ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๒ หอระเบียงวาทกะ(๑๑)
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนแสบจมูกปลุกเด็กสาวให้ลืมตาตื่นจากอาการสลึมสลือ ให้เริ่มตั้งสติถามตัวเองว่าอยู่ที่ไหนมาได้อย่างไร เพดานฝ้า เตียงพยาบาลและม่านสีขาวที่โยงไว้กับรางเหล็กโอบล้อมบริเวณที่เธออยู่ให้คำตอบได้พอประมาณ เธอถอนหายใจอย่างอ่อนแรงย้อนนึกไปว่าถ้าจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้ตัวเองน่าจะอยู่ที่โรงอาหารและกำลังพูดคุยกับพวกรุ่นน้องในชมรมดนตรีที่สี่ เพื่อวางแผนเตรียมการจัดคอนเสิร์ตเล็กๆขึ้นในช่วงเย็นของทุกวันพฤหัสฯ
ข้อศอกถูกใช้ดันตัวให้เลื่อนขึ้นก่อนเปลี่ยนมาใช้มือทั้งสองคอยช่วยพยุงตัวนั่ง ผมยาวตกลงมาข้างแก้มจึงค่อยทราบว่าผมเปียของตัวเองคลายออก เธอรีบสะอึกตัวขึ้นอุทานร้องอย่างตกใจสองมือจับเส้นผมของตนออกมาเพื่อพิจารณา ทำเอาโคลงเหล็กของเตียงส่งเสียงลั่นดังเอี๊ยด เด็กสาวร่ำร้องในใจว่าแย่ที่ทำเสียงดังในห้องพยาบาล เสียงฝีเท้าส้นสูงกระทบพื้นยางเดินใกล้เข้ามาพร้อมกับเงาร่างของหญิงสาวจับม่านรูดเปิดออกช้าๆ
“พิณพาทย์เป็นยังไงบ้าง หือ?” เสียงคุ้นหูของครูสาวประจำห้องพยาบาล ช่วยให้เด็กสาวอุ่นใจขึ้น
“คะ?” เธอตอบสีหน้ายังงุนงง ครูพยาบาลกอดอกเอียงคอฟังคำตอบใช้สายตาเฝ้าดูอย่างใจเย็นแทนการย้ำคำถามอีกครั้ง “หนู..หมายถึงว่า น่าจะไม่มีอะไร”
“เธอถูกผีซ่อนตัว” ครูพยาบาลเดินเข้ามาหาพิณพาทย์ก่อนเอื้อมมือขึ้นค่อยๆรูดม่านด้านข้างออกช้าๆ เผยให้เห็นศุษิระ ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง
“เด็กคนนี้ก็โดนไปด้วยพร้อมกันกับเธอ พอจำเรื่องอะไรได้มั้ย”
“ไม่ค่ะ” พิณพาทย์ตอบเสียงเบา หลับตาพยายามนึกแต่ก็พบเห็นเพียงความมืดเท่านั้นที่แจ่มชัดในสมอง เธอชันเข่าขึ้นใต้ผ้าห่มขาว ถอนหายใจพลางขมวดคิ้วยุ่งควบกันไป “น่าหงุดหงิดจังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก็ไม่รู้”
“เค้าเล่ากันว่าพบเธอสองคนนอนนิ่งในป่า เอาละอย่าพยายามไปนึกมันเลยดีกว่า นี่ก็จะห้าโมงเย็นแล้วคงได้เวลาปลุกเจ้าหญิงนิทรากันเสียที” ครูประจำห้องพยาบาลยิ้มสวยปลอบใจพิณพาทย์ที่ยังคงนั่งขมวดคิ้วจนยุ่ง
*************
“วันนี้คุณแม่พาจิ๊ดจ๋าไปเป็นเพื่อนงานเลี้ยงของบริษัทคู่ค้า” น้องสาวตัวแสบของมาริสาแอบกระซิบ ทันทีที่เห็นหน้าพี่สาวกลับมาบ้าน มาริสาพยักหน้ารับทราบดันแว่นมองน้องสาวให้ถนัดตาเป็นนัยถามว่าแล้วยังไงต่อ
“เพราะแบบนั้น พี่เมย์ก็จะมีโอกาสอยู่กับพี่กันยาสองต่อสอง ดังนั้น...” เด็กสาวในชุดราตรีสีน้ำเงินมิดชิดสมวัยแบมือ ฉีกยิ้มเป็นนัยขออะไรตอบแทน
“เออ เดี๋ยวฉันอบขนมเค้กให้แกกินแล้วกัน” มาริสาหลับตาพูดเซ็งๆแต่ไม่ปฏิเสธข้อเสนอ
“ไรพี่เอาของกินมาล่อทำอย่างกับหนูเป็นเด็กๆ” จี๊ดจ๋าทำท่าไม่พอใจ ผู้เป็นพี่สาวเห็นจนชินก็ไม่ร้อนรนอะไร
