2008/Jul/10

ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๐ หอระเบียงวาทกะ(๙)

           เป็นอีกวันที่กันยาต้องฝากท้องไว้ที่บ้านมาริสา จะว่าไปเธอก็รู้สึกแปลกไม่น้อยที่ต้องมานั่งรับประทานข้าวเย็นในบ้านที่เธอมาเป็นครูสอนไวโอลิน แต่สิ่งหนึ่งที่กันยารู้สึกชอบมากกว่ารสชาติของอาหารคือความเป็นครอบครัวที่ทั้งหมดหยิบยื่นให้

           ในขณะที่มาริสาเปิดกล่องขนมเค้กที่มธุชาจัดไว้ให้ และพบว่ามันมีปริมาณมากเกินไป เพราะคนที่รับประทานได้มีเพียงสองคนคือ มาริสาและแม่ของเธอ ส่วนกันยากับจี๊ดจ๋าหมดสิทธิ์เนื่องจากไม่สามารถไว้ใจได้ว่าขนมเค้กเหล่านี้จะปลอดภัยพอสำหรับพวกเธอหรือไม่

           แม่ของมาริสาไม่รีรอนั่งตักเค้กคำโตใส่ปากไม่เกรงใจใคร ดีดนิ้วส่งเสียงเอาแต่ใจตัวเองสั่งลูกสาวรีบชงน้ำชามาทานคู่กัน กันยายอมรับว่าอิมเมจคุณแม่ของมาริสาผิดจากที่เธอเคยคิดไว้จนไม่น่าเชื่อว่าคุณพ่อของเธอในนิยามต่อคุณแม่ยังสาวคนนี้ว่ากุหลาบแก้ว ตอนนั้นคุณพ่อเธอใช้คำว่าคริสตัลโรส เพียงเพราะหน้าตาที่จัดว่าเป็นคนสวยไม่น่าจะทำให้คุณพ่อเธอซึ่งมีอารมณ์ศิลปินเต็มขั้นใช้คำที่ดูมีชั้นเชิงขนาดนั้นในการอุปมาสตรีเพศสักคน

           แต่ไม่นานท่าทางสนุกสนานสบายๆเหมือนเด็กวัยรุ่นก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อข่าวภาคค่ำพูดถึงเรื่องการผิดสัญญาของบริษัทโทรศัพท์แห่งหนึ่งทำให้ถึงกับต้องล้มละลาย แม่ของมาริสาดูข่าวสีหน้าตึงเครียด หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาผละตัวออกไปคุย

           “บริษัทของพี่ศุษิระ...” กันยากล่าวขึ้นเมื่อเห็นชื่อของบริษัทที่วิ่งขึ้นบนจอภาพ

 

*************


           มาริสารู้สึกว่าเสียงไวโอลินของรุ่นพี่เธอวันนี้แปลกออกไป แม้จะเป็นการเล่นเพลงพื้นฐาน ไล่บันไดเสียงตามสายแต่ก็ไม่สามารถปิดบังความคิดที่สับสนในใจได้ เสียงที่เดิมใส่กระจ่างบริสุทธิ์ยามนี้คล้ายปนเปื้อนไปด้วยความสั่นสะเทือนสร้างจุดดำเป็นตำหนิเด่นชัด

           “วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะค่ะ” มาริสากล่าวขึ้นกันยาชะงักคันชักหันมองเด็กสาวรุ่นน้องที่เก็บไวโอลินของตัวเองลงกระเป๋าอย่างรวดเร็ว กันยาไม่สามารถพูดอะไรต่อได้เพราะเข้าใจได้ทันทีว่าสาเหตุมาจากเธอ ไวโอลินสูงค่าตีตราสตาดิวารี่อุส ถูกจับลงนอนลงในกระเป๋าพร้อมคันชักก่อนปิดล๊อกอย่างเรียบร้อย มาริสาเลื่อนเก้าอี้ไม้จากโต๊ะเขียนหนังสือมาตั้งให้กับรุ่นพี่ของเธอ ในขณะที่เด็กสาวผละไปนั่งบนเตียง

           “ขอโทษนะมาริสา ฉันวันนี้ท่าจะไม่ไหวจริงๆ” กันยากล่าวพลางนั่งลงบนเก้าอี้หลับตาลงเล็กน้อยเพื่อตั้งสติใหม่

           “จริงๆถ้าพี่มาสอนหนูวันเสาร์หรืออาทิตย์คงจะสะดวกกว่า” เด็กสาวผมประบ่ายื่นข้อเสนอ มองรุ่นพี่ผมหยักศกคนสวยที่ลืมตามองมาทางเธอสีหน้าไม่สู้สบายใจนัก

           “สุดสัปดาห์ฉันมีสอนที่โรงเรียนดนตรีช่วงบ่าย สอนเป็นกลุ่มใช้สมาธิมาก...” กันยาอธิบายพยายามทำสีหน้าให้เป็นปรกติแต่แววตาแววตายังคงหมองหม่น “ถ้าว่างลองเข้ามาดูก็ได้นะ ถ้าเธอได้เห็นคนอื่นเล่นไวโอลินอาจจะมองเห็นอะไรเพิ่มขึ้น”

           “ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้ารับสายตาจับจ้องที่รุ่นพี่ของเธอ “พี่กันยาคะ...จะเกิดอะไรขึ้นกับพี่ศุษิระ?” คำถามนั้นทำเอากันยาหน้าซีด รอยยิ้มจางๆประดับมุมปากพลันหายไป มาริสากลืนน้ำลายลงลำคอสีหน้าร้องว่าย่ำแย่เธอไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้ กันยาดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนักหลังจากข่าวการล้มละลายของบ้านษุศิระถูกนำเสนอทางโทรทัศน์

