ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๘ หอระเบียงวาทกะ(๗)
“บ้านของคุณหนูมาริสานี่ ประหลาดนะครับคุณหนูกันยา” ชายชราผมสีดอกเลาคนขับรถของกันยากล่าวน้ำเสียงสดใสอารมณ์ดี ขณะหมุนพวงมาลัยหักรถเลี้ยวเข้าซอยที่สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมายเดินไปมาจับจ่ายซื้อกับข้าวกับปลานำกลับบ้าน
“ยังไงเหรอคะ?” กันยากล่าวขึ้นโต้ตอบแต่สายตากลับมองทางด้านซ้ายมืออย่างสนใจ อาหารปรุงสำเร็จน่ารับประทานหลากหลายเรียงราย ทั้งผัดไทย หอยทอด ก๊วยเตี๋ยว โจ๊ก กระเพาะปลา กับข้าวหม้อใหญ่ถูกเทใส่กระบะย่อยอวดสีสันน่ารับประทาน แดงส้มของแกงเผ็ด ขาวนวลของต้มข่า เขียวสดใสของแกงเขียวหวาน พริกชีฟ้าสีแดงสด ถูกหั่นเป็นทรงรีวางประดับบนกระบะของผัดเผ็ดปลาดุกทอดกรอบ กันยาลอบกุมท้องตัวเองก่อนที่มันจะส่งเสียงร้องน่าอายออกมา
เย็นวันนี้กันยาซ้อมดนตรีกับพวกในระเบียงวาทกะ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเธอก็ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเย็นจนลืมเผื่อเวลาไว้สำหรับการรับประทานอาหาร ครั้นจะแวะจอดรับประทานตรงนี้ตนเองก็มีปัญหาเรื่องการกินอยู่พอสมควร พอกินอะไรที่ไม่สะอาดก็จะปวดท้อง อีกอย่างนี่ก็ใกล้เวลานัดแล้วด้วย เมื่อคิดถึงจุดนี้แล้วกันยาก็อดระบายลมหายใจออกมาไม่ได้ เธอไม่น่าจะเพลิดเพลินจนลืมเวลา
“คุณหนู ก็ว่าประหลาดใช่มั้ยครับ” คุณตาคนขับรถกล่าวก่อนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี กันยางงวูบก็เธอเล่นไม่ได้ฟังอะไร มัวแต่ไปสนใจอาหารข้างทาง แล้วจะให้ความเห็นอะไรได้ จะถามทวนอีกครั้งก็ดูเสียมารยาทสุดท้ายก็พยักหน้า ตอบรับเสียงอ่อย
“นั้นไงครับประตูทางเข้าบ้านของคุณหนูมาริสา” คุณตาคนขับรถกล่าว กันยามองไปด้านหน้าพบกับประตูรั้วขนาดใหญ่เปิดให้อัตโนมัติ ผ่านเข้าไปไม่ถึงห้าสิบเมตรทางด้านซ้ายมือคือบ้านสองชั้นขนาดย่อมปลูกเต็มพื้นที่แทบจะไม่เหลือส่วนของสวนหย่อม แต่ก็ยังมีต้นมะม่วงต้นใหญ่ปลูกหน้าบ้าน เป็นบ้านที่ดูธรรมดาผิดกับทางขวามือซึ่งเป็น คฤหาสน์ขนาดใหญ่โอ่อ่า ดูโดดเด่นทรงพลัง ตั้งอยู่หลังสวนสวยที่กว้างขวางจัดแต่งอย่างสมฐานะ
“กระผมคุยกับยามที่ประตูใหญ่ถึงทราบว่าคุณหนูมาริสาพักอยู่บ้านนี้กับคุณแม่ ส่วนบ้านหลังใหญ่ไม่มีใครอยู่ ให้คนรับใช้ดูแล จะเปิดเป็นเรือนรับรองแขกกับจัดงานเลี้ยงปีละสองสามครั้ง ก็แปลกนะขอรับคุณหนูกันยา หรือว่าคนรวยชอบทำอะไรแปลกๆ” คุณตาคนขับรถมองบ้านหลังใหญ่อย่างสงสัย
“นั่นสิคะ” กันยากล่าวได้เพียงเท่านี้จริงๆเพราะหิวเกินกว่าจะสงสัยอะไร...
เด็กผู้หญิงผมยาวหน้าตาน่ารัก เดินลากรองเท้าแตะออกมาเปิดประตูรั้วให้กันยา ในชุดเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นเชิ้ตแขนยาวใส่คู่กับกระโปรงผ้าลายสก็อตสีเข้ม สั้นเหนือเข่าดูน่ารัก ทำให้เดายากพอสมควรว่าเป็นนักเรียนโรงเรียนไหน เพราะส่วนใหญ่จะแตกต่างกันแค่สีของเสื้อชั้นนอก และตราประจำโรงเรียนที่ปักบนกระเป๋าซ้าย จี๊ดจ๋าพอเห็นว่าเป็นกันยาก็ยกมือไหว้ย่อตัวอัตโนมัติ
“สวัสดีคะพี่กันยา กลายเป็นพี่เหรอคะที่มาสอนพี่เมย์” กันยายิ้มรับ
“จ๊ะ” เธอตอบก่อนเดินผ่านประตูรั้วสูงไม่ถึงเมตรเข้าไปภายในบริเวณบ้าน เธอถอดถุงเท้ารองเท้าจัดไว้อย่างเรียบร้อย อดไม่ได้ที่จะจัดร้องเท้านักเรียนอีกสองคู่ที่วางทิ้งระเกะระกะของสองพี่น้อง จี๊ดจ๋า แทบร้องกรี๊ด
“เดี๋ยวหนูทำเองเถอะคะ ถ้าให้พี่กันยาทำให้แบบนี้หนูรับไม่ได้แน่ๆ เชิญห้องรับแขกเถอะคะ” เด็กสาวไม่พูดเปล่าจับมือฉุดกันยาตามมาโดยไม่ฟังอะไร พอถึงห้องรับแขกก็จัดหมอนอิงที่กระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ ให้เข้าที่เข้าทางก่อนจับเธอนั่งลงบนโซฟา พร้อมขอตัวไปจัดรองเท้าที่หน้าประตูเข้าบ้าน
โนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยประจำอยู่บนโต๊ะรับแขก เหมือนกำลังทำอะไรสักอย่างกับโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะ เมื่อเห็นกันยามาภูตน้อยก็ถอนสายบัวจับกระโปรงกลีบดอกไม้สีแดงสดออกข้างตัวย่อทำความเคารพ กันยาเห็นก็รู้สึกว่าน่ารักดีก็ยิ้มทักทาย
‘มาริสาอยู่ไหนเหรอ’ กันยาถามขึ้นในใจ
‘ทรงงานอยู่ในห้องเครื่องเพคะ’ ภูตน้อยรายงาน กันยานั่งเดาความหมายว่าภูตตัวน้อยจะสื่อความหมายอะไรกับตน คิดว่าน่าจะหมายความว่า มาริสาทำอาหารอยู่ในห้องครัว พอคิดถึงเรื่องอาหารความหิวก็ถูกตอกย้ำ รีบกุมท้องตัวเองหวังว่ามันจะช่วยได้บ้างแม้ในความเป็นจริงแล้วเป็นแค่การปลอบใจว่าเธอยังทนไหว และคิดว่าดีกว่ายอมแพ้ต่อความหิวแล้วต้องไปนอนโรงพยาบาลเพราะอาการอาหารเป็นพิษ แม้ในเวลานั้นกลิ่นหอมของอาหารผัดจะโชยออกมากระตุ้นต่อมน้ำลาย จู่โจมเข้าที่จุดอ่อนของเด็กสาวผมหยักศก
“พี่กันยาทานอะไรมาหรือยังคะ” จี๊ดจ๋าถามขึ้น กันยาหันมองตามต้นเสียง ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรเพราะคิดว่านี่เป็นการเชิญตามมารยาท
“ทานมาแล้วจ๊ะ” กันยายิ้มตอบ ปฏิเสธกลิ่นเครื่องเทศข่าตะไคร้ที่หอมโชยออกมาเชิญชวนให้หลงใหลไปกับเสน่ห์ของครัวไทย
‘ที่เด็กสาวพูดนั้นกล่าวหาใช่ตามธรรมเนียมมารยาทนะเพคะ แต่ทรงสังเกตพระพักตร์ของพระนางว่าอิดโรย หม่อมฉันจะไปกราบทูล พระนางเองว่า พระนางทรงหิวแล้ว’
“แบบนั้นหนูไปเอาเครื่องดื่มเย็นๆมาให้แล้วกันนะคะ” จี๊ดจ๋าพูดขึ้นจังหวะเดียวกับที่ โนโรซ่า เริ่มหมุนตัวและหายตัวไป
“เดี๋ยวสิ” กันยาร้องออกมา กลับเป็นจี๊ดจ๋าน้องสาวของรุ่นน้องเธอหยุด แทนที่จะเป็นภูตดอกไม้ตัวน้อย
“มีอะไรเหรอคะ” เด็กสาวยิ้มแยมกล่าวกับกันยา
“คือว่าพี่เป็นโรคที่น่าปวดหัวนิดหน่อยคือต้องทานของใหม่ๆเสมอ น้ำดื่มก็ต้องเป็นน้ำสะอาดไม่แบบนั้นก็จะปวดท้อง”
“ธาตุอ่อน คงเป็น...โรคเดียวกับหนูละมั้งคะ”...
กันยาต้องระวังเรื่องอาหารมากและวุ่นวายกับการเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อไม่ให้กากอาหารที่ย่อยไม่หมดไปเน่าเสียในลำไส้ และอาหารทียากต่อการต่อสู้ด้วยที่สุดคือปลานึ่งหอยนึ่ง ปลากะพงแดงตัวโตจัดวางอยู่บนจานขนาดใหญ่ พริกสีสันแสบตาเขียวแดงสับโรย บีบมะนาวสดโชยกลิ่นเปรี้ยวกระตุ้นความอยากอาหาร กันยาค่อยกลืนน้ำลายลงคอก่อนที่ข้าวสวยจะถูกจัดวางอยู่หน้าเธอ พร้อมอาวุธซึ่งหลอมมาจากโลหะเงินเพื่อใช้ในการต่อสู้...ช้อนและส้อม
ในเวลานั้นเสียงรถยนต์ที่แล่นมาจอดหน้าบ้านทำให้เด็กสาวทั้งสองเปลี่ยนท่าทีไป จี๊ดจ๋าที่กำลังตั้งท่าจะเปิดศึกเป็นคนแรกวางอาวุธรวบไว้ข้างจาน ลุกเดินเข้าครัวไป
“คุณแม่กลับบ้านมาน่ะค่ะ จี๊ดจ๋าเลยไปเตรียมน้ำท่ามาต้อนรับ” มาริสากล่าวพลางยกต้มจืดมาตั้งเสริมทัพศัตรู ก่อนที่ประตูด้านหน้าจะเปิดขึ้นพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“วันนี้ลูกสาวฉันรู้จักจัดรองเท้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วเหรอ” ผู้เป็นแม่ของมาริสาบ่นเสียงดังแปลกใจในความเป็นระเบียบที่ไม่เคยพบเห็น มาริสาแทบจะเอาหน้ามุดดินหนีเพราะกันยายืนได้ยินอยู่ด้วย
“แม่คะก็...” มาริสาอดรนทนไม่ได้ร้อนจะแก้ตัว ผู้เป็นแม่รีบสวนกลับด้วยคำสั่ง
“เมย์แม่ขอไข่เจียวหมูสับ ด่วนเลย อยากกินอะไรพื้นโคตรวันนี้” คุณแม่ยังสาว ไม่ฟังคำแก้ตัวเดินมาพลางถอดเสื้อนอก ก่อนสังเกตเห็นแขกผู้มาเยือน
“สวัสดีคะพี่มาริณี” กันยาลุกขึ้นพนมมือสวัสดี แม่ของมาริสาแสดงท่าทีดีใจขึ้นมาทันที
“ดีจ๊ะๆ ตกลงอาจารย์ส่งหนูมาตามที่พี่ขอร้องไว้สินะ”
“อา...คะ” กันยาตอบ มาริสาหันมองทางกันยาก่อนจะรีบขอตัวไปทำกับข้าวให้แม่ของเธอ ไม่นานไข่เจียวหมูสับและผัดผักแขนงก็ออกมาเสริมทัพศัตรูให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
จี๊ดจ๋า เมื่อเห็นกันยาไม่ค่อยกล้าทานก็เลยตักกับข้าวใส่จานให้ โดยรับประกันว่าทานอาหารของพี่สาวแล้วไม่เคยมีปัญหาเรื่องท้องเสียหรือปวดท้องเลย กันยาเองเห็นว่าคงไม่สามารถเลี่ยงศึกครั้งนี้ได้จึงเริ่มจับอาวุธลงมือกับอาหารเบื้องหน้า พบว่าอร่อยสมราคาคุยก็หันไปทางที่มาริสานั่งอยู่ตั้งใจจะเอ่ยปากชม ไม่คิดว่ากลับสบตาเข้ากับรุ่นน้องของเธอ เหมือนมาริสากำลังมองเธออยู่ เด็กสาวรีบหลบสายตาจากรุ่นพี่ทำท่ารับประทานอาหารต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กันยารู้สึกว่าอารมณ์นั้นจะเอ่ยปากชมก็ออกจะแปลกๆหันมองทางโนโรซ่า ที่นั่งอยู่บนไหล่ของมาริสา ภูตน้อยพยักหน้าตอบรับ เข้าใจเจตจำนงในความคิดของกันยา
‘อร่อยมากเลยละ’ กันยาส่งความคิดผ่านไปทางโนโรซ่าให้สื่อสารต่อไปยังมาริสา
‘ขอบคุณคะ ถ้าพี่กันยาชอบก็ทานมากๆนะคะ’...
