2008/Jul/26

ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๑ หอระเบียงวาทกะ(๑๐)

           ศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง เดินก้าวผ่านทางเดินอิฐรูปตัวหนอนสีน้ำเงินหม่นซึ่งปูพาดผ่านสวนลำภูที่เติบ โตสลับซ่อนซ้อนแถว เป็นดังแถบพฤกษาปิดบังอาคารไม้ทรงฝรั่งให้เป็นสัดส่วนแยกออกตัวโรงเรียน

           สายลมหนึ่งพัดโยกไม้ลำพูไหว ตีใบไม้ดังไล่มาราวเกลียวคลื่น มีคำพูดหนึ่งดังขึ้นสอดจากข้างทาง

           “ยังมาโรงเรียนได้อีกเหรอ?” เสียงนั้นเอ่ยถามเก็บซ่อนความเป็นห่วง หากไม่คุ้นเคยคงได้แต่คิดว่าหูฝาด ศุษิระหันหาต้นเสียง เด็กสาวร่างเล็กผู้ผูกผมเปียไว้ด้านหลังสองข้างเดินแทรกออกจากหลังต้นลำพู มองเด็กสาวผมยาวที่เธอเอ่ยปากถาม

           “ถ้าไม่มาฉันก็ไม่ได้เห็นหน้าเธอนะสิพิณพาทย์” ศุษิระยิ้มหวานแต่แววตาไม่อาจจะเก็บซ่อนความเหนื่อยอ่อนภายในจิตใจได้ สายตาของพิณพาทย์มองนิ่งไปยังเด็กสาวเบื้องหน้าเม้มปากตัดสินใจก่อนกล่าวออก มา

           “มาธุสรกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อขอให้เธอลงจากตำแหน่ง” ศุษิระฟังแล้วก็พยักหน้าช้าๆ มือข้างขึ้นยกขึ้นสางเส้นผมที่ปลิวไปกับสายลมทัดกลับไว้หลังใบหู ก้มหน้าเล็กน้อยใช้ความคิด

           “ใครบ้างละไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้น”

           “แล้วจะลาออกหรือเปล่า” พิณพาทย์ยืนนิ่งถาม ศุษิระส่ายศีรษะแววตาเลื่อนลอยคล้ายขบคิดไม่จบสิ้นกล่าวอย่างไม่กล้าสบสายตา

           “เรื่องพวกนั้นฉันยังไม่ได้คิด ฉัน...ฉัน” ศุษิระเก็บกลืนคำพูด ขบฟันแน่นหลับตาช่วงอึดใจตัดสินใจไม่เอ่ยปาก

           “มีอะไรก็ว่ามาเถอะ”

           “ฉันสามารถพูดอะไรได้อีกล่ะในตอนนี้”

           “ลงมาอยู่ชมรมดนตรีที่สี่มั้ย”

           “ผู้คนคงได้หัวเราะกันสนุก”

           “การที่เราได้อยู่ใกล้กันมันคงไม่พอเพียงที่จะแลกกับเรื่องพวกนั้นสินะ” พิณพาทย์พูดจบก็เดินหลบหายไปในหลังต้นลำพูนเช่นเดิม ศุษิระรีบสาวเท้าตาม แต่สอดสายสายตาตามอย่างไรก็ไม่พบตัว

           ศุษิระปวดใจจี๊ด มือข้างหนึ่งยกขึ้นจับกลางทรวงอกของตัวเอง ก้มหน้าก้มตาจดจำรสชาติอันเจ็บปวดก่อนเดินกลับไปยังเส้นทางเดินสู่หอระเบียงไม้ทรงฝรั่ง ที่ไม่มีมุมไหนแล้วเป็นที่ของเธอ...

 

*************


           ใจของศุษิระคิดว่าเด็กคนนี้ช่างไม่รู้เรื่องราวอะไรในขณะที่มาริสายกน้ำชามาเสิร์ฟ น้ำชารสฝาดเจือด้วยกลิ่นหอมกลมกล่อมไหลผ่านลำคอ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้สมองที่สับสนของศุษิระใสกระจ่างขึ้นจนถึงขั้นว่างเปล่า

           “มาริสาเธอยังไม่รู้เรื่องของฉันสินะ”

           “อ๋อ เรื่องที่บ้านพี่ทำธุระกิจแล้วล้มละลายนะเหรอคะ” เด็กสาวป้อนยาแรง ศุษิระแทนที่จะโกรธกลับเป็นว่าเธอกำลังยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว แต่งเติมใบหน้าจืดชีดให้พลันมีชีวิต

           “แล้วยังมาเสิร์ฟชาให้ฉันอีกแบบนั้นเหรอ?” เธอถามดวงตาเบิกมองมาริสาอย่างเห็นว่าประหลาด