“แล้วแกจะเอามั้ยละ”
“หนูขอเค้กซอกโกแลตนะพี่เมย์” น้องสาวยิ้มกว้าง พี่น้องจับมือจบการเจรจา
แต่พอรุ่นพี่ผมหยักศกคนสวยมาถึงกลับกลายเป็นว่านั่งไปพักเดียวก็คอพับหลับไปบนโซฟา มาริสานั่งลงข้างๆดูรุ่นพี่เธอหายใจท่าทางเหนื่อยก็ไม่อยากจะกวนใจปล่อยให้นอนอยู่แบบนั้น แต่ไม่นานกันยาก็สะดุ้งตื่นขึ้น กลายเป็นว่ามาริสาเสียเองที่นอนอิงไหล่เธออยู่ด้านข้าง กันยาเห็นแล้วอดนึกถึงครั้งแรกที่เห็นมาริสานอนคอพับดูคอนเสิร์ตของเธอกับคุณพ่อ
“มาริสาๆ” กันยาหันไปเอ่ยปากมือข้างหนึ่งสะกิดไหล่ของเด็กสาวรุ่นน้องที่ยังนอนหลับไม่รู้เรื่อง แทนที่จะรู้สึกตัวกลับทำท่างัวเงียกระแซะเบียดเข้ามา กันยาจึงเปลี่ยนใช้นิ้วชี้จิ้มเข้าที่เอว เด็กสาวที่กำลังหลับสบาย นอนอิงไหล่อยู่กับรุ่นพี่คนสวยถึงกับสะดุ้งโหยงทันที เธอรีบจัดแว่นดันขึ้นให้เข้าทีเลิกลั่กมองไปรอบตัว งงกับเรื่องที่เกิดขึ้นถ้าพูดให้ชัดเจนคือยังไม่เข้าใจว่ามีเรื่องอะไร กันยาที่มองอากัปกิริยาของรุ่นน้องอดขำออกมาไมได้ ยกหลังมือขึ้นป้องปากส่งเสียงหัวเราะฟังระรื่นหู
“เอาละวันนี้ขอโทษทีนะจ๊ะ ฉันต้องไปก่อนละนี่ก็...สามทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว ใช้ไม่ได้จริงๆ” กันยาบ่นกับตัวเอง มาริสาพูดจาไม่ค่อยออกพยายามลำดับเรื่องราวจนเข้าใจว่าตัวเองก็เผลอหลับไป
“ไม่เป็นไรหรอกคะ แต่ว่าทำไมดูพี่เหนื่อยๆ” มาริสาลุกขึ้นตามกันยาที่เตรียมเดินกลับบ้านพร้อมกับกระเป๋าไวโอลิน
“ที่ชมรมฉันโดนรุมอยู่คนเดียว ทั้งเรื่องดนตรีทั้งเรื่องการเรียนดนตรี บางคนก็มาขอร้องพยายามให้ฉันแนะนำให้รู้จักคุณพ่อ หรือคนในวงการ เหนื่อยนะ ลำบากใจด้วย แถมวันๆก็ไม่ค่อยได้ทานอะไรอีก” กันยาพูดขึ้นพลางใช้มือกุ้มท้องนึกได้ว่าเย็นนี้ตัวเองก็ยังไม่ได้ทานอะไร
“พี่ทานน้อยเหรอคะ หนูดูพี่ก็เจริญอาหารดีออก” มาริสากล่าวไม่คิดอะไร กันยายิ้มให้กับความเชี่ยวที่ตรงไปตรงมาของรุ่นน้องเธอ
“นั้นมันเฉพาะเธอทำอาหารอร่อยหรอกมาริสา”
“งั้นก็ทานอะไรก่อนเถอะคะ”
“มันดึกแล้วพี่เกรงใจลุงพนมที่รออยู่ในรถจะแย่อยู่แล้ว” กันยาคิดรอบด้าน แต่ไม่เคยคิดถึงตัวเองอีกตามเคย มาริสาถอนหายใจข้อเสียของรุ่นพี่เธอ ที่ดูจะน่ารักเกินไปสำหรับคนยุคนี้ กันยาพยักหน้าให้รุ่นน้องเธอทิ้งท้ายก่อนเดินมุ่งหน้าไปที่ประตู
“พรุ่งนี้หนูจะทำข้าวเที่ยงไปให้พี่นะคะ” กันยาหันตามต้นเสียงที่ไล่มาด้านหลัง มาริสาเดินตามทันทีไม่รอให้รุ่นพี่เธอเอ่ยปากปฏิเสธ “จี๊ดจ๋าก็หอบข้าวกล่องที่หนูทำตอนเช้าไปทานโรงเรียนเหมือนกัน รับรองนะคะว่าสะอาดปลอดภัย”
“อือ...จะว่ายังไงดีละ ให้รุ่นน้องมานั่งสงสารคนเป็นรุ่นพี่ก็น่าลำบากใจอยู่นะ ถึงฉันจะมีปัญหาเรื่องการกินแต่ก็พยายามทำตัวไม่ให้เป็นภาระของใคร ไม่รู้ว่าอธิบายแบบนี้เธอจะเข้าใจหรือเปล่า”
