2008/Sep/18

ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๔ เจ้าหญิงบนบัลลังก์ไม้(๒)

              เมื่อถูกฉุดออกมาจากโลกแห่งรัตติกาล สิ่งแรกที่มาริสารู้สึกคือความหวาดกลัวต่อหญิงสูงวัย เค้าโครงริ้วรอยแห่งความชราภาพมีให้เห็นบางตามสภาพของร่างกาย แต่ผิวพรรณและดวงตากลับสดใสเปล่งปลั่ง เส้นผมก็ยังคงความเงางามไม่ต่างจากสาวรุ่น

              “สวัสดีคะรุ่นพี่ดาริกา” มาริสายกมือขึ้นไหว้รุ่นพี่ในชุดสูทสีฟ้าอ่อน

              “สวัสดี อยู่โรงเรียนนี้ควรทำตัวเปิดเผยตรงไปตรงมา อย่าไปเลียนแบบพยากรณ์ลูกสาวฉันให้มากเด็กนั้นไม่ใช่ลักษณะของรุ่นพี่ที่พึ่งพาได้นักหรอก” หญิงสูงวัยกล่าวถึงลูกสาวของตนอย่างไม่เกรงใจ  ผอบจันทน์ที่ยืนอยู่ต้องออกตัว

              “รุ่นพี่ดาริกาคะ อย่าให้เด็กรู้สึกไม่ดีกับรุ่นพี่ของตัวเองสิคะ” ผอบจันทน์แย้ง หญิงสูงวัยกลอกลูกตาขึ้นสูงส่ายศีรษะเล็กน้อยแสดงความรับไม่ได้

              “ฉันไม่อยากจะเปรียบเทียบหรอกนะว่ารุ่นฉันโตกันมาอย่างไร ความนับถือจากรุ่นน้องไม่ใช่ว่าได้มาจากธรรมเนียมมารยาทแบบทุกวันนี้หรอก แต่คนเป็นรุ่นพี่ต้องสร้างมันขึ้นมาเอง”

              “ทั้งหมดนั้นก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของโรงเรียนนะคะรุ่นพี่ดาริกา”

              “ดอกไม้ที่โตขึ้นมาเหมือนๆกันมันก็ได้แค่นั้นละผอบจันทน์ หากปล่อยให้มันโตอย่างธรรมชาติเราอาจจะได้เห็นความงามแบบอื่นของมัน”

              “แต่ว่า...”

              “พอๆ” รุ่นพี่ดาริกากล่าวยกมือห้าม ท่าทางทะมัดทะแมงแข้มแข็งผิดกับท่าทางภายนอกที่ดูเป็นผู้หญิงในสังคมไฮโซ “ฉันไม่ได้กลับมาโรงเรียนเพราะเรื่องใหญ่โตแบบนั้น เอาแค่หอระเบียงวาทกะก่อน” กันยารีบฉวยโอกาสดึงเรื่องกลับมาที่เดิม

              “ค่ะก็ถ้าหนูลาออกไปทุกอย่าง...”

              “เธอสรุปก่อนกันยาว่า อะไรคือปัญหาที่เกิดขึ้นในหอระเบียงวาทกะ”

              “ค่ะก็...” กันยาตอบรับคำสั่ง ใช้ความคิดก่อนพยักหน้าตอบรับกับตัวเองอธิบายอีกครั้ง “ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเพราะหนูเป็นต้นเหตุ”

              “ความวุ่นวายอะไร?”