           “ให้หนูสีไวโอลินให้พี่ฟังก็คงจะไม่ดีขึ้นหรอกค่ะ ไม่แน่ว่าอาจจะพาลอารมณ์เสียยิ่งกว่าเก่า น้ำชานี่ละเหมาะสำหรับพี่ที่สุดแล้ว” เด็กสาวตอบก่อนหันไปทางประตูทางเข้าห้องชมรมพบกับมาธุสรที่ก้าวเท้าเดินรี่เข้ามา เมื่อเป็นที่จับตามองเด็กสาวผมสั้นร่างสูงโปร่งก็ตอบกลับด้วยการสวมหน้ากาก ยิ้มแย้ม

           “สวัสดีค่ะพี่ศุษิระ” น้ำเสียงหวานกล่าวทักทาย

           “ร่าเริงดีนะมาธุสรได้รายชื่อเพื่อนๆมาเยอะสิท่า” ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งขยับท่าทีการนั่งเล็กน้อย มาธุสรยังคงเดินเข้ามาอย่างปรกติ

           “แหมถึงไม่ไล่พี่เองก็ต้องลงจากตำแหน่งอยู่แล้ว หนูแค่อยากจะทำอะไรให้มันชัดเจน ตำแหน่งประธานหอฯจะได้ไม่หลุดไปอยู่ที่ใคร” มาธุสรยืนสำรวมต่อหน้ารุ่นพี่ที่นั่งจิบชา ศุษิระทราบดีหากเป็นยามปรกติเธอคงจะสติแตกลุกขึ้นต่อว่ารุ่นน้องที่ทำกิริยา เช่นนี้กับเธอ แต่ตอนนี้ทำไมจิตใจถึงได้ว่างเปล่านัก คำพูดพวกนั้นกลับรู้สึกเหมือนสายลมที่พัดผ่าน เธออดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเป็นเพราะน้ำชาเช่นนั้นหรือ? ก่อนนึกหัวเราะว่ามาริสาคงมีเวทมนตร์จริงๆ

           “ประธานหอ? เธอเข้าใจผิดแล้วมาธุสร ตำแหน่งของฉันแค่ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง” ศุษิระมองตารุ่นน้องเบื้องหน้านึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา รู้สึกน่าเศร้าบอกไม่ถูกที่เคยเอ็นดูเด็กสาวคนนี้

           “จะต่างอะไรละคะ เพราะสามารถควบคุมหอระเบียงฯได้เหมือนกันมันก็แค่ชื่อเรียกเท่านั้นเอง”

           “ประธานหอต้องได้รับการยอมรับจากทุกคนในหอระเบียง หากมีสักหนึ่งเสียงคัดค้านก็ไม่สามารถเป็นประธานหอฯได้แล้ว” ศุษิระอธิบายไปพร้อมกับคิดตามในสิ่งที่ตนพูด เธอเหลือบมองมาริสาสายตาแฝงความนัย รอยยิ้มบางๆที่สะท้อนความขบขันในใจประดับขึ้น มาริสารู้สึกไม่สู้ดีนัก

           “ตำแหน่งอุดมคติแบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้หรอกค่ะ เอาว่าพี่จะลาออกเมื่อไร หรืออยากจะหาใครขึ้นมาในตำแหน่งประธานชมรมดนตรีที่สาม ก็จัดการให้เรียบร้อยได้แล้วในตอนนี้” มาธุสรไม่อ้อมค้อม แม้ยืนสำรวมสองมือประสานไว้ด้านหน้า แต่ทั้งหมดเป็นการแสดง

           “แล้วเธอจะจัดการอย่างไรกับกันยา” ศุษิระเอ่ยขึ้น มาธุสรยืนนิ่งไปพักหนึ่ง มาริสาไม่เคยรู้สึกเลยว่ารุ่นพี่คนสวยของเธอจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในเวลานี้

           “ปล่อยกันยาไปสิคะ ชมรมดนตรีที่หนึ่งต่อให้ไม่มีใครเล่นดนตรีเป็นก็ยังถือเป็นชมรมดนตรีอันดับหนึ่งเพราะรวบรวมแต่คนที่มีฐานะดี” มาธุสรประกาศชัด ยิ้มแย้มอย่างสบายใจ

           “นั้นคืออันดับหนึ่งของเธอ มันทำให้ฉันตาสว่างขึ้นมาเลย เอาเถอะมาธุสรฉันยอมรับในธรรมเนียมของโรงเรียนเรา เธอรวบรวมรายชื่อมามากพอที่จะให้ฉันลาออกหรือยัง” ศุษิระกล่าวสีหน้ากลับไปไร้ความรู้สึกเช่นเดิม เธอเหนื่อยเกินไปกว่าจะพูดเรื่องพวกนี้อีกต่อไปแล้ว แต่ทางมาธุสรเมื่อถูกทวงถามถึงเรื่องจดหมายกลับเงียบ

           “หนูว่าไม่เห็นจำเป็น พี่ลาออกเองคงจะสง่างามกว่า หรือพี่คิดว่ามีใครอยากได้ประธานชมรมดนตรีอันดับหนึ่งที่บ้านเป็นคนล้มละลาย หรือเปล่าละคะ” เด็กสาวร่างสูงยิ้มเยาะ ต่อว่าที่อดีตประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง

           “หนูว่าพูดแบบนั้นระวังโดนผีหลอกนะคะพี่มาธุสร” มาริสาพูดสอด ทำเอารุ่นพี่ผมสั้นนิ่วหน้าหันมามองเด็กสาวรุ่นน้องอย่างไม่สบอารมณ์นัก

           “ผีอะไรของเธอมาริสา” มาธุสรขอคำอธิบาย มีเพียงรอยยิ้มตอบกลับจากเด็กสาวรุ่นน้องพร้อมกับเสียงแว่วของสายลมก็กระซิบ ข้างหูของเธอ สีหน้าของว่าที่ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งในอนาคตถึงกับถอดสี

           “เพราะคนอย่างเธอทำให้ฉันต้องฆ่าตัวตาย เพราะคนอย่างเธอฉันต้องตาย ฉันต้องตาย ตาย ตาย ...” เสียงนั้นก้องอยู่ในหู มาธุสรหันซ้ายหันขวาหาต้นเสียง เหงื่อกาฬผุดทั่วร่างแม้อากาศจะเย็นสบาย ศุษิระที่นั่งอยู่ถึงกับงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น

           “พี่ได้ยินอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่ามีผีมาบอกอะไรพี่อีกแล้ว” มาริสาเบิกตาโตน้ำเสียงบอกชัดว่ากำลังสนุกกับท่าทางตื่นตกใจของรุ่นพี่ผม สั้น มาธุสรยกมือขึ้นปิดหูก่อนวิ่งหนีออกไปจากห้องแม้อยากจะกรี๊ดให้ลั่นแต่ก็ยัง นึกถึงหน้าตาของตัวเองก่อน

           “ผีอะไรน่ะมาริสา?” ศุษิระกล่าวถามเด็กสาวรุ่นน้อง เธอสะบัดใบหน้าปฏิเสธ ก่อนผละตัวหันหลังนำถาดเสิร์ฟกาน้ำชาไปเก็บ

 

*************


           เรื่องราวของวิญญาณกับปาฏิหาริย์ที่หลายคนได้เห็นกับตาทำให้ไม่มีใครกล้าลงชื่อเรื่องของการขับ ศุษิระ ออกจากประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง ในความเป็นจริงแล้วแค่พูดถึงเรื่องนี้ก็ยังไม่ค่อยมีคนกล้าพูดเท่าไร ข่าวลือได้ยินกันจากปากต่อปากไม่นานก็กระจายไปทั่วโรงเรียน จนถึงหูของศุษิระ

           พักเที่ยงวันนี้ต่างจากทุกวันที่ผ่านมา โต๊ะประจำของเธอว่างเปล่าจากที่ปรกติจะมีสมาชิกชมรมนั่งรอพร้อมจัดของว่างมา ค่อยเอาใจ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ศุษิระคิดไม่ถึง แต่ว่ามันรับไม่ได้ ถึงในความเป็นจริงเธอคิดว่าบางทีมาธุสรอาจจะมาจองโต๊ะตัวนี้พร้อมพาพวกมา นั่งเต็มโต๊ะอย่างไม่เกรงใจ

           จากคนที่เคยมีคนเอาอกเอาใจเดินไปทางไหนก็มีคนมองด้วยสายตาชื่นชม แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่าไม่ใครเห็นเธออยู่ในสายตา

           “มานั่งตรงนี้สิ” เสียงหนึ่งกล่าวเด่นชัดรับรู้ได้ว่าผุดขึ้นจากภายในแต่ยากจะจำแนกว่ามาทาง ทิศทางไหน ศุษิระหันไปโดยรอบ ก่อนจะสะดุดเข้ากับดวงตาสีทองเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ แม้จะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาแต่เธอก็อยู่ในชุดนักเรียนที่มีเข็มบัวแก้วตีตราความ เป็นกมุทะรัตน์

           ผมสีเงินยาวแววตาสีทองผิวขาวซีดแต่นวลเนียน เปรียบได้ว่าคือดวงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ เธอดูสวยลึกลับและน่ากลัวในทีเดียวกัน หรือว่านี่คือผีที่เขาลือกันว่าฉีกจดหมายที่มาธุสรรวบรวมรายชื่อเพื่ออันเชิญเธอลงจากตำแหน่งประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง ศุษิระก้าวเข้าไปหาเพื่อเลื่อนเก้าอี้นั่งลงตรงข้าม บรรยากาศโดยรอบพลันมืดด้วยม่านรัตติกาลที่ถูกปลดลงมาปิดแสงสว่างทีละชั้น แต่แม้ว่ารอบข้างจะถูกฉาบให้ดำมืดทั้งแปดด้านแต่ภาพของเด็กสาวผมเงินและโต๊ะตัวนั้นยังคงชัดเจนอยู่ตรงหน้า

           “เธอคือ?”

