ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๔ เจ้าหญิงบนบัลลังก์ไม้(๒)
เมื่อถูกฉุดออกมาจากโลกแห่งรัตติกาล สิ่งแรกที่มาริสารู้สึกคือความหวาดกลัวต่อหญิงสูงวัย เค้าโครงริ้วรอยแห่งความชราภาพมีให้เห็นบางตามสภาพของร่างกาย แต่ผิวพรรณและดวงตากลับสดใสเปล่งปลั่ง เส้นผมก็ยังคงความเงางามไม่ต่างจากสาวรุ่น
“สวัสดีคะรุ่นพี่ดาริกา” มาริสายกมือขึ้นไหว้รุ่นพี่ในชุดสูทสีฟ้าอ่อน
“สวัสดี อยู่โรงเรียนนี้ควรทำตัวเปิดเผยตรงไปตรงมา อย่าไปเลียนแบบพยากรณ์ลูกสาวฉันให้มากเด็กนั้นไม่ใช่ลักษณะของรุ่นพี่ที่พึ่งพาได้นักหรอก” หญิงสูงวัยกล่าวถึงลูกสาวของตนอย่างไม่เกรงใจ ผอบจันทน์ที่ยืนอยู่ต้องออกตัว
“รุ่นพี่ดาริกาคะ อย่าให้เด็กรู้สึกไม่ดีกับรุ่นพี่ของตัวเองสิคะ” ผอบจันทน์แย้ง หญิงสูงวัยกลอกลูกตาขึ้นสูงส่ายศีรษะเล็กน้อยแสดงความรับไม่ได้
“ฉันไม่อยากจะเปรียบเทียบหรอกนะว่ารุ่นฉันโตกันมาอย่างไร ความนับถือจากรุ่นน้องไม่ใช่ว่าได้มาจากธรรมเนียมมารยาทแบบทุกวันนี้หรอก แต่คนเป็นรุ่นพี่ต้องสร้างมันขึ้นมาเอง”
“ทั้งหมดนั้นก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของโรงเรียนนะคะรุ่นพี่ดาริกา”
“ดอกไม้ที่โตขึ้นมาเหมือนๆกันมันก็ได้แค่นั้นละผอบจันทน์ หากปล่อยให้มันโตอย่างธรรมชาติเราอาจจะได้เห็นความงามแบบอื่นของมัน”
“แต่ว่า...”
“พอๆ” รุ่นพี่ดาริกากล่าวยกมือห้าม ท่าทางทะมัดทะแมงแข้มแข็งผิดกับท่าทางภายนอกที่ดูเป็นผู้หญิงในสังคมไฮโซ “ฉันไม่ได้กลับมาโรงเรียนเพราะเรื่องใหญ่โตแบบนั้น เอาแค่หอระเบียงวาทกะก่อน” กันยารีบฉวยโอกาสดึงเรื่องกลับมาที่เดิม
“ค่ะก็ถ้าหนูลาออกไปทุกอย่าง...”
“เธอสรุปก่อนกันยาว่า อะไรคือปัญหาที่เกิดขึ้นในหอระเบียงวาทกะ”
“ค่ะก็...” กันยาตอบรับคำสั่ง ใช้ความคิดก่อนพยักหน้าตอบรับกับตัวเองอธิบายอีกครั้ง “ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเพราะหนูเป็นต้นเหตุ”
“ความวุ่นวายอะไร?”
