ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๓ เจ้าหญิงบนบัลลังก์ไม้(๑)
เด็กสาวผมยาวนั่งจิบน้ำชาสบายอารมณ์อยู่บนโต๊ะเก้าอี้ชุดน้ำชารูปทรงหรูหราจัดจากเส้นโลหะดัดเป็นรูปทรงโค้งมน ในขณะที่เหล่าสมาชิกในคณะกรรมการนักเรียนคนอื่นๆกำลังวิ่งวุ่นตั้งแต่เช้า ทั้งที่เวลานี้ตามปรกติมาริสาจะเห็นเพียงผอบจันทน์และรุ่นพี่อีกไม่เกินสามคนนั่งอยู่ในเรือนไม้ชั้นเดียวแห่งนี้
สีหน้าสนใจสงสัยของมาริสา อดไม่ได้ที่ทำให้ประธานนักเรียนคนสวยที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ต้องเอ่ยปากชี้แจ้งแม้ว่าเด็กสาวจะไม่ได้กล่าวอะไรขึ้นมา
“วันนี้จะมีพวกพี่ๆอดีตประธานนักเรียนมานั่งประชุมกัน” ผอบจันทน์กล่าวพลางจิบชาอย่างใจเย็น ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของอาคารคณะกรรมการนักเรียน เริ่มจัดที่เก้าอี้เรียงล้อมโต๊ะตั้งที่ประชุม เสียงแว่วๆของการเสนอความเห็นเรื่องอาคารสถานที่ อุปกรณ์ในการประชุม ยาวไปถึงกำหนดเวลาความพร้อมต่างๆแว่วเข้าหูของมาริสา โดยไม่ต้องเงี่ยหูฟังเพราะบรรยากาศการประชุมอยู่ในสภาพต่างคนก็ต่างโวยวายชี้แจ้งกันอย่างตึงเครียด ซึ่งผิดกับประธานนักเรียนที่ยังคงนั่งสบายใช้ลิ้นพิจารณ์รสชาอย่างละเอียด
“ทำไมพี่ดูไม่ค่อยเดือดร้อนเลยคะ” มาริสาที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะกลมที่วางถ้วยชาจับถาดพลิกยืนประสานมือด้านหน้า ผอบจันทน์พยักหน้าเล็กน้อยจิบชาต่อและยิ้มอย่างอิ่มเอิบ สีหน้าบ่งบอกความพึงพอใจในรสชาติที่ลื่นไหลผ่านลำคอ
“ไม่ละมันไม่ใช่หน้าทีของประธานนักเรียนมาเจ้ากี้เจ้าการชี้นั้นชี้นี้ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันแค่บอกนโยบายแล้วให้พวกในคณะกรรมการนักเรียนไปจัดการพอ” ผอบจันทน์พูดทั้งริมฝีปากยังจ่ออยู่กับถ้วยชาและจิบต่อทันทีเมื่อกล่าวจบ มาริสาพยักหน้ารับทราบถึงเหตุผลเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เกตุมณีเปิดประตูเรือนดอกมะลิเข้ามาอย่างรีบร้อน เด็กสาวร่างเล็กดูคล่องแคล่วไว้ผมสั้นทันสมัย ไม่ลืมยิ้มให้มาริสาที่ยกมือทักทายก่อนวิ่งเข้าไปยังโต๊ะประชุมที่อยู่ลึกลงไปในเรือนดอกมะลิ
“ดูเหมือนกระทันหันจังนะคะ”
“แน่ละ พวกรุ่นพี่ส่งเอกสารมาถึงฉันตอนหกโมงเช้าก่อนฉันจะกระจายให้พวกคณะกรรมการนักเรียนทุกคน พร้อมกับนโยบายการรับมือ”
“หนูอยากทราบนโยบายการรับมือของพี่จังคะ”
“อย่าทำให้รุ่นพี่ไม่พอใจ” ผอบจันทน์หันมาฉีกยิ้มให้กับมาริสาที่ยืนมึนอยู่ด้านข้าง เด็กสาวระบายลมหายใจอย่างผิดหวังก่อนหันหลังขอตัวนำถาดไปเก็บ
“นี่ไม่สนใจเหรอว่าพวกรุ่นพี่มาประชุมกันที่โรงเรียนด้วยเรื่องของอะไร” ผอบจันทน์เกริ่นขึ้นมา มาริสาหันคอกลับมาเอี้ยวคออย่างสงสัย
“พี่พูดเหมือนกับว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับหนู” ผอบจันทน์คงยิ้มและพยักหน้า ท่าทางเหล่านั้นสำหรับมาริสาดูแล้วรู้สึกไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย...