ห้องของมาริสาค่อนข้างจะกว้างทีเดียวถ้าเทียบกับตัวบ้าน แต่เฟอร์นิเจอร์ในห้องกลับมีไม่มากนัก มีเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะหนังสือ และตู้หนังสือที่แทบจะโล่งจนดูว่างเปล่า ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความชอบส่วนตัว งานอดิเรก หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกว่าเป็นคนแบบไหน
กันยาเริ่มสอนไวโอลินรุ่นน้องของเธอตั้งแต่พื้นฐาน ตั้งแต่การจับตัวไวโอลิน การใช้คันชัก ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะเข้าที่เข้าทาง กันยามองว่าค่อยๆสอนทีละนิดน่าจะดีกว่า ก็ไม่เร่งรีบอะไร
“ก็ลองหัดเล่นดูให้ได้เสียงที่ต้องการก่อนแล้วกัน นึกเสียงที่อยากได้ยินแล้วก็ลองเล่นออกมาให้ได้ตามเสียงนั้น” กันยาแนะนำ มาริสาฟังดูแล้วเหมือนจะเข้าใจง่ายกว่าให้เธอหัดไล่เสียงตามตัวโน๊ต
“แต่ว่า...ฉันขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่ามาริสา” กันยาถามขึ้นพลางเก็บไวโอลินของตนลงกระเป๋า
“คะ?”
“เธอมีงานอดิเรกหรือมีความสนใจอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า ห้องเธอดูแล้วให้ความรู้สึกว่าไร้จิตนาการมากทีเดียว” กันยาสรุป สายตาที่มองอย่างเป็นห่วงนั้นน่าจะมีความหมายอย่างอื่นมากกว่าการถามเพราะสงสัย
“ไม่มีหรอกคะ จะว่าไปก็ เป็นแบบนี้มานานแล้ว ก็มีหนังสือที่ชอบอยู่บ้าง แต่อ่านแล้วส่วนใหญ่ก็เอาบริจาคไป ที่บ้านก็เลยไม่ค่อยมีหนังสืออะไรเก็บไว้”
“ชอบอ่านหนังสือเหรอ อือ...” กันยาพยักหน้ารับฟัง
“แต่พี่กันยาถามทำไมเหรอคะ”
“ฉันอยากจะรู้จักเธอมากขึ้นอีกหน่อย พูดแล้วก็ตลก ฉันเห็นเธอครั้งแรกที่คอนเสิร์ตของคุณพ่อ ตอนนั้นเกิดความรู้สึกว่า นั้นไงพบกันแล้ว” กันยากล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม มาริสายืนฟังอย่างสนใจ
“พบกันแล้ว?” เด็กสาวทวนคำ กันยาพยักหน้าย้ำ
“จ๊ะ ก็จริงๆแล้ว...คงเพราะคุณพ่อเล่าให้ฟังว่ามีลูกศิษย์ที่คุณพ่อภูมิใจมากคนหนึ่งที่มีลูกอายุเท่าๆกับฉัน ก็เลย อยากเห็น เออบางทีก็คงคาดหวังว่าเค้าอาจจะชอบดนตรีเหมือนกัน จะได้มาเล่นดนตรี แต่ผิดคาดนะ เจอไวโอลินดูโอเข้าไปหลับน้ำลายไหลเลย” กันยาอดขำไม่ได้ มาริสาเกาศีรษะแก้เก้อ
“แบบนั้น...สักวันถ้าหนูสามารถเล่นไวโอลินได้แล้ว เรามาเล่นด้วยกันมั้ยคะ”
“เอาสิ” กันยาพยักหน้ารับ สีหน้ายินดี มาริสายื่นนิ้วก้อยออกมาแทนคำมั่นสัญญา แต่ในเวลานั้นแววตากันยาพลันเศร้าลง
“ฉันสัญญาจ๊ะ” กันยากล่าวแทนที่จะยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวไว้ มาริสาลดมือลงพยักหน้าบรรยากาศไม่ดีเอาเสียเลย
“มาริสา เออ เธอเต้นรำเป็นหรือเปล่า” กันยาเปลี่ยนเรื่องพูด
“ถ้าเรียนรำวงตอน ม.ต้น ค่ะ” เด็กสาวตอบ กันยายิ้มเล็กน้อยประดับริมฝีปากอย่างเอ็นดู
“หมายถึงเต้นรำบอลรูมนะ พรุ่งนี่ทางชมรมวัฒนธรรมจะจัดขึ้น พี่จะไปเล่นดนตรีให้ ถ้าเธอเต้นรำเป็นก็น่าจะไปลองดู อาจจะได้เพื่อนใหม่ๆ”
“แหม ใครเค้าจะมาคบกับคนอย่างหนูละคะ แค่ประวัติที่คุณแม่เขียนไว้ก็ไม่มีใครอยากจะยุ่งแล้ว คนอะไรดูจนจะตาย” มาริสาทิ้งน้ำเสียงประชดประชัน
“ความสัมพันธ์ของคนเราไม่มีกฎอะไรตายตัวหรอก ถ้าเรายึดมั่นในความหวังดีต่อผู้อื่นสิ่งนั้นก็จะอาภรณ์ประดับกายซึ่งมองไม่เห็น ดึงดูดให้เราเป็นคนที่น่าคบเองนั้นละ” กันยายิ้มให้กำลังใจมาริสา ทั้งที่ตัวเธอเองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักนิดเกี่ยวกับอาภรณ์ที่มองไม่เห็นนั้น สาเหตุก็เพราะการที่เธอไม่เคยคาดหวังว่าใครจะมาดีกับเธอนั้นละ ทำให้การกระทำของเธอทุกอย่างเจ้าตัวไม่สามารถทราบเลยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างรอบตัวเธอ...
วันพุธ ชมรมวัฒนธรรมจะจัดกิจกรรมเต้นรำขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้คุ้นเคยกัน ที่สนามหญ้าหน้าเรือนดอกมะลิ มาริสานั่งนึกภาพตามที่เกตุมณีเล่าให้ฟัง คงเป็นโลกที่น่าขนลุกทีเดียวที่ผู้หญิงจูงมือกันเต้นรำเต็มสนาม
“ก็ไม่เลวร้ายแบบนั้นหรอกคะ ดิฉันกลับคิดว่าเป็นภาพที่น่ารักดีออก” เกตุมณีออกความเห็นหวังให้เพื่อนสาวคล้อยตาม มาริสาลองนึกภาพของเกตุมณีกับเธอเต้นรำกันก็อดยิ้มไม่ได้ ก่อนกดใบชาในแก้วที่แช่จนได้ที่แล้ว เพื่อเทน้ำชาลงในกากระเบื้อง ยกใส่ถาดไปเสิร์ฟให้ผอบจันทน์ที่นั่งวุ่นวายกับเอกสารเต็มโต๊ะ ผอบจันทน์กล่าวขอบคุณก่อนพูดเรื่องหนึ่งขึ้น
“มาริสาเย็นนี้มาช่วยชงชาด้วยนะ มธุชากับพวกในชมรมทำอาหารว่าจะอบเค้กกันมาเตรียมเก็บข้อมูลด้วย” ผอบจันทน์สั่ง มาริสาทำตาโตขึ้นมาทันที
“ตอนเย็นหนูต้องรีบกลับบ้านค่ะ”
“ก่อนหกโมงใช่มั้ย? ไม่มีปัญหาหรอก...กิจกรรมเราเสร็จสี่โมงครึ่ง เธอกลับบ้านได้เลย” มาริสาฟังแล้วแม้จะน่าโมโหที่รุ่นพี่ออกคำสั่งโดยไม่คิดจะเอ่ยปากขอร้อง แต่ว่าในที่สุดแล้วก็ได้แต่ตอบรับไปเพราะทราบว่าผอบจันทน์นิสัยเป็นเช่นนี้เองอยู่แล้ว
“ค่ะ”
“เดี๋ยวจะให้พวกรุ่นๆเดียวกับเธอในคณะกรรมการนักเรียนนั้นละช่วย เธอก็ลองเขียนสูตรแล้วกันว่า ชาที่จะใช้ชง ต้องตักตวงเท่าไร ใช้น้ำร้อนสักแค่ไหน แช่กี่นาที” ผอบจันทน์เงยหน้าขึ้นมองมาริสา “เข้าใจมั้ย”
“ค่ะ...พี่ผอบจันทน์ตังใจเปิดโอกาสให้หนูมีปฏิสัมพันธ์กับพวกรุ่นๆเดียวกันใช่หรือเปล่าคะ” เด็กสาวถามขึ้น
“ฉันใจดีขนาดนั้นเลยเหรอ” ผอบจันทน์ย้อนถามมองเด็กสาวผ่านแว่นบางทรงสีเหลี่ยม แววตาดูเจ้าชู้ถูกแสดงออกเพื่อป้องกันไม่ให้มองทะลุถึงภายใน แต่ทำไมมาริสาเข้าใจ หรือจะเป็นเพราะโนโซร่าภูตดอกไม้ตัวน้อยที่นั่งอยู่บนบ่าเธอ
‘เพคะพระนาง ความสามารถของหม่อมฉันจะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของคำพูดให้พระนางทรงรับทราบ ประหนึ่งเป็นสัมผัสไม่ต่างพระเนตรพระกรรณ’ ภูตน้อยอธิบาย มาริสาคิดเล็กน้อยกับความสามารถที่ได้
“หรือเธอจะไม่ทำ หือ...มาริสา?” ผอบจันทน์อดไม่ได้ที่อยากจะทดสอบเด็กสาว
“ตามแต่พระบัญชาเพคะ” มาริสาเลียนแบบโนโรซ่าใช้ตอบผอบจันทน์ รุ่นพี่ผมยาวได้ฟังถึงกับอมยิ้ม
“ประชดประชันได้น่ารักดี” ประธานนักเรียนคนสวยอมยิ้ม
“แต่ผลอาจจะไม่ได้ออกมาอย่างที่พี่หวังไว้ก็ได้นะคะ”
“เหรอ แบบนั้นก็ยิ่งสนุกสิ” ผอบจันทน์ยิ้มท้าทาย “แต่ก็เอาเถอะ เธอวางกาน้ำชาไว้แล้วไประเบียงวาทกะได้แล้วมาริสา”
มาริสาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตในโรงเรียนของเธอต้องมาค่อยเอาอกเอาใจอะไรใครมากมายแบบนี้ ถ้าถูกมองในฐานะเด็กรับใช้ มาริสาอาจจะทนไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอค้นพบจากผอบจันทน์คือ การขอบคุณเรื่องของน้ำชาที่ชงให้ เช่นเดียวกับรุ่นพี่ผมหางม้าที่วางตัวสูงศักดิ์
“ขอบคุณ” ศุษิระกล่าวขึ้นหลังจากมาริสาชงชามาวางไว้ที่โต๊ะ รุ่นพี่ ราระนากับปริชาติ ไม่อยู่ในห้อง พูดให้ถูกคือว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้วต่างหาก ท่าทางของมาริสาที่หันซ้ายหันขวาไม่รู้จะทำอะไรในชมรมดูออกไม่ยากสำหรับศุษิระ
“ราระนากับปริชาติคงไปดูพวกชมรมดนตรีที่สี่ซ้อมเพลงสำหรับงานเต้นรำเย็นนี้ เธอจะลงไปดูด้วยก็ไปเถอะ” น้ำเสียงเรียบเฉยเป็นปรกติแต่กลับอ่านได้ถึงความเหงา ความสามารถของโนโรซ่าที่สื่อสารมายังมาริสาดูจะเป็นปัญหากับเธอ เพราะรู้สึกว่าไม่ควรจะปล่อยให้รุ่นพี่ผู้ว่างเปล่านี่อยู่คนเดียวเงียบๆ เพราะจะทำให้วุ่นวายใจจนโกรธแค้นใครไปทั่วมากกว่าจะสงบจิตสงบใจลงได้
“แล้วพี่ไม่ลงไปดูเหรอคะ” มาริสาจงใจถามกะให้รุ่นพี่หมั่นไส้เธอ “วันที่พี่กันยาเล่นไวโอลินพี่ยังลงไปดูเลยไม่ใช่เหรอคะ” แววตาของศุษิระจะฉาบแววสั่นระริกออกมาก่อนจะพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบลง
“ฉันเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งนะ ถ้าไปอยู่ตรงนั้นทุกคนคงจะคิดว่า ฉันเห็นดีเห็นงามด้วยกับความวุ่นวายในหอระเบียงที่เกิดขึ้น”
“วุ่นวาย เหรอคะ?”