           “พี่กันยาเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เด็กสาวเรียกสติของรุ่นพี่ของเธอกลับมา กันยาฝืนยิ้มอีกครั้งก่อนตอบ

           “ไม่เป็นไร...” กันยาพยายามเจือรอยยิ้มบนใบหน้า “ที่พี่ศุษิระ...คงจะหนัก ฉันอดห่วงไมได้เพราะว่า เพื่อนของรุ่นพี่ของฉัน ฆ่าตัวตายเพราะเรื่องทำนองนี้” กันยากล่าวเสียงเศร้าทั้งรอยยิ้ม ก้มหน้าเล็กน้อยไม่กล้าสบตากับรุ่นน้องที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม

           “เพื่อนของรุ่นพี่นันธิดาหรือเปล่าคะ?”

           “จ๊ะ...” กันยาสบตากับเด็กสาวรุ่นน้องอย่างแปลกใจ “พวกเราใช้ฐานะผลประโยชน์มาเป็นความภูมิใจให้ตัวเองมากเกินไป ผูกมัดจนมองว่าเป็นของสำคัญที่ทำให้มีชีวิตอยู่”

           “น่าจะใช้คำว่าคนพวกนั้น ชีวิตมนุษย์ก็แสนจะสั้นอยู่แล้วยังเอามันไปผูกไว้กับของที่ไม่ถาวรอย่างสมบ้ติลาภยศชื่อเสียง” มาริสาวิจารณ์ ถอนหายใจดั่งเห็นเป็นเรื่องราวที่ไร้เดียงสา

           “คุณแม่...เธอเป็นคนสอนหรือไงเรื่องพวกนี้”

           “ค่ะ...” มาริสาตอบอดเอียงคอทำหน้าฉงนไมได้

           “หลายคนในโรงเรียนถูกสอนให้รักษาสมบัติชื่อเสียงสุดชีวิต ซึ่ง...ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน ฉันก็มีเธอก็ต้องมีไม่ใช่เหรอกับบางสิ่งที่เอาชีวิตตัวเองไปผูกมัดไว้”

           “ค่ะ แต่สำหรับกมุทะรัตน์หนูว่าเกินไป” เด็กสาวบ่งบอกความคิดชัดเจน แววตามั่นอกมั่นใจนั้นทำให้กันยาต้องเปลี่ยนการวางมือเล็กน้อย

           “ฉันว่าเธอเข้าใจแล้ว คือมันก็ไม่มีประโยนชน์อะไรที่เธอจะไปโกรธโมโหอะไรพวกเขา” กันยาสรุปมาริสาอดรู้สึกไม่ได้ว่า คนอย่างรุ่นพี่เธอคงไปโบสถทุกวันอาทิตย์เหมือนเธอที่ไปทำบุญที่วัดทุกวันสุดสัปดาห์เหมือนกัน มาริสาเห็นว่าความคิดอย่างรุ่นพี่ของเธอสุดโต่งเกินไป

           ทำไมต้องมานั่งทำดีกับคนที่ร้ายต่อเรา

           แต่...ถ้าไม่ใช่ว่ากันยาเป็นแบบนี้ วันเวลาแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ดีไม่ดีตัวเธอเองอาจจะออกจากโรงเรียนนี้ไปแล้ว ก่อนหน้านี้เธอก็เคยทำตัวร้ายๆกับกันยาเหมือนกันเพียงเพื่อความสะใจ สิ่งนั้นผุดขึ้นมาจากภายในของเด็กสาวทำเอารู้สึกผิดเหมือนอย่างเช่นทุกครั้ง มาริสาขยับก้นเล็กน้อยตั้งสติใหม่หลังจากระงับความขัดแย้งในใจลง

           “อือ คะ...หนูพอเข้าใจความหมายของพี่” มาริสาพยักหน้า เม้มริมฝีปากเตือนตัวเองว่าต้องระวังคำพูดคำจาสักหน่อย

           “ฉันคิดแบบนี้คงผิดปรกติใช้มั้ย” กันยากล่าวน้ำเสียงเหมือนน้อยใจ มาริสายากจะปลอบใจว่าไม่ประหลาด แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีไม่ใช่เหรอที่รุ่นพี่เธอเป็นแบบนี้

           “แต่หนูชอบพี่นะคะ” มาริสาอาศัยลูกมั่วพูดดูปฏิกิริยาของรุ่นพี่ กันยารู้สึกหน้าชาก่อนส่ายศีรษะเล็กน้อย

           “เธอหมายถึง?”

           “ถ้าพี่ไม่ใช่คนแบบนี้ หนูคงไม่รู้ว่าในโรงเรียนนี้ก็ยังมีคนที่คิดจะหยิบยื่นโดยไม่ฉกฉวยอยู่ด้วย”

           “ฟังดูเป็นคำชม?” กันยาถามกลับมาริสารีบพยักหน้าย้ำ

           “ค่ะๆ” และทั้งสองก็นั่งนิ่งไปไม่กล้ามองหน้ากันและกัน กันยารู้สึกสับสนกับคำพูดของรุ่นน้องที่บอกว่า ชอบเธอไม่น้อย ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจว่าความหมายออกมาในเชิงไหนกันแน่

           “เออ นี่ก็ค่ำมากแล้วฉันขอตัวก่อนแล้วกัน” กันยาลุกขึ้นพลางจับกระเป๋าไวโอลินถือไว้ มาริสารีบลุกตาม

           “ค่ะๆ” เธอตอบอีกครั้งสีหน้าและน้ำเสียงลนลานยืนตัวแข็งต่อหน้ากันยา ก่อนเริ่มรู้สึกตัวว่าทำอะไรประหลาดๆลงไป ก็แลบลิ้นแก้เก้อให้กับรุ่นพี่คนสวยที่ยังจับจ้องเธอไม่คลายความสงสัย กันยาเห็นดังนั้นก็อดยิ้มไมได้

           “เธอนี่จริงๆเลยนะ” กันยาอดรู้สึกขันไม่ได้กลั้วเสียงหัวเราะอย่างสดใส

           “อะไรละคะ?” มาริสาซักไซ้กลับ

           “เออ.. อธิบายไม่ได้ แต่ว่ามันขำ”

           “ยังไงน่ะพี่กันยา?”