           “ข้าถูกเรียกว่าเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล ขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่คนที่ฉีกจดหมายหรือช่วยหลอกหลอนเหล่าผู้คนที่ร่วมกัน เพื่อให้ท่านได้รับอับอาย”

           “แล้ว”

           “ข้าว่าท่านดูเครียดและเก็บกด เป็นกังวลหลายหลากเรื่องราว”

           “ก็...” ศุษิระเงียบไปก่อนรู้สึกตัวว่าด้านข้างมีอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอหันไปพบกับพิณพาทย์แต่ดูไปแล้วเหมือนกับตุ๊กตามากกว่าเลือดเนื้อมีชีวิต เพราะร่างนั้นไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่การกระพริบตา

           “นี่..อะไรกัน...?” เด็กสาวผมยาวกล่าวขึ้นกับร่างตุ๊กตาของพิณพาทย์ พิจารณาหาจุดต่าง ริมฝีปากสีชมพูหวานของเด็กสาวผมสีเงินเผยรอยยิ้ม

           “ท่านคิดเสียว่ามันคือความฝัน ข้าจะให้ทุกอย่างที่ท่านต้องการ แต่เมื่อเพียงพอแล้วท่านต้องมอบความฝันนั้นให้แก่ข้าเป็นการแลกเปลี่ยน” ศุษิระฟังแล้วถึงกับหันควับกลับมามองเด็กสาวผมสีเงินผู้ลึกลับนั้น สายตาตั้งคำถาม ขมวดคิ้วหรี่ตามองอย่างสงสัย

           “เธอต้องการอะไร?” เด็กสาวผมเงินเพียงยิ้มเป็นคำตอบพร้อมส่งสายตา ที่ทั้งแสดงความเอ็นดูและเย้ายวนผสมผสาน เล่นเอาเด็กสาวที่กล่าวคำถามอึดอัดจนต้องหลบสายตา เมื่อนั้น พิณพาทย์ในร่างตุ๊กตาไร้ชีวิตก็เริ่มขยับตัวหันมาหาเด็กสาวที่กำลังสับสนค้นหาคำตอบด้วยตนเองด้านข้าง

           “ที่นี่ก็คือความฝันของเธอไงขลุ่ย” พิณพาทย์เอ่ยกับเธออย่างอ่อนโยน ร่างนั้นดูมีชีวิตชีวาขึ้นมายิ้มแย้มสดใส แสดงท่าดีใจจนเห็นฟันขาวที่เรียงกันเป็นระเบียบ เด็กสาวผมเปียที่กลับมีชีวิต เอื้อมมือเข้าสอดนิ้วแทรกเกาะกุมเพื่อกระซับอุ้งมือของศุษิระไว้แน่น ทั้งสองสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่คุ้นเคยก่อนสายตาจะสบซึ่งกันและกัน ม่านแห่งรัตติกาลถูกชักขึ้นทีละชั้น คลี่สวนป่าที่โปร่งโล่งพร้อมแสงอาทิตย์อันอบอุ่นสาดสัมผัสทุกสรรพสิ่ง ไอดินกลิ่นหญ้าและดอกไม้หอมกรุ่นพัดมาพร้อมสายลมบาง นกร้องบินไล่หยอกเย้าส่งเสียงเจื้อยแจ้วบินตัดเหนือศีรษะ

           ทั้งสองหาตื่นตกใจกับสิ่งที่ปรากฏ เพราะความปรารถนาของทั้งสองต่างอยู่ตรงหน้าซึ่งกันและกัน สายตาจับจ้องเฝ้ามองอีกฝ่าย หัวใจคู่เต้นระรัวเป็นจังหวะแม้ไม่ได้ยินแม้ไม่เห็นแต่ทั้งสองก็สัมผัสถึง ความตื่นเต้นของกันและกันผ่านทางสีหน้าแดงระเรื่อร้อนวูบวาบ ที่หากจะดับไฟที่คุกรุ่นคงต้องเริ่มจากภายใน

           “พี่พิณนี่คือความฝันจริงหรือคะ?” ศุษิระถามย้ำ พิณพาทย์ส่ายศีรษะ ไม่ได้แทนความหมายว่าไม่รู้หรือไม่ใช่ แต่หมายถึงไม่ใช่เวลาที่ต้องสนใจ ใบหน้าเลื่อนเข้าประชิดจดจ่อใกล้ สัมผัสลมหายใจอุ่นที่ติดขัดขวยเขิน ศุธิระกระซับมือตอบรับส่งสัญญาณ ริมฝีบากบางของทั้งสองสัมผัสกันเบาบางเบียดประทับอย่างลึกซึ้ง ก่อนผละออกช้าๆมองซึ่งกันและกัน ศุษิระถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา

           “เธอ..เสียใจเหรอขลุ่ย” พิณพาทย์ถาม “น้องสาวในความฝันของฉันก็ยังจะรังเกียจฉันอีกเหรอ” น้ำเสียงนั้นเศร้าสะท้อนความรู้สึก