“อือ ชมรมดนตรีที่หนึ่งมีสภาพแบบนี้ก็เพราะกันยา”
“แล้วพี่ไม่คิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นเหรอคะ”
“ฉันก็กำลังคิดอยู่ว่าจะไล่กันยาออกไปได้อย่างไร” ศุษิระกล่าวตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่กล่าวหาใช่ความจริงที่ออกมาจากใจ มาริสารู้สึกว่าปัญหานี่ยากเกินไปสำหรับเธอจึงถามแก่โนโรซ่าภูตน้อยซึ่งนั่งประทับบนไหล่ของเธอ
‘มีความคิดอะไรดีๆบ้างมั้ย’
‘หม่องฉันว่าแค่ให้หญิงสาวผู้นี้ได้ดื่มสุธารสชาที่พระนางพระราชทานก็น่าจะพอเพียงแล้วเพคะ ความสับสนภายในจิตใจของนาง มากมายเกินกว่าจะฉุดกระชากคลายปมด้วยความรุนแรง’
‘ให้ฉันได้รู้ได้มั้ยว่าพี่เขาคิดอะไรอยู่’
‘พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ หม่อมฉันไม่อาจปฏิบัติตามรับสั่งได้เพคะ’
‘หมายความว่าเธอทำได้ แต่ทำให้ไม่ได้...อะไรแบบนั้นเหรอ?’ มาริถามเพื่อความชัดเจน
‘เพคะ เหตุเพราะพระนางที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อรับความรู้สึกอย่างไรไปก็จะกลายไปเช่นนั้น อย่างเช่น หากทรงสัมผัสความโกรธแค้นก็จะโกรธแค้นตาม หากสิ่งที่ทรงสัมผัสเป็นความเศร้าหมองก็จะทรงเป็นเช่นเดียวกัน และพระนางยังไม่ทรงสามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ หากความรู้สึกที่ทรงรับมาขยายออกหรือทรงไปปรุงแต่งมัน ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง หม่อมฉันไม่อาจปฏิบัติตามรับสั่งได้เพคะ’ โนโรซ่าย้ำอีกครั้งอย่างยืดยาว มาริสาพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ ก่อนหลบไปซ้อมไวโอลินที่อีกมุมหนึ่งของห้อง หวังว่าจะพอขุ่นอารมณ์ของประธานชมรมดนตรีได้บ้างดีกว่าให้นั่งเงียบๆคนเดียว ศุษิระมองมาริสาพลางจิบชาไป เสียงไวโอลินของมาริสาแม้ว่าจะฟังยังไม่เป็นเพลงแต่น้ำเสียงกลับชัดเจน แต่ไม่ทันที่เธอจะออกความเห็นอะไรกับเสียงที่ได้ยินนั้น ราระนากับปริชาติ ก็เข้ามาในชมรมเพื่อสอนมาริสาเล่นไวโอลิน...
รุ่นพี่สองคนที่คอยเป็นพี่เลี้ยงให้แก่มาริสาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของรุ่นน้องแล้วก็ถึงกับเอ่ยปากชม ถึงยังไม่เป็นเพลงแต่ก็สามารถเล่นตามโน้ตที่บอกได้ตรง ทั้งหมดเป็นพลังของโนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยที่นั่งอยู่บนไหล่ของมาริสา เธออธิบายต่อมาริสาว่าทำการอ่านข้อมูลของไวโอลินทั้งหมดแล้วใช้ตัวเป็นทำหน้าที่ ‘ประมวลผล’ กับการเล่นของมาริสา และถ่ายทอดสู่สมองโดยการสื่อสารทางจิต มาริสาฟังไปงงไปกับความสามารถของภูตน้อย
ออกจะผิดแปลกจากในภาพยนตร์หรือละครที่เป่าเสกให้คนไม่ได้เรื่องเก่งขึ้นได้ในข้ามคืน แต่กลับเป็นขบวนการที่ฟังแล้ววุ่นวายแต่พอเล่นไปสักพักหนึ่ง มาริสาก็รู้สึกแล้วว่าเธอสามารถควบคุมไวโอลินได้ดังใจ แต่อาจจะไม่คล่องแคล่วนัก และเธอเองก็ต้องพยายามเล่นให้เหมือนคนหัดเล่น ดูไปก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่มาริสากับรู้สึกว่าเหมือนเธอกำลังโกหกคนอื่นอยู่ โดยเฉพาะรุ่นพี่สองคนที่ตั้งอกตั้งใจมาสอนเธอ
“ตกลงว่าจะไม่มีใครมาซ้อมในชมรมกันจริงๆหรือยังไงกัน” ปริชาติกล่าวขึ้น ขณะกวาดสายตามองรอบห้อง ในช่วงที่มาริสาเก็บไวโอลินใส่กระเป๋า “นาเธอว่าไงละ?” ปริชาติหันหาเพื่อนสาว น้ำเสียงทวงคำตอบ ตอนนั้นเองมาริสาก็เกิดความสนใจว่าทั้งสองคนจะพูดคุยกันอย่างไร
ราระนาหันมาเพียงพยักหน้า ทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความและส่งให้กับปริชาติอ่าน เป็นบทสรุปที่มาริสาไม่คาดคิด เพราะเข้าใจว่าทั้งสองน่าจะใช้ภาษามือคุยกัน
“พี่สองคนนี้คงจีบกันลำบากน่าดูนะคะ” มาริสาปากไวตามนิสัย ปริชาติหันมาก่อนหัวเราะเบาๆ ในขณะที่พี่ราระนาก้มหน้าอย่างเขินๆ ก่อนลุกไปหยิบแซ็กโซโฟนจากตู้เก็บอุปกรณ์ติดผนังออกมา ลุกเดินออกจากห้องของชมรมไปยืนเป่านอกระเบียง
“หนูทำให้พี่เขา โกรธหรือเปล่าคะ” เพราะว่าราระนาไม่ยอมพูดจึงเป็นการยากที่มาริสาจะเข้าใจอารมณ์ แต่เมื่อเสียงแซ็กโซโฟนเริ่มบรรเลง เธอก็สามารถแยกแยะความหมายได้อย่างชัดเจน ด้วยความสามารถของโนโรซ่า
“แค่เขินนะ เลยลุกไปทำอย่างอื่น” ปริชาติอธิบาย
“พี่ปริชาติ คบกับพี่ราระนา จนรู้ใจกันแล้วเหรอคะ” มาริสารู้สึกว่าความรักน่าจะเป็นไปได้ยากสำหรับคู่ที่มีปัญหาทางด้านการสื่อสาร
“ตายแล้วรู้จงรู้ใจอะไรกัน ก็แค่ฟังเพลงของยายนั้นแล้วก็รู้สึกเท่านั้นละ” แก้มของปริชาติแดงปลั่งขึ้นมา สายตาเก็บความอายไว้ ในขณะที่มาริสาเองกลับมองรุ่นพี่อย่างสนใจ นานๆทีเธอจะเคยเห็นคนเขินจริงๆจังๆแบบนี้ “ไม่เอาแล้วมาริสา คุยเรื่องอื่น” รุ่นพี่ทำตาดุ มาริสารู้สึกว่ารุ่นพี่ปริชาติเป็นคนน่ารักดี
“เรื่องอื่น...อ๋อจริงสิ เหมือนพี่จะบอกว่าคนอื่นจงใจไม่ขึ้นมาซ้อมกันในห้องชมรม?” มาริสาวกกลับไปตอนที่ ปริชาติบ่นขึ้นมา
“อือ เรื่องนี้ออกจะดังเธอไม่ได้ยินข่าวเลยเหรอ?” มาริสาส่ายศีรษะตอบ รุ่นพี่ระบายลมหายใจ
“ธุรกิจที่บ้านของพี่ศุษิระมีแววจะล้มละลายนะสิ”...
ในตอนพักเที่ยงมธุชาชวนมาริสามาร่วมกันทานอาหารที่โต๊ะ หลังจากเสร็จสิ้นจากมื้อเที่ยงถือเป็นโอกาสให้เด็กสาวได้สอบถามเรื่องที่ว่าธุรกิจที่บ้านของศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งจะล้มละลาย
“ก็มีข่าวแบบนั้นจริงๆ” มธุชาพยักหน้ากล่าวอย่างลำบากใจ หันมองทางพยากรณ์ที่มาร่วมโต๊ะด้วยเชิงถามความเห็นเพิ่มเติม รุ่นพี่ผมยาวนึกอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากกับเด็กสาวรุ่นน้องที่รอคำตอบอยู่
“พวกชมรมวารสารนั้นละเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมา บ้านพี่ศุษิระมีกิจการหลายอย่าง แต่ที่ใหญ่และชัดเจนที่สุดคือกิจการทางเครือข่ายติดต่อสื่อสาร แล้วตอนนี้กำลังจะเป็นผู้คิดค้น คอมมูนิตี้ใหม่เข้ามาหลังจากรูปแบบของโทรศัพท์หยุดการพัฒนาไปแล้วกว่าสามปี แต่พอดำเนินงานก็พบปัญหาเรื่องของตัวโทรศัพท์ที่จะใช้กับคอมมูนิตี้ใหม่มีราคาแพงเกินไปและเกินความจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ก็เลยเกิดภาระหนี้สินเมื่อไม่มีเงินหมุน มูลค่าหุ้นก็ตกลง” พยากรณ์หยุดหายใจเล็กน้อย มองเด็กสาวอย่างชั่งใจ “ทำไมถึงมาสนใจเรื่องนี้ละ” พยากรณ์ถามขึ้น
“หนูได้ยินมาคะ ว่านี่เป็นสาเหตุให้คนในชมรมดนตรีที่หนึ่งตีตัวออกห่างจากพี่ศุษิระ” มาริสาอธิบาย “เกตุมณีเพื่อนหนูก็ไม่ค่อยทราบเรื่องในระเบียงวาทกะเท่าไร หนูก็เลยคิดว่าพี่มธุชา อาจจะรู้เรื่อง” พยากรณ์และมธุชาต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพียงกัน ก่อนมธุชาจะเอ่ยปาก
“ถามถูกคนแล้วละ พี่ศุษิระต้องลาออกจากการเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งถ้าฐานะทางบ้านเปลี่ยนไป ทั้งยังต้องลดตัวเองไปอยู่ชมรมที่ต่ำกว่าตามฐานะ” มธุชาอธิบาย ใบหน้ากลมๆของรุ่นพี่เจ้าเนื้อแฝงแววตาเป็นห่วงขึ้นมาทำให้มาริสารู้สึกเลยว่ารุ่นพี่คนนี้ดูจะเป็นประเภทขี้สงสาร ผิดกับทางพยากรณ์ที่เหมือนจะไม่แสดงความรู้สึกอะไร โดยเฉพาะน้ำเสียงเมื่อครู่ก็เป็นเพียงประโยคบอกเล่าธรรมดา
แต่ในขณะนั้น มธุชากลับมีท่าทีแปลกไป เหมือนกำลังตั้งใจฟังประกาศบางอย่างจากลำโพงที่ติดอยู่ข้างเสาของโรงอาหาร
“เอ๋ แปลกจัง ฝ่ายทะเบียนของโรงเรียนมาประกาศเรียกพบฉันเรื่องอะไร” มธุชาบ่นขึ้นก่อนขอตัวออกลุกจากที่นั่งเดินออกไป มาริสากลับแปลกใจยิ่งกว่าเพราะเธอไม่ได้ยินเสียงประกาศอะไรที่ว่า หันมองรุ่นพี่ที่นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะถามความเห็น พยากรณ์ยิ้มอย่างภูมิใจ
“ฝีมือฉันเองนั้นละ” รุ่นพี่ผมยาวกล่าว “ฉันใช้พลังมานาของสายลมสร้างเสียงขึ้นหลอกให้มธุชาออกไปก่อน ฉันมีเรื่องต้องพูดคุยกับเธอ” มาริสาฟังแล้วแทบจะไม่เชื่อว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้
“พี่พูดจริงเหรอคะ?” มาริสาถามทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าน้ำเสียงของพยากรณ์ไม่มีคำโกหกเจือปน
“เธอจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจนะ แต่คนที่ปล่อยข่าวเรื่องนี้คือประธานชมรมดนตรีที่สองมาธุสร คนที่พี่ศุษิระไว้ใจที่สุดนั้นละ ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่างเป็นนิสัยของคนๆนี้” พยากรณ์พูดเป็นนัยให้มาริสาระวังตัว
“ทำไมพี่ถึงทราบได้คะ?”