           “ไม่รู้สิ...นะ” กันยาทิ้งท้าย ยิ้มน้อยๆแม้แววตายังแฝงความเศร้า สายตาที่จับจ้องกันอย่างไม่ตั้งใจกลายเป็นไม่อาจหักสายตาละจากกันได้ คำพูดของลิลิธเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลดูจะกลายเป็นตัวกระตุ้นอย่างแรงให้มาริสาสับสนไม่น้อยว่าจะทำอย่างไรในห้วงเวลาที่คล้ายจะหยุดนิ่งลงตรงนั้น

           “พี่กันยาว่าพี่ศุษิระจะทำอะไรแบบที่พี่เป็นห่วงหรือเปล่าคะ” มาริสากล่าวทำลายห้วงเวลาที่คล้ายหยุดนิ่งในความรู้สึกของคนทั้งสองให้เริ่มเดินต่อ กันยาหลบสายตาเด็กสาวรุ่นน้องพวงแก้มขาวพลันถูกแต่งแต้มด้วยเลือดฝาดจนเป็นสีชมพู

           “หวังว่าพี่ศุษิระจะไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจ” กันยาเดินหลบสายตารุ่นน้องที่จับจ้องออกไป มาริสาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นับว่าครั้งนี้พี่ศุษิระช่วยเธอไม่น้อย...

 

*************


           ผอบจันทน์ ประธานนักเรียนคนสวยแห่งโรงเรียนกมุทะรัตน์ตีหน้าเรียบทันทีเมื่อมาริสาถามถึงเรื่องของศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง ถ้วยชาสีงาช้างเดินลายสีทองโค้งหรูหราถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากอิ่ม จมูกโด่งสูดกลิ่นหอมก่อนยกถ้วยชาขึ้นพอให้จิบน้ำชารสฝาดที่คัดสรรใบชาชั้นเลิศมาแล้วอย่างดี เด็กสาวจำต้องเอ่ยปากอีกครั้งเมื่อเห็นรุ่นพี่ของเธอยังใจเย็น

           “พี่ศุษิระต้องสละตำแหน่งประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งใช่มั้ยคะถ้าเป็นแบบนี้?” มาริสาแม้ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างแต่ใจไม่สงบนัก ผอบจัทน์พยักหน้าเล็กน้อยขณะวางถ้วยชาลง ถอนหายใจสรุปความรู้สึกปิดท้ายก่อนเอ่ยปาก

           “ไม่น่าเชื่อว่าอย่างเธอจะสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยมาริสา” แม้จะดูหนักใจแต่ผอบจันทน์ก็ยินดีกับการใส่ใจเรื่องในโรงเรียนของรุ่นน้องเจ้าปัญหาคนนี้

           “หนูต้องสนใจสิคะ พี่ผอบจันทน์น่าจะดูออกว่าหนูคิดอย่างไรกับกฏระเบียบในโรงเรียนนี้” มาริสาพูดชัดเจน สมาชิกในคณะกรรมการนักเรียนหันมองเธอเป็นสายตาเดียวก่อนหันไปซุบซิบกัน ผอบจันทน์ถึงกับหลับตา นึกชมถึงความคงเส้นคงวาของเด็กสาวรุ่นน้องไมได้

           “เธอคงหมายถึงวัฒนธรรมในโรงเรียน” ผอบจันทน์ลืมตาแต้มรอยยิ้มประดับมุมปากทั้งสองข้าง ส่งสายตาเจ้าชู้เย้ารุ่นน้องที่รอคำตอบจากเธอ มาริสารู้ตัวว่าโดนแกล้งทำเป็นใจแข็งคิดจะต่อต้าน แต่ไหนเลยจะต่อสู้กับคนที่ผ่านประสบการณ์ความรักอย่างโชกโชนได้ เรื่องราวที่เล่าว่าผอบจันทน์สามารถเชยชมริมฝีปากงามเพียงแค่การมอง ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องเกินจริง สุดท้ายเด็กสาวกลับต้องเป็นฝ่ายหลบสายตา

           เมื่อเห็นว่าสั่งสอนรุ่นน้องที่คิดลองดีพอเป็นพิธีผอบจันทน์ก็เริ่มเข้าสู่เนื้อหา

           “คนที่เคยนั่งบนเก้าอี้ตัวฉันนั่งอยู่นี่ สองในสามคนจะคิดถึงเรื่องวัฒนธรรมในโรงเรียน” ผอบจันทนเกริ่นประสานมือสองข้างไว้บนตักนั่งตัวตรงสีหน้าจริงจัง แววตาขี้เล่นและรอบยิ้มเมื่อครู่นั้นหายไปเหมือนไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน ท่าทางเหล่านั้นทำเอามาริสาปรับเปลี่ยนตัวเองไปในทิศทางเดียวกัน