“หนูเต็มใจทำให้นี่คะมันไม่ใช่ภาระหรอกค่ะ นอกเสียจากว่าพี่กันยาจะรู้สึกรังเกียจที่จะรับมัน” เด็กสาวมองตารุ่นพี่คาดคั้นเอาคำตอบ กันยาครุ่นคิดแสดงออกทางสีหน้าด้วยความเหน็ดเหนื่อย หลับตานิ่งหาคำพูดที่จะกล่าวออกมาเป็นคำถาม
“เธอชอบฉันเหรอมาริสา”
“ชอบ...ค่ะ” มาริสาตอบทันที
“แบบนั้นฉันลำบากใจนะสิ”
“คะ ก็น่าลำบากใจ...อยู่” มาริสาพยักหน้ารับพลางยกมือขึ้นจัดผมของตัวเองไม่ให้ปิดบังใบหน้า หลบสายตาไม่กล้าจับจ้องมองรุ่นพี่ของเธอ “ถือว่าหนูไม่ได้พูดแล้วกันนะคะ”
“จะว่ายังไงดีนะ...” กันยากล่าวขึ้นพลางถอนหายใจยาวเมื่อความจริงชัดเจน แต่ไหลสองข้างกลับตกลงด้วยความหนักอึ้งของสิ่งที่อยู่ในใจ “ฉันก็ดีใจนะที่เธอชอบฉัน”
“แต่?...” มาริสาคิดว่าต้องมีอะไรเป็นข้อแม้
“ไม่มีแต่ ฉันก็บอกว่าดีใจ”
“แต่พี่บอกว่าหนักใจ? แล้วท่าทางก็เหมือนลำบากใจ”
“ก็มันหนักใจจริงๆ” กันยาอธิบายยิ้มบางๆ ให้ก่อนเดินเปิดประตูบ้านออกไป มาริสาไปส่งรุ่นพี่ของเธอถึงที่รถโดยที่ทั้งสองก็ไมได้พูดจาอะไรกันเพิ่มเติมอีก...
*************
กันยาเป็นเด็กสาวหน้าตาดี เป็นหญิงงามตรงตามลักษณะของเบญจกัลยาณี เรื่องนี้ใครที่พบเห็นเธอต้องอดชื่นชมไม่ได้ แต่เธอดูแปลกกว่าบ้างคล้ายมีเลือดผสมของชาวต่างชาติ พ่อบุญธรรมของเธอให้ความเห็นว่าเธอน่าจะมีเชื่อสายของชาวอารยัน ผิวสีเหลืองนวล จมูกโด่งเป็นสันและตาโตเหมือนแขก ขนตาที่งอนยาวและผมหยักศกดำสนิทที่ทิ้งตัวลงมาอย่างมีน้ำหนัก
ความสวยของเธอทำพวกรุ่นพี่ในโรงเรียนวุ่นวายหวังจะได้เธอมาคู่ควง แต่กันยาปฏิเสธมาตลอดด้วยเหตุผลที่ว่า “เธอไม่พบใครที่ใช่” แล้วมาริสารุ่นน้องคนนี้จะใช่เหรอ
กันยาปฏิเสธค่อนข้างยากว่ารุ่นน้องของเธอคนนี้ออกจะแตกต่างกับทุกคนในโรงเรียน แต่เธอรับประกันได้ว่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจ แต่มีบางอย่างที่กันยารู้สึกว่าถ้าอยู่ใกล้ๆกับมาริสาแล้วเธอจะรู้สึกปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดคือเธอยิ้มได้เมื่ออยู่ใกล้กับรุ่นน้องคนนี้
ไม่ใช่ว่าเธอต้องการใครมาปกป้องตามสัญชาติญาณของสตรีเพศที่ต้องการบุรุษหรือตัวแทนที่เข้มแข็งพอ เพราะมาริสาก็ไม่ใช่อะไรแบบนั้น ไม่ใช่การถวิลหาความรักหรือสิ่งทดแทนตามวัย ไม่ใช่การเติมเต็มสิ่งที่ขาด กันยาสัมผัสว่าเธอกับมาริสาเป็นสิ่งที่คู่กัน
เมื่อคิดถึงตรงนี้เหมือนมีกุญแจบางอย่างถูกสะเดาะหลุดออกมา กันยาที่นอนตะแคงอยู่บนเตียงต้องลืมตาขึ้น บางสิ่งในใจทำให้เธอต้องดันร่างขึ้นนั่งพับเพียบอยู่บนเตียง มือขวายกขึ้นจับเสียงเต้นระรัวของหัวใจระหว่างทรวงอกก่อนน้ำตาจะไหลนองอาบสองแก้มโดยไม่รู้ตัว กันยาไม่เข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับเธอ ความข่มขื่นที่เกิดขึ้นคืออะไร ใครจะให้คำตอบเธอได้บ้าง...
