปิดหูนอนคุดคู้หดตัวด้วยความกลัว แต่กันยาในเวลานั้นเหมือนไม่ใช่ตัวเองอะไรก็น่าสับสนไปหมด...
***************
ปรกติ กันยาเป็นคนที่นอนน้อย คือนอนประมาณคืนละสามถึงสี่ชั่วโมงก็สามารถตื่นขึ้นมาอย่างสดใส แต่นั้นก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นคือเธอจะอยู่ในสภาพอดนอนได้ยากลำบากกว่าคนอื่น ท่าทางของเธอทำให้หญิงรับใช้ในบ้านกล่าวเตือนเธอก่อน จะก้าวขึ้นรถว่าควรจะพักผ่อนอยู่บ้าน แค่ได้ยินคำแนะนำแบบนี้กันยาก็คิดไปทันทีว่าทำแบบนั้นเธอก็จะไม่ได้พบกับ มาริสา ซึงการไม่เห็นหน้าก็สร้างความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจที่ต้องเฝ้าคิดถึงได้ไม่แพ้กัน
กันยาก้าวขึ้นนั่งลงบนรถเก๋งสีน้ำเงินคันโต ล้วงมือลงไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมานิ้วมือกดไปอย่างคุ้นเคยทั้งที่ไม่ได้โทรอะไรบ่อยนัก
“มาริ สาเดี๋ยวฉันไปรับเธอไม่ต้องออกจากบ้านนะ” ไม่รอให้ปลายสายตอบโต้กันยากดตัดสาวลงทันที เธอไม่ต้องการตอบเพราะมั่นใจว่ามาริสาสามารถรอได้ ก่อนที่จะสั่งคนขับรถมุ่งไปยังบ้านของรุ่นน้องเธอ
ทางด้านของมาริสานั้นยืนงงกับโทรศัพท์ที่ได้รับก่อนมือไม้จะขยับตาหลิวตักกับข้าวใส่จานเพื่อเตรียมจัดลงกล่องต่อไป
“เธอ ว่าพี่กันยามีเรื่องอะไร” มาริสาเลื่อนกล่องปิ่นโตสองใบเข้าใกล้ก่อนใช้ช้อนเล็กตักแบ่งอีกครั้ง โนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยซึ่งกำลังเดินเล่นอยู่บนโต๊ะได้ยินคำถามก็เงยหน้า ขึ้นมองผู้เป็นนายอยู่พักใหญ่ ภูตดอกไม้ตัวน้อยจึงจีบชายกระโปรงยกย่อตัว
‘พระ อาญาไม่พ้นเกล้าเพคะ เรื่องราวที่หม่อนฉันได้รับฟังครั้งราตรีวานพอจะกล่าวได้ว่า พระนางนาตาลีทรงโดนแก่นวิญญาณของตนบีบบังคับให้โหยหาอยู่แต่พระนาง’ ภูตน้อยเงยศีรษะกล่าว ดวงตากลมโตใสซื่อปรากฏรูปลักษณ์ของความจริงจัง
“เธอหมายถึงอะไร” มาริสาเลื่อนเก้าอี้นั่งลงตั้งใจฟัง...