           “เปล่านะพี่พิณหนูดีใจต่างหาก” ศุษิระกล่าวเสียงสั่นขมวดคิ้วจนหน้ายุ่งกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด พิณพาทย์พยักหน้ารับ เลื่อนมือขึ้นจับแก้มของผู้เป็นน้องสาวใช้นิ้วปาดหยดน้ำตา จุมพิตประทับริมฝีปากอีกครั้ง ความรู้สึกของทั้งสองวูบวาบดังเปลวเทียนต้องสายลม ถอยห่างมองตา หัวเราะคิกต่อกระซิก หยอกล้อเย้ากัน ความสุขจากสัมผัสเพลิดเพลินจนยากจะถอนตัวหากยิ่งก้าวเข้าลึกล้ำ แทรกสัมผัสละมุนนุ่มจูบดูดดื่มนัวเนีย กล่าวถามความพึงใจซึ่งกันด้วยสายตา หนึ่งเว้าวอนหนึ่งหยิบยืน ศุษิระสำลักความสุขแทบลืมหายใจขอหยุดพักขยับกายถอยห่างเล็กน้อย สายตามองพี่สาวอย่างพึ่งโหมกระหน่ำหยิบยื่นให้เธอมากไปจนรับไม่ไหว พิณพาทย์ยิ้มมองผู้น้องสาวโดยเอ็นดู ใช้นิ้วค่อยเกลี่ยเส้นผมยาวเบื้องหน้าจัดขึ้นเปิดใบหน้าให้เป็นระเบียบ

           “สมัยก่อนเราต่างก็ช่วยกันแปรงผมให้กัน” ศุษิระนึกถึงความหลัง

           “ใช่ฉันก็เคยหวังให้วันเวลาเก่าๆกลับคืนมา ได้แต่ฝันว่าสักวันเธอจะเป็นคนคอยหวีผมให้ก่อนเข้านอน แล้วช่วยถักเปียให้ฉันก่อนมาโรงเรียน แต่ยิ่งผ่านระยะทางของเราสองคนยิ่งไกลกัน”

           “เราน่าจะทำได้ไม่ใช่หรือคะพี่พิณ”

           “เธอน่ารักแบบนี้ที่ไหนละขลุ่ย เธอรักหน้าตาตัวเองมากกว่าอะไรทั้งสิ้นไม่ใช่เหรอ”

           “ใช่ค่ะ เรื่องนั้นหนูผิดจริง แต่หนูก็รักพี่พิณ พี่น่าจะรู้ หนูเคยแสดงออกตั้งหลายครั้ง”

           “แต่ทุกครั้งเมื่อฉันเอ่ยปากเธอก็มักจะปฏิเสธ”

           “ถ้าพี่ต้องการหนูบ้างคำปฏิเสธแค่นั้นทำไมพี่ต้องสนใจด้วยคะ?”

           “เธอปั่นหัวฉันนะไม่รู้หรือยังไง คิดบ้างหรือเปล่าว่าฉันสับสนแค่ไหน เธอทำท่าจะบอกว่าชอบฉันแต่พอฉันถามกลับเธอก็ไม่สนใจ และยังท่าทีร้ายๆของเธออีกตั้งหลายเรื่อง เธอเป็นยังไงกันแน่นะขลุ่ย” พิณพาทย์เอียงคอถามกลับ ศุษิระส่ายศีรษะปฏิเสธแทบจะทันที

           “ตอนเต้นรำถ้าพี่ดึงหนูเข้าไปในฟลอร์ หนูก็จะเต้นกับพี่” พิณพาทย์ได้ฟังถึงกับส่งเสียงครางในลำคอ “พี่ไม่เข้าใจว่าอะไรผูกมัดหนูเอาไว้ การที่พวกเรามีพ่อคนเดียวกันแต่คนและแม่ การที่คุณแม่ของพี่เป็นน้องสาวฝาแฝดของแม่หนู ความเครียดของคุณแม่ที่มีต่อคุณพ่อ และความรักที่หนูมีต่อพี่สาวสายเลือดเดียวกัน”

           “เธอต้องการให้ฉันใช้กำลังกับเธอแบบนั้นเหรอขลุ่ย เธออยากให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันหักห้ามใจตัวเองมาตลอด”

           “พี่ต้องใช้กำลังดึงหนูออกมา หนูรักพี่แค่ไหนก็เดินไปหาพี่ด้วยตัวเองไม่ได้ ถ้าพี่ใช้กำลังมันจะเป็นสิ่งที่ชอบธรรมสำหรับหนู” พิณพาทย์ฟังแล้วกลับรู้สึกว่าน้องสาวของเธอน่าสงสารมากกว่าน่าหนักใจ ยกมือลูบศีรษะผู้น้องปลอบ

           “แต่สำหรับความฝันเธอสามารถตอบความปรารถนาของตัวเองได้ไม่ใช่เหรอ”

           “ค่ะ พี่พิณ...จะต่อจาก...” ศุษิระเสียงเบาลงไป ใบหน้าแดงสุกปลั่งแม้ขวยเขินแต่ก็ยินดี

           “เต้นรำกันเถอะขลุ่ย หากตื่นขึ้นมาไม่รู้จะมีโอกาสมั้ย”...