*************
“พวกรุ่นพี่ไม่เห็นด้วยกับสภาพของหอระเบียงในปัจจุบัน ที่ชมรมดนตรีที่หนึ่งแทบไม่เหลือคนที่มีฝีมือเลย ในขณะที่คนเก่งๆย้ายเพราะพี่กันยาไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่กันหมด” เกมณีอธิบายทันทีเมื่อมาริสาถามเรื่องที่ประชุม แม้ว่าสีหน้าเคร่งเครียดจะยังไม่จางหากไป มาริสาพยักหน้ารับสีหน้าคล้ายว่าน่าจะโล่งใจแต่ยังมีข้อสงสัยอีกหลายอย่าง
“พี่ผอบจันทน์แกดันหลอกว่าฉันไปอยู่ชมรมดนตรีที่หนึ่งทำให้พวกรุ่นพี่ไม่พอใจ ต้องมาประชุมกันเพื่อใช้อำนาจของอดีตประธานนักเรียนถอนชื่อฉันออกจากชมรมดนตรีที่หนึ่ง” มาริสาตอบทั้งที่สองคิ้วแทบจะขมวดชนกัน เกมณีคิดตามอดรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ
“ไม่ใช่ว่า... คุณมาริสาไม่ต้องการอยู่ชมรมนั้นอยู่เหรอหรอกเหรอคะ”
“โอ้ย...ให้ฉันออกได้ฉันออกไปแล้ว แต่ว่าเพราะฉันคนเดียวทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นนี้มันรับไม่ได้ละ”
“น่าจะวุ่นวายเพราะพี่กันยามากกว่าคะไม่ใช่คุณมาริสาหรอกคะ” เกตุมณีตั้งใจพูดให้เพื่อนสาวของเธอเบาใจ แต่ผลที่ได้รับกลับตรงกันข้าม มาริสาขมวดคิ้วยุ่งหนักยิ่งกว่าเดิม
“ยังไง? ทำไม? พี่กันยาผิดเหรอ?”
“ใจเย็นๆคุณมาริสา ดิฉันแค่พูดตามรูปการเท่านั้นเอง สาเหตุที่ชมรมดนตรีเป็นแบบนี้ทั้งหมดก็เพราะพี่กันยานะคะ ดิฉันคิดว่าพวกรุ่นพี่น่าจะมีวิธีจัดการปัญหาหรือทางออกดีๆไว้แล้วถึงได้รวมตัวประชุมกัน” เกตุมณียิ้มปลอบใจเพื่อนสาว จังหวะเดียวกับครูประจำวิชาต่อไปเดินเข้ามา หัวหน้าห้องกล่าวให้นักเรียกลุกขึ้นยืนยกมือไหว้...