*************
เช้าวันรุ่งขึ้นกันยามาโรงเรียนแต่เช้าเท่าที่จะสามารถทำได้เพื่อตั้งใจทำความสะอาดชมรมตามจุดประสงค์แรก แต่เมื่อไปถึงห้องชมรมกลับพบว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพเรียบร้อยอยู่แล้วพร้อมกับสมาชิกจำนวนหนึ่งที่รอเธอมาแนะนำเรื่องของดนตรี ทุกอย่างมันก็ดูลงตัวดียกเว้นแต่ว่าถ้าชมรมดนตรีที่สี่ขาดเธอไปแล้วสภาพแบบนี้จะยังคงอยู่ได้อีกหรือ กันยาเริ่มมองเห็นแล้วว่าเธอกำลังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างผิดวิธี
สังคมของที่นี่ยังคงมองเรื่องของการตอบแทนและความคุ้มค่าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มันจะเป็นไปได้หรือกับการเปลี่ยนสังคมในโรงเรียนนี้
พิณพาทย์รุ่นพี่ร่างเล็กผูกผมเปียสองข้างเดินเข้ามาในห้องเห็นกันยายืนฟังสมาชิกในชมรมเล่นไวโอลินก็ยิ้มทักด้วยสายตาเดินไปเลื่อนเก้าอี้เปียโนออกมานั่ง เฝ้ามองสมาชิกในชมรมที่นั่งเรียงกันบนเก้าอี้จัดแถวเป็นทรงสวยคลี่เป็นแนวรูปพัด รอคิวของตนออกไปขอคำแนะนำจากกันยา ถึงห้องของชมรมที่สี่จะคับแคบแต่พิณพาทย์ก็ไม่มีความคิดจะขอพื้นทีจากชมรมที่สาม เพราะกันยาเองคงจะใกล้ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกันกับสภาพโดนรุ่มล้อมเช้าเที่ยงเย็น แถมพิณพาทย์ยังได้ยินว่ากันยาต้องไปสอนไวโอลินตอนเย็นอีก ไม่นานกันยาคงต้องขอลาออก คิดถึงตรงนี้พิณพาทย์เองก็อดแอบถอนหายใจออกมาไม่ได้ เรื่องของศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งก็เป็นอีกความหนักใจของพิณพาทย์
ศุษิระคงจะลาออกจากชมรมดีไม่ดีเธออาจจะทนรับสภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้จนต้องออกจากโรงเรียน เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จนต้องส่ายศีรษะออกมา ในเวลานั้นเสียงไวโอลินที่เล่นกลับหยุดลงเหมือนมีบางอย่างเกิดขึ้น พิณพาทย์หันไปมองศุษิระที่กำลังเดินผ่านประตูห้องของชมรมเข้ามา
“สวัสดีค่ะคุณศุษิระมีธุระอะไรกับชมรมดนตรีที่สี่คะ” เด็กสาวผมเปียยิ้มต้องรับพลางลุกขึ้นเดินเข้าไปหา ศุษิระคล้ายกับดอกไม้เฉา ใบหน้านั้นแน่นิ่งเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจและหม่นหมอง สายตาที่ส่งมานั้นคล้ายขอความช่วยเหลือ
หลายคนในห้องอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่ทราบจะแสดงออกอย่างไรกับการมาของเธอ โดยเฉพาะคนที่เดิมมาจากชมรมดนตรีที่หนึ่งถึงกับต้องนั่งทำตัวลีบๆไว้ไม่ให้เป็นที่สังเกต เพราะไม่แน่ว่าศุษิระอาจจะลงมาต่อว่าทวงบุญคุณครั้งในอดีต แม้แต่กันยาเองก็ยังรู้สึกว่ายากลำบากที่จะแสดงออกได้แต่คอยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
“แค่สงสัยว่าถ้าชมรมนี้ไม่มีคนอย่างกันยาอยู่สภาพมันจะเป็นยังไง” ศุษิระกล่าว เชิดหน้าขึ้นอย่างแข็งแกร่งไร้สภาพของดอกไม้เฉาเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง คงมีแต่พิณพาทย์เท่านั้นที่สังเกตเห็นความสั่นระริกในแววตาที่ไม่มุ่งเข้ามาเผชิญหน้าเช่นทุกครั้ง
“ก็คงจะเป็นชมรมเล็กๆที่มีสมาชิกไม่กี่สิบคน” สาวผมเปียยิ้มอย่างสดใส ในขณะที่คนอื่นมองเห็นว่าประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งกำลังลงมาหาเรื่อง บางคนก็คิดว่า ศุษิระคงกำลังจะทิ้งทวนอะไรบางอย่างก่อนจะพ้นตำแหน่งของประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง
“แบบนั้นน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นชมรมกันยานะ” ศุษิระหันมองไปยังรุ่นน้องผมหยักศกที่ยืนนิ่งอยู่มุมห้อง เชิดคอเล็กน้อยถามต่อ “เธอว่ามั้ยกันยา”
“ไม่หรอกคะพี่ศุษิระ จะมีหนูอยู่หรือไม่ชมรมนี้ก็ยังทำหน้าที่ของมันอยู่”
“ฉันว่าถ้าไม่มีเธออยู่มันเป็นอะไรไปไม่ได้มากกว่าห้องเก็บของ เครื่องดนตรีเก่าๆไว้มุมนั้น ด้านหน้านี้เรียงโต๊ะโทรมๆที่ไม่รู้จะเก็บไว้ตรงไหน รอเอาไปบริจาคให้โรงเรียนอื่น”
“ถึงคุณศุษิระจะทำแบบนั้นชมรมดนตรีที่สี่ก็ยังอยู่เพื่อทำหน้าที่ของมัน” พิณพาทย์เดินเข้าหาศุษิระ
“หน้าที่เก็บพวกขยะ รวมพวกที่ไม่สามารถไต่ขึ้นไปด้านบนได้นะเหรอ” ศุษิระเค้นน้ำเสียงสะบัดใบหน้ากล้บมาพูดกับพิณพาทย์
“เราจะเป็นทีให้สำหรับคนซึ่งอยากเล่นดนตรีโดยไม่ต้องไปสนใจเรื่องของฐานะ ชมรมดนตรีที่สี่จะไม่สนใจหรอกว่า คนๆนั้นจะเล่นดนตรีเก่งหรือไม่ หรือเล่นไม่เป็นเลย ไม่สนใจฐานะว่ารำรวยล้นฟ้าหรือว่าไม่มีอะไรเลย เพียงแค่อยากเล่นดนตรีก็เขามาอยู่ชมรมนี้ได้” เด็กสาวผมเปียยังเดินเข้าใกล้ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง สายตาอ่อนโยนและรอยยิ้มบางๆหวังให้คู่สนทนาได้เข้าใจความนัยที่แฝง ศุษิระยืนนิ่งไม่ถอยหนีหรือลดลาท่าที
“เธอไม่เข้าใจเหรอพิณพาทย์ว่าโรงเรียนอย่างเรา ชมรมแบบนี้มีแต่การแสดงความตกต่ำของหอระเบียงฯให้คนอื่นได้เห็น แทนที่เราจะคุยกับโรงเรียนอื่นได้ แทนที่จะใช้ชื่อของหอระเบียงฯแสดงความยิ่งใหญ่ในการแข่งขันงานต่างๆ ก็กลายเป็นมีติ่งอย่างชมรมดนตรีที่สี่ผูกเข้ามา มันก็เหมือนการมีดอกไม้ประหลาดๆแซมเข้ามาในแจกันที่มีการบรรจงคัดเลือกดอกไม้มาประดับ”
“อือ...” เด็กสาวผมเปียพยักหน้า “ดังนั้นพวกฉันควรจะย้ายห้องชมรมออกไปจากหอระเบียงฯเพื่อโรงเรียน?” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองพูดคุยกันเรื่องนี้
“ใช่ก็จุดประสงค์ของเธอแค่ต้องการให้พวก...จนๆ ได้เล่นดนตรีก็แค่นั้น แล้วทำไมต้องมานั่งอยู่ในหอระเบียง ในห้องแคบๆเท่ารูหนู ก่อนที่ฉันจะต้องพ้นตำแหน่งประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง ฉันมีข้อเสนอ” ศุษิระพูดจาท่าทางมั่นใจ เด็กสาวผมเปียส่ายศีรษะ ยิ้มบางๆจางลงจนดูเรียบเฉย
“ข้อเสนอของคุณศุษิระ คงจะเป็นว่าเอาเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนักเรียน เสนอให้เปลี่ยนชื่อชมรมแล้วจัดที่ในอาคารอเนกประสงค์ให้ ทำให้ฉันสามารถของบประมาณของชมรมตัวเองได้” เด็กสาวผมเปียอธิบาย ศุษิระพยักหน้ารับ ขมวดคิ้วงามตั้งคำถามว่ามันมีอะไรไม่ดีหรือไง
“นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนต้องการหรือยังไง” “ฉันไม่เห็นด้วยกับระบบการแยกชมรมด้วยการคัดแยกตามฐานะ ชมรมดนตรีที่สี่ตั้งขึ้นเพื่อวันหนึ่งที่เริ่มมีคนไม่เห็นด้วยกับระบบนี้มากขึ้น ชมรมนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” คำตอบของพิณพาทย์เหมือนจะสร้างความแปลกใจให้กับศุษิระเป็นอันมาก เธอเดินถอยหลังไปทิ้งระยะห่างจากเด็กสาวผมเปียที่ทุกคนมองว่าทั้งสองต่างไม่ถูกกันทั้งยังไม่มีการลดราวาศอกกันได้อย่างเด็ดขาด
“แบบนั้นเอง?”