              “การที่ชมรมดนตรีที่หนึ่งย้ายลงมาชมรมดนตรีที่สี่ค่ะ” น้ำเสียงของกันยาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย ในฝั่งของนักเรียนทั้ง ๕ คน ไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นตอบอย่างฉะฉานหรือว่าเป็นไปด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด

              “แล้วมันเป็นปัญหาเพราะอะไร”

              “ชมรมดนตรีที่ ๑ ควรจะเป็นชมรมดนตรีที่เก่งที่สุดเพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนค่ะ”

              “เธอละพิณพาทย์ ปัญหาของระเบียงวาทกะคืออะไร” รุ่นพี่ดาริกาเดินเฉียงไปด้านข้างเข้าหาเด็กสาวผมเปีย

              “ต้นเหตุคือการที่หนูเอาแต่ใจตัวเองคะ...” พิณพาทย์ตอบได้ไม่เต็มคำนัก

              “ว่ามา” หญิงสูงวัยยิ้ม แววตาอ่อนโยนเป็นมิตรดูน่าเบาใจ แต่ก็ไม่ได้ช่วยเด็กสาวผมเปียเท่าไรนัก

              “หนูต้องการให้ ชมรมดนตรีที่หนึ่งวุ่นวาย”

              “ทำไมกัน?” ดาริกามองพิณพาทย์อย่างผิดคาด เด็กสาวขยับริมฝีปากได้กลับไร้สุ่มเสียง ส่ายศีรษะรวมรวมคำพูด

              “คะ...” แต่สุดท้ายก็ยังไร้ซึ่งน้ำเสียงที่จะกล่าวออกมา

              “พักก่อนแล้วกัน” ดาริกายิ้มอย่างปลอบโยน

“ไม่คะ หนูต้องพูดออกมา ที่บ้านของศุษิระมีปัญหาผิดสัญญาธุรกิจต้องล้มละลาย หนูต้องการโอกาสที่อาจจะทำให้เธอต้องโดนปลดจากการเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งก่อนที่จะต้องออกเพราะฐานะทางบ้านเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผลที่ตามมากลายเป็นปัญหาที่กันยาได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ค่ะ” พิณพาทย์กล่าวรวดเดียวหลบสายตาไม่กล้ามองรุ่นพี่ตรงหน้า

              “เธอละ ศุษิระ”

              “ค่ะ” เด็กสาวผมยาวมองหญิงสูงวัยที่อยู่ด้านหน้า มือสองข้างกุมกันไว้อย่างหลวมๆก่อนบีบกระซับ “หนูว่ามันไม่มีปัญหาอะไรหรอกคะ ทุกคนทำตามกฎที่ตั้งไว้ มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่บนกฎและทำเนียมวัฒนธรรมของหอระเบียง” ศุษิระจับจ้องอดีตประธานนักเรียนยืนยันมั่นใจในคำตอบของตน

              “ตอบได้ดี” รุ่นพี่ดาริกายิ้มให้อย่างชื่นชม “แต่ในตอนที่เธออยู่ในตำแหน่งประธานชมรมดนตรีที่๑ เธอก็คิดแบบนี้ด้วยเหรอ”

              “อะ...ไม่ค่ะตอนนั้น มีแต่เรื่องที่ชวนโมโห ทั้งที่ ผอบจันทน์ยัดเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างมาริสาเขามาในชมรม ทั้งเรื่องที่กันยามาอยู่ชมรมดนตรีที่๔ สมาชิกชมรมที่มีฝีมือย้ายออกไปเกือบหมด เรื่องที่โดนรุ่นน้องที่เคยให้ความเอ็นดูอย่าง มธุสร รวบรวมรายชื่อปลดจากประธานชมรม” ศุษิระเหลือบตาลงต่ำยังมีเรื่องอีกมากมายที่เธอไมได้เอ่ยปากออกมา ทั้งความหวาดกลัวที่ฐานะในโรงเรียนเธอเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพื่อนฝูงที่เคยอยู่รายล้อมหายไปจนหมดสิ้น ยังไม่รวมถึงปัญหามากมายของทางบ้านหลังล้มละลาย

              “เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ปัญหาแล้ว?” รุ่นพี่ดาริกาท้าวเอวเลิกคิ้วถาม