***************
พิษ เสน่หา กันยาตั้งชื่อมันว่าเช่นนั้น ผลของมันคือบีบหัวใจให้เฝ้าคิดถึง การเยียวยาคงทำได้เพียงพบปะเจอะเจอ แค่ได้เห็นหัวใจก็คล้ายจะพองโตอยู่ภายในทรวงอก ชวนคิดไปว่าหากได้สัมผัสกันคงจะรู้สึกดีขึ้น เพียงแค่ยื่นมือไปคว้าจับไว้ ค่อยๆบีบกระซับแทรกระหว่างนิ้วเข้าเกาะกุม อาจจะสบตามองซึ่งกันและกัน สูดสัมผัสกลิ่นกาย อยากเรียกหาว่ายอดรัก
‘ลิเกเกินไป’
กันยาหลับตาลงช้าๆ ส่งสายตาดุแก่ภูตสาวซึ่งอ้างว้าเป็นแก่นวิญญาณให้เลิกเล่นกับความรู้สึกของเธอเสียที ภูต สาวยิ้มรับกันยาจึงได้หยุดพักหายใจจากความลุ่มหลง อีกด้านก็คิดน้อยใจไม่ได้ว่า ตัวเธอไม่ต่างกับภาชนะบรรจุความปรารถนาของแก่นวิญญาณที่ชื่อว่านาตาลี แล้วตัวเธอที่เป็นกันยาเล่าสุดท้ายคงต้องโดน นาตาลี กลืนลงไปในที่สุด
‘หรือจริงแล้วฉันเป็นเพียงแค่นั้น’
“พี่กันยาว่ารุ่นพี่ดาริกาต้องการอะไรคะ” มาริสาหาเรื่องชวนคุย เด็กสาวรวดเร็วพอที่จะจับสีหน้าและแววตาของรุ่นพี่ที่แตกต่างจากทุกวัน
“ไม่ รู้ นั้นสิฉันไมได้คิดเรื่องของรุ่นพี่ดาริกาเลย” กันยากล่าวหันมองรุ่นน้องที่นั่งอยู่ด้านข้าง แม้ว่าน้ำเสียงจะฟังดูเศร้าแต่ภายร่างกายนั้นร้อนรุ่ม เฝ้ามองรุ่นน้องผมประบ่าด้วยแววตาหวาน ใบหน้าร้อนผ่าวจากแรงปรารถนาที่ปลุกเร้า ทั้งที่เธอพยายามต่อสู่อย่างที่สุดแล้ว “แก่นวิญญาณทำให้ฉันคิดแต่เรื่องของเธอมาริสา” กันยาอยากจะฟ้องให้รุ่นน้องของเธอเข้าใจแต่ไม่สามารถอธิบายความลำบากทั้งหมด ได้ มาริสาเองก็ยากลำบากในการแสดงสีหน้า เธอควรรู้สึกอย่างไร ดีใจหรือเสียใจดี?
“โนโรซ่าบอกกับหนูว่าแก่นวิญญาณปรกติจะเป็นเนื้อเดียวกับตัวตน หรือไม่ก็หลับใหลอยู่อย่างเงียบๆ” มาริสาส่ายศีรษะช้าๆ
“แต่ ถ้าไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ฉันรู้สึกได้เลยว่าตัวตนของฉันตอนนี้ก็เป็นแค่เปลือกที่รอการกระเทาะออก ไม่แน่ว่าเมื่อหลับไปตื่นขึ้นมาฉันอาจจะไม่ได้เป็นกันยาแบบนี้อีกต่อไป”
“จริงๆ หนูว่ามันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้น” มาริสาพูดได้เพียงปลอบใจเพราะเธอก็ไม่รู้อะไรเลย กันยาค่อยๆหลับตาลงเอนหลังพิงเบาะ มาริสาหวั่นใจว่าเมื่อตื่นขึ้นมารุ่นพี่ของเธอจะเปลี่ยนไป