           “แสดงว่าก็มีคนยอมรับว่าวัฒนธรรมของโรงเรียนนี้ ประหลาด” มาริสาเน้นคำ คนในคณะกรรมการนักเรียนแสดงออกถึงความไม่พอใจทางแววตาที่จับจ้องจิกทึ้งให้เด็กสาวรู้ตัว แต่มาริสาไม่คิดจะสนใจ

           “เธอน่าจะรู้เนื้อหาของการเลือกประธานนักเรียนแล้ว?” ผอบจันทน์ถามด้วยท่าทางเช่นเดิม มาริสาส่ายศีรษะพลางเม้มริมฝีปากคิดตาม “การหาเสียงหลักๆมีสองอย่าง คงวัฒนธรรมนี้ไว้ หรือ ปฏิวัติมัน” ประธานนักเรียนคนสวยอธิบาย

           “แบบนี้คนที่ชนะคงเป็นพวกที่รักษาวัฒนธรรมทั้งหลายนี้ไว้สินะคะ” มาริสารู้สึกเดาไม่ยาก ห่อไหล่ลงเล็กน้อยแบบไม่ต้องลุ้นอะไร

           “ฉันหาเสียงโดยประกาศว่าจะปฏิวัติวัฒนธรรมของโรงเรียน” ผอบจันทน์ยิ้มวูบหนึ่ง “คนที่นั่งบนเก้าอี้ตัวนี้มีบางคนเป็นแบบเธอมาริสา ต่อต้านธรรมเนียมที่ตัวเองเห็นว่าประหลาด ออ...ฉันควรอธิบายเพิ่มว่าเป็นการต่อต้านอย่างชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้”

           “ทำไมคะ?” มาริสาเอ่ยปาก แววตาจ้องเขม็งต้องการข้อมูลเพิ่มเติมมาขยายคลายความสงสัย

           “รุ่นพี่คนนั้นฝากข้อความในสมุดบันทึกของเรือนดอกมะลิไว้ว่า กมุทะรัตน์ในตอนนี้เสมือนดอกบัวแก้วที่ใครเข้ามาดูแลคงทำได้เพียงรักษาไม่ให้มันแตกร้าวลงไป การจะขยับจับเปลี่ยนกลีบแก้วบ้างเหล่านั้นมาจัดใหม่ให้สวยงามคงเป็นเรื่องยากและใช้กำลังมาก หากผิดพลาดแก้วนั้นก็จะบาดมือ หนักกว่านั้นหากทำให้ดอกบัวแก้วที่ทรงคุณค่าต้องเสื่อมเสียไป คงจะไม่น่าให้อภัย”

           “นี่คือสิ่งที่ประธานนักเรียนรุ่นต่อๆมาใช้เป็นข้ออ้างเวลาทำสิ่งที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงไม่สำเร็จสินะคะ” มาริสาสวนกลับทั้งที่ยืนตาใส จุดประสงค์ของเด็กสาวไม่ได้ต้องการขบกัดผอบจันทน์ที่เล่าเรื่องราวต่างๆให้เธอฟัง เพียงต้องการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่นั่นก็ทำเอาประธานนักเรียนคนสวยสงบคำพูดลง เธอจับยกถ้วยชาสีงาช้างขึ้นดื่ม มืออีกข้างจับหูกาน้ำชายกขึ้นรินเติมด้วยตนเอง

           “ขอโทษคะพี่ผอบจันทน์ที่หนูพูดไม่คิด” มาริสารีบยกมือพนมไหว้

           “ไม่หรอกฉันยังไม่ยอมรับสักหน่อยว่าทำไม่สำเร็จและก็ฉันก็พยายามอยู่ถึงแม้ว่าเวลาจะเหลือน้อยเต็มทีแล้ว” ผอบจันทน์ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกไปทางด้านข้าง จับจ้องมองใบหน้าของเด็กสาวอย่างไม่วางตา มาริสาไม่กล้าสู้สายตานักเพราะสุดจะคาดเดาจุดประสงค์ของผอบจันทน์

           “เธอนั่งเก้าอี้ตัวนี้สักห้านาทีดูสิมาริสา”...

 

*************


           ห้องของชมรมดนตรีที่หนึ่งเงียบ... ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะไม่มีใครอยู่ในชมรม

           ในขณะที่ห้องอื่นๆยังคงมีเสียงเครื่องสายเครื่องเป่าดังประสานกันให้ได้ยินพอฟังออกเป็นทำนองดนตรี

           ย้อนกลับไปเมื่อตอนเที่ยงของเมื่อวานนี้ พยากรณ์รุ่นพี่ผมยาวประธานชมรมแม่มดฯ ได้ใช้ภูตสายลมของเธอนำเสียงพูดคุยภายในโรงอาหารเกี่ยวกับเรื่องของศุษิระนำมาให้มาริสาฟัง ทุกคนนัดแนะตกลงไว้ว่าถ้าวันไหนกิจการของศุษิระถึงคราวล้มละลายจริง ทั้งหมดจะไปรวมตัวกันที่สวนหย่อมเล็กๆในป่าด้านหลัง หอระเบียงวาทกะแห่งนี้

           “เราต้องบีบให้พี่ศุษิระลาออกจากตำแหน่งไป” นั้นคือหัวข้อของการประชุม...