“การที่ชมรมดนตรีที่หนึ่งย้ายลงมาชมรมดนตรีที่สี่ค่ะ” น้ำเสียงของกันยาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย ในฝั่งของนักเรียนทั้ง ๕ คน ไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นตอบอย่างฉะฉานหรือว่าเป็นไปด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด
“แล้วมันเป็นปัญหาเพราะอะไร”
“ชมรมดนตรีที่ ๑ ควรจะเป็นชมรมดนตรีที่เก่งที่สุดเพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนค่ะ”
“เธอละพิณพาทย์ ปัญหาของระเบียงวาทกะคืออะไร” รุ่นพี่ดาริกาเดินเฉียงไปด้านข้างเข้าหาเด็กสาวผมเปีย
“ต้นเหตุคือการที่หนูเอาแต่ใจตัวเองคะ...” พิณพาทย์ตอบได้ไม่เต็มคำนัก
“ว่ามา” หญิงสูงวัยยิ้ม แววตาอ่อนโยนเป็นมิตรดูน่าเบาใจ แต่ก็ไม่ได้ช่วยเด็กสาวผมเปียเท่าไรนัก
“หนูต้องการให้ ชมรมดนตรีที่หนึ่งวุ่นวาย”
“ทำไมกัน?” ดาริกามองพิณพาทย์อย่างผิดคาด เด็กสาวขยับริมฝีปากได้กลับไร้สุ่มเสียง ส่ายศีรษะรวมรวมคำพูด
“คะ...” แต่สุดท้ายก็ยังไร้ซึ่งน้ำเสียงที่จะกล่าวออกมา
“พักก่อนแล้วกัน” ดาริกายิ้มอย่างปลอบโยน
“ไม่คะ หนูต้องพูดออกมา ที่บ้านของศุษิระมีปัญหาผิดสัญญาธุรกิจต้องล้มละลาย หนูต้องการโอกาสที่อาจจะทำให้เธอต้องโดนปลดจากการเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งก่อนที่จะต้องออกเพราะฐานะทางบ้านเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผลที่ตามมากลายเป็นปัญหาที่กันยาได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ค่ะ” พิณพาทย์กล่าวรวดเดียวหลบสายตาไม่กล้ามองรุ่นพี่ตรงหน้า
“เธอละ ศุษิระ”
“ค่ะ” เด็กสาวผมยาวมองหญิงสูงวัยที่อยู่ด้านหน้า มือสองข้างกุมกันไว้อย่างหลวมๆก่อนบีบกระซับ “หนูว่ามันไม่มีปัญหาอะไรหรอกคะ ทุกคนทำตามกฎที่ตั้งไว้ มันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่บนกฎและทำเนียมวัฒนธรรมของหอระเบียง” ศุษิระจับจ้องอดีตประธานนักเรียนยืนยันมั่นใจในคำตอบของตน
“ตอบได้ดี” รุ่นพี่ดาริกายิ้มให้อย่างชื่นชม “แต่ในตอนที่เธออยู่ในตำแหน่งประธานชมรมดนตรีที่๑ เธอก็คิดแบบนี้ด้วยเหรอ”
“อะ...ไม่ค่ะตอนนั้น มีแต่เรื่องที่ชวนโมโห ทั้งที่ ผอบจันทน์ยัดเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างมาริสาเขามาในชมรม ทั้งเรื่องที่กันยามาอยู่ชมรมดนตรีที่๔ สมาชิกชมรมที่มีฝีมือย้ายออกไปเกือบหมด เรื่องที่โดนรุ่นน้องที่เคยให้ความเอ็นดูอย่าง มธุสร รวบรวมรายชื่อปลดจากประธานชมรม” ศุษิระเหลือบตาลงต่ำยังมีเรื่องอีกมากมายที่เธอไมได้เอ่ยปากออกมา ทั้งความหวาดกลัวที่ฐานะในโรงเรียนเธอเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพื่อนฝูงที่เคยอยู่รายล้อมหายไปจนหมดสิ้น ยังไม่รวมถึงปัญหามากมายของทางบ้านหลังล้มละลาย
“เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ปัญหาแล้ว?” รุ่นพี่ดาริกาท้าวเอวเลิกคิ้วถาม
“คะ” คำตอบนั้นทำเอาหญิงสูงวัยแต้มรอยยิ้มประดับมุมปาก
“ก็ดี เอาละงั้นมาถึงเด็กไม่มีหัวน้อยปลายเท้า มาริสา ปัญหาของระเบียงวาทกะ...เป็นไงบ้าง” มาริสาเดินออกมาหันหาอดีตประธานนักเรียน เธอมีหลายเรื่องที่ต้องคิด เกี่ยวกับคนๆนี้ โนโรซ่าภูตดอกไม้ซ่อนตัวไม่เคลื่อนไหวแสดงออกถึงความไม่วางใจ บางทีโนโรซ่าอาจจะไม่ไว้ใจมนุษย์ทุกคนที่เห็นเธอ
“หนูว่ารุ่นพี่พูดแรงไปนะคะสำหรับคำว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้า”
“แหมก็เธอเล่นหน้าตาเหมือนคุณแม่ขนาดนั้นฉันเผลอแสดงความเอ็นดูไม่ได้เลยจริงๆ” คำตอบนั้นทำเอามาริสาทำตาโต สิ่งที่เธอคิดไว้เกี่ยวกับคุณแม่ของเธอดูเหมือนจะไม่ผิด...แต่ยังไม่อาจจะสรุปได้
“คุณแม่หนู? รุ่นพี่รู้จักคุณแม่หนูในฐานะไหนคะ”
“ทุกฐานะ” ดาริกาเฉลยมาริสารู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน “ดังนั้นก็ต้องขอแก้ความเข้าใจผิดนะ ศุษิระ มาริสาไม่ใช่พวกไม่มีหัวนอนปลายเท้า เพียงแต่ มาริณีแม่ของมาริสาเป็นคนที่ ‘แปลก’ ถ้าพูดถึง มาริณี เจ้าของกิจการผลิตวัตถุดิบอาหารส่งกระจายทั่วโลก บริษัท มารีนฟาร์มแอนโปรดัก พวกเธอน่าจะคุ้นอยู่บ้าง เรื่องนี้ผอบจันทน์ก็คงรู้ ถึงส่งให้มาริสาเข้าชมรมดนตรีที่หนึ่ง”
“ค่ะ แต่ถ้ากันยาไม่บอกให้ทราบหนูก็คงไม่ทราบเหมือนกัน” ผอบจันทน์โค้มศีรษะเล็กน้อยตอบรับ ในขณะศุษิระรู้สึกไม่เข้าใจ เดินอ้อมมาหามาริสาส่ายศีรษะยังไม่อาจจะยอมรับได้
“ทำไมต้องปิดบังด้วยมาริสา ด้วยฐานะนั้นเธอสามารถเป็นที่ยอมรับของทุกคนในโรงเรียน”
“เรื่องนั้นหนูก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่คุณแม่มีเหตุผล และหนูก็ไมได้รู้สึกว่าการที่รวยหรือจนมันจะน่าภูมิใจอะไร” มาริสากล่าวตามตรง เธอไม่สามารถบอกได้ว่าแม่เธอทำแบบนี้เพื่อจะให้เธอแยกแยะคนที่หยิบยื่นออกมาจากสังคมที่มองแต่การตักตวง
“มาริสา เธอบอกมาสิว่าปัญหาของระเบียงวาทกะคืออะไร” ดาริกาเข้าประเด็น มาริสายืนมึนไม่รู้จะตีสีหน้าอย่างไร
“รุ่นพี่ยอมไม่ได้ที่ชมรมดนตรีที่๑ จะตกต่ำลงไม่ใช่หรือคะ?”
“เปล่า” ดาริกาอมยิ้มปฏิเสธ “ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว”
“แบบนั้นหนูรู้สึกว่าปัญหาของชมรมดนตรีมันเริ่มมาจากวัฒนธรรมของโรงเรียนนั้นละคะ”
“ว่ามา” ดาริกากอดอกฟังอย่างสนใจ
“การตัดสินใจคบคนจากฐานะหรือสิ่งแวดล้อม การคบแต่คนที่มีชื่อเสียง การคบคนที่มีประโยชน์กับตัวเอง...” มาริสาร่าย หญิงสูงวัยยกมือขึ้นก่อนสรุป