***************
ไว โอลินคอนแซร์โต้ ของไชคอฟสกี ความรู้สึกของกันยาต่อคีตะกวีท่านนี้คือความอิสระ คันชักไวโอลินขยับเข้าออกรวดเร็วส่งเสียงแหลมเล็กไล่เรียงละเอียด เกิดเป็นคลื่นที่สวยงามไร้ที่ติเหมือนผืนผ้าไหมมันวาวนุ่นลื่น จังหวะของบทเพลงชวนให้เห็นเด็กผู้หญิงกระโดดแยกเท้ากว้างบนทุ่งหญ้าสุดสายตา การวิบาโต้ด้วยปลายนิ้วขยับสั่นสายเกิดเสียงต่ำสูงเป็นความถี่ที่ไพเราะ วาดจิตนาการให้เห็นปลายเท้าที่พลิ้วไหวของเด็กสาว แต่เพลงนี้กันยาเล่นแตกต่างออกไปจากทุกเพลงที่เธอเคยบรรเลง
หวานสนิทจนผู้ฟังอดรู้สึกขวยเขิน เด็ก สาวผมหยักศกเบื้องหน้าเหล่าสมาชิกชมรมดนตรีที่ ๔ ไม่คล้ายกับเล่นไวโอลิน หลับตาพริ้มยิ้มใบหน้าอวบอิ่มโยกตัวแช่มช้า นุ่มนวลไปคู่กับความร้อนแรงโอบกอดบรรจงพรมจูบไปตามจังหวะเพลงที่เร่งเร้า บางคนฟังแล้วต้องกระซับแขนแนบลำตัว มองกันยาแล้วกลับรู้สึกว่าน่าอายคล้ายกำลังแอบมองเวลาส่วนตัวของผู้อื่น
แต่ เล่นไม่ทันจบเพลงดีกันยาก็หยุดมือลดไวโอลินลง มืออีกข้างล้วงเข้าไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นปิดเสียงของวงซิโฟนีที่ยังคงบรรเลง อยู่จากเครื่องเสียงในห้อง พิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่ ๔ และศุษิระที่ยืนฟังอยู่นานหน้าประตูห้องเริ่มเคลื่อนไหวกันตามปรกติ พวกสมาชิกชมรมเข้ามาชักถามบ้างขอให้กันยาเล่นบางท่อนให้ดูใหม่
‘มี บางอย่างแปลกไป’ กันยารู้สึก ทำไมบางคนถึงมีเงาดำๆคล้ายคลุมศีรษะอยู่ มันไม่ใช่ภาพที่สัมผัสได้ด้วยสายตา กันยารู้สึกว่ามีมันจึงปรากฏให้เห็น ถึงจะมีเพียงบางคนแต่ในนั้นก็รวมถึงประธานชมรมของเธอกับอดีตประธานชมรมดนตรี ที่หนึ่ง กันยาพยายามคิดว่าบางทีเธออาจจะเพี้ยนไป ก่อนสรุปได้อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับนาตาลี
***************
เงาดำที่คลุมศีรษะนั้นมีกันแทบทุกคนบ้างคนเบาบางจนสัมผัสได้ยาก เมื่อวาดมือเข้าใกล้เงาดำเหล่านั้นมันก็สลายกระจายฟุ้งไป ถึง จะเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่ตอนนี้กันยาก็มีปัญหาที่น่าขบคิดมากกว่าเรื่องพวกนี้ เธอไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงก็รีบเดินรี่ไปยังโรงอาหาร แต่กลับพบว่ามาริสาฝากปิ่นโตไว้กับมธุชาประธานชมรมทำอาหารเจ้าของโต๊ะ เรื่องนี่ทำให้กันยานั่งลงซึมๆ
“มาริ สาบอกไว้ว่าเดี๋ยวจะรีบมา พวกเรารอกันก่อนก็ได้มั้ง” พยากรณ์เอ่ยปาก กันยาพยักหน้าเห็นด้วยช้าๆในขณะมธุชารีบกลืนน้ำลายก่อนพยักหน้าถี่ๆแม้ใจ จริงอยากรีบสำเร็จโทษอาหารที่อยู่ตรงหน้าเสียตอนนี้