           มาริสากระชับมือที่ถือกระเป๋าเดินจัดหาที่วาง จัดเตรียมน้ำร้อนเพื่อแช่ใบชาให้คุณประธานชมรมที่ตอนนี้ไม่รู้ชะตากรรมเป็นอย่างไร ก่อนเดินไปทางหน้าต่างที่เปิดไปสู่ด้านหลังหอระเบียงฯ จากมุมนี้มองเห็นทางเดินที่ตัดเข้าไปในส่วนป่าด้านหลัง จุดขาวดำที่เคลื่อนไหวแสดงให้เห็นว่ามีการรวมตัวของนักเรียนที่นั้นจริง

           “ครีเอโร่...” มาริสานึกถึงภูตแห่งสายลมของพยากรณ์ พลางจรดนิ้วมือไปด้านหน้าขยับเลื่อนไปบนอากาศที่วางเปล่าลากลายเส้นที่ซับซ้อนด้วยแสงจากปลายนิ้วก่อนวนบรรจบเป็นลักษณะของวงกลม เส้นแสงเหลานั้นค่อยรวมตัวกันกลายเป็น หญิงสาวผมสั้นร่างจิ๋วในชุดอาภรโปร่งแสงเผยให้เห็นรูปร่างบอบบางแต่ยังคงมีส่วนโค้งเว้าบ่งบอกถึงวัยสาวที่งดงาม ปีกบางรียาวสองคู่ขยับตัวไปมาบนอากาศ ลักษณะไม่คล้ายกับภูตผู้สร้างสรรค์สายลมของพยากรณ์เท่าไรนัก แต่พอจะมองออกว่าเป็นประเภทเดียวกัน

           ‘รูปร่างของภูตที่สร้างขึ้นมาจะขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำพิธีเพคะพระนาง’ โนโรซ่ากล่าวขึ้น น้ำเสียงแจ่มชัดตรงสู่ประสาทรับสัมผัสโดยไร้การสั่นสะเทือนของอากาศเป็นความรู้สึกที่แตกต่าง ภูตดอกไม้ร่างจิ๋วเดินออกมาจากเรือนผมด้านหลังต้นคอ ก้าวไปตามบ่าของผู้เป็นนายจนถึงหัวไหล่ หยุดหันหน้ามองพูดจากับครีเอโร่ที่พระนางของตนสร้างขึ้น ถ่อยคำมากมายถูกกล่าวอย่างรวดเร็ว ก่อนบทแปลของภาษาพูดที่แปลกหูถูกส่งนำเข้าสู่สมองในลำดับต่อมา โดยรวมคือการแนะนำตัว

           “สวัสดี” มาริสากล่าวทัก ครีเอโร่มองมนุษย์เบื้องหน้าก่อนจับชายกระโปรงกางออกโค้งตัว มาริสายื่นนิ้วมือออกขึ้นช้อนรองรับร่างของครีเอโร่ที่บินอยู่ในยืนอยู่บนปลายนิ้ว

           “เธอส่งเสียงตรงนั้นมาให้ฉันฟังได้มั้ย?” ครีเอโร่ โค้งรับคำสั่งทันทีก่อน เสียงพูดคุยดังขึ้นรอบตัวมาริสาเหมือนเธอไปนั่งอยู่ในใจกลางการประชุม...

 

*************


           “ถ้าพี่ศุษิระไม่ลาออกไปอยู่คณะกรรมการนักเรียนก็ต้องลงไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่” เด็กสาวผมสั้นกล่าวขึ้น เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หินทรงแปดเหลี่ยม ด้านหลังโต๊ะหินที่มีกระดาษยาวแผ่นหนึ่งวางอยู่ ใต้เงามืดครึ้มของต้นไม้สูงที่ขึ้นอย่างหนาทึบภายในสวยป่าของโรงเรียนยากนักที่จะเห็นผู้พูดชัดถนัดตา ในขณะที่สมาชิกชมรมดนตรีที่หนึ่งสองและสามกว่ายี่สิบคนยืนอยู่เต็มพื้นที่ ทั้งหมดพูดคุยกันเสียงเงียบวิจารณ์ประโยคพูดเมื่อครู่กับคนใกล้ตัว

           “แล้วเธอจะเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งหรือยังไงมาธุสร” เสียงหนึ่งประกาศถาม สร้างความเงียบขึ้นมาในกลุ่มคนที่กำลังชุมนุมกันอย่างลับๆ

           “แล้วเธอคิดว่าฉันไม่เหมาะแบบนั้นหรือยังไง?” น้ำเสียงนั้นกล่าวออกมาอย่างปรกติเรียบเฉย แค่แววตาที่จับจ้องโต้ตอบออกมาจากใต้เงาไม้นั้นนั้นกำลังก้าวร้าวคุกคามอย่างไม่ปิดบัง ไม่ต่างกับสุนัขจิ้งจอกสวมหนังแกะ

           “ฉันว่ายังเร็วไป” หญิงสาวผมยาวกล่าวขึ้น แววตาสั่นระริกพยายามกุมมือไม้ของตนให้อยู่นิ่งไม่แสดงปฏิกิริยา ของลูกแกะให้คู่สนทนารู้ตัว

           “ให้คนไม่ได้เรื่องของเธอมาพูดคำนี้ใส่ฉันคงไม่รู้สึกอะไรหรอกนะปริชาติ ทุกอย่างเธอไม่เห็นมีอะไรเหนือกว่าฉันเลย ไม่ว่าจะดนตรีหรือฐานะการเรียน” น้ำเสียงนั้นเย้ยพร้อมแสดงความมั่นอกมั่นใจ “หรือเพราะเธอเป็นโซลเมทกับราระนาเลยพาคิดว่าตัวเองเล่นดนตรีเก่งขึ้นมาบ้าง” น้ำเสียงเชิดสูงกล่าวขึ้นพร้อมกับการลุกยืนขึ้นเผชิญหน้า ทุกสายตาจับต้องมองปริชาติอย่างแขกไม่ได้รับเชิญ

           ใช้แล้วเธอไมได้รับเชิญมาจริงๆ เพียงได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้โดยบังเอิญจึงตามมา

           “พี่ศุษิระดีกับทุกคน เวลาที่พี่เค้าต้องการกำลังใจทำไมทุกคนถึง...”