              “คะ” คำตอบนั้นทำเอาหญิงสูงวัยแต้มรอยยิ้มประดับมุมปาก

              “ก็ดี เอาละงั้นมาถึงเด็กไม่มีหัวน้อยปลายเท้า มาริสา ปัญหาของระเบียงวาทกะ...เป็นไงบ้าง” มาริสาเดินออกมาหันหาอดีตประธานนักเรียน  เธอมีหลายเรื่องที่ต้องคิด เกี่ยวกับคนๆนี้ โนโรซ่าภูตดอกไม้ซ่อนตัวไม่เคลื่อนไหวแสดงออกถึงความไม่วางใจ  บางทีโนโรซ่าอาจจะไม่ไว้ใจมนุษย์ทุกคนที่เห็นเธอ

              “หนูว่ารุ่นพี่พูดแรงไปนะคะสำหรับคำว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้า”

              “แหมก็เธอเล่นหน้าตาเหมือนคุณแม่ขนาดนั้นฉันเผลอแสดงความเอ็นดูไม่ได้เลยจริงๆ” คำตอบนั้นทำเอามาริสาทำตาโต  สิ่งที่เธอคิดไว้เกี่ยวกับคุณแม่ของเธอดูเหมือนจะไม่ผิด...แต่ยังไม่อาจจะสรุปได้

              “คุณแม่หนู? รุ่นพี่รู้จักคุณแม่หนูในฐานะไหนคะ”

              “ทุกฐานะ” ดาริกาเฉลยมาริสารู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน “ดังนั้นก็ต้องขอแก้ความเข้าใจผิดนะ ศุษิระ มาริสาไม่ใช่พวกไม่มีหัวนอนปลายเท้า เพียงแต่ มาริณีแม่ของมาริสาเป็นคนที่ ‘แปลก’ ถ้าพูดถึง มาริณี เจ้าของกิจการผลิตวัตถุดิบอาหารส่งกระจายทั่วโลก บริษัท มารีนฟาร์มแอนโปรดัก พวกเธอน่าจะคุ้นอยู่บ้าง เรื่องนี้ผอบจันทน์ก็คงรู้ ถึงส่งให้มาริสาเข้าชมรมดนตรีที่หนึ่ง”

              “ค่ะ แต่ถ้ากันยาไม่บอกให้ทราบหนูก็คงไม่ทราบเหมือนกัน” ผอบจันทน์โค้มศีรษะเล็กน้อยตอบรับ ในขณะศุษิระรู้สึกไม่เข้าใจ เดินอ้อมมาหามาริสาส่ายศีรษะยังไม่อาจจะยอมรับได้

              “ทำไมต้องปิดบังด้วยมาริสา ด้วยฐานะนั้นเธอสามารถเป็นที่ยอมรับของทุกคนในโรงเรียน”

              “เรื่องนั้นหนูก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่คุณแม่มีเหตุผล และหนูก็ไมได้รู้สึกว่าการที่รวยหรือจนมันจะน่าภูมิใจอะไร” มาริสากล่าวตามตรง เธอไม่สามารถบอกได้ว่าแม่เธอทำแบบนี้เพื่อจะให้เธอแยกแยะคนที่หยิบยื่นออกมาจากสังคมที่มองแต่การตักตวง

              “มาริสา เธอบอกมาสิว่าปัญหาของระเบียงวาทกะคืออะไร” ดาริกาเข้าประเด็น  มาริสายืนมึนไม่รู้จะตีสีหน้าอย่างไร

              “รุ่นพี่ยอมไม่ได้ที่ชมรมดนตรีที่๑ จะตกต่ำลงไม่ใช่หรือคะ?”

              “เปล่า” ดาริกาอมยิ้มปฏิเสธ “ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว”

              “แบบนั้นหนูรู้สึกว่าปัญหาของชมรมดนตรีมันเริ่มมาจากวัฒนธรรมของโรงเรียนนั้นละคะ”

              “ว่ามา” ดาริกากอดอกฟังอย่างสนใจ

              “การตัดสินใจคบคนจากฐานะหรือสิ่งแวดล้อม  การคบแต่คนที่มีชื่อเสียง การคบคนที่มีประโยชน์กับตัวเอง...” มาริสาร่าย หญิงสูงวัยยกมือขึ้นก่อนสรุป