“เพราะเสียงคืออากาศที่สั่นสะเทือน ฉันจึงสามารถใช้มานาของสายลมรวบรวมเสียงมาได้ ตอนนี้โต๊ะของประธานชมรมดนตรีที่สองก็กำลังคุยเรื่องนี้อยู่ เธอคงอยากจะฟังด้วยหูของตัวเองมากกว่า ว่าพวกนั้นพูดคุยว่าอะไรกันบ้าง” พยากรณ์ไม่พูดเปล่าใช้นิ้วมือลากลงไปบนอากาศเป็นวงกลมที่มีลวดลายไม่ซับซ้อนนัก ลากเป็นเส้นเดียวโดยไม่ยกก่อนจะบรรจบลงที่จุดเริ่มต้น มาริสาคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนวงกลมที่เธอใช้เรียกโนโรซ่า เพียงแต่ของเธอใช้วิธีนึกคิดเอาก็สามารถสร้างวงกลมพิธีกรรมเช่นนี้ได้โดยทันที
“ที่ฉันกำลังทำอยู่คือสร้างเส้นทางเดินของมานา ขั้นสุดท้ายให้บรรจุมานาลงในวงกลมจนเต็ม” พยากรณ์กล่าวพลางสาธิตให้ชม เส้นสายที่ลากขึ้นค่อยๆเข้มและหนาขึ้นคล้ายลูกโป่งที่อัดลมก่อนแตกสลายไป สิ้นพิธีกรรมปรากฏร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กรูปร่างคล้ายมนุษย์ผู้หญิงเปลือยกายอยู่ในอากาศ มีปีกบางใสอยู่ด้านหลังกระพือขึ้นลงอย่างเชื่อช้า มีผิวสีขาวผมสีน้ำตาลและดวงตาสีดำกลมโตเช่นเดียวกับโนโรซ่า สวมใส่ชุดอาภรณ์บางเบาโปร่งแสง
“เธอมองเห็นใช่มั้ยคุณแม่บอกว่าผู้มีพลังมานาจะสามารถมองเห็นภูตได้”
“เห็นค่ะ แต่ว่านี่คืออะไรคะ?” มาริสาอยากได้คำอธิบายที่ชัดเจน
“คุณแม่เรียก ภูตผู้สดับสายลม แต่เพราะไม่สามารถเรียกชื่อจริงของเขาได้ฉันก็เลยเหมือนมีข้อจำกัดในการเรียกใช้งานได้ครั้งละคำสั่งและกินเวลาไม่เกินเจ็ดคืน”
‘ครีเอโร่ เพคะพระนาง ชื่อของนางมีความหมายว่า ผู้สร้างสรรค์สายลม ไม่ใช่ผู้สดับสายลม ผู้สดับสายลมต้องเรียกว่า โนเอโร่ เพคะ’ โนโรซ่าอธิบายทำให้มาริสาทราบว่าความเข้าใจผิดทางภาษาเป็นประเด็นของความขัดแย้งได้เหมือนกัน หรือมาริสาจะใช้โอกาสนี้แนะนำโนโรซ่าให้พยากรณ์รู้จักดี
‘ขอทรงทบทวนใหม่เพคะ หม่อมฉันไม่ไว้ใจใครให้ทราบเรื่องของหม่อมฉัน นอกจากพระนางทั้งสองพระองค์’ มาริสาเข้าใจว่าคงหมายถึงกันยาและเธอ เพราะตามปรกติแล้วโนโรซ่าสามารถหายตัวไปมาได้ แต่กลับยอมถูกกันยาจับออกมาโดยง่ายคงเพราะต้องการแสดงตัวกับกันยาอยู่แล้ว เมื่อภูตน้อยขอร้องไว้มาริสาคงได้แต่ทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร
“แล้ว พี่จะทำอะไรเหรอคะ?”
“เธออยากรู้ไม่ใช่เหรอว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับชมรมดนตรีที่หนึ่ง ฉันจะให้เธอฟังสิ่งที่พวกนั้นพูดคุยกัน”...
มาริสาออกจะทำหน้าปั้นยากเหมือนกันเมื่อมธุชากลับมาพร้อมกับบ่นเรื่องที่เธอหูฝาดไปได้ยินประกาศจากทางโรงเรียนได้อย่างไรก็ไม่รู้ ในขณะที่พยากรณ์กลับดูเป็นปรกติพยักหน้าตามเสริมด้วยว่าแปลกใจเหมือนกันที่เห็นเพื่อนสาวเดินออกไป
หลังจากบ่นพอเป็นพิธี มธุชาคุยเรื่องเค้กกับน้ำชาที่นำมาลองจัดคู่กันดูในงานเต้นรำวันพุธของชมรมวัฒนธรรมที่จะมีขึ้นในตอนเย็น โดยจะขอให้มาริสาจับคู่ดู เด็กสาวรับปากโดยง่ายเพราะอย่างไรเธอก็ต้องเป็นคนชงชาเองอยู่แล้ว แต่เมื่อบอกเล่าเรื่องนี้ไปดูเหมือนว่าจะทำให้ มธุชาแปลกใจมาก
“ไม่น่าเชื่อว่าพี่ผอบจันทน์จะให้คนนอกชมรมเป็นคนจัดการเรื่องชงชา แบบนั้นพวกในชมรมไม่โวยวายกันใหญ่เหรอ” ฟังจากน้ำเสียงมาริสาสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงที่มากมาย ก็คงจะเบาใจให้ผ่านเลยไปไม่ได้
“หนูต้องระวังอะไรหรือเปล่าคะ” มาริสาถามตรงประเด็น
“ไม่เชิงๆ เพียงแต่คิดว่าพวกคุณหนูชมรมวัฒนธรรมพวกนั้นต้องไม่ยินดีที่ผอบจันทน์ให้ความสำคัญกับคนนอกชมรม อย่างน้อยก็คงไม่ให้ความร่วมมือ อย่างเลวร้ายที่สุดก็คงตั้งใจทำให้มันล่มลงไป” มธุชากล่าวอย่างเหนื่อยใจ มาริสามอง ครีเอโร่ภูตสายลมที่พยากรณ์เรียกออกมา ให้ลองรวบรวมเรื่องที่ มธุชา กล่าวเมื่อครู่ ภูตน้อยหมุนตัวร่ายมือวาดออกก่อนเสียงจะดังขึ้นเบาๆที่ข้างหู เสียงซุบซิบไม่พอใจในคำสั่งของประธานนักเรียนดังซ้อนกันเข้าหูดูสับสน แต่โนโรซ่าจับแยกแยะข้อความทั้งหมดเรียบเรียงเป็นประโยคทางโทรจิตอีกครั้ง
พยากรณ์เมื่อทราบว่ามาริสาสามารถใช้งานภูตที่ตนเรียกออกมาได้ก็ ต้องแปลกใจเพราะเข้าใจมาตลอดว่าภูตจะตามคำสั่งเฉพาะผู้ที่ใช้มานาอันเชิญมาเท่านั้น แต่เพราะมธุชายังนั่งอยู่ด้วยทำให้พยากรณ์ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
“หนูควรทำยังไงดีละคะ?” มาริสาคิดว่าถามความเห็นของรุ่นพี่ก่อนน่าจะดีกว่าตัดสินใจทำอะไรลงไป มธุชาเสนอให้เธอถอนตัวแล้วมาชงชาที่จะเสิร์ฟพร้อมกับขนมของชมรมทำอาหารดีกว่า ในขณะที่พยากรณ์มีความคิดเห็นที่ต่างกัน
“ใช้เวทมนตร์ของเธอมอมเมาพวกนั้นดีกว่า มาริสา” รุ่นพี่ผมยาวกล่าวแววตาและน้ำเสียงไม่ได้บอกเลยว่าเธอพูดเล่น
“เวทมนตร์เหรอคะ?”...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๘ หอระเบียงวาทกะ(๗)
ขอบคุณโร่จังสำหรับคำผิดที่แก้ไขให้ครับ ขอบคุณพี่แบทเพิ่มอีกคนครับ คำผิดมากเหลือเกินน่าเศ้รา T_T
ตอนนี้วนแก้เนื้อเรื่องอยู่หลายรอบเพราะไม่ลงตัวเรื่องของความสามารถของมานาความมืดและมานาของสายลม และกระจายบทให้พยากรณ์ยากเอาการเหมือนกัน แล้วมาค่อยๆอ่านแก้ประโยคให้เป็นภาษามนุษย์ ซึ่งก็คิดว่ายังคงมีหลุดภาษามนุษย์ต่างดาวออกไป ใครพบเห็นมนุษย์ต่างดาวจับมาส่งให้ผู้เขียนจะขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
ผลประกวดนิยายเรื่องสั้นของ Luckpim ออกมาแล้ว ครับผมได้คะแนนอันดับสุดท้ายในผู้ส่งประกวดเข้ารอบสิบคน บทวิจารณ์เป็นดังนี้ครับ
รายชื่อกรรมการ
ชื่อ:บก.LUCKY:หัวหน้ากองบรรณาธิการสำนักพิมพ์รักพิมพ์
ชื่อ:J :คอมพิวร์เตอร์กราฟฟิค ประสบการณ์ในวงการการ์ตูนกว่า10ปี
ชื่อ: p:นักอ่านหญิงอิสระ ที่มีความสามารถในการเขียนโดจินด้วย
ชื่อ : A Zero-นักแปลอิสระ ปัจจุบันมีผลงานแปลล่าสุดคือเรื่อง Break Blade ของสนพ.รักพิมพ์ พับลิสชิ่ง
ผลงานที่ 4 : Box ข้อความบนผืนกาลเวลา [N010] 55.12 คะแนน
บก.LUCKY -เนื้อเรื่องสนุก เน้นความรงจำและการพูดถึงอดีตฝังใจที่สามารถกลับมาแก้ไขได้ด้วยการก้าวเดิน ไปในปัจจุบันถือเป็นความสนุกของเรื่องนี้ ภาคบรยายของวิสามานยนามก็แจงได้ชัดเจนจนเห็นภาพตัวละคน แต่การบรรยายเนื้อหากลับทำได้ไม่ดีพอ ดูติดขัดและไม่ไหลลื่น หากปรับปรุงด้านการใช้ภาษาในลุ่มลึกกว่านี้ก็จะดีมาก
j-ผู้เขียนถ่ายทอดลักษณะ อุปนิสัยของตัวละครออกได้ได้อย่างชัดเจน แต่เนื้อเรื่องยังดูสบาย และเรียบๆ ไปสักนิด
pนิยายเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่า ประทับใจ กับแนววัยรุ่น อ่านแล้วน่าน่ารักน่าหยิกทีเดียว ทั้งนางเอกและพระเอก เลือกสร้างคาแรคเตอร์ตัวละครได้ดี โดดเด่นเลยทีเดียว แต่ในบางส่วนของเรื่องยังดูเข้าใจยากอยู่ต้องอ่านหลายๆรอบถึงจะ อ๋อ..เข้าใจละ
A Zero-: แนวคิดในการนำเสนอน่าสนใจ แต่การดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า และไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการอ่าน ทำให้บางช่วงไม่น่าติดตามเท่าที่ควร
นับว่าเป็นคอมเม้นที่ดี ให้ใส่ใจปรับปรุงงานต่อไป แต่ยอมรับว่าความรู้สึกที่ได้รับหนักทีเดียว หนักใจ ว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายอย่างไร
ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่กรุณาไปโหวดให้ครับ
“บ้านของคุณหนูมาริสานี่ ประหลาดนะครับคุณหนูกันยา” ชายชราผมสีดอกเลาคนขับรถของกันยากล่าวน้ำเสียงสดใสอารมณ์ดี ขณะหมุนพวงมาลัยหักรถเลี้ยวเข้าซอยที่สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมายเดินไปมาจับจ่ายซื้อกับข้าวกับปลานำกลับบ้าน
“ยังไงเหรอคะ?” กันยากล่าวขึ้นโต้ตอบแต่สายตากลับมองทางด้านซ้ายมืออย่างสนใจ อาหารปรุงสำเร็จน่ารับประทานหลากหลายเรียงราย ทั้งผัดไทย หอยทอด ก๊วยเตี๋ยว โจ๊ก กระเพาะปลา กับข้าวหม้อใหญ่ถูกเทใส่กระบะย่อยอวดสีสันน่ารับประทาน แดงส้มของแกงเผ็ด ขาวนวลของต้มข่า เขียวสดใสของแกงเขียวหวาน พริกชีฟ้าสีแดงสด ถูกหั่นเป็นทรงรีวางประดับบนกระบะของผัดเผ็ดปลาดุกทอดกรอบ กันยาลอบกุมท้องตัวเองก่อนที่มันจะส่งเสียงร้องน่าอายออกมา