           “นี่...มีใครไม่รู้บ้างว่าถ้ามีเรื่องอย่างพี่ศุษิระเกิดขึ้นกับตัวเอง ทุกคนจะพร้อมใจแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก” มาธุสรกล่าว มุมปากยกขึ้นคล้ายยิ้มอย่างเยือกเย็นแต่ภายใต้หน้ากากคงกำลังหัวเราะคลั่งในความอ่อนต่อสังคมของปริชาติ เด็กสาวผมยาวผู้ไม่ได้รับเชิญในวงสนทนาใช้ว่าไม่ทราบเรื่องราว แต่อดแย้งไม่ได้

           “แต่พี่เขาก็เคยมีบุญคุณ...” ปริชาติย้ำหัวข้อเดิม

           “ก็แค่สร้างบุญคุณแสดงบารมี ทำไมทำดีให้กันต้องชดใช้ไม่มีหมดเลยหรือไง หือ? ถ้าเธออยากตอบแทนพี่ศุษิระนัก ก็ลองไปเสนอตัวขายกิจการกระจกของบ้านเธอเอาไปเป็นเศษเงินใช้หนี้แทนพี่เค้าสิ ได้ยินว่าต้องชดใช้ค่าผิดสัญญาหลายพันล้าน โรงงานตัดกระจกของเธอจะขายได้ถึงร้อยล้านหรือเปล่าหรอก” มาธุสรสวนทันควันไม่ทันที่ปริชาติจะเอ่ยปากได้เต็มประโยค แกะดำเพียงหนึ่งเดียวเจ็บใจเหลือเกินที่ตัวเองก็เป็นได้แค่คนครึ่งๆกลางๆ หาดีอะไรไมได้สักอย่างพูดจาอะไรก็ไร้น้ำหนัก แต่ความรู้สึกรับไม่ได้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้เด็กสาวผมยาวต้องร้องถามหาความยุติธรรมที่จะมีให้บ้าง

           “นี่ตกลงว่าไม่มีใครเห็นใจพี่ศุษิระเลยหรือไงคะ?” ปริชาติกราดถาม บางคนถึงกับแสดงท่าทีลังเลออกมา

           “เห็นใจแต่เราก็ต้องยึดตามประเพณีของโรงเรียน ระเบียงวาทกะเราจะเชิดหน้าชูตาอยู่เป็นชมรมอันดับหนึ่งได้โดยมีประธานชมรมเป็นคนล้มละลายหรือยังไง?” มาธุสรยกเหตุผลดึงทุกคนกลับมา ท่าทีลังเลเมื่อครู่ถูกสลัดหายสิ้น กลายเป็นคล้อยตามเด็กสาวผมสั้นที่ทำตัวเป็นผู้นำ

           “ว่าไงปริชาติพูดมาให้ชัดๆสิว่าเธอต้องการเห็นชมรมอันดับหนึ่งตกต่ำลง” มาธุสรส่งสายตาเหยียดเชิดคอถามกลับไปยังแกะดำที่กำลังยืนกุมมือที่สั่นเทาของตัวเอง ลูกแกะคงเป็นได้เพียงลูกแกะ...

 

*************


           มาริสาฟังสิ่งที่เกิดขึ้นริมหน้าต่าง ถึงกับกอดอก ยกมือขวาข้างที่ถนัดขึ้นมาท้าวคางยืนหลับตาฟังเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ของน้ำเสียงที่ใช้พูดจากัน อิมเมจในใจที่มีต่อปริชาติรุ่นพี่ที่คอยเป็นคนสอนไวโอวินเธอในชมรมดรตรีที่หนึ่งเปลี่ยนไปจากที่คาดคิดเล็กน้อย รุ่นพี่คนนี้ไร้เดียงสาจนน่ารักทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ทั้งยังทำไปโดยไม่เกิดประโยชน์ เพียงแต่รู้สึกอยู่เฉยๆไม่ได้ต้องทำอะไรลงไปสักอย่าง คิดแล้วสรุปได้ว่าเป็นคนดื้อเหมือนๆกับตัวเธอ

           มาริสาเป็นห่วงพี่ศุษิระเรื่องการคิดสั้นฆ่าตัวตาย แต่ใจหนึ่งก็นึกสะใจที่คนทำตัวสูงศักดิ์แบบนั้นจะรับบทเรียนอะไรเสียบ้าง ดังนั้นถ้ามาธุสรคิดจะวางแผนขึ้นเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งมาริสาก็รู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอด้วยเลย ถึงแม้ว่ามาธุสรจะทำท่ารังเกียจเธอก่อนหน้านี้ที่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของการชงชาในชมรมวัฒนธรรมของคณะกรรมการนักเรียน แต่มาริสาก็เตรียมใจไว้แต่แรกแล้วว่าหากจะใช้ชีวิตในโรงเรียนนี้ย่อมหนีไม่พ้น

           แต่ใช่ว่าเธอจะปล่อยให้ปริชาติอยู่ในสภาพแบบนั้น

           “โนโรซ่า เชื่อมฉันกับครีเอโร่ได้มั้ย” มาริสาลืมตาขึ้นออกคำสั่งน้ำเสียงมั่นใจ ภูตดอกไม้ร่างจิ๋วที่ยืนประจำการอยู่บนหัวไหล่หันไปทางเด็กสาวผู้ออกคำสั่ง จับจีบกระโปรงกลีบดอกไม้ยกขึ้นทั้งสองข้างด้วยมือน้อยๆย่อตัวถอนสายบัวอย่างสวยงามน่ารัก