              “ปัญหาคือการให้คะแนนต่อตัวบุคคล เอาละเธอจะแก้ปัญหานี่อย่างไร” รุ่นพี่ดาริกายิ้มถาม มาริสาจึงได้กระจ่างในความจริงข้อหนึ่ง  ตลอดเวลามาเธอได้เพียงแต่คิดว่าอะไรที่เธอไม่ชอบใจในโรงเรียนนี้แต่ตัวเธอเองนั้นไม่เคยได้คิดเลยถึงวิธีแก้ปัญหา พอคิดแล้วก็รู้สึกเจ็บใจขึ้นมา การบ่นการทำตัวเอาชนะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเลย

              “ระเบิดโรงเรียนทิ้งแล้วสร้างใหม่อย่างเดียวละมั้งคะ” เด็กสาวพูดจริงจังจนทุกคนต้องหันมองจับจ้องเป็นสายตาเดียว

              “ถ้าทำลายลงไปแล้วสร้างขึ้นใหม่ อะไรจะรับประกันได้ละว่า ระบบสังคมเห็นแก่ได้ของโรงเรียนนี้จะหายไป เธอจะเอาอะไรมาควบคุมให้ไม่เกิดระบบแบบนี้ขึ้น” มาริสารู้สึกแล้วว่าเป็นคำถามที่ยาก

              “ค่ะ” เด็กสาวผมประบ่าพยักหน้ารับก่อนจับจ้องมองตารุ่นพี่สูงวัยที่อยู่เบื้องหน้า “หนูตอบไม่ได้”

              “งั้นก็ไปคิดต่อ วันศุกร์ฉันจะเปิดประชุมแบบนี้อีก ผอบจันทน์เธอก็ประกาศไปแบบเดิม ให้ใครที่คิดว่าเกี่ยวข้องเกี่ยวกับปัญหาของระเบียงวาทกะมาประชุม และสำหรับคนที่อยู่ตรงนี้ใครคิดว่าไม่เกี่ยวข้อง จะไม่มาก็ได้” ผอบจันทน์ถ้าทำได้อย่าจะกรี๊ดให้ลั่นโลก ‘ถ้าสามารถทำได้’

              “แบบนั้นหนูคงไม่ต้องแจ้งให้พวกคณะกรรมการนักเรียนเตรียมตัวอะไรใช้มั้ยคะรุ่นพี่ดาริกา”

              “เธอต้องตอบปัญหานี้เอาเองผอบจันทน์ในฐานะประธานนักเรียน” รุ่นพี่ดาริกาเผยรอยยิ้ม นั้นไม่ได้ทำให้ผอบจันทน์รู้สึกอุ่นใจเลยแม้แต่น้อย

 

***************

 

              “แม่คะวันนี้หนูเจอกับรุ่นพี่ดาริกาด้วยคะ” มาริสานำผัดแขนงจานโตมาวางบนโต๊ะเล่าให้แม่ของเธอซึ่งกำลังถือช้อนส้อมรอตักกับข้าวก่อนเป็นคนแรก

              “อ๋อ แกโทรมาเล่าให้ฟังแล้ว เป็นคนใจดีมั้ย....หือ?”

              “เออ...” มาริสายิ้มตอบเพราะรู้สึกไม่ใช่แบบนั้นก่อนรวบกระโปรงนักเรียนนั่งลงบนโชฟา หันหน้าถามความเห็นกันยา

              “ถ้าเป็นรุ่นพี่คนอื่นจะ มาดเยอะ” กันยาสรุปขณะใช้ส้อมเสียงลงไปในใจผักแขนง ก่อนนำเข้าปากเคี้ยว

              “วางมาดข่มรุ่นน้อง พี่คนนี้ก็ใช่น้อยสักหน่อยนะคะ” มาริสามุ้ยปากเสริม

              “ชาที่เอามารับรองต้องชนิดนั้นชนิดนี้ ต้องวุ่นวายไปถึงเรื่องการจัดเก้าอี้นั่ง รวมถึงตำแหน่งในการนั่ง นั่งนับลำดับรุ่นฐานะทางการเงินสังคม รวมถึงใครไม่ถูกกับใครหรือชอบพอกับใครอีกที่ต้องระวัง เอาว่าถ้ามีรุ่นพี่มาประชุมร่วมกัน คณะกรรมการนักเรียนไม่ต้องทำอะไรหรอกแต่จัดการเรื่องพวกนี้ก็เสียเวลาไปทั้งวันแล้ว” มาริสานึกถึงเรื่องความวุ่นวายของเรือนดอกมะลิในตอนเช้าก็พอเข้าใจที่กันยาพูด