เย็นวันนี้กันยาซ้อมดนตรีกับพวกในระเบียงวาทกะ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเธอก็ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเย็นจนลืมเผื่อเวลาไว้สำหรับการรับประทานอาหาร ครั้นจะแวะจอดรับประทานตรงนี้ตนเองก็มีปัญหาเรื่องการกินอยู่พอสมควร พอกินอะไรที่ไม่สะอาดก็จะปวดท้อง อีกอย่างนี่ก็ใกล้เวลานัดแล้วด้วย เมื่อคิดถึงจุดนี้แล้วกันยาก็อดระบายลมหายใจออกมาไม่ได้ เธอไม่น่าจะเพลิดเพลินจนลืมเวลา
“คุณหนู ก็ว่าประหลาดใช่มั้ยครับ” คุณตาคนขับรถกล่าวก่อนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี กันยางงวูบก็เธอเล่นไม่ได้ฟังอะไร มัวแต่ไปสนใจอาหารข้างทาง แล้วจะให้ความเห็นอะไรได้ จะถามทวนอีกครั้งก็ดูเสียมารยาทสุดท้ายก็พยักหน้า ตอบรับเสียงอ่อย
“นั้นไงครับประตูทางเข้าบ้านของคุณหนูมาริสา” คุณตาคนขับรถกล่าว กันยามองไปด้านหน้าพบกับประตูรั้วขนาดใหญ่เปิดให้อัตโนมัติ ผ่านเข้าไปไม่ถึงห้าสิบเมตรทางด้านซ้ายมือคือบ้านสองชั้นขนาดย่อมปลูกเต็มพื้นที่แทบจะไม่เหลือส่วนของสวนหย่อม แต่ก็ยังมีต้นมะม่วงต้นใหญ่ปลูกหน้าบ้าน เป็นบ้านที่ดูธรรมดาผิดกับทางขวามือซึ่งเป็น คฤหาสน์ขนาดใหญ่โอ่อ่า ดูโดดเด่นทรงพลัง ตั้งอยู่หลังสวนสวยที่กว้างขวางจัดแต่งอย่างสมฐานะ
“กระผมคุยกับยามที่ประตูใหญ่ถึงทราบว่าคุณหนูมาริสาพักอยู่บ้านนี้กับคุณแม่ ส่วนบ้านหลังใหญ่ไม่มีใครอยู่ ให้คนรับใช้ดูแล จะเปิดเป็นเรือนรับรองแขกกับจัดงานเลี้ยงปีละสองสามครั้ง ก็แปลกนะขอรับคุณหนูกันยา หรือว่าคนรวยชอบทำอะไรแปลกๆ” คุณตาคนขับรถมองบ้านหลังใหญ่อย่างสงสัย
“นั่นสิคะ” กันยากล่าวได้เพียงเท่านี้จริงๆเพราะหิวเกินกว่าจะสงสัยอะไร...
*************
เด็กผู้หญิงผมยาวหน้าตาน่ารัก เดินลากรองเท้าแตะออกมาเปิดประตูรั้วให้กันยา ในชุดเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นเชิ้ตแขนยาวใส่คู่กับกระโปรงผ้าลายสก็อตสีเข้ม สั้นเหนือเข่าดูน่ารัก ทำให้เดายากพอสมควรว่าเป็นนักเรียนโรงเรียนไหน เพราะส่วนใหญ่จะแตกต่างกันแค่สีของเสื้อชั้นนอก และตราประจำโรงเรียนที่ปักบนกระเป๋าซ้าย จี๊ดจ๋าพอเห็นว่าเป็นกันยาก็ยกมือไหว้ย่อตัวอัตโนมัติ
“สวัสดีคะพี่กันยา กลายเป็นพี่เหรอคะที่มาสอนพี่เมย์” กันยายิ้มรับ
“จ๊ะ” เธอตอบก่อนเดินผ่านประตูรั้วสูงไม่ถึงเมตรเข้าไปภายในบริเวณบ้าน เธอถอดถุงเท้ารองเท้าจัดไว้อย่างเรียบร้อย อดไม่ได้ที่จะจัดร้องเท้านักเรียนอีกสองคู่ที่วางทิ้งระเกะระกะของสองพี่น้อง จี๊ดจ๋า แทบร้องกรี๊ด
“เดี๋ยวหนูทำเองเถอะคะ ถ้าให้พี่กันยาทำให้แบบนี้หนูรับไม่ได้แน่ๆ เชิญห้องรับแขกเถอะคะ” เด็กสาวไม่พูดเปล่าจับมือฉุดกันยาตามมาโดยไม่ฟังอะไร พอถึงห้องรับแขกก็จัดหมอนอิงที่กระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ ให้เข้าที่เข้าทางก่อนจับเธอนั่งลงบนโซฟา พร้อมขอตัวไปจัดรองเท้าที่หน้าประตูเข้าบ้าน
โนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยประจำอยู่บนโต๊ะรับแขก เหมือนกำลังทำอะไรสักอย่างกับโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะ เมื่อเห็นกันยามาภูตน้อยก็ถอนสายบัวจับกระโปรงกลีบดอกไม้สีแดงสดออกข้างตัวย่อทำความเคารพ กันยาเห็นก็รู้สึกว่าน่ารักดีก็ยิ้มทักทาย
‘มาริสาอยู่ไหนเหรอ’ กันยาถามขึ้นในใจ
‘ทรงงานอยู่ในห้องเครื่องเพคะ’ ภูตน้อยรายงาน กันยานั่งเดาความหมายว่าภูตตัวน้อยจะสื่อความหมายอะไรกับตน คิดว่าน่าจะหมายความว่า มาริสาทำอาหารอยู่ในห้องครัว พอคิดถึงเรื่องอาหารความหิวก็ถูกตอกย้ำ รีบกุมท้องตัวเองหวังว่ามันจะช่วยได้บ้างแม้ในความเป็นจริงแล้วเป็นแค่การปลอบใจว่าเธอยังทนไหว และคิดว่าดีกว่ายอมแพ้ต่อความหิวแล้วต้องไปนอนโรงพยาบาลเพราะอาการอาหารเป็นพิษ แม้ในเวลานั้นกลิ่นหอมของอาหารผัดจะโชยออกมากระตุ้นต่อมน้ำลาย จู่โจมเข้าที่จุดอ่อนของเด็กสาวผมหยักศก
“พี่กันยาทานอะไรมาหรือยังคะ” จี๊ดจ๋าถามขึ้น กันยาหันมองตามต้นเสียง ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรเพราะคิดว่านี่เป็นการเชิญตามมารยาท
“ทานมาแล้วจ๊ะ” กันยายิ้มตอบ ปฏิเสธกลิ่นเครื่องเทศข่าตะไคร้ที่หอมโชยออกมาเชิญชวนให้หลงใหลไปกับเสน่ห์ของครัวไทย
‘ที่เด็กสาวพูดนั้นกล่าวหาใช่ตามธรรมเนียมมารยาทนะเพคะ แต่ทรงสังเกตพระพักตร์ของพระนางว่าอิดโรย หม่อมฉันจะไปกราบทูล พระนางเองว่า พระนางทรงหิวแล้ว’
“แบบนั้นหนูไปเอาเครื่องดื่มเย็นๆมาให้แล้วกันนะคะ” จี๊ดจ๋าพูดขึ้นจังหวะเดียวกับที่ โนโรซ่า เริ่มหมุนตัวและหายตัวไป
“เดี๋ยวสิ” กันยาร้องออกมา กลับเป็นจี๊ดจ๋าน้องสาวของรุ่นน้องเธอหยุด แทนที่จะเป็นภูตดอกไม้ตัวน้อย
“มีอะไรเหรอคะ” เด็กสาวยิ้มแยมกล่าวกับกันยา
“คือว่าพี่เป็นโรคที่น่าปวดหัวนิดหน่อยคือต้องทานของใหม่ๆเสมอ น้ำดื่มก็ต้องเป็นน้ำสะอาดไม่แบบนั้นก็จะปวดท้อง”
“ธาตุอ่อน คงเป็น...โรคเดียวกับหนูละมั้งคะ”...
*************
กันยาต้องระวังเรื่องอาหารมากและวุ่นวายกับการเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อไม่ให้กากอาหารที่ย่อยไม่หมดไปเน่าเสียในลำไส้ และอาหารทียากต่อการต่อสู้ด้วยที่สุดคือปลานึ่งหอยนึ่ง ปลากะพงแดงตัวโตจัดวางอยู่บนจานขนาดใหญ่ พริกสีสันแสบตาเขียวแดงสับโรย บีบมะนาวสดโชยกลิ่นเปรี้ยวกระตุ้นความอยากอาหาร กันยาค่อยกลืนน้ำลายลงคอก่อนที่ข้าวสวยจะถูกจัดวางอยู่หน้าเธอ พร้อมอาวุธซึ่งหลอมมาจากโลหะเงินเพื่อใช้ในการต่อสู้...ช้อนและส้อม
ในเวลานั้นเสียงรถยนต์ที่แล่นมาจอดหน้าบ้านทำให้เด็กสาวทั้งสองเปลี่ยนท่าทีไป จี๊ดจ๋าที่กำลังตั้งท่าจะเปิดศึกเป็นคนแรกวางอาวุธรวบไว้ข้างจาน ลุกเดินเข้าครัวไป
“คุณแม่กลับบ้านมาน่ะค่ะ จี๊ดจ๋าเลยไปเตรียมน้ำท่ามาต้อนรับ” มาริสากล่าวพลางยกต้มจืดมาตั้งเสริมทัพศัตรู ก่อนที่ประตูด้านหน้าจะเปิดขึ้นพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“วันนี้ลูกสาวฉันรู้จักจัดรองเท้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วเหรอ” ผู้เป็นแม่ของมาริสาบ่นเสียงดังแปลกใจในความเป็นระเบียบที่ไม่เคยพบเห็น มาริสาแทบจะเอาหน้ามุดดินหนีเพราะกันยายืนได้ยินอยู่ด้วย
“แม่คะก็...” มาริสาอดรนทนไม่ได้ร้อนจะแก้ตัว ผู้เป็นแม่รีบสวนกลับด้วยคำสั่ง
“เมย์แม่ขอไข่เจียวหมูสับ ด่วนเลย อยากกินอะไรพื้นโคตรวันนี้” คุณแม่ยังสาว ไม่ฟังคำแก้ตัวเดินมาพลางถอดเสื้อนอก ก่อนสังเกตเห็นแขกผู้มาเยือน
“สวัสดีคะพี่มาริณี” กันยาลุกขึ้นพนมมือสวัสดี แม่ของมาริสาแสดงท่าทีดีใจขึ้นมาทันที
“ดีจ๊ะๆ ตกลงอาจารย์ส่งหนูมาตามที่พี่ขอร้องไว้สินะ”
“อา...คะ” กันยาตอบ มาริสาหันมองทางกันยาก่อนจะรีบขอตัวไปทำกับข้าวให้แม่ของเธอ ไม่นานไข่เจียวหมูสับและผัดผักแขนงก็ออกมาเสริมทัพศัตรูให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
จี๊ดจ๋า เมื่อเห็นกันยาไม่ค่อยกล้าทานก็เลยตักกับข้าวใส่จานให้ โดยรับประกันว่าทานอาหารของพี่สาวแล้วไม่เคยมีปัญหาเรื่องท้องเสียหรือปวดท้องเลย กันยาเองเห็นว่าคงไม่สามารถเลี่ยงศึกครั้งนี้ได้จึงเริ่มจับอาวุธลงมือกับอาหารเบื้องหน้า พบว่าอร่อยสมราคาคุยก็หันไปทางที่มาริสานั่งอยู่ตั้งใจจะเอ่ยปากชม ไม่คิดว่ากลับสบตาเข้ากับรุ่นน้องของเธอ เหมือนมาริสากำลังมองเธออยู่ เด็กสาวรีบหลบสายตาจากรุ่นพี่ทำท่ารับประทานอาหารต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กันยารู้สึกว่าอารมณ์นั้นจะเอ่ยปากชมก็ออกจะแปลกๆหันมองทางโนโรซ่า ที่นั่งอยู่บนไหล่ของมาริสา ภูตน้อยพยักหน้าตอบรับ เข้าใจเจตจำนงในความคิดของกันยา
‘อร่อยมากเลยละ’ กันยาส่งความคิดผ่านไปทางโนโรซ่าให้สื่อสารต่อไปยังมาริสา
‘ขอบคุณคะ ถ้าพี่กันยาชอบก็ทานมากๆนะคะ’...