           ‘เพคะพระนาง’ สิ้นคำตอบรับโลกของมาริสาก็พลันเปลี่ยนไป เธอเห็นกระแสอากาศโดยรอบและสามารถควบคุมได้ดังใจ มาริสารู้สึกแบบนั้นก่อนเริ่มใช้มือทดลองตบอากาศ เมื่อมั่นใจว่าสามารถควบคุมอากาศให้รวมตัวกันคล้ายกับกระบอกสูบ ก็กระโดดขึ้นขอบหน้าต่างก่อนทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่างจากชั้นสอง

           แน่นอนว่ามันรวดเร็วและนิ่มนวลจนมาริสาเองไม่อยากจะเชื่อว่ามีอะไรแบบนี้จริงนอกจากโลกของเทพนิยาย เด็กสาวดีดนิ้วเรียกเสียงของการพูดคุยในสวนป่าอีกครั้ง พร้อมเดินมุ่งหน้าเข้าไปในทางเดินเล็กๆ สี่ห้าเมตรก็ถึงสถานที่ประชุมลับของ มาธุสร

           “สวัสดีคะพวกพี่ๆมาทำอะไรกันอยู่ค่ะ?” มาริสากล่าวเสียงดัง ทุกเสียงพูดคุยหยุดเงียบหันมองผู้มาเยือนที่ยืนอยู่ทางเข้า รุ่นพี่ส่วนหนึ่งทำท่าลำบากใจต่อคำถามของมาริสา จะให้ตอบหรือว่า กำลังประชุมกันเพื่อไล่พี่ศุษิระออกจากการเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง บางคนไม่สามารถประกาศชัดเจนเช่นนั้น ยกเว้นแต่มาธุสร

           “มาริสา” รุ่นพี่ผมสั้นประธานการประชุมขานชื่อผู้มาเยือน เสียงผ่านไรฟันบ่งบอกความไม่สบอารมณ์มากกว่าสีหน้าปรกติที่สวมหน้ากากซ่อนความสงสัยไว้ ทำไมเด็กคนนี้ถึงโผ่ลออกมาอย่างผิดที่ผิดทางแบบนี้ได้

           “สวัสดีคะพี่มาธุสร” เด็กสาวยกมือไหว้ยิ้มเสแสร้งจนพวงแก้มอวบอิ่มแกล้งดีใจที่พบเห็นคนอื่นๆในชมรม “หนูขึ้นไปที่ห้องของชมรมไม่เห็นใคร ที่แท้มารวมกันอยู่นี่เองมีอะไรเหรอคะ” มาริสาซื่อตาใส หันซ้ายหันขวาทำเป็นหาข้อมูลคาดเดาเรื่องราวที่เกิดขึ้น

           “เรากำลัง ประชุมกันเพื่อขับพี่ศุษิระออกจากชมรม” มาธุสรหยั่งเชิง

           “น่าสนุกจัง พี่ศุษิระหน้าหมั่นใส้จะตายใช่มั้ยคะ” ใครบ้างไม่คิดว่ามาริสากำลังแกล้งปั้นหน้าตั้งคำพูด เพียงแต่บังเอิญที่ทุกคนก็รู้สึกเช่นนั้น

           “สนใจมาร่วมกับเรามั้ยละ” มาธุสรกอดอกถาม “มาลงชื่อเธอท้ายจดหมายก็พอแล้ว พอพี่ศุษิระอ่านก็จะเข้าใจได้เองว่าตัวเองหมดความชอบธรรมจะเป็นประธานชมรมดนตรี” มาริสาพยักหน้าทันที

           “เอาสิคะ และพี่ก็จะขึ้นเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งแทนหรือเปล่าคะ?”

           “ใช่ จดหมายวางอยู่บนโต๊ะอยู่แล้วเธอเดินไปลงชื่อสิ” มาธุสรเปิดทางเผยให้เห็น จดหมายที่พิมพ์จากกระดาษยาวมีการลงรายชื่อยาวอยู่ในตอนท้าย

           “อย่านะมาริสาไม่แบบนั้นพี่โกรธเธอจริงๆด้วย” ปริชาติที่นิ่งดูเหตุการณ์อยู่นานเอ่ยปากแม้จะรู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร มาริสาไม่มีท่าทีสนใจเธอแม้แต่น้อย

           “คิดเอา...ระหว่างว่าที่ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งอย่างฉันกับ...หึ” มาธุสรมองไปยังปริชาติ ยกมุมปากเยาะเบือนสายตาหนีไม่ให้ราคากับลูกสาวโรงงานตัดกระจก มาริยาหยุดอยู่ที่หน้ากระดาษยาวบนโต๊ะ ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ก็ให้คำตอบ

           “ถ้าให้เลือกหนูไม่ลงชื่อดีกว่าแบบนั้น หนูไม่อยากให้พี่ปริชาติโกรธ” มาริสาหันกลับมายิ้มให้กับรุ่นพี่แสนซื่อ ปริชาติรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มในครั้งนี้ผิดจากครั้งก่อนที่รุ่นน้องคนนี้เดินเข้ามาในนี้

           นี่เป็นของแท้แน่นอนจนน่าประทับใจ

           “ฉันว่าแล้ว เธอจงใจทำตัวเป็นศัตรูกับฉันตั้งแต่กิจกรรมเต้นรำวันพุธเมื่อวาน” มาธุสรสรุปอย่างมั่นอกมั่นใจ มาริสาอดคิดไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เริ่มมีปัญหาก่อน