              “แล้วคุณแม่รู้จักรุ่นพี่ดาริกาได้ยังไงคะ”

              “ก็เค้าเป็นหมอทำคลอดแกไงเมย์ น้องสาวแกก็ด้วย” แม่เธอเฉลยทำเอามาริสาต้องลบสมมุติฐานเกี่ยวกับแม่ของเธอในตอนแรกทิ้งทั้งหมด...

 

***************

 

              “ว่าแต่ทำไมเธอไปอยู่ตรงนั้นได้มาริสา” กันยาถามขึ้นในที่สุด ขณะที่มาริสาเดินออกมาส่งเธอหน้าบ้านหลังสอนไวโอลินจบ มาริสาไม่ได้อยากจะปิดบังกับรุ่นพี่คนนี้ แต่ก็ออกเป็นเรื่องลำบากใจหากจะให้อธิบายออกมา

              “คล้ายๆกับหายตัวน่ะค่ะ”

              “น่ากลัวจังนะเธอนะ”

              “พี่คิดว่าแบบนั้นเหรอคะ”

              “แล้วทำไมถึง...แอบตามไป” กันยาหันมองเด็กสาวรุ่นน้อง มาริสาส่ายศีรษะ

              “หนูอยากรู้ว่าพี่ต้องเจอกับอะไรบ้างในการประชุม ถ้าทุกอย่างมาลงกับพี่...หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะช่วยอะไรได้ แต่ว่าอย่างไรก็อยากจะรับรู้ หนูว่าสำหรับความ...ความรู้สึกที่หนูมีกับพี่ หนูก็ควรต้องสนใจนะคะ”

              “ขอบใจนะ” กันยายิ้มน้อยๆมองรุ่นน้องของเธอ มีเสียงหนึ่งโหยหาออกมาจากภายในจิตใจ  เสียงนั้นทำให้กันยารู้สึกเสมอว่าร่างเธอเป็นเพียงภาชนะที่บรรจุบางสิ่ง

              “พี่มีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกกับเธอ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร” กันยาเริ่มเกริ่นขึ้น มาริสาพยักหน้าช้าๆคาดเดาในสิ่งที่รุ่นพี่ของเธอจะพูด

              “หนูเตรียมใจมาตลอดค่ะพี่ รู้สึกอะไรพี่ก็พูดกับหนูตรงๆได้...ค่ะ” มาริสาพูดทำเป็นเข้มเข็งแต่สีหน้าบอกชัดว่ารู้สึกอยากจะร้องไห้ กันยาเห็นแล้วก็สั่นศีรษะ

              “ไม่ใช่แบบนั้น” มือข้างขึ้นยกลูบศีรษะเด็กสาวรุ่นน้องพร้อมยิ้มปลอบใจ “คือว่าข้างในตัวพี่เหมือนมีคนหนึ่งที่รู้จักเธอมาก่อน”...

 

***************

 

              ฝั่งตรงกันข้ามบ้านของมาริสาเป็นสวนกว้างมีการจัดพุ่มดอกกุหลาบหลากสีไว้อย่างเป็นระเบียบ สลับกับเสาโคมไฟสีนวลตา  กันยาเองในตอนแรกมี่มองจากด้านนอกยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปรกติ แต่พอได้เดินเข้ามาจึงรู้สึกถึงความคุ้นเคย

              “สวนนี้..แปลกจัง”

              “คุณแม่บอกว่าสร้างขึ้นมาจากความฝัน ก็เลยคงดูแปลกๆ”