*************
ห้องของมาริสาค่อนข้างจะกว้างทีเดียวถ้าเทียบกับตัวบ้าน แต่เฟอร์นิเจอร์ในห้องกลับมีไม่มากนัก มีเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะหนังสือ และตู้หนังสือที่แทบจะโล่งจนดูว่างเปล่า ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความชอบส่วนตัว งานอดิเรก หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกว่าเป็นคนแบบไหน
กันยาเริ่มสอนไวโอลินรุ่นน้องของเธอตั้งแต่พื้นฐาน ตั้งแต่การจับตัวไวโอลิน การใช้คันชัก ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะเข้าที่เข้าทาง กันยามองว่าค่อยๆสอนทีละนิดน่าจะดีกว่า ก็ไม่เร่งรีบอะไร
“ก็ลองหัดเล่นดูให้ได้เสียงที่ต้องการก่อนแล้วกัน นึกเสียงที่อยากได้ยินแล้วก็ลองเล่นออกมาให้ได้ตามเสียงนั้น” กันยาแนะนำ มาริสาฟังดูแล้วเหมือนจะเข้าใจง่ายกว่าให้เธอหัดไล่เสียงตามตัวโน๊ต
“แต่ว่า...ฉันขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่ามาริสา” กันยาถามขึ้นพลางเก็บไวโอลินของตนลงกระเป๋า
“คะ?”
“เธอมีงานอดิเรกหรือมีความสนใจอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า ห้องเธอดูแล้วให้ความรู้สึกว่าไร้จิตนาการมากทีเดียว” กันยาสรุป สายตาที่มองอย่างเป็นห่วงนั้นน่าจะมีความหมายอย่างอื่นมากกว่าการถามเพราะสงสัย
“ไม่มีหรอกคะ จะว่าไปก็ เป็นแบบนี้มานานแล้ว ก็มีหนังสือที่ชอบอยู่บ้าง แต่อ่านแล้วส่วนใหญ่ก็เอาบริจาคไป ที่บ้านก็เลยไม่ค่อยมีหนังสืออะไรเก็บไว้”
“ชอบอ่านหนังสือเหรอ อือ...” กันยาพยักหน้ารับฟัง
“แต่พี่กันยาถามทำไมเหรอคะ”
“ฉันอยากจะรู้จักเธอมากขึ้นอีกหน่อย พูดแล้วก็ตลก ฉันเห็นเธอครั้งแรกที่คอนเสิร์ตของคุณพ่อ ตอนนั้นเกิดความรู้สึกว่า นั้นไงพบกันแล้ว” กันยากล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม มาริสายืนฟังอย่างสนใจ
“พบกันแล้ว?” เด็กสาวทวนคำ กันยาพยักหน้าย้ำ
“จ๊ะ ก็จริงๆแล้ว...คงเพราะคุณพ่อเล่าให้ฟังว่ามีลูกศิษย์ที่คุณพ่อภูมิใจมากคนหนึ่งที่มีลูกอายุเท่าๆกับฉัน ก็เลย อยากเห็น เออบางทีก็คงคาดหวังว่าเค้าอาจจะชอบดนตรีเหมือนกัน จะได้มาเล่นดนตรี แต่ผิดคาดนะ เจอไวโอลินดูโอเข้าไปหลับน้ำลายไหลเลย” กันยาอดขำไม่ได้ มาริสาเกาศีรษะแก้เก้อ
“แบบนั้น...สักวันถ้าหนูสามารถเล่นไวโอลินได้แล้ว เรามาเล่นด้วยกันมั้ยคะ”
“เอาสิ” กันยาพยักหน้ารับ สีหน้ายินดี มาริสายื่นนิ้วก้อยออกมาแทนคำมั่นสัญญา แต่ในเวลานั้นแววตากันยาพลันเศร้าลง
“ฉันสัญญาจ๊ะ” กันยากล่าวแทนที่จะยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวไว้ มาริสาลดมือลงพยักหน้าบรรยากาศไม่ดีเอาเสียเลย
“มาริสา เออ เธอเต้นรำเป็นหรือเปล่า” กันยาเปลี่ยนเรื่องพูด
“ถ้าเรียนรำวงตอน ม.ต้น ค่ะ” เด็กสาวตอบ กันยายิ้มเล็กน้อยประดับริมฝีปากอย่างเอ็นดู
“หมายถึงเต้นรำบอลรูมนะ พรุ่งนี่ทางชมรมวัฒนธรรมจะจัดขึ้น พี่จะไปเล่นดนตรีให้ ถ้าเธอเต้นรำเป็นก็น่าจะไปลองดู อาจจะได้เพื่อนใหม่ๆ”
“แหม ใครเค้าจะมาคบกับคนอย่างหนูละคะ แค่ประวัติที่คุณแม่เขียนไว้ก็ไม่มีใครอยากจะยุ่งแล้ว คนอะไรดูจนจะตาย” มาริสาทิ้งน้ำเสียงประชดประชัน
“ความสัมพันธ์ของคนเราไม่มีกฎอะไรตายตัวหรอก ถ้าเรายึดมั่นในความหวังดีต่อผู้อื่นสิ่งนั้นก็จะอาภรณ์ประดับกายซึ่งมองไม่เห็น ดึงดูดให้เราเป็นคนที่น่าคบเองนั้นละ” กันยายิ้มให้กำลังใจมาริสา ทั้งที่ตัวเธอเองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักนิดเกี่ยวกับอาภรณ์ที่มองไม่เห็นนั้น สาเหตุก็เพราะการที่เธอไม่เคยคาดหวังว่าใครจะมาดีกับเธอนั้นละ ทำให้การกระทำของเธอทุกอย่างเจ้าตัวไม่สามารถทราบเลยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างรอบตัวเธอ...
*************
วันพุธ ชมรมวัฒนธรรมจะจัดกิจกรรมเต้นรำขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้คุ้นเคยกัน ที่สนามหญ้าหน้าเรือนดอกมะลิ มาริสานั่งนึกภาพตามที่เกตุมณีเล่าให้ฟัง คงเป็นโลกที่น่าขนลุกทีเดียวที่ผู้หญิงจูงมือกันเต้นรำเต็มสนาม
“ก็ไม่เลวร้ายแบบนั้นหรอกคะ ดิฉันกลับคิดว่าเป็นภาพที่น่ารักดีออก” เกตุมณีออกความเห็นหวังให้เพื่อนสาวคล้อยตาม มาริสาลองนึกภาพของเกตุมณีกับเธอเต้นรำกันก็อดยิ้มไม่ได้ ก่อนกดใบชาในแก้วที่แช่จนได้ที่แล้ว เพื่อเทน้ำชาลงในกากระเบื้อง ยกใส่ถาดไปเสิร์ฟให้ผอบจันทน์ที่นั่งวุ่นวายกับเอกสารเต็มโต๊ะ ผอบจันทน์กล่าวขอบคุณก่อนพูดเรื่องหนึ่งขึ้น
“มาริสาเย็นนี้มาช่วยชงชาด้วยนะ มธุชากับพวกในชมรมทำอาหารว่าจะอบเค้กกันมาเตรียมเก็บข้อมูลด้วย” ผอบจันทน์สั่ง มาริสาทำตาโตขึ้นมาทันที
“ตอนเย็นหนูต้องรีบกลับบ้านค่ะ”
“ก่อนหกโมงใช่มั้ย? ไม่มีปัญหาหรอก...กิจกรรมเราเสร็จสี่โมงครึ่ง เธอกลับบ้านได้เลย” มาริสาฟังแล้วแม้จะน่าโมโหที่รุ่นพี่ออกคำสั่งโดยไม่คิดจะเอ่ยปากขอร้อง แต่ว่าในที่สุดแล้วก็ได้แต่ตอบรับไปเพราะทราบว่าผอบจันทน์นิสัยเป็นเช่นนี้เองอยู่แล้ว
“ค่ะ”
“เดี๋ยวจะให้พวกรุ่นๆเดียวกับเธอในคณะกรรมการนักเรียนนั้นละช่วย เธอก็ลองเขียนสูตรแล้วกันว่า ชาที่จะใช้ชง ต้องตักตวงเท่าไร ใช้น้ำร้อนสักแค่ไหน แช่กี่นาที” ผอบจันทน์เงยหน้าขึ้นมองมาริสา “เข้าใจมั้ย”
“ค่ะ...พี่ผอบจันทน์ตังใจเปิดโอกาสให้หนูมีปฏิสัมพันธ์กับพวกรุ่นๆเดียวกันใช่หรือเปล่าคะ” เด็กสาวถามขึ้น
“ฉันใจดีขนาดนั้นเลยเหรอ” ผอบจันทน์ย้อนถามมองเด็กสาวผ่านแว่นบางทรงสีเหลี่ยม แววตาดูเจ้าชู้ถูกแสดงออกเพื่อป้องกันไม่ให้มองทะลุถึงภายใน แต่ทำไมมาริสาเข้าใจ หรือจะเป็นเพราะโนโซร่าภูตดอกไม้ตัวน้อยที่นั่งอยู่บนบ่าเธอ
‘เพคะพระนาง ความสามารถของหม่อมฉันจะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของคำพูดให้พระนางทรงรับทราบ ประหนึ่งเป็นสัมผัสไม่ต่างพระเนตรพระกรรณ’ ภูตน้อยอธิบาย มาริสาคิดเล็กน้อยกับความสามารถที่ได้
“หรือเธอจะไม่ทำ หือ...มาริสา?” ผอบจันทน์อดไม่ได้ที่อยากจะทดสอบเด็กสาว
“ตามแต่พระบัญชาเพคะ” มาริสาเลียนแบบโนโรซ่าใช้ตอบผอบจันทน์ รุ่นพี่ผมยาวได้ฟังถึงกับอมยิ้ม
“ประชดประชันได้น่ารักดี” ประธานนักเรียนคนสวยอมยิ้ม
“แต่ผลอาจจะไม่ได้ออกมาอย่างที่พี่หวังไว้ก็ได้นะคะ”
“เหรอ แบบนั้นก็ยิ่งสนุกสิ” ผอบจันทน์ยิ้มท้าทาย “แต่ก็เอาเถอะ เธอวางกาน้ำชาไว้แล้วไประเบียงวาทกะได้แล้วมาริสา”
*************
มาริสาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตในโรงเรียนของเธอต้องมาค่อยเอาอกเอาใจอะไรใครมากมายแบบนี้ ถ้าถูกมองในฐานะเด็กรับใช้ มาริสาอาจจะทนไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอค้นพบจากผอบจันทน์คือ การขอบคุณเรื่องของน้ำชาที่ชงให้ เช่นเดียวกับรุ่นพี่ผมหางม้าที่วางตัวสูงศักดิ์
“ขอบคุณ” ศุษิระกล่าวขึ้นหลังจากมาริสาชงชามาวางไว้ที่โต๊ะ รุ่นพี่ ราระนากับปริชาติ ไม่อยู่ในห้อง พูดให้ถูกคือว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้วต่างหาก ท่าทางของมาริสาที่หันซ้ายหันขวาไม่รู้จะทำอะไรในชมรมดูออกไม่ยากสำหรับศุษิระ
“ราระนากับปริชาติคงไปดูพวกชมรมดนตรีที่สี่ซ้อมเพลงสำหรับงานเต้นรำเย็นนี้ เธอจะลงไปดูด้วยก็ไปเถอะ” น้ำเสียงเรียบเฉยเป็นปรกติแต่กลับอ่านได้ถึงความเหงา ความสามารถของโนโรซ่าที่สื่อสารมายังมาริสาดูจะเป็นปัญหากับเธอ เพราะรู้สึกว่าไม่ควรจะปล่อยให้รุ่นพี่ผู้ว่างเปล่านี่อยู่คนเดียวเงียบๆ เพราะจะทำให้วุ่นวายใจจนโกรธแค้นใครไปทั่วมากกว่าจะสงบจิตสงบใจลงได้
“แล้วพี่ไม่ลงไปดูเหรอคะ” มาริสาจงใจถามกะให้รุ่นพี่หมั่นไส้เธอ “วันที่พี่กันยาเล่นไวโอลินพี่ยังลงไปดูเลยไม่ใช่เหรอคะ” แววตาของศุษิระจะฉาบแววสั่นระริกออกมาก่อนจะพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบลง
“ฉันเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งนะ ถ้าไปอยู่ตรงนั้นทุกคนคงจะคิดว่า ฉันเห็นดีเห็นงามด้วยกับความวุ่นวายในหอระเบียงที่เกิดขึ้น”
“วุ่นวาย เหรอคะ?”