 

*************


           ในเวลาพักเทียงมาริสานั่งอยู่กับมธุชาประธานชมรมทำอาหารและพยากรณ์รุ่นพี่ร่างสูงประธานชมรมเวทมนตร์ พูดคุยกันถึงเรื่องอาหารที่เอามาชิมกันอย่างทุกวัน จะแปลกไปบ้างก็เรื่องของปริมาณของอาหารที่มากเกินกว่าสามคนจะรับประทานหมด แค่จิ้มกันคำละชนิดก็แทบจะไม่ต้องกลับไปทานอาหารเย็นกันแล้ว แต่ในระหว่างนั้นก็เกิดความวุ่นวายขึ้น พวกของชมรมดนตรีที่สี่บอกว่า พิณพาทย์อยู่ๆก็หายตัวไป มาริสานึกไปถึงรุ่นพี่ตัวเล็กซึ่งผูกผมเปียด้านหลังสองข้าง ก่อนคำพูดของลิลิธในงานเต้นรำวันพุธจะผุดขึ้นมาในหัว

           “ผีซ่อนตัว” พยากรณ์กล่าวขึ้น หันมองไปยังต้นเสียงที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ มาริสารู้ทันทีว่าพยากรณ์ใช้ภูตสายลมฟังเสียงการสนทนาอยู่ แต่มาริสาสลาย ครีเอโร่ ไปแล้วเพราะเธอไม่อยากมีนิสัยเสียจากการใช้งานภูตสายลมจนลืมวิสัยของมนุษย์ ที่ควรเป็น แค่โนโรซ่าก็ทำให้เธอรู้สึกจะสะดวกสบายไปเสียหลายๆเรื่อง มธุชาได้ยินคำว่าผีซ่อนตัวรีบออกความเห็น

           “อือแบบนั้นก็ต้องแจ้งไปทางคณะกรรมการนักเรียนให้รีบช่วยกันค้นหาล่ะ” พูดจบก็ขยับร่างอันสมบูรณ์ด้วยเนื้อหนังเดินลุกจากเก้าอี้ไปที่ทางโต๊ะชมรม ดนตรีที่สี่

           “พี่พยากรณ์พอจะค้นหาพี่ศุษิระได้มั้ยคะว่าอยู่ที่ไหนในโรงเรียน” พยากรณ์มองพื้นที่บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยกล่องอาหาร ก่อนหันไปมองรอบตัว ไม่มีโต๊ะไหนว่างพอที่จะให้เธอเขียนวงเวทย์อันเชิญ ภูตสายลมออกมาเลย

           “ถ้าอันเชิญ ภูตสายลมได้ก็น่าจะพอค้นหาได้ แต่ในโรงอาหารไม่มี แต่มีมานาความมืดตกค้างอยู่” พยากรณ์ไม่พูดเปล่ารีบผุดลุกขึ้น ก้าวเท้าเดินไปยังจุดหนึ่งที่อยู่มุมโรงอาหาร มาริสาตามไปติดๆ พยากรณ์เมื่อถึงที่หมายก็กอดอกยืนจ้องความว่างเปล่าที่มุมห้องก่อนหันมาทาง มาริสาที่จ้องตามจนผมยาวปลิวสะบัดมาด้านหน้า

           “ได้อะไรบ้างมั้ย?”

           “ค่ะๆ” เด็กสาวพยักหน้าตอบก่อนแทรกมือแหวกอากาศขึ้นเหมือนเปิดม่านที่ปิดอยู่ด้านใน ช่องมิติมีแต่ความมืด พยากรณ์ผงะฉากถอยหลังอย่างรวดเร็วจนแทบจะเสียหลัก หน้าตาที่ปรกติไม่ค่อยแสดงอารมณ์อะไรเวลานี้กลับซีดขาว มาริสาเห็นดังนั้นก็ปล่อยมือออกม่านนั้นก็ปิดลงตามเดิม

           “เป็นอะไรคะพี่พยากรณ์”

           “บอกไม่ถูก มันหนาวแล้วก็น่ากลัวมาก” รุ่นพี่ร่างสูงตั้งหลักใหม่หายใจลึกเข้าปอด “สายลมดูเหมือนจะเข้าไปในนั้นไม่ได้ด้วย”

           “ถ้าเป็นผีซ่อนตัวก็ไม่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เหรอคะ”

           “ไม่รู้สิพอได้เห็นพลังมานาความมืดที่อัดแน่นอยู่ในนั้นฉันว่าไม่น่าห่วง ก็ต้องเป็นห่วงละ อะไรก็ตามที่มีพลังขนาดนั้นทำเรื่องแบบนี้ไปทำไม”

           “เออ...” มาริสาตอบไม่ออกถึงแม้ว่าจะรู้เหตุผลทั้งหมดแล้วก็ตามเพราะมันคงหมายถึงคำถามอีกมากมายที่จะตามมาและคงหนีไม่พ้น เธออธิบาย “พี่ช่วยหาข้อแก้ตัวดีๆทีหนูหายไปกับพี่มธุชาทีแล้วกันนะคะ” ไม่ทันที่พยากรณ์จะทันถามอะไร มาริสาก็แทรกตัวหายเข้าไปหลังม่านมิตินั้น พยากรณ์สะดุ้งกับภาพที่เห็น ในทันทีเธอตัดสินใจจะตามไปฉุดมาริสากลับออกมาแต่กลายเป็นว่าเธอไม่สามารถจะทำอะไรกับมานาความมืดที่เรียงตัวอยู่ตรงนั้นได้เลย...