“ปัญหาคือการให้คะแนนต่อตัวบุคคล เอาละเธอจะแก้ปัญหานี่อย่างไร” รุ่นพี่ดาริกายิ้มถาม มาริสาจึงได้กระจ่างในความจริงข้อหนึ่ง ตลอดเวลามาเธอได้เพียงแต่คิดว่าอะไรที่เธอไม่ชอบใจในโรงเรียนนี้แต่ตัวเธอเองนั้นไม่เคยได้คิดเลยถึงวิธีแก้ปัญหา พอคิดแล้วก็รู้สึกเจ็บใจขึ้นมา การบ่นการทำตัวเอาชนะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเลย
“ระเบิดโรงเรียนทิ้งแล้วสร้างใหม่อย่างเดียวละมั้งคะ” เด็กสาวพูดจริงจังจนทุกคนต้องหันมองจับจ้องเป็นสายตาเดียว
“ถ้าทำลายลงไปแล้วสร้างขึ้นใหม่ อะไรจะรับประกันได้ละว่า ระบบสังคมเห็นแก่ได้ของโรงเรียนนี้จะหายไป เธอจะเอาอะไรมาควบคุมให้ไม่เกิดระบบแบบนี้ขึ้น” มาริสารู้สึกแล้วว่าเป็นคำถามที่ยาก
“ค่ะ” เด็กสาวผมประบ่าพยักหน้ารับก่อนจับจ้องมองตารุ่นพี่สูงวัยที่อยู่เบื้องหน้า “หนูตอบไม่ได้”
“งั้นก็ไปคิดต่อ วันศุกร์ฉันจะเปิดประชุมแบบนี้อีก ผอบจันทน์เธอก็ประกาศไปแบบเดิม ให้ใครที่คิดว่าเกี่ยวข้องเกี่ยวกับปัญหาของระเบียงวาทกะมาประชุม และสำหรับคนที่อยู่ตรงนี้ใครคิดว่าไม่เกี่ยวข้อง จะไม่มาก็ได้” ผอบจันทน์ถ้าทำได้อย่าจะกรี๊ดให้ลั่นโลก ‘ถ้าสามารถทำได้’
“แบบนั้นหนูคงไม่ต้องแจ้งให้พวกคณะกรรมการนักเรียนเตรียมตัวอะไรใช้มั้ยคะรุ่นพี่ดาริกา”
“เธอต้องตอบปัญหานี้เอาเองผอบจันทน์ในฐานะประธานนักเรียน” รุ่นพี่ดาริกาเผยรอยยิ้ม นั้นไม่ได้ทำให้ผอบจันทน์รู้สึกอุ่นใจเลยแม้แต่น้อย
***************
“แม่คะวันนี้หนูเจอกับรุ่นพี่ดาริกาด้วยคะ” มาริสานำผัดแขนงจานโตมาวางบนโต๊ะเล่าให้แม่ของเธอซึ่งกำลังถือช้อนส้อมรอตักกับข้าวก่อนเป็นคนแรก
“อ๋อ แกโทรมาเล่าให้ฟังแล้ว เป็นคนใจดีมั้ย....หือ?”
“เออ...” มาริสายิ้มตอบเพราะรู้สึกไม่ใช่แบบนั้นก่อนรวบกระโปรงนักเรียนนั่งลงบนโชฟา หันหน้าถามความเห็นกันยา
“ถ้าเป็นรุ่นพี่คนอื่นจะ มาดเยอะ” กันยาสรุปขณะใช้ส้อมเสียงลงไปในใจผักแขนง ก่อนนำเข้าปากเคี้ยว
“วางมาดข่มรุ่นน้อง พี่คนนี้ก็ใช่น้อยสักหน่อยนะคะ” มาริสามุ้ยปากเสริม
“ชาที่เอามารับรองต้องชนิดนั้นชนิดนี้ ต้องวุ่นวายไปถึงเรื่องการจัดเก้าอี้นั่ง รวมถึงตำแหน่งในการนั่ง นั่งนับลำดับรุ่นฐานะทางการเงินสังคม รวมถึงใครไม่ถูกกับใครหรือชอบพอกับใครอีกที่ต้องระวัง เอาว่าถ้ามีรุ่นพี่มาประชุมร่วมกัน คณะกรรมการนักเรียนไม่ต้องทำอะไรหรอกแต่จัดการเรื่องพวกนี้ก็เสียเวลาไปทั้งวันแล้ว” มาริสานึกถึงเรื่องความวุ่นวายของเรือนดอกมะลิในตอนเช้าก็พอเข้าใจที่กันยาพูด
“แล้วคุณแม่รู้จักรุ่นพี่ดาริกาได้ยังไงคะ”
“ก็เค้าเป็นหมอทำคลอดแกไงเมย์ น้องสาวแกก็ด้วย” แม่เธอเฉลยทำเอามาริสาต้องลบสมมุติฐานเกี่ยวกับแม่ของเธอในตอนแรกทิ้งทั้งหมด...