***************
มาริ สาสาวเท้าก้าวอย่างรวดเร็วเข้าไปในสวนป่าของโรงเรียน เดินบนถนนอิฐสีเหลืองทะลุผ่านป่าทึบมืดครึ้มสู่อาณาเขตโล่งกว้าง เจิดจ้าไปด้วยแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน สถานที่ซึ่งถูกเรียกว่า วิหารกุหลาบ เธอก้าวลงบันไดสู่ด้านล่าง ยืมมือสะบัดคลี่ม่านมิติออกสู่โลกแห่งรัตติกาล ที่ทุกอย่างถูกฉาบไปด้วยห่วงเวลาแห่งราตรี มาริสายืนนิ่งอยู่อึกใจจ้องมองปิศาจสาวผมเงินก่อนก้าวต่อ
“คุณคงรู้แล้วว่าฉันมาทำเพื่ออะไร”
“ข้า...ทราบดี”
“ฉันอยากได้คำอธิบาย หรือไมก็วิธี...ช่วยเหลือ”
“แก่น วิญญาณ...” ปิศาจสาวผมเงินกล่าวค้างคาอย่างขบคิด “จริงแล้วน่าจะรวมเป็นเนื้อเดียวกับร่างเช่นเดียวกับตัวท่าน ข้า...แนะนำได้เพียงว่า ท่านต้องรีบสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับ กันยา”
“หนึ่งเดียว” มาริสาขมวดคิ้วจนยุ่งก่อนขยับแว่นดันขึ้นเดินเข้าใกล้ปิศาจผมเงิน “ไอ้แบบที่เธอทำกับคนอื่นหรือเปล่า”
“ไม่ ง่ายดายเช่นนั้น” ลิลิธกล่าวลำบากใจ “สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะข้าใช้พลังมานาความมืดหวังจะปิดกั้นความทรงจำของท่าน เมื่อเข้ามาในโลกแห่งรัตติกาลนี้ แต่กลับกลายเป็นกระตุ้นให้แก่นวิญญาณของท่านตื่นขึ้นมา และนั้นก็ไปปลุกแก่นวิญญาณของกันยา สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะแก่นวิญญาณของกันยาเป็นอิสระจากร่าง และต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับท่าน”
“แล้ว...บอกหน่อยได้มั้ยว่าฉันควรทำอย่างไร”
“ท่าน...ไม่พอใจหรือที่กันยาจะรักท่านในลักษณะแบบนี้”
“ไม่รู้ ก็น่าจะพอใจ แต่ฉันว่ามันไม่ใช่แบบนี้” แววตาของเด็กสาวส่อถึงความไม่สบอารมณ์
“ก็ไม่น่าใช่แบบนี้ แก่นวิญญาณเองคงไม่มั่นใจว่าท่านสองคนจะลงเอยกันได้ก็พยายามให้อย่างน้อยได้อยู่ร่วมกัน”
“แบบ นี้เหรอได้อยู่ร่วมกัน” มาริสาเสียงกร้าว เธอรู้สึกได้ว่ารุ่นพี่ของเธอน่าสงสารที่ต้องมาค่อยคิดถึงเธอทั้งที่ใจจริง ไม่รู้สึกเช่นนั้น เด็กสาวสะบัดศีรษะโดนแรง หยุดตัวเองก่อนที่จะระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมา มาริสาเย็นลงได้อย่างรวดเร็ว “ฉัน...ฉันควรจะใจเย็น นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาคาดคั้นอะไรกับคุณ ฉันมาขอความช่วยเหลือ” มาริสากล่าวเสียงดังทบทวนจุดประสงค์ของตัวเอง
“ท่านดูร้อนใจมากเกินไป”
“โนโรซ่าบอกว่า...”