 

*************


           ความมืดสำหรับมาริสาในตอนนี้ไม่น่ากลัวเลยสักนิด โนโรซ่า ออกมานั่งบนไหล่ไม่กล่าวอะไร เด็กสาวเดินผ่านความมืดและแหวกม่านเปิดออกเหมือนมีบางสิ่งนำทางจนกระทั้ง หลุดมายังวิหารกุหลาบในยามดึกสงัด ท้องฟ้าด้านบนยังคงเป็นทะเลแห่งดวงดาวที่สวยงามเหมือนสะท้อนภาพมาจากโลกใน จินตนาการ ลิลิธในร่างของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลผายมือเชื้อเชิญแทนคำพูดให้มาริสาเดินลง มาที่โต๊ะน้ำชาที่ตั้งรับรองอยู่ด้านล่างบนพื้นวิหาร

           “ไม่คิดว่าฉันจะได้รับการต้อนรับจากคุณนะลิลิธ”

           “น้อยนักจะมีแขกผู้ตั้งใจมา ข้าว่านี่เป็นเรื่องที่น่ายินดี” รอยยิ้มของหญิงสาวผมเงินเป็นความจริง มาริสาสัมผัสได้

           “คุณพาพี่พิณพาทย์มาแบบนั้นเหรอ”

           “ทั้งสองท่าน ข้านำพามา” ลิลิธไม่อ้อมค้อมตอบให้สิ่งที่มาริสาต้องการ รอยยิ้มนั้นทำเอามาริสาไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรได้ นอกจากนั่งลงบนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้

           “ท่านอาจจะสงสัยว่าตอนนี้ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมกันอย่างไร” ปิศาจสาวในชุดคลุมยาวสีดำกล่าวพลางนั่งลง มาริยายกมือห้ามทันที

           “พอเลยสำหรับคุณอาจจะสนุก แต่สำหรับฉัน ให้มาเห็นเวลาส่วนตัวของคนอื่นคงอึดอัดมากกว่า”

           “เช่นนั้นท่านเข้ามาทำไมกัน” ปิศาจสาวถามสีหน้าสนใจ เผยลักยิ้มใต้พวงแก้มอย่างสดใส

           “ไม่อ่านใจฉันเอาอย่างเคยล่ะ” เด็กสาวกล่าวสายตาท้าทาย ศอกตั้งกับพนักวางแขนนั่งเท้าคาง

           “ข้าอยากให้ท่านเลือกคำตอบในใจ บอกต่อข้า”

           “ไม่รู้เหมือนกันตอนเดินเข้ามาก็คิดอยู่ว่าถ้าเจอคำถามนี้จะตอบอย่างไร สุดท้ายก็คงตอบว่า มานั่งดื่มชา” เด็กสาวตอบอย่างปลอดโปร่งยกขาขวานั่งไขว่ห้าง

           “สมเป็นท่าน” น้ำเสียงกล่าวชื่นชมจริงใจ พร้อมปรบมือสามที หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้หนึ่งในชุดกระโปรงยาวสีแดงสดเดินยกถาดพร้อมชุดถ้วยกา น้ำชา ถ้วยกระเบื้องสีนวลตาลวดลายเป็นเอกลักษณ์จัดวางพร้อมบนโต๊ะ หญิงสาวผู้นั้นประคองกา รินน้ำชากลิ่นกุหลาบหอมกระจาย

           “สุธารสชาถ้วยนี้หม่อมฉันขอรินถวายพระนางเพคะ” หญิงสาวกล่าวอย่างอ่อนน้อม

           “ขอบคุณค่ะ” มาริสาไม่ลืมกล่าวแสดงมารยาท ก่อนจ้องไปยังลิลิธที่นั่งยิ้มอยู่ตรงกันข้าม

           “ข้าควรแนะนำสินะ เธอก็คือกุหลาบกลางวิหาร วันหนึ่งท่านเคยชื่นชมว่าเธอมีกลิ่นที่หอม เธอทราบซึ้งจึงจัดชากุหลายให้ท่านได้ดื่มด่ำกับมัน” มาริสาฟังแล้วก็หันมองหญิงสาวชุดแดงผู้นั้น กลั้วเสียงหัวเราะอย่างแปลกใจขณะพูดขึ้น

           “มันก็ธรรมดาไม่ใช่เหรอ เธอก็คงมีคนชมแบบนี้บ่อยๆ”