***************
“ว่าแต่ทำไมเธอไปอยู่ตรงนั้นได้มาริสา” กันยาถามขึ้นในที่สุด ขณะที่มาริสาเดินออกมาส่งเธอหน้าบ้านหลังสอนไวโอลินจบ มาริสาไม่ได้อยากจะปิดบังกับรุ่นพี่คนนี้ แต่ก็ออกเป็นเรื่องลำบากใจหากจะให้อธิบายออกมา
“คล้ายๆกับหายตัวน่ะค่ะ”
“น่ากลัวจังนะเธอนะ”
“พี่คิดว่าแบบนั้นเหรอคะ”
“แล้วทำไมถึง...แอบตามไป” กันยาหันมองเด็กสาวรุ่นน้อง มาริสาส่ายศีรษะ
“หนูอยากรู้ว่าพี่ต้องเจอกับอะไรบ้างในการประชุม ถ้าทุกอย่างมาลงกับพี่...หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะช่วยอะไรได้ แต่ว่าอย่างไรก็อยากจะรับรู้ หนูว่าสำหรับความ...ความรู้สึกที่หนูมีกับพี่ หนูก็ควรต้องสนใจนะคะ”
“ขอบใจนะ” กันยายิ้มน้อยๆมองรุ่นน้องของเธอ มีเสียงหนึ่งโหยหาออกมาจากภายในจิตใจ เสียงนั้นทำให้กันยารู้สึกเสมอว่าร่างเธอเป็นเพียงภาชนะที่บรรจุบางสิ่ง
“พี่มีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกกับเธอ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร” กันยาเริ่มเกริ่นขึ้น มาริสาพยักหน้าช้าๆคาดเดาในสิ่งที่รุ่นพี่ของเธอจะพูด
“หนูเตรียมใจมาตลอดค่ะพี่ รู้สึกอะไรพี่ก็พูดกับหนูตรงๆได้...ค่ะ” มาริสาพูดทำเป็นเข้มเข็งแต่สีหน้าบอกชัดว่ารู้สึกอยากจะร้องไห้ กันยาเห็นแล้วก็สั่นศีรษะ
“ไม่ใช่แบบนั้น” มือข้างขึ้นยกลูบศีรษะเด็กสาวรุ่นน้องพร้อมยิ้มปลอบใจ “คือว่าข้างในตัวพี่เหมือนมีคนหนึ่งที่รู้จักเธอมาก่อน”...
***************
ฝั่งตรงกันข้ามบ้านของมาริสาเป็นสวนกว้างมีการจัดพุ่มดอกกุหลาบหลากสีไว้อย่างเป็นระเบียบ สลับกับเสาโคมไฟสีนวลตา กันยาเองในตอนแรกมี่มองจากด้านนอกยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปรกติ แต่พอได้เดินเข้ามาจึงรู้สึกถึงความคุ้นเคย
“สวนนี้..แปลกจัง”
“คุณแม่บอกว่าสร้างขึ้นมาจากความฝัน ก็เลยคงดูแปลกๆ”
“ความฝัน...” กันยากล่าวทวนคำอย่างเลื่อนลอย ในขณะที่มาริสาเองก็ใจเต้นตุ้มๆต่อมๆกับเรื่องที่กันยาจะพูด สุดท้ายก็ตัดสินใจเผชิญหน้า
“พี่กันยามีอะไรก็...” มาริสารู้สึกพูดได้ไม่เต็มปากสิ่งที่ตั้งใจไว้หายเลื่อนไปไม่กล้ากล่าวออกมา กันยาพยักหน้าช้าๆ
“ข้างในตัวของฉันมีใครอยู่ก็ไม่รู้ และดูเหมือนว่าเป็นคนที่รู้จักเธอ เป็นสิ่งที่มีอารมณ์ความคิด รู้สึกเศร้าเมื่อเธอไม่อยู่ไกล้ มีความสุขเมื่อเห็นหน้าเธอ” กันยาระบายลมหายใจในที่สุดเมื่อเห็นสีหน้าของมาริสา ไม่แปลกที่รุ่นน้องเธอจะไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นมาริสาก็พยายามที่จะคิดตาม
“โนโร่ซ่า” มาริสากล่าว ภูตตัวน้อยปรากฏตัวขึ้นบนไหล่ของมาริสา จับจีบกระโปรงกลีบดอกไม้ยกขึ้นโค้งให้ผู้เป็นนาย ก่อนหันไปโค้งให้กับกันยา
‘มีอะไรให้หม่อมฉันรับใช้หรือเพคะพระนาง’ โนโรซ่าสื่อจิตแก่ทั้งสองคน
“เธออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่กันยาได้มั้ย”
‘เพคะพระนาง แต่ก่อนนั้นหม่อมฉันขอพระนางนาตาลีพระราชทานคำตอบแด่หม่อมฉัน ข้อหนึ่ง’
“อะไรเหรอ” กันยารู้สึกว่าการที่ถูกเรียก นาตาลี ไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งยังตอบรับอย่างปรกติ
‘พระนางทรงอึดอัดพระทัยหรือไม่เพคะ ที่ทรงต้องรู้สึกเช่นเดียวกับสิ่งที่อยู่ภายในร่างของพระองค์’
“เออ...” กันยาหันมองหน้ามาริสาก่อนยิ้มบางๆขึ้น “มันเกินไปนะความรู้สึกของสิ่งที่อยู่ข้างใน คล้ายกับว่ามาริสาคือลมหายใจของสิ่งนั้น แค่ไม่เห็นหน้าก็ทรมานใจ พอได้พบก็รู้สึกมีความสุข ฉันอาจจะรู้สึกหงุดหงิดที่ความรู้สึกของสิ่งที่อยู่ข้างในทำให้ฉันเริ่มคล้อยตามไปทีละน้อยๆ”
‘เจ้าหญิงลิลิธทรงช่วยได้เพคะ’...