           “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะพี่มาธุสร” มาริสากล่าวเสียงหวานหันหารุ่นพี่ผมสั้นที่ยืนจับจ้องเธออย่างระแวงอยู่ด้านข้าง “แต่ขาดชื่อหนูไปสักคนคงไม่เป็นไร แล้วอีกอย่างหนูได้ยินเสียงแปลกๆด้วย” มาริสาทำท่าไม่มั่นใจ น้ำเสียงติดขัดสีหน้าเหมือนกำลังกลัวบางอย่างที่มองไม่เห็น

           “เสียงแปลกๆ”

           “คะ เป็นเสียงผู้หญิง ฟังดูเย็นๆ เศร้าๆ บอกว่าใครลงชื่อในจดหมายนี้วันไหนตกต่ำลงมาจะต้องเจ็บปวดกว่าที่ทำกับพี่ศุษิระเป็นสิบเท่า น่ากลัว...นะคะพี่ว่ามั้ย”

           “ไม่ต้องมาทำเป็นแผนสูงมาริสา” มาธุสรทำเป็นรู้ทัน สีหน้าไม่มีวี่แววของความกลัวแม้แต่น้อย

           “พี่...ไม่รู้เหรอคะว่า เคยมีคนฆ่าตัวตายเพราะบ้านล้มละลายและทนกับสภาพสังคมในโรงเรียนไมได้”

           “แล้วทำไม?”

           “หนูได้ยินว่าพี่คนนั้นใช้กิ่งไม้ด้านบนนั้นแขวนคอ แต่ว่าตรงนี้ไม่ค่อยมีใครเข้ามาสุดท้ายพี่เค้าก็กลายเป็นซากศพแห้งโยกไปมาตามสายลมในชุดนักเรียน” สายลมหนึ่งพัดวูบเย็นยะเยือกผิดปรกติ มาธุสรสงบคำไม่โต้ตอบมองจับผิดเด็กรุ่นน้องที่แต่งเรื่องผีมาหลอก

           “หลอกคนอื่นได้แต่กับฉันมันยากมาริสา” รุ่นพี่ผมสั้นยืนท้าวเอวใช้ความสูงข่มเด็กสาว

           “หนู หนู...ไม่กล้าหรอกค่ะ” มาริสาโบกไม้โบกมือสะบัดใบหน้าปฏิเสธ “ว้าย ไม่เอาแล้วหนูได้ยินอีกแล้ว พี่ปริชาติ เราไปกันเถอะค่ะ” มาริสารีบวิ่งจับมือปริชาติเดินลากออกไป ทั้งหมดมองตามหลังมาริสาไป ก่อนจะมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมา

           “ฉันถอนชื่อได้มั้ย” มาธุสรหันหาต้นเสียงทำสีหน้าดูแคลนมุมปากลดลงแสดงใบหน้าบูดบึ้งอย่างเสียอารมณ์

           “ไร้สาระ...” สิ้นคำจดหมายบนโต๊ะถูกม้วนด้วยสายลมพุ่งขึ้นกลางอากาศ บิดไปมาก่อนถูกฉีกด้วยแรงกระชากบางอย่าง ทั้งหมดในที่ประชุมยืนขาแข็งคิดจะหนีก็ก้าวขาไม่ออก อากาศพลันเปลี่ยนกลายเป็นเย็นจัดจนหายใจออกมาเป็นไอเหมือนพาทั้งหมดมาสู่โลกอื่น จดหมายฉบับนั้นถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนค่อยลงมาจัดเรียงกันตามเดิมบนโต๊ะ และกระจายหายไปกับสายลม

           “ฉันจะแก้แค้น....ฉันจะแก้แค้น...” เสียงหญิงสาวที่เศร้ารันทดดังขึ้นเบาๆ เป็นเสียงกระซิบข้างหูที่มาพร้อมกับสายลมร้อน ทั้งหมดจึงกรีดร้องวิ่งหนีออกจากป่า ความเร็วแล้วแต่ฝีเท้าของแต่ละคน หมดสภาพของนักเรียนของกมุทะรัตน์ที่ยกตนเองเช่นดอกบัวแก้วที่ทรงคุณค่า...

จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๑๐ หอระเบียงวาทกะ(๙)
งานเข้าครับอีกสองสัปดาห์ผมคงมีเวลาโพสต่อนต่อไป m(_ _)m ขออภัยที่ผู้กรุณาติดตามทุกท่าน
แนะนำได้เต็มที่ตามเคยครับ ขอโทษที่ยังเดินเรื่องช้าจะพยายามเร่งขึ้น

edit @ 10 Jul 2008 04:17:48 by ~fs writer~

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อะ...อีกสองอาทิตย์ o_O
เศร้า ToT
ต้องรอตอนต่อไปอีกตั้งนานแน่ะ

แต่ก็จะรอนะคะ^O^

หน้าหมั่นใส้-น่าหมั่นไส้ ต้องสะกดแบบนี้ไม่ใช่เหรอคะ
#1  by  VanomiYA (125.25.153.120) At 2008-07-10 16:49, 
เข้ามาร้องเย้...เมื่อมีตอนใหม่มาลง.
หายไปนานเลยนะครับ^^
....รออ่านตอนต่อไป
#2  by  rey At 2008-07-10 19:01, 
โอ้ว ว้าว มีเรื่องผีมาหลอกด้วย >.<
สนุกค่ะ จะรออ่านนะค่ะ

พยายามเข้า ทั้งเรื่องนิยายและงานค่ะ
#3  by  น้ำชา At 2008-07-10 21:29, 

<< Home