“ใช่... ภูตดอกไม้กล่าวตามความจริง กันยาอาจจะกลายเป็นเช่นแก่นวิญญาณของตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย พวกท่านทั้งสองต่างก็มีแก่นวิญญาณควบคุม อาจจะแตกต่างบ้างแต่ก็คือเนื้อแท้ของพวกท่านทั้งสอง สบายใจเถอะ และอีกอย่างแก่นวิญญาณอย่างพระนางนาตาลีพระทัยดีเกินกว่าจะบีบบังคับให้ใคร กลายเป็นตน” ลิลิธยิ้มหวังให้มาริสาเบาใจลง แต่สายตาจับจ้องเค้นความจริงของเด็กสาวยังไม่จางหายไปจากใบหน้า
“ฉันกับพี่กันยามีความเกี่ยวข้องอะไรกันแบบไหนทำไมถึงมีอะไร...ที่เหมือนอธิบายไม่ได้”
“ท่านสองคนสัญญากันว่าจะรักกันทุกชาติภพ”
“หา” มาริสาส่ายศีรษะ “ไม่เชื่อละ...จะบอกว่าตัวตนแท้ๆของพวกฉันนี่คลั่งรักกันขนาดนั้นเลยเหรอ” มาริสาถามจริงจังจนลิลิธปั้นสีหน้าไม่ถูก สุดท้ายต้องยกหลังมือป้องปากอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“สมเป็นท่าน...สมเป็นท่านแล้วจริงๆ”
“น่าขำขนาดนั้น” มาริสาหลี่ตาถาม
“ขออภัย เออ แต่ท่านทั้งสองรักกันมากจนสัญญาเช่นนั้นจริง”
“ถ้าเป็นเรื่องจริงทำไมคุณถึงรู้เรื่องนี้”
“ท่านก็ทราบว่าข้าพยายามปิดบัง ถามให้เสียน้ำใจกันไปทำไม” แววตาเศร้าๆบนรอยยิ้มยากที่เด็กสาวจะกล่าวซักไซ้ต่อ
***************
กันยา พอจะรู้สึกได้เหมือนกันว่าแก่นวิญญาณไม่ถึงกับบีบบังคับเธอจนทนไม่ได้ แต่พอถึงขีดจำกัดหนึ่งแล้วเธอก็จะถูกผ่อนคลายให้เป็นปรกติ ไม่โหยหามาริสาจนน่ารำคาญใจ แต่ก็มีสิ่งอื่นที่น่าติดใจสงสัย
พยากรณ์มีเงาดำครอบบนศีรษะหนาแน่นมาก หากเทียบกับหลายๆคน เพื่อนร่วมห้องที่เธอสลายเงามืดไปนั้นก็ดูเป็นปรกติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
‘แล้วมันคืออะไรกัน’ กันยาจับจ้องพยากรณ์จนเพื่อนสาวเริ่มรู้สึกผิดปรกติ
“ฉันลืมล้างหน้าออกมาหรือไงกันยา” เด็กสาวร่างสูงกล่าวพลางยกมือลูบใบหน้าของตัวเองให้มั่นใจ
“เปล่า” กันยาตอบเสียงเรียบ อมยิ้มบางบนมุมปากยิ่งชวนให้พยากรณ์สงสัย ในขณะที่มธุชาที่นั่งกลืนน้ำลายเริ่มๆแง้มของในกล่องข้าวของมาริสาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ทานกันเลยเถอะค่ะ” มาริสาปรากฏตัวขึ้นไม่ให้ซุ่มให้เสียง เมื่อกันยามองรุ่นน้องของเธอหัวใจก็คล้ายจะพองโตขึ้นมา นี่คงเรียกว่าความสุข
‘ใช่ความสุข เธอควรจะสัมผัสมันเสียบ้าง’ นาตาลีกระซิบบอกจากภายใน