*************
กันยาดูมีความสุขเมื่อได้ทานข้าวกล่องของมาริสา ครั้งนี้เด็กสาวทำกับข้าวมาเผื่อต่างหากสำหรับมธุชาและพยากรณ์ที่วันศุกร์ที่แล้วมองกันยาทานแกงมัสสมั่นน้ำลายไหล
“ไก่ผัดน้ำพริกเผามะม่วงหิมมะพาน” มธุชาร้องเสียงปลาบปลื้มยินดีต่ออาหารที่อยู่ตรงหน้า จัดการเปิบเมนูเด็ดฝีมือเซฟประจำตัวกันยา เด็กสาวผมหยักศกรีบเสริมทันทีว่าอร่อยมาก ในขณะที่มธุชาถึงกับต้องนำผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาด้วยความยินดี
“เกิดมาฉันไม่เคยกินไก่ผัดน้ำพริกเผาอร่อยขนาดนี้เลยขอบใจเธอมากมาริสา”
“เวอร์ไปแล้วเธอ” พยากรณ์เสริมขึ้นขณะใช้ส้อมเสียบชิ้นเนื้อไก่นำเข้าปากก่อนเงียบไป ส่งเสียงอืมในลำคอ “ตกลงตามนั้น” มธุชางงว่าอะไรตกลงตามนั้น พยากรณ์ไม่ตอบคำถามก้มหน้าก้มตารับประทานไม่สนใจ มธุชากว่าจะรู้ตัวกับข้าวแสนอร่อยก็กำลังจะหมดไป มาริสาคิดว่าบางทีเธอควรจะทำเพิ่มให้พอสำหรับทุกๆคน
*************
“วันนี้มีข่าวว่าพวกรุ่นพี่จะมาประชุมกันเรื่องของระเบียงวาทกะเกิดอะไรขึ้นหรือไงกันยา” พยากรณ์กล่าวขึ้นขณะรวบช้อนส้อมหลังจบการต่อสู้แย่งชิงกับมธุชาในศึกไก่ผัดน้ำพริกเผามะม่วงหิมมะพาน กันยาพยักหน้ารับในขณะที่ มธุชาแปลกใจจนต้องเอ่ยถาม
“ไปได้ยินมาจากไหนนะฉันยังไม่ได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้เลยนะ”
“ฉันได้ยินแล้วกัน กันยาก็พยักหน้ารับไม่เห็นเหรอ”
“ก็จริง เห็นว่าให้คณะกรรมการนักเรียนเป็นคนประสานงานนะจริงๆคือพวกรุ่นพี่ต้องการคุยกับหัวหน้าชมรมทั้ง ๔ คนที่คุมหอระเบียงฯ” เด็กสาวผมหยักศกพอพูดถึงตรงนี้ก็ทำท่าหนักใจขึ้นมาทันที มาริสาที่จับตามองรุ่นพี่เธออยู่อดนิ่งเฉยไม่ได้
“แบบนั้นไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับพี่กันยาไม่ใช่เหรอคะ” กันยาส่ายศีรษะ
“แสดงว่าเรายังไม่ได้อ่านประกาศจากคณะกรรมการนักเรียนสินะมาริสา” กันยาทำเสียงดุ มองรุ่นน้องเธออย่างอ่อนใจ มาริสาทำหน้าเหวอล้วงมือลงไปในกระเป๋ากระโปรงขยับหยิบของบางอย่าง
“พวกรุ่นพี่บอกว่าใครที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของระเบียงวาทกะให้ไปประชุมด้วย” กันยาเฉลยก่อนที่รุ่นน้องของเธอจะยกโทรศัพท์ทรงสีเหลี่ยมผืนผ้าเรียบๆขึ้นมาเปิด
“หมายความว่าอะไรคะพี่กันยา คำสั่งแบบนั้น” มาริสาถลึงตาอ่านกวาดสายตาไปตามข้อความในประกาศของคณะกรรมการนักเรียน
“ฉันไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าน่าปวดหัว” กันยาเปลี่ยนสีหน้ากลับไปตึงเครียดอีกครั้ง ในขณะมธุชายืนมือขอโทรศัพท์จากมาริสามาอ่าน
“เหมือนเคยเห็นนะวิธีการพูดสไตล์นี้จากรุ่นพี่สักคน”
“รุ่นพี่ดาริกา” พยากรณ์พูดเสียงเรียบ มธุชาพยักหน้ารับขานรับ
“เออ ใช่ๆ รุ่นพี่ดาริกานี่” “แม่ฉันเองละ” พยากรณ์พยักหน้าย้ำกับทุกคนบนโต๊ะ...
*************
แม่ของรุ่นพี่พยากรณ์เป็นประธานของชมรมดนตรีในสมัยเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว เป็นสมัยที่ชมรมดนตรียังมีแค่หนึ่งเดียว แต่จำนวนของสมาชิกก็ไม่ได้น้อยไปกว่าตอนนี้แต่อย่างไร
“นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีชื่อเสียงในกลุ่มสังคมชั้นสูงด้วย” เกตุมณีสรุปพลางกรีดนิ้วไปบนปึกเอกสารที่ต้องเตรียมไปให้รุ่นพี่ก่อนเคาะมันกับโต๊ะจัดเข้าแฟ้ม
“แล้วเธอว่าฉันต้องไปมั้ย?”