“ดังนั้นเรื่องที่คุณศุษิระคิดจะทำ เช่นการยอมลาออกจากตำแหน่งประธานแล้วแลกกับเสียงสนับสนุนจากพวกของมาธุสร เพื่อให้ห้องชมรมแก่พวกฉันก็พอเถอะ”
“ฉันแค่รำคาญพวกเธอ” ศุษิระปฏิเสธทันที
“ลาออกจากประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งเถอะ ในสังคมนั้นฐานะครอบครัวที่ล้มละลายอย่างคุณศุษิระไม่มีแม้แต่ที่ให้นั่งอยู่”
“นี่...แม้แต่เธอก็จะตอกย้ำฉันเหรอ”
“คุณชอบเล่นดนตรีไม่ใช่เหรอ ฉันอยากให้คุณลาออกแล้วมาอยู่กับฉันที่ชมรมนี้ ที่นี้แม้จะแคบแต่ก็มีทีให้คุณอยู่”
“เธอจะบ้าเหรอ จะให้ฉันทนแบกหน้าอยู่ที่หอระเบียงนี้ ฉันจะยืนอย่างไรเดินอย่างไรเธอเคยคิดบ้างมั้ย?” พิณพาทย์ไร้คำตอบ ศุษิระพยักหน้าเข้าใจถึงความเงียบนั้น เธอได้บทสรุปนานแล้วว่าไม่มีทางหรอกที่จะอยู่บนความอับอาย เด็กสาวผมยาวผู้ซึ่งกำลังเป็นอดีตประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งหมุนตัวเดินออกจากชมรม
การที่พิณพาทย์ไม่พูดอะไรนั้นไม่ใช่ว่ามืดแปดด้าน แต่กำลังคิดว่าต้องอธิบายอีกกี่นาทีกี่ชั่วโมง หรือจะกี่วันกี่เดือนกี่ปี เธอกับศุษิระถึงจะพูดคุยกับรู้เรื่อง
“เดี๋ยวขลุ่ย” พิณพาทย์กล่าวออกคำสั่งต่อศุษิระซึ่งรู้ดีว่าระหว่างเธอกับพี่สาวจะไม่เรียกชื่อเล่นกันต่อหน้าคนอื่นเท่าไรนัก และมันก็มีพลังมากพอที่จะทำให้เด็กสาวผมยาวต้องสะบัดตัวหันกลับมา เป็นจังหวะเดียวกับที่พิณพาทย์สะอึกกายเข้าใกล้ ในวินาทีที่อยู่ในสายตาของทุกคนที่อยู่ในชมรม พิณพาทย์ยืนหน้าเข้าใกล้ศุษิระ ก่อนริมฝีปากจะสัมผัสกัน ไม่ถึงเสี้ยววินาที แต่ทุกคนเห็นว่านั้นไม่มีทางเป็นเหตุบังเอิญได้เด็ดขาด ศุษิระยืนนิ่งงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่พิณพาทย์ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนเป็นเรื่องปรกติ ทั้งยังยืนกอดอกพูดจาออกคำสั่ง
“ขลุ่ย...เธอลาออก แล้วย้ายมาอยู่ชมรมฉันไม่ต้องคิดนั้นคิดนี้ให้วุ่นวาย เธอยังมีฉันอยู่ไม่ใช่หรือไง?” สิ้นคำ ศุษิระที่ยืนอยู่ก็ทรุดลงไปเหมือนไร้เรียวแรงแขนขามือไม้อ่อนจนทรงตัวอยู่ไม่ได้ ทั้งหมดเป็นเพราะจูบเมื่อครู่ ทั้งที่มันรวดเร็วและไร้ความดื่มด่ำ แต่กลับจดจำได้อย่างเด่นชัด ริมฝีปากที่สัมผัสกับความนุ่มละมุนของพิณพาทย์เมื่อครู่ ร้อนผ่าวจนเด็กสาวต้องค่อยยกมือขึ้นมาสัมผัส ให้มั่นใจว่ามันยังอยู่ดีหรือไม่ พิณพาทย์ส่งมือยื่นให้กับศุษิระเธอส่ายศีรษะปฏิเสธ เด็กสาวผมเปียถึงกับขมวดคิ้วเมื่อไม้ตายสุดท้ายที่ใช้ออกไปยังไม่ได้ผล ศุษิระเห็นสีหน้านั้นของพี่สาวรีบสะบัดศีรษะต่อ หลบสายตากล่าวด้วยเสียงอันเบา
“มือไม่อ่อนจนลุกไม่ไหวต่างหาก” เด็กสาวขวยเขินหลบสายตาแม้คำพูดจะดูแข็งแต่พวงแก้มทั้งสองข้างแดงสุกเป็นลูกมะเขือ พิณพาทย์พยักหน้านั่งลงบนพื้นเป็นเพื่อนกับศุษิระ...