“อือ ชมรมดนตรีที่หนึ่งมีสภาพแบบนี้ก็เพราะกันยา”
“แล้วพี่ไม่คิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นเหรอคะ”
“ฉันก็กำลังคิดอยู่ว่าจะไล่กันยาออกไปได้อย่างไร” ศุษิระกล่าวตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่กล่าวหาใช่ความจริงที่ออกมาจากใจ มาริสารู้สึกว่าปัญหานี่ยากเกินไปสำหรับเธอจึงถามแก่โนโรซ่าภูตน้อยซึ่งนั่งประทับบนไหล่ของเธอ
‘มีความคิดอะไรดีๆบ้างมั้ย’
‘หม่องฉันว่าแค่ให้หญิงสาวผู้นี้ได้ดื่มสุธารสชาที่พระนางพระราชทานก็น่าจะพอเพียงแล้วเพคะ ความสับสนภายในจิตใจของนาง มากมายเกินกว่าจะฉุดกระชากคลายปมด้วยความรุนแรง’
‘ให้ฉันได้รู้ได้มั้ยว่าพี่เขาคิดอะไรอยู่’
‘พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ หม่อมฉันไม่อาจปฏิบัติตามรับสั่งได้เพคะ’
‘หมายความว่าเธอทำได้ แต่ทำให้ไม่ได้...อะไรแบบนั้นเหรอ?’ มาริถามเพื่อความชัดเจน
‘เพคะ เหตุเพราะพระนางที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อรับความรู้สึกอย่างไรไปก็จะกลายไปเช่นนั้น อย่างเช่น หากทรงสัมผัสความโกรธแค้นก็จะโกรธแค้นตาม หากสิ่งที่ทรงสัมผัสเป็นความเศร้าหมองก็จะทรงเป็นเช่นเดียวกัน และพระนางยังไม่ทรงสามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ หากความรู้สึกที่ทรงรับมาขยายออกหรือทรงไปปรุงแต่งมัน ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง หม่อมฉันไม่อาจปฏิบัติตามรับสั่งได้เพคะ’ โนโรซ่าย้ำอีกครั้งอย่างยืดยาว มาริสาพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ ก่อนหลบไปซ้อมไวโอลินที่อีกมุมหนึ่งของห้อง หวังว่าจะพอขุ่นอารมณ์ของประธานชมรมดนตรีได้บ้างดีกว่าให้นั่งเงียบๆคนเดียว ศุษิระมองมาริสาพลางจิบชาไป เสียงไวโอลินของมาริสาแม้ว่าจะฟังยังไม่เป็นเพลงแต่น้ำเสียงกลับชัดเจน แต่ไม่ทันที่เธอจะออกความเห็นอะไรกับเสียงที่ได้ยินนั้น ราระนากับปริชาติ ก็เข้ามาในชมรมเพื่อสอนมาริสาเล่นไวโอลิน...
*************
รุ่นพี่สองคนที่คอยเป็นพี่เลี้ยงให้แก่มาริสาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของรุ่นน้องแล้วก็ถึงกับเอ่ยปากชม ถึงยังไม่เป็นเพลงแต่ก็สามารถเล่นตามโน้ตที่บอกได้ตรง ทั้งหมดเป็นพลังของโนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยที่นั่งอยู่บนไหล่ของมาริสา เธออธิบายต่อมาริสาว่าทำการอ่านข้อมูลของไวโอลินทั้งหมดแล้วใช้ตัวเป็นทำหน้าที่ ‘ประมวลผล’ กับการเล่นของมาริสา และถ่ายทอดสู่สมองโดยการสื่อสารทางจิต มาริสาฟังไปงงไปกับความสามารถของภูตน้อย
ออกจะผิดแปลกจากในภาพยนตร์หรือละครที่เป่าเสกให้คนไม่ได้เรื่องเก่งขึ้นได้ในข้ามคืน แต่กลับเป็นขบวนการที่ฟังแล้ววุ่นวายแต่พอเล่นไปสักพักหนึ่ง มาริสาก็รู้สึกแล้วว่าเธอสามารถควบคุมไวโอลินได้ดังใจ แต่อาจจะไม่คล่องแคล่วนัก และเธอเองก็ต้องพยายามเล่นให้เหมือนคนหัดเล่น ดูไปก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่มาริสากับรู้สึกว่าเหมือนเธอกำลังโกหกคนอื่นอยู่ โดยเฉพาะรุ่นพี่สองคนที่ตั้งอกตั้งใจมาสอนเธอ
“ตกลงว่าจะไม่มีใครมาซ้อมในชมรมกันจริงๆหรือยังไงกัน” ปริชาติกล่าวขึ้น ขณะกวาดสายตามองรอบห้อง ในช่วงที่มาริสาเก็บไวโอลินใส่กระเป๋า “นาเธอว่าไงละ?” ปริชาติหันหาเพื่อนสาว น้ำเสียงทวงคำตอบ ตอนนั้นเองมาริสาก็เกิดความสนใจว่าทั้งสองคนจะพูดคุยกันอย่างไร
ราระนาหันมาเพียงพยักหน้า ทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความและส่งให้กับปริชาติอ่าน เป็นบทสรุปที่มาริสาไม่คาดคิด เพราะเข้าใจว่าทั้งสองน่าจะใช้ภาษามือคุยกัน
“พี่สองคนนี้คงจีบกันลำบากน่าดูนะคะ” มาริสาปากไวตามนิสัย ปริชาติหันมาก่อนหัวเราะเบาๆ ในขณะที่พี่ราระนาก้มหน้าอย่างเขินๆ ก่อนลุกไปหยิบแซ็กโซโฟนจากตู้เก็บอุปกรณ์ติดผนังออกมา ลุกเดินออกจากห้องของชมรมไปยืนเป่านอกระเบียง
“หนูทำให้พี่เขา โกรธหรือเปล่าคะ” เพราะว่าราระนาไม่ยอมพูดจึงเป็นการยากที่มาริสาจะเข้าใจอารมณ์ แต่เมื่อเสียงแซ็กโซโฟนเริ่มบรรเลง เธอก็สามารถแยกแยะความหมายได้อย่างชัดเจน ด้วยความสามารถของโนโรซ่า
“แค่เขินนะ เลยลุกไปทำอย่างอื่น” ปริชาติอธิบาย
“พี่ปริชาติ คบกับพี่ราระนา จนรู้ใจกันแล้วเหรอคะ” มาริสารู้สึกว่าความรักน่าจะเป็นไปได้ยากสำหรับคู่ที่มีปัญหาทางด้านการสื่อสาร
“ตายแล้วรู้จงรู้ใจอะไรกัน ก็แค่ฟังเพลงของยายนั้นแล้วก็รู้สึกเท่านั้นละ” แก้มของปริชาติแดงปลั่งขึ้นมา สายตาเก็บความอายไว้ ในขณะที่มาริสาเองกลับมองรุ่นพี่อย่างสนใจ นานๆทีเธอจะเคยเห็นคนเขินจริงๆจังๆแบบนี้ “ไม่เอาแล้วมาริสา คุยเรื่องอื่น” รุ่นพี่ทำตาดุ มาริสารู้สึกว่ารุ่นพี่ปริชาติเป็นคนน่ารักดี
“เรื่องอื่น...อ๋อจริงสิ เหมือนพี่จะบอกว่าคนอื่นจงใจไม่ขึ้นมาซ้อมกันในห้องชมรม?” มาริสาวกกลับไปตอนที่ ปริชาติบ่นขึ้นมา
“อือ เรื่องนี้ออกจะดังเธอไม่ได้ยินข่าวเลยเหรอ?” มาริสาส่ายศีรษะตอบ รุ่นพี่ระบายลมหายใจ
“ธุรกิจที่บ้านของพี่ศุษิระมีแววจะล้มละลายนะสิ”...
*************
ในตอนพักเที่ยงมธุชาชวนมาริสามาร่วมกันทานอาหารที่โต๊ะ หลังจากเสร็จสิ้นจากมื้อเที่ยงถือเป็นโอกาสให้เด็กสาวได้สอบถามเรื่องที่ว่าธุรกิจที่บ้านของศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งจะล้มละลาย
“ก็มีข่าวแบบนั้นจริงๆ” มธุชาพยักหน้ากล่าวอย่างลำบากใจ หันมองทางพยากรณ์ที่มาร่วมโต๊ะด้วยเชิงถามความเห็นเพิ่มเติม รุ่นพี่ผมยาวนึกอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากกับเด็กสาวรุ่นน้องที่รอคำตอบอยู่
“พวกชมรมวารสารนั้นละเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมา บ้านพี่ศุษิระมีกิจการหลายอย่าง แต่ที่ใหญ่และชัดเจนที่สุดคือกิจการทางเครือข่ายติดต่อสื่อสาร แล้วตอนนี้กำลังจะเป็นผู้คิดค้น คอมมูนิตี้ใหม่เข้ามาหลังจากรูปแบบของโทรศัพท์หยุดการพัฒนาไปแล้วกว่าสามปี แต่พอดำเนินงานก็พบปัญหาเรื่องของตัวโทรศัพท์ที่จะใช้กับคอมมูนิตี้ใหม่มีราคาแพงเกินไปและเกินความจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ก็เลยเกิดภาระหนี้สินเมื่อไม่มีเงินหมุน มูลค่าหุ้นก็ตกลง” พยากรณ์หยุดหายใจเล็กน้อย มองเด็กสาวอย่างชั่งใจ “ทำไมถึงมาสนใจเรื่องนี้ละ” พยากรณ์ถามขึ้น
“หนูได้ยินมาคะ ว่านี่เป็นสาเหตุให้คนในชมรมดนตรีที่หนึ่งตีตัวออกห่างจากพี่ศุษิระ” มาริสาอธิบาย “เกตุมณีเพื่อนหนูก็ไม่ค่อยทราบเรื่องในระเบียงวาทกะเท่าไร หนูก็เลยคิดว่าพี่มธุชา อาจจะรู้เรื่อง” พยากรณ์และมธุชาต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพียงกัน ก่อนมธุชาจะเอ่ยปาก
“ถามถูกคนแล้วละ พี่ศุษิระต้องลาออกจากการเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งถ้าฐานะทางบ้านเปลี่ยนไป ทั้งยังต้องลดตัวเองไปอยู่ชมรมที่ต่ำกว่าตามฐานะ” มธุชาอธิบาย ใบหน้ากลมๆของรุ่นพี่เจ้าเนื้อแฝงแววตาเป็นห่วงขึ้นมาทำให้มาริสารู้สึกเลยว่ารุ่นพี่คนนี้ดูจะเป็นประเภทขี้สงสาร ผิดกับทางพยากรณ์ที่เหมือนจะไม่แสดงความรู้สึกอะไร โดยเฉพาะน้ำเสียงเมื่อครู่ก็เป็นเพียงประโยคบอกเล่าธรรมดา
แต่ในขณะนั้น มธุชากลับมีท่าทีแปลกไป เหมือนกำลังตั้งใจฟังประกาศบางอย่างจากลำโพงที่ติดอยู่ข้างเสาของโรงอาหาร
“เอ๋ แปลกจัง ฝ่ายทะเบียนของโรงเรียนมาประกาศเรียกพบฉันเรื่องอะไร” มธุชาบ่นขึ้นก่อนขอตัวออกลุกจากที่นั่งเดินออกไป มาริสากลับแปลกใจยิ่งกว่าเพราะเธอไม่ได้ยินเสียงประกาศอะไรที่ว่า หันมองรุ่นพี่ที่นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะถามความเห็น พยากรณ์ยิ้มอย่างภูมิใจ
“ฝีมือฉันเองนั้นละ” รุ่นพี่ผมยาวกล่าว “ฉันใช้พลังมานาของสายลมสร้างเสียงขึ้นหลอกให้มธุชาออกไปก่อน ฉันมีเรื่องต้องพูดคุยกับเธอ” มาริสาฟังแล้วแทบจะไม่เชื่อว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้
“พี่พูดจริงเหรอคะ?” มาริสาถามทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าน้ำเสียงของพยากรณ์ไม่มีคำโกหกเจือปน
“เธอจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจนะ แต่คนที่ปล่อยข่าวเรื่องนี้คือประธานชมรมดนตรีที่สองมาธุสร คนที่พี่ศุษิระไว้ใจที่สุดนั้นละ ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่างเป็นนิสัยของคนๆนี้” พยากรณ์พูดเป็นนัยให้มาริสาระวังตัว
“ทำไมพี่ถึงทราบได้คะ?”