“กรณีของคุณมาริสา ดิฉันกลับมองว่าเป็นความรับผิดชอบของพี่ผอบจันทน์” เกตุมณียิ้มปลอบใจ “อย่าไปคิดอะไรมากเลยคะ” แต่ยิ่งพูดมาริสาดูเหมือนจะยิ่งคิดมาก เกตุมณีพลิกนาฬิกาข้อมือดูก่อนจะรีบร้อนขอตัวไปที่เรือนดอกมะลิเพื่อทำการประชุม
เมื่อไม่เหลือใครอยู่ในห้องมาริสาก็ตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน จับกระเป๋าลุกขึ้นอย่างอ่อนล้าจริงๆแล้วเป็นความรู้สึกขัดข้องในใจกับคำสั่งของรุ่นพี่ดาริกามากกว่า
“ถ้าไปประชุมแล้วโดนถามกลับมาว่าเธอเกี่ยวอะไรด้วยจะตอบยังไงละ” มาริสาบ่นอย่างเหนื่อยใจ
‘พระนางทรงกังวลเกี่ยวกับพระนางนาตาลีหรือเพคะ’ โนโรซ่าภูตน้อยกล่าวขึ้นมาริสาเหลือบตามองพลางเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อือ” มาริสาตอบรับ มีบางอย่างสะดุดหูของเด็กสาวอยู่บ้างเรื่องที่โนโรซ่าเรียกกันยาว่านาตาลี ฟังแล้วน่าจะรู้สึกไม่ถูกต้องแต่กลายเป็นว่าเธอสามารถเข้าใจในครั้งแรกว่านั้นหมายถึงตัวกันยา
‘หากอยู่ในโลกอีกฝั่งหนึ่งพระนางสามารถเห็นและได้ยินโดยที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรู้สึกได้เพคะ’
‘หมายถึงโลก...โลกแห่งรัตติกาล’ มาริสาตอบรับในใจไม่รอการยืนยันมือหนึ่งยื่นออก คลี่ม่านมิติสะบัดออกแทรกหายไปจากระเบียงทางเดินทันที...
*************
ห้องประชุมที่จัดไว้อย่างดีเตรียมความพร้อมทุกอย่างกลับถูกปฏิเสธ ผอบจันทน์เองที่รับหน้ารุ่นพี่ก็คิดประมาณการณ์ไว้แล้วว่าเรื่องแบบนี้อาจจะเกิดขึ้น เด็กสาวผมยาวยืนสงบประสานมือด้านหน้าอย่างสุภาพแล้วกล่าวว่า
“รุ่นพี่ดาริกาต้องการที่ไหนคะหนูจะออกคำสั่งให้ทุกคนจัดเตรียมไว้ให้” เธอโค้มศีรษะรอรับคำสั่ง
“ก็ประกาศให้ทุกคนในหอระเบียงทราบแล้วกันว่าสถานที่ประชุมคือวิหารกุหลาบ” เสียงนั้นกล่าวอย่างสบายๆแต่สำหรับผอบจันทน์ฟังแล้วถึงกับสงบใจไว้ไม่อยู่ เงยหน้ามองรุ่นพี่เบื้องหน้า
“เดี๋ยวก่อนคะรุ่นพี่ดาริกา เมื่อไม่กี่วันนี้ในส่วนป่าเพิ่มมีคนถูกผีซ่อนตัวนะคะ”
“เพราะแบบนั้นยิ่งมั่นใจว่าวันนี้จะปลอดภัย” หญิงสูงวัยกล่าว เผยรอยยิ้มสะอาดประดับใบหน้า ท่าทางใจดี ซึ่งอยู่ในชุดสูทเนียบสไตล์ผู้บริหารสีอ่อน ยากที่ผอบจันทน์จะกล้าโต้แย้ง
“แบบนั้น...หนู”
“ไม่ต้องเตรียมการอะไรทั้งนั้น พวกฉันหกคนกลับมาที่นี้ไม่ได้ต้องการสร้างความยุ่งยากใจให้รุ่นน้อง ถ้ามันจะมีบ้างก็ขอให้คิดว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ เธอแจ้งข่าวเถอะผอบจันทน์”
“ค..ค่ะ” ผอบจันทน์ตอบรับโดยในใจยังแย้งว่าทำแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือ “แล้วถ้าไม่มีใครมาประชุมพวกรุ่นพี่จะทำอย่างไรกันคะ”
“ก็ปฏิวัติจัดระเบียบใหม่เลย มันเกินขอบเขตที่พวกฉันจะรับกันได้แล้วกับลักษณะแบบนี้ของหอระเบียงวาทกะ” ...