*************
กลายเป็นเรื่องพูดคุยกันในวงสนทนาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นของประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งที่ลาออกจากตำแห่งประธานชมรมและย้ายชื่อไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่ โดยเฉพาะคนอย่างศุษิระที่ปรามาสชมรมดนตรีที่สี่ไว้อย่างมากมายกลับเป็นคนที่ย้ายลงไปอยู่ชมรมนั้นเสียเอง ส่วนเรื่องที่ศุษิระและพิณพาทย์จูบกันนั้นกลับกลายเป็นข่าวลือที่มีแต่คนหัวเราะว่ามันเป็นไปไมได้ เรื่องนี้ไม่แปลกเพราะแม้แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ยังยากจะเชื่อว่าจะได้เห็นภาพแบบนั้น
เสียงสัญญาณบอกเวลาพักเที่ยงดังไล่ขึ้นมาพร้อมกับการที่นักเรียนทั้งชั้นยืนขึ้นยกมือพนมขอบคุณ ครูหญิงสูงวัยพยักหน้ารับก่อนเดินก้าวออกจากห้องไป นักเรียนทั้งหมดนั่งลงเก็บข้าวของ กันยาจัดเรียงสมุดหนังสือให้เป็นระเบียบจัดเก็บลงในกระเป๋า เสียงโทรศัพท์ส่งสัญญาณสั้นๆดังขึ้นทำให้เธอต้องขยับตัวล้วงมือหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากระโปรงขึ้นมาเลื่อนหน้ากากออกพบเป็นข้อความจากมาริสานักเรียนไวโอลินคาบค่ำของเธอก็รีบไล่มือกดที่รูปจดหมายเปิดดู พบข้อความนัดพบที่โต๊ะรับประทานอาหารของประธานชมรมทำอาหารถึงกับทำให้กันยาเลิกคิ้วขึ้น
“เอาจริงแฮะเด็กคนนี้” กันยาพับโทรศัพท์เก็บใส่กระโปรง เดินถือกล่องไวโอลินออกจากห้อง
*************
กล่องอาหารสีเงินขนาดหนังสือการ์ตูนพ๊อกเก็ตบุ๊กถูกดึงมาจากกระเป๋าผ้าสีดำจัดวางลงต่อหน้ากันยา เด็กสาวผมหยักศกใช้สองมือจับฝากล่องเปิดออกพบว่ามันถูกปิดยึดอย่างแข็งแรงจึงส่งสายตาสอบถามไปยังรุ่นน้องที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม มธุชาประธานชมรมทำอาหารที่นั่งอยู่ใกล้รีบอาสาเปิดกล่องปริศนา
“เจ้านี้ใช้ระบบล๊อกสุญญากาศต้องกดปุ่มที่มุมบน ทำแบบนี้อากาศจะไหลเข้าไปทำให้เปิดฝาขึ้นมาได้” มธุชาจัดแจงทันที เปิดฝากล่องขึ้นมาควันข้าวสวยที่กำลังร้อนๆโชยขึ้นส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ด้านข้างมีน่องไก่ชิ้นโตเลาะกระดูกพร้อมหันเป็นชิ้น นอนอยู่บนน้ำแกงมัสสมั่นสีทอง มันต้มหั่นเป็นชิ้นเล็กตกแต่งเป็นหัวมันขนาดพอดีคำ สีเหลืองนวนสวยดูน่ารับประทาน สำหรับสาวๆคนอื่นแล้วแกงมัสสมั่นอาจจะน่ากลัวหากต้องคิดถึงเรื่องการควบคุมน้ำหนัก แต่มาริสาเห็นว่ารุ่นพี่เธอผอมเกินไปสมควรต้องบำรุงให้มากเข้าใว้ กล่องอีกใบถูกนำมาตั้งเสริมทัพ เมื่อเปิดออกมาพบผักสลัดใส่ไว้อย่างหลวมๆ ไอเย็นและความสดใหม่ของมองด้วยตาเปล่าก็ทราบถึงความกรุบกรอบขอบผักกาดกับแตงกวา น้ำสลัดใสเหยาะใส่โชยกลิ่นเปรี้ยวสดชื่นเรียกน้ำลาย ให้รุ่นพี่ทั้งสามต้องกลืนน้ำลายพร้อมเพียงโดยไมได้นัดหมาย