“เพราะเสียงคืออากาศที่สั่นสะเทือน ฉันจึงสามารถใช้มานาของสายลมรวบรวมเสียงมาได้ ตอนนี้โต๊ะของประธานชมรมดนตรีที่สองก็กำลังคุยเรื่องนี้อยู่ เธอคงอยากจะฟังด้วยหูของตัวเองมากกว่า ว่าพวกนั้นพูดคุยว่าอะไรกันบ้าง” พยากรณ์ไม่พูดเปล่าใช้นิ้วมือลากลงไปบนอากาศเป็นวงกลมที่มีลวดลายไม่ซับซ้อนนัก ลากเป็นเส้นเดียวโดยไม่ยกก่อนจะบรรจบลงที่จุดเริ่มต้น มาริสาคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนวงกลมที่เธอใช้เรียกโนโรซ่า เพียงแต่ของเธอใช้วิธีนึกคิดเอาก็สามารถสร้างวงกลมพิธีกรรมเช่นนี้ได้โดยทันที
“ที่ฉันกำลังทำอยู่คือสร้างเส้นทางเดินของมานา ขั้นสุดท้ายให้บรรจุมานาลงในวงกลมจนเต็ม” พยากรณ์กล่าวพลางสาธิตให้ชม เส้นสายที่ลากขึ้นค่อยๆเข้มและหนาขึ้นคล้ายลูกโป่งที่อัดลมก่อนแตกสลายไป สิ้นพิธีกรรมปรากฏร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กรูปร่างคล้ายมนุษย์ผู้หญิงเปลือยกายอยู่ในอากาศ มีปีกบางใสอยู่ด้านหลังกระพือขึ้นลงอย่างเชื่อช้า มีผิวสีขาวผมสีน้ำตาลและดวงตาสีดำกลมโตเช่นเดียวกับโนโรซ่า สวมใส่ชุดอาภรณ์บางเบาโปร่งแสง
“เธอมองเห็นใช่มั้ยคุณแม่บอกว่าผู้มีพลังมานาจะสามารถมองเห็นภูตได้”
“เห็นค่ะ แต่ว่านี่คืออะไรคะ?” มาริสาอยากได้คำอธิบายที่ชัดเจน
“คุณแม่เรียก ภูตผู้สดับสายลม แต่เพราะไม่สามารถเรียกชื่อจริงของเขาได้ฉันก็เลยเหมือนมีข้อจำกัดในการเรียกใช้งานได้ครั้งละคำสั่งและกินเวลาไม่เกินเจ็ดคืน”
‘ครีเอโร่ เพคะพระนาง ชื่อของนางมีความหมายว่า ผู้สร้างสรรค์สายลม ไม่ใช่ผู้สดับสายลม ผู้สดับสายลมต้องเรียกว่า โนเอโร่ เพคะ’ โนโรซ่าอธิบายทำให้มาริสาทราบว่าความเข้าใจผิดทางภาษาเป็นประเด็นของความขัดแย้งได้เหมือนกัน หรือมาริสาจะใช้โอกาสนี้แนะนำโนโรซ่าให้พยากรณ์รู้จักดี
‘ขอทรงทบทวนใหม่เพคะ หม่อมฉันไม่ไว้ใจใครให้ทราบเรื่องของหม่อมฉัน นอกจากพระนางทั้งสองพระองค์’ มาริสาเข้าใจว่าคงหมายถึงกันยาและเธอ เพราะตามปรกติแล้วโนโรซ่าสามารถหายตัวไปมาได้ แต่กลับยอมถูกกันยาจับออกมาโดยง่ายคงเพราะต้องการแสดงตัวกับกันยาอยู่แล้ว เมื่อภูตน้อยขอร้องไว้มาริสาคงได้แต่ทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร
“แล้ว พี่จะทำอะไรเหรอคะ?”
“เธออยากรู้ไม่ใช่เหรอว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับชมรมดนตรีที่หนึ่ง ฉันจะให้เธอฟังสิ่งที่พวกนั้นพูดคุยกัน”...
*************
มาริสาออกจะทำหน้าปั้นยากเหมือนกันเมื่อมธุชากลับมาพร้อมกับบ่นเรื่องที่เธอหูฝาดไปได้ยินประกาศจากทางโรงเรียนได้อย่างไรก็ไม่รู้ ในขณะที่พยากรณ์กลับดูเป็นปรกติพยักหน้าตามเสริมด้วยว่าแปลกใจเหมือนกันที่เห็นเพื่อนสาวเดินออกไป
หลังจากบ่นพอเป็นพิธี มธุชาคุยเรื่องเค้กกับน้ำชาที่นำมาลองจัดคู่กันดูในงานเต้นรำวันพุธของชมรมวัฒนธรรมที่จะมีขึ้นในตอนเย็น โดยจะขอให้มาริสาจับคู่ดู เด็กสาวรับปากโดยง่ายเพราะอย่างไรเธอก็ต้องเป็นคนชงชาเองอยู่แล้ว แต่เมื่อบอกเล่าเรื่องนี้ไปดูเหมือนว่าจะทำให้ มธุชาแปลกใจมาก
“ไม่น่าเชื่อว่าพี่ผอบจันทน์จะให้คนนอกชมรมเป็นคนจัดการเรื่องชงชา แบบนั้นพวกในชมรมไม่โวยวายกันใหญ่เหรอ” ฟังจากน้ำเสียงมาริสาสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงที่มากมาย ก็คงจะเบาใจให้ผ่านเลยไปไม่ได้
“หนูต้องระวังอะไรหรือเปล่าคะ” มาริสาถามตรงประเด็น
“ไม่เชิงๆ เพียงแต่คิดว่าพวกคุณหนูชมรมวัฒนธรรมพวกนั้นต้องไม่ยินดีที่ผอบจันทน์ให้ความสำคัญกับคนนอกชมรม อย่างน้อยก็คงไม่ให้ความร่วมมือ อย่างเลวร้ายที่สุดก็คงตั้งใจทำให้มันล่มลงไป” มธุชากล่าวอย่างเหนื่อยใจ มาริสามอง ครีเอโร่ภูตสายลมที่พยากรณ์เรียกออกมา ให้ลองรวบรวมเรื่องที่ มธุชา กล่าวเมื่อครู่ ภูตน้อยหมุนตัวร่ายมือวาดออกก่อนเสียงจะดังขึ้นเบาๆที่ข้างหู เสียงซุบซิบไม่พอใจในคำสั่งของประธานนักเรียนดังซ้อนกันเข้าหูดูสับสน แต่โนโรซ่าจับแยกแยะข้อความทั้งหมดเรียบเรียงเป็นประโยคทางโทรจิตอีกครั้ง
พยากรณ์เมื่อทราบว่ามาริสาสามารถใช้งานภูตที่ตนเรียกออกมาได้ก็ ต้องแปลกใจเพราะเข้าใจมาตลอดว่าภูตจะตามคำสั่งเฉพาะผู้ที่ใช้มานาอันเชิญมาเท่านั้น แต่เพราะมธุชายังนั่งอยู่ด้วยทำให้พยากรณ์ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
“หนูควรทำยังไงดีละคะ?” มาริสาคิดว่าถามความเห็นของรุ่นพี่ก่อนน่าจะดีกว่าตัดสินใจทำอะไรลงไป มธุชาเสนอให้เธอถอนตัวแล้วมาชงชาที่จะเสิร์ฟพร้อมกับขนมของชมรมทำอาหารดีกว่า ในขณะที่พยากรณ์มีความคิดเห็นที่ต่างกัน
“ใช้เวทมนตร์ของเธอมอมเมาพวกนั้นดีกว่า มาริสา” รุ่นพี่ผมยาวกล่าวแววตาและน้ำเสียงไม่ได้บอกเลยว่าเธอพูดเล่น
“เวทมนตร์เหรอคะ?”...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๘ หอระเบียงวาทกะ(๗)
ขอบคุณโร่จังสำหรับคำผิดที่แก้ไขให้ครับ ขอบคุณพี่แบทเพิ่มอีกคนครับ คำผิดมากเหลือเกินน่าเศ้รา T_T
ตอนนี้วนแก้เนื้อเรื่องอยู่หลายรอบเพราะไม่ลงตัวเรื่องของความสามารถของมานาความมืดและมานาของสายลม และกระจายบทให้พยากรณ์ยากเอาการเหมือนกัน แล้วมาค่อยๆอ่านแก้ประโยคให้เป็นภาษามนุษย์ ซึ่งก็คิดว่ายังคงมีหลุดภาษามนุษย์ต่างดาวออกไป ใครพบเห็นมนุษย์ต่างดาวจับมาส่งให้ผู้เขียนจะขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
ผลประกวดนิยายเรื่องสั้นของ Luckpim ออกมาแล้ว ครับผมได้คะแนนอันดับสุดท้ายในผู้ส่งประกวดเข้ารอบสิบคน บทวิจารณ์เป็นดังนี้ครับ
รายชื่อกรรมการ
ชื่อ:บก.LUCKY:หัวหน้ากองบรรณาธิการสำนักพิมพ์รักพิมพ์
ชื่อ:J :คอมพิวร์เตอร์กราฟฟิค ประสบการณ์ในวงการการ์ตูนกว่า10ปี
ชื่อ: p:นักอ่านหญิงอิสระ ที่มีความสามารถในการเขียนโดจินด้วย
ชื่อ : A Zero-นักแปลอิสระ ปัจจุบันมีผลงานแปลล่าสุดคือเรื่อง Break Blade ของสนพ.รักพิมพ์ พับลิสชิ่ง
ผลงานที่ 4 : Box ข้อความบนผืนกาลเวลา [N010] 55.12 คะแนน
บก.LUCKY -เนื้อเรื่องสนุก เน้นความรงจำและการพูดถึงอดีตฝังใจที่สามารถกลับมาแก้ไขได้ด้วยการก้าวเดิน ไปในปัจจุบันถือเป็นความสนุกของเรื่องนี้ ภาคบรยายของวิสามานยนามก็แจงได้ชัดเจนจนเห็นภาพตัวละคน แต่การบรรยายเนื้อหากลับทำได้ไม่ดีพอ ดูติดขัดและไม่ไหลลื่น หากปรับปรุงด้านการใช้ภาษาในลุ่มลึกกว่านี้ก็จะดีมาก
j-ผู้เขียนถ่ายทอดลักษณะ อุปนิสัยของตัวละครออกได้ได้อย่างชัดเจน แต่เนื้อเรื่องยังดูสบาย และเรียบๆ ไปสักนิด
pนิยายเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่า ประทับใจ กับแนววัยรุ่น อ่านแล้วน่าน่ารักน่าหยิกทีเดียว ทั้งนางเอกและพระเอก เลือกสร้างคาแรคเตอร์ตัวละครได้ดี โดดเด่นเลยทีเดียว แต่ในบางส่วนของเรื่องยังดูเข้าใจยากอยู่ต้องอ่านหลายๆรอบถึงจะ อ๋อ..เข้าใจละ
A Zero-: แนวคิดในการนำเสนอน่าสนใจ แต่การดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า และไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการอ่าน ทำให้บางช่วงไม่น่าติดตามเท่าที่ควร
นับว่าเป็นคอมเม้นที่ดี ให้ใส่ใจปรับปรุงงานต่อไป แต่ยอมรับว่าความรู้สึกที่ได้รับหนักทีเดียว หนักใจ ว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายอย่างไร
ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่กรุณาไปโหวดให้ครับ
edit @ 12 May 2008 00:01:52 by ~fs writer~