*************
พิณพาทย์และศุษิระปฏิเสธไม่ได้ถึงความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น ศุษิระนั้นเตรียมใจไว้นานแล้วว่าการที่เธอรับกันยาเข้ามาในชมรมดนตรีที่ ๔ ต้องเกิดเรื่องขึ้นแต่ก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะเกินเลยไปจนรุ่นพี่ในอดีตกลับโรงเรียนมาเพื่อจัดการด้วยตัวเอง กันยาเป็นอีกคนที่ติดตามคนทั้งสองไปด้วยแม้ว่า พิณพาทย์จะบอกไว้แล้วว่าความผิดทั้งหมดควรตกอยู่ที่เธอคนเดียว
ทั้งสามเดินผ่านทางลดเลี้ยวไปบนถนนอิฐสู่วิหารกุหลาบที่ตั้งอยู่ในส่วนป่าทึบ ก่อนทะลุออกไปสู่ลานหินกว้างที่เจาะพื้นลงไปด้านล่าง มีคนยืนอยู่ทั้งสิ้น ๗ คน โดยมีผอบจันทน์ยืนอยู่เป็นหนึ่งในนั้น
“รุ่นพี่ดาริกา” พิณพาทย์เด็กสาวผมเปียประธานชมรมดนตรีที่สี่ กล่าวน้ำเสียงไม่สบายใจ ศุษิระเดินนำลงไปคนแรกโดยไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกมาจากปาก หญิงสูงวัยยืนมองเหล่ารุ่นน้องของตนที่กำลังเดินลงมา โดยมีพวกอดีตประธานนักเรียนอีก ๕ คนยืนเป็นฉากหลัง ผอบจันทน์พยายามส่งสายตาเตือน
“สถานการณ์ระดับสาม” ศุษิระขยับปากโดยน้อยเอ่ยขึ้น
“พี่ว่าห้า” พิณพาทย์เสริมก่อนใช้มือสะกิดรุ่นน้องที่เดินอยู่คู่กัน “กันยาเธอติดตามฉันมาในฐานะเลขาชมรม อย่าไปเสนอหน้าทำตัวเป็นต้นเหตุ” กันยาไม่ทันจะตอบรับหรือปฏิเสธ พิณพาทย์ก็เร่งฝีเท้าเดินไปอยู่คู่กับศุษิระเดินไปพร้อมกัน มือทั้งสองเกาะกุมกันไว้บีบกระซับก่อนคลายออกเมื่อเดินเข้าสู้พื้นที่ของวิหารกุหลาบด้านล่าง กันยามองการกระทำเหล่านั้นแล้วรู้สึกถึงสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นเธอเชื่อว่ารุ่นพี่ทั้งสองจะสามารถรับมือกับมันได้ หากมีใครสามารถเกาะกุมมือเธอได้ในเวลาแบบนี้มันก็คงดีไม่น้อย
“มากันแค่นี้หรือ...โดยสรุป” ดาริกาเอ่ยปากทัก พิณพาย์และศุษิระยกมือขึ้นพนมไหว้กล่าวสวัสดีรุ่นพี่ ต่อด้วยกันยาที่ตามมาด้วยด้านหลัง
“มีพวกหนูสองคนส่วนกันยามาในฐานะเลขาค่ะ...”