***************
กันยาเอนตัวเบาะด้านหลังของรถยนต์ส่วนบุคล สายตามองไปยังมาริสารุ่นน้องของเธอที่กำลังจะเดินกลับผลักประตูเข้าบ้าน เมื่อรถเคลื่อนออกไปเปลือกตาก็ค่อยๆลดลง สิ่งนั้นโหยหามาริสาอีกแล้ว
‘น่ารำคาญจัง’
“ความรู้สึกของข้าพเจ้ากับท่านไม่ใช่สิ่งเดียวกันหรืออย่างไร” ในความมืดหลังเปลือกตาเสียงนั้นดังขึ้น กันยาลืมตาด้วยความตกใจแต่กลับพบว่าตนเองนั้นไปอยู่ที่อื่นแล้ว เบื้องหน้าของเธอเป็นที่ราบไกลสุดสายตาประกอบด้วยเนินไล่ลงไป แสงแดดสาดส่องทุกอย่างให้ชัดเจนแต่อากาศกลับเย็น กันยายกสองแขนขึ้นหอตัวให้ความอบอุ่น
“ในที่สุดเราก็ได้พบกัน” เสียงที่ฟังดูอ่อนโยนกล่าวขึ้น หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความงดงามอัดแน่นอยู่ทุกอณูยืนประสานมืออยู่ด้านหลังใต้ต้นไม้ใหญ่บนเนินแห่งนั้น ผมบลอนด์ยาวหยักศกทิ้งตัวเป็นเสมือนผ้าคลุมจรดพื้น ผิวขาวซีดไร้เลือดฝางออกจะดูน่ากลัว แต่ความอ่อนโยนของสีหน้าและแววตาสีท้องฟ้าก็ประสานทุกอย่างให้ดูดี กันยารู้สึกได้ว่านี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่าภูตพราย ชุดที่สวมใส่เป็นผ้าขาวผืนใหญ่นำมาผูกพันร่างอย่างเรียบง่าย แต่กลับขับแน่นความงามของเรือนร่างอย่างชัดเจนประหนึ่งงานปฏิมากรรม กันยายืนนิ่งพิจารณา
“คุณนะหรือที่อยู่ในตัวฉัน”
“ข้าพเจ้าเองนั้นละที่ทำให้ท่านรู้สึกอึดอัดกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น” ภูตสาวยิ้มบางๆขับสองพวกแก้มให้อวบอิ่มเป็นมิตร
“คุณคือ”
“เป็นแกนกลางจิตวิญญาณของท่าน”
“คืออะไรค่ะ?” กันยาถามอย่างซื่อๆอีกครั้ง
“สิ่งสุดท้ายที่ยังคงอยู่คอยเก็บความทรงจำต่างๆของชาติภพที่เวียนว่าย” เป็นคำตอบที่กันยาฟังแล้วถึงกับต้องขมวดคิ้ว
“อะไรที่คุณต้องการจะบอก?”
“ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเปิดใจเข้าหาคนที่ท่านรัก ข้าพเจ้ามองออกเห็นชัดว่าต้องเป็นแบบนี้อีกหลายสิบปีพวกท่านถึงจะยอมตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน”
“หมายถึงฉันกับมาริสา”
“ใช่ ถ้าใช้เวลาหลายสิบปีก็ยังอาจจะพอรับได้ แต่ถ้าไม่ได้รักกันเลยนี่ละจะทำอย่างไรแกนกลางอย่างข้าพเจ้าสมควรจะเดือด ร้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ใช่หรือ” สิ้นคำพูดนั้นกันยาก็สะดุ้งตื่นขึ้นในรถ ความรู้สึกแรกคือจิตโหยหาที่น่ารำคาญนั้นบีบหัวใจชวนให้รู้สึกหงุดหงิด
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๔ เจ้าหญิงบนบัลลังก์ไม้(๒)edit @ 18 Sep 2008 12:36:40 by ~fs writer~