***************
พรุ่ง นี้วันพุธมีงานเต้นรำทำให้กันยาต้องอยู่ซ้อมกับคนอื่นๆแต่มีเรื่องไม่คาดฝัน เล็กน้อยเกี่ยวกับกิจกรรมนี้เพราะ มาธุสร ประธานชมรมดนตรีที่ ๑ คนใหม่บอกว่าควรเป็นกิจกรรมที่หอระเบียงวาทกะมีส่วนร่วมด้วยกัน พร้อมเตรียมคนไว้อีกสี่คนมัดมือชกให้เข้าในวง ทางพิณพาทย์ไม่อย่าจะตั้งแง่ให้เกิดปัญหาภาระจึงตกมาทางกันยา อย่างที่หลายๆคนคิดเอาไว้ทั้งสี่เข้ามาเพื่อทำให้วงเล่นไปไม่ได้ ศุษิระอดีตประธานชมรมดนตรีที่ ๑ สั่งให้เลิกซ้อมในเวลาไม่ถึง ๑๕ นาที
“พี่คะ หนูว่าเราอาจจะเปลี่ยนเพลงที่ง่าย...” กันยาออกความเห็น ศุษิระส่ายศีรษะผมหางม้าที่ผูกรวบไว้สะบัดตาม
“เอา เถอะแค่นี้ก็เห็นชัดแล้วว่ามาธุสรไม่มีความคิดจะรักษาหน้าตาของหอระเบียงวาท กะเลย...” ศุษิระพูดไม่เกรงใจ กวาดสายตาจิกมองสมาชิคใหม่ในวง ๔ คน
“พี่ศุษิระ ไม่ใช่ว่า ๔ คนนี้แกล้งเล่นเพี้ยนหรอกคะแต่น่าจะหัดเล่นไวโอลินได้ไม่นานมากกว่า”
“เหรอ...” ศุษิระพยักหน้ารับ ยกมือห้ามกันยาไม่ให้พูดอะไรเพิ่มเติม “พวกเธอคงมาจากชมรมดนตรีที่สอง...ไม่ก็สาม” ศุษิระยิ้มเย็นจนไม่มีใครกล้าตอบ พิณพาทย์ที่นั่งไขว่ห้างมองอยู่บนเก้าอี้ยาวหน้าเปียโนระบายลมหายใจก่อนลุกขึ้นเดินตามเข้ามา
“คิดจะทำอะไรละ คุณศุษิระ” ประธานชมรมดนตรีที่ ๔ กล่าวเสียงเข้มจริงจัง
“เรา มีเวลาน้อยคงต้องเริ่มฝึกซ้อมกันเย็นนี้” ศุษิระเหยียดยิ้ม ใบหน้าคลายสวมหน้ากากปรากฏขึ้นอีกครั้ง กันยาที่อยู่ใกล้ๆถึงกับเย็นสันหลัง พิณพาทย์ส่ายศีรษะ แววตาเหลือบลงใช้ความคิดเล็กน้อย
“งั้น ก็ไปซ้อมที่บ้านฉันเลยแล้วกัน จะได้ซ้อมกันได้จนถึงตอนเช้า” ประธานชมรมดนตรีที่ ๔ กล่าวเสียงแข็ง “เดี๋ยวทำเรื่องประสานกับประธานนักเรียนออกหนังสือให้ บอกว่ามาธุสรส่งพวกเธอมา...น่าจะเข้าใจ” สมาชิกใหม่ทั้งสี่หันหน้ามองกัน โทรศัพท์ สีน้ำเงินถูกล้วงออกมาจากกระเป๋ากระโปรงจากประธานชมรมผมเปียร่างเล็ก เธอสะบัดมือโดยแรงเปิดหน้าปัดออกพรมนิ้วกดหมายด้วยมือข้างเดียว
“พี่คะในฐานะหัวหน้าวงขอให้หนูจัดการกับปัญหานี้เองเถอะค่ะ”
“นี่เกี่ยวกับปัญหาหน้าตาของหอระเบียงฯ” พิณพาทย์สรุปโดยสั้น
“หนูรับผิดชอบเองค่ะ” พิณพาทย์ได้ยินสะบัดโทรศัพท์เก็บทันที
“ถ้าเธอจะรับผิดชอบความผิดพลาดโดยการลาออก...ฉันจะยอม”
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๕ เจ้าหญิงบนบัลลังก์ไม้(๓)