กันยาแม้ว่าตอนแรกจะไม่หิวเพราะเคยชินกับการรับประทานอาหารสองมื้อ ตอนนี้ต้องจับช้อนส้อม ลงมือก่อนเป็นคนแรก ท่าทางทานอาหารเคี้ยวแก้มตุ่ยอารมณ์ดีของกันยาเป็นอะไรที่น่าแปลกใจสำหรับผู้ร่วมโต๊ะอีกสองคน มธุชาถึงกับกล่าวชมว่ากันยาเป็นคนที่ท่านอะไรดูน่าอร่อยดี ก่อนการสนทนาที่เข้ามาสู่เรื่องที่เป็นประเด็นอยู่ในตอนนี้ มธุชายื่นหน้าเข้ากลางโต๊ะพูดเสียงเบากระซิบกระซาบ
“ตกลงพี่พิณพาทย์ใช้จุมพิตปราบพี่ศุษิระจนหมดพยศนี่จริงหรือเปล่านะกันยา” เด็กสาวร่างอวบยิ้มถามก่อนพยากรณ์ยืนหน้าเข้ามาฟังอย่างสนใจ
“พวกเธอเชื่อกันด้วยเหรอ” กันยาถามกลับยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับรอบริมฝีปากให้แน่ใจว่าสะอาดเรียบร้อยดี มธุชาพยักหน้ารับป้องปากกระซิบ
“คือ..มันมีข่าวลือๆกันอยู่เสมอว่ามักจะมีคนเห็นสองคนนั้นคุยกันในที่ลับตาคน” เด็กสาวร่าวอวบเสริมน้ำเสียงจริงจัง กันยาพยักหน้าตอบ
“แบบนั้นฉันก็ไม่ได้ตาฝาดไปหรอก พี่ศุษิระหลังจากโดนจูบก็เหมือนจะหมดเรี่ยวหมดแรง แล้วก็ว่านอนสอนง่ายขึ้นทันที พี่พิณพาทย์สั่งอะไรก็ทำตามหมด” กันยาเล่าตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิด มาริสานั่งแปลกใจว่าแค่จูบนี่นะจะเปลี่ยนคนอย่างพี่ศุษิระได้ แต่อีกสองสาวที่ฟังอยู่คิดไปไกล มธุชายื่นรีบหน้ายกมือป้องปากอีกครั้ง
“พี่พิณพาทย์จูบยังไงนะอธิบายหน่อยเร็ว” พยากรณ์ที่ฟังอยู่รีบพยักหน้าสนับสนุกให้กันยาตอบคำถาม กันยาลำบากใจขึ้นมาทันทีเพราะทราบว่าสิ่งที่จะกล่าวคงจะสร้างผิดหวังต่อผู้ฟัง ท่าทีลังเลของกันยาทำให้มธุชาเร่งกันยาอีกครั้ง เด็กสาวผมหยักศกต้องตอบตามจริง
“ริมฝีปากชนกันประมาณครึ่งวินาที ไม่สิ ๐.๒ วิฯ ได้มั้ง” กันยาพยักหน้าย้ำ มธุชาได้ฟังถึงกับเอนหลังติดพนักพิงเก้าอี้ ผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด พยากรณ์เองก็เห็นว่ามันไม่ถูกต้อง
“แค่นั้นเค้าเรียกว่าจูบกันเหรอ” เธอตั้งคำถามขณะกอดอกนั่งคิดตาม “มันไม่ต่างกับมีแมลงวันมาเกาะริมฝีปากเลยนะ” มธุชาฟังถึงกับไหล่ตกขยับตัวนั่งหลังตรงใหม่อีกครั้ง
“มันก็จูบนั้นละ เธอจะให้จูบกันสักกี่นาทีละ”
“สักห้านาทีน่าจะดี” พยากรณ์ยิ้มตอบ “มันต้องโหมโรง พันตู ดื่มด่ำ เรื่อยมาจนกระทั้ง สุขสม”
“นั้นเค้าเรียกว่า...เมคเลิฟหรือเปล่า?” มธุชาตั้งข้อสังเกต พยากรณ์นั่งนิ่งก่อนจะขยับตัวยอมรับว่าท่าทางสิ่งที่เธอพูดจะหมายถึงอย่างนั้น...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๒ หอระเบียงวาทกะ(๑๑)
ขอบคุณสำรับคำผิดน่าอายจริงๆครับ m(_ _)m
edit @ 13 Aug 2008 13:51:16 by ~fs writer~