              “ความฝัน...” กันยากล่าวทวนคำอย่างเลื่อนลอย ในขณะที่มาริสาเองก็ใจเต้นตุ้มๆต่อมๆกับเรื่องที่กันยาจะพูด สุดท้ายก็ตัดสินใจเผชิญหน้า

              “พี่กันยามีอะไรก็...” มาริสารู้สึกพูดได้ไม่เต็มปากสิ่งที่ตั้งใจไว้หายเลื่อนไปไม่กล้ากล่าวออกมา กันยาพยักหน้าช้าๆ

              “ข้างในตัวของฉันมีใครอยู่ก็ไม่รู้ และดูเหมือนว่าเป็นคนที่รู้จักเธอ เป็นสิ่งที่มีอารมณ์ความคิด รู้สึกเศร้าเมื่อเธอไม่อยู่ไกล้ มีความสุขเมื่อเห็นหน้าเธอ” กันยาระบายลมหายใจในที่สุดเมื่อเห็นสีหน้าของมาริสา ไม่แปลกที่รุ่นน้องเธอจะไม่เข้าใจ  แต่ถึงอย่างนั้นมาริสาก็พยายามที่จะคิดตาม

              “โนโร่ซ่า” มาริสากล่าว ภูตตัวน้อยปรากฏตัวขึ้นบนไหล่ของมาริสา จับจีบกระโปรงกลีบดอกไม้ยกขึ้นโค้งให้ผู้เป็นนาย ก่อนหันไปโค้งให้กับกันยา

              ‘มีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะพระนาง’ โนโรซ่าสื่อจิตแก่ทั้งสองคน

              “เธออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่กันยาได้มั้ย”

              ‘เพคะพระนาง  แต่ก่อนนั้นหม่อมฉันขอพระนางนาตาลีพระราชทานคำตอบแด่หม่อมฉัน ข้อหนึ่ง’

              “อะไรเหรอ” กันยารู้สึกว่าการที่ถูกเรียก นาตาลี ไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งยังตอบรับอย่างปรกติ

              ‘พระนางทรงอึดอัดพระทัยหรือไม่เพคะ ที่ทรงต้องรู้สึกเช่นเดียวกับสิ่งที่อยู่ภายในร่างของพระองค์’

              “เออ...” กันยาหันมองหน้ามาริสาก่อนยิ้มบางๆขึ้น “มันเกินไปนะความรู้สึกของสิ่งที่อยู่ข้างใน คล้ายกับว่ามาริสาคือลมหายใจของสิ่งนั้น แค่ไม่เห็นหน้าก็ทรมานใจ พอได้พบก็รู้สึกมีความสุข ฉันอาจจะรู้สึกหงุดหงิดที่ความรู้สึกของสิ่งที่อยู่ข้างในทำให้ฉันเริ่มคล้อยตามไปทีละน้อยๆ”

              ‘เจ้าหญิงลิลิธทรงช่วยได้เพคะ’...

 

***************

 

              กันยาเอนตัวเบาะด้านหลังของรถยนต์ส่วนบุคล สายตามองไปยังมาริสารุ่นน้องของเธอที่กำลังจะเดินกลับผลักประตูเข้าบ้าน เมื่อรถเคลื่อนออกไปเปลือกตาก็ค่อยๆลดลง  สิ่งนั้นโหยหามาริสาอีกแล้ว

              ‘น่ารำคาญจัง’

              “ความรู้สึกของข้าพเจ้ากับท่านไม่ใช่สิ่งเดียวกันหรืออย่างไร” ในความมืดหลังเปลือกตาเสียงนั้นดังขึ้น กันยาลืมตาด้วยความตกใจแต่กลับพบว่าตนเองนั้นไปอยู่ที่อื่นแล้ว  เบื้องหน้าของเธอเป็นที่ราบไกลสุดสายตาประกอบด้วยเนินไล่ลงไป แสงแดดสาดส่องทุกอย่างให้ชัดเจนแต่อากาศกลับเย็น กันยายกสองแขนขึ้นหอตัวให้ความอบอุ่น