“แบบนั้นเหรอกันยา” ดาริกาหันไปถามเด็กสาวหยักศก สิ่งแรกที่กันยาพิจารณาจากหญิงสูงวัยผู้นี้คือความเป็นคุณแม่ของพยากรณ์ หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันมาก เพียงบรรยกาศที่ผิดชนิดที่เรียกได้ว่าพญาเสือโคร่งกับลูกแมว สิ่งที่พยากรณ์เตือนเอาไว้คืออย่าคิดโกหกแม่ของเธอ
“หนูคิดว่าตัวเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงมากทีเดียว”
“อือ” ดาริกาพยักหน้ามองเด็กสาวรุ่นลูกทั้งสาม “ฉันกลับมาโรงเรียนไม่ได้จะมาต่อว่ากล่าวโทษอะไรพวกเธอ แค่ต้องการรวบรวมความคิดเห็นของคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อหอระเบียง แล้ว เราก็มาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร” หญิงสาวสูงวัยผายมือออกสองข้างกล่าวสรุป พิณพาทย์ฟังแล้วก็รู้สึกว่าดูดี ความกังวลถูกลดทอนลงจากใบหน้าของเด็กสาวผมเปีย แต่ว่า...จะเป็นแบบนั้นแน่หรือความสงสัยทำให้เธอเอ่ยปากถาม
“โดยสรุปหนูเข้าใจว่ารุ่นพี่ดาริกาน่าจะตั้งธงไว้แล้ว”
“เปล่าๆ...ฉันออกจากโรงเรียนนี้ไปแล้ว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนนี้ต่อคือพวกเธอ ถ้าทุกคนมารวมตัวกันคงจะดีกว่านี้” หญิงสูงวัยถอนใจเสียดายก่อนปรบมือเปลี่ยนท่าทีเป็นกระฉับกระเฉง “เอาละจะแก้ปัญหาอย่างไร?” คำถามถูกยิงตรงมายังพิณพาทย์
“หนู...” กะทันหันเกินไปจนยากจะตอบ
“ในฐานะประธานชมรมดนตรีที่สี่ และเธออดีตประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง จะแก้ ‘ปัญหา’ ที่เกิดขึ้นอย่างไร” พิณพาทย์เดาะลิ้นอย่างรำคาญระบายลมหายใจใช้ความคิด ออกอาการขบกรามโดยไม่รู้ตัว จริงแล้วเธอหงุดหงิด ตั้งแต่การประกาศเรียกคนประชุมแล้ว ยังมาพบกับคำว่า ‘ปัญหา’ ที่พูดนี่อีกถึงทั้งสามจะเข้าใจว่าหอระเบียงมีปัญหาแต่สมควรที่จะกล่าวสรุปอีกครั้งสิว่าอะไรคือสิ่งที่เธอเผชิญอยู่ในสายตาของรุ่นพี่
ศุษิระมองพี่สาวต่างมารดาของตนพอเข้าใจความรู้สึกจากสีหน้า ยื่นมือออกไปจับบีบเบาๆก่อนจะปล่อยออกเรียกสติให้ใจเย็น
“ถ้าหนูลาออกจากชมรมทุกสิ่งก็จะกลับมาเหมือนเดิมคะ” กันยาก้าวเดินมาด้านหน้าสายตามั่นคงในการตัดสินใจ หญิงสูงวัยพยักหน้า ยิ้มบางที่ดูสะอาดตาเผยขึ้นวูบหนึ่ง
“จะเริ่มจากเธอก่อนกันยา พิณพาทย์ศุษิระเธอสองคนก็คิดคำตอบไว้ด้วย และก็...มาริสา” สาวสูงวัยดีดนิ้วขึ้นดังลั่นเปาะ ร่างของมาริสาปรากฏขึ้นข้างกันยา เด็กสาวผมประบ่างุนงงในเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่แพ้กับ กันยาที่มองรุ่นน้องของเธอ
“ไม่ต้องแอบฟังฉันไม่ใช่ยักษ์ใช่มาร”...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๓ เจ้าหญิงบนบัลลังก์ไม้(๑)
ครั้งนี้ขอฝากไว้สั้นๆครับ จะพยายามเขียนให้ได้เรื่อยๆ
edit @ 30 Aug 2008 01:14:37 by ~fs writer~