           “เพคะแต่คำชมทั่วไปไหนเลยจะสร้างความภูมิใจได้เท่ากับรับสั่งจากพระนาง หากทรงเห็นว่ากลิ่นหอมของหม่อมฉันมีประโยชน์หม่อมฉันก็พร้อมถวายการรับใช้”

           “เออ ฉันต้องทำยังไงล่ะ” มาริสาหันถามเจ้าบ้านที่นั่งมองเรื่องราวอย่างสนใจ

           “ท่านก็แค่ตอบรับ”

           “อือ” มาริสาหันไปพยักหน้ากับหญิงสาวในชุดแดงอีกครั้ง เธอยิ้มตอบแววตาส่อความปิติก่อนเดินหายไปในความมืด

           “เอาละพอจะบอกได้มั้ยว่าอีกนานเท่าไรจะปล่อยตัวรุ่นพี่สองคนของฉันได้”

           “ถ้าสักสามวันท่านว่าอย่างไร”

           “คุณทำอะไรควรรู้จักความพอดีบ้างนะ ทำแบบนั้นข้างนอกได้วุ่นวายแน่”

           “แหม หากท่านติดตามเรื่องราว ข้าว่าท่านคงอยากจะให้ทั้งสองอยู่ในความฝันตลอดไป” ลิลิธกล่าว มาริสานิ่งไป เปลี่ยนท่าทีเป็นนั่งหลังตรงยกถ้วยชาขึ้นจิบ

           “ฉันอดสงสารพี่ศุษิระไม่ได้ เธอคงทำใจได้ยาก”

           “ท่านอยากให้ข้าช่วย?”

           “แลกกับอะไรล่ะ”

           “ไม่แลกแต่หากตอบแทนที่ท่านก้าวเข้ามาหาข้าถึงโลกแห่งรัตติกาลนี้”

           “ปิศาจที่ไหนจะใจดี?”

           “ข้าอยากให้ท่านมองว่ามันก็แค่อารมณ์มนุษย์ มนุษย์นั้นล่อลวงง่ายอ่อนแอต่อความรัก ตายเพราะรัก สู้เพราะรัก งมงายเพราะรัก หรือว่าท่านไม่ใช่?” ลิลิธเผยรอยยิ้มใต้เครื่องหมายคำถาม

           “ใช่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้ฉันเป็นมนุษย์”

           “ดังนั้นบางคนก็อยู่ได้บนความเจ็บปวดขอให้มีความรัก”...

ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๑ หอระเบียงวาทกะ(๑๐)



           ลงช้าไปมากเลยขออภัยด้วยครับ ช่วงนี้อยู่ในช่วงทดลองงานกับ สนพ แห่งหนึ่ง ความรู้สึกแย่ๆเกิดขึ้นเมื่อทำงานไม่ได้อย่างที่เจ้านายต้องการ พอได้เขียน FS ก็เหมือนจะได้เยียวยาหัวใจดี ผมกำลังสับสนอยู่ว่าผมชอบการเขียนนิยาย ผมควรจะหาทางพัฒนาตัวเองให้มันเป็นงานที่ผมภูมิใจและเลี้ยงชีวิตอย่างพอ เพียงได้ แต่ผมไปถึงจุดนั้นไม่ได้ควรจะทำใจอย่างไร สับสนมากมาย ขอทิ้งคำบ่นไว้หน่อย เพราะบ่อยครั้งผมมักจะกลับมาอ่านที่ตัวเองบ่นๆไว้และพูดกับตัวเองว่า "เพราะตอนนั้นแกมันยังพยายามไม่พอถึงได้อยู่แค่นั้นไงละ"
           ขอบคุณ witna และ โร่จัง ที่ช่วยแก้คำผิดให้ครับ m(_ _)m
           ขอบคุณทุกท่านทีติดตามอ่าน m(_ _)m

edit @ 27 Jul 2008 20:49:53 by ~fs writer~

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
สนุกค่ะ รอตอนต่อไปนะ มีพิมพ์ด้วยมั้ง รัตติกาล เขียนงี้หรือเปล่าค่ะ ?
พยายามเข้าค่ะ ทั้งเรื่องงานและนิยายน้า big smile
#1  by  น้ำชา At 2008-07-26 23:48, 
แปรงผม..น่าจะเ็ป็น ร. นะครับ ^ ^
ยังติดตามต่อไปครับ....เรื่องงานถ้าพยายามทำดีที่สุดแล้วก็อย่าเครียดนานเลยครับ
ผมก็เป็นเหมือนกันนะเวลาเครียดๆแล้วชอบมาปั่นนิยายตัวเอง(จะได้ลงเพิ่มก็เวลาเครียดนี่แล)sad smile
#2  by  rey At 2008-07-27 10:33, 
กันยาบทหายไปไหนเนี่ย
อยากให้กันยากับมาริสามีบทด้วยกันมากกว่านี้หน่อยสิ
#3  by  Zero_จัง (58.9.134.241) At 2008-07-27 20:49, 

<< Home