              “ในที่สุดเราก็ได้พบกัน” เสียงที่ฟังดูอ่อนโยนกล่าวขึ้น หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความงดงามอัดแน่นอยู่ทุกอณูยืนประสานมืออยู่ด้านหลังใต้ต้นไม้ใหญ่บนเนินแห่งนั้น ผมบลอนด์ยาวหยักศกทิ้งตัวเป็นเสมือนผ้าคลุมจรดพื้น ผิวขาวซีดไร้เลือดฝางออกจะดูน่ากลัว แต่ความอ่อนโยนของสีหน้าและแววตาสีท้องฟ้าก็ประสานทุกอย่างให้ดูดี  กันยารู้สึกได้ว่านี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่าภูตพราย ชุดที่สวมใส่เป็นผ้าขาวผืนใหญ่นำมาผูกพันร่างอย่างเรียบง่าย แต่กลับขับแน่นความงามของเรือนร่างอย่างชัดเจนประหนึ่งงานปฏิมากรรม  กันยายืนนิ่งพิจารณา

              “คุณนะหรือที่อยู่ในตัวฉัน”

              “ข้าพเจ้าเองนั้นละที่ทำให้ท่านรู้สึกอึดอัดกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น” ภูตสาวยิ้มบางๆขับสองพวกแก้มให้อวบอิ่มเป็นมิตร

              “คุณคือ”

              “เป็นแกนกลางจิตวิญญาณของท่าน”

              “คืออะไรค่ะ?” กันยาถามอย่างซื่อๆอีกครั้ง

              “สิ่งสุดท้ายที่ยังคงอยู่คอยเก็บความทรงจำต่างๆของชาติภพที่เวียนว่าย” เป็นคำตอบที่กันยาฟังแล้วถึงกับต้องขมวดคิ้ว

              “อะไรที่คุณต้องการจะบอก?”

              “ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเปิดใจเข้าหาคนที่ท่านรัก ข้าพเจ้ามองออกเห็นชัดว่าต้องเป็นแบบนี้อีกหลายสิบปีพวกท่านถึงจะยอมตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน”

              “หมายถึงฉันกับมาริสา”

              “ใช่ ถ้าใช้เวลาหลายสิบปีก็ยังอาจจะพอรับได้ แต่ถ้าไม่ได้รักกันเลยนี่ละจะทำอย่างไรแกนกลางอย่างข้าพเจ้าสมควรจะเดือด ร้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ใช่หรือ” สิ้นคำพูดนั้นกันยาก็สะดุ้งตื่นขึ้นในรถ  ความรู้สึกแรกคือจิตโหยหาที่น่ารำคาญนั้นบีบหัวใจชวนให้รู้สึกหงุดหงิด

จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๔ เจ้าหญิงบนบัลลังก์ไม้(๒)

edit @ 18 Sep 2008 12:36:40 by ~fs writer~

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ถ้าเวลารับคำน่าจะใช้คำว่า ค่ะ นะครับ
ถ้าเวลาถามจะใช้ คะ..ซึ่งเป็นเสียงสูง ^ ^
#1  by  rey At 2008-09-19 14:16, 
เอามาลงไม่บอกกันเลยนะลุง
เนื้อเรื่องไปเร็วสุด ๆ ตามไม่ทันเลย คำผิดมีนิดเดียว
ในที่สุดก็กันยากับมาริสาก็มีบทวายซะทีสินะ
#2  by  Zero_จัง (58.9.130.240) At 2008-09-19 20:57, 
ส่วนใหญ่ ค่ะ คะ จะเป็นตามที่เรย์ว่า แต่ก็มีบางคำอยู่นอกเหนือนั้น เช่น "นั่นสิคะ" เป็นประโยครับคำ แต่ก็ใช้ "คะ" อย่างที่บอก ตอนพิมพ์ พูดตามไปด้วย จะทำให้ง่ายขึ้นนะ

ไอ่แก่นกลางของคุณที่ อ่านแล้วรู้สึกว่าดื้อๆ ไปแฮะ

รออ่านตอนต่อไป
#3  by  Witna At 2008-09-20 01:39, 

<< Home