ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๗ หอระเบียงวาทกะ(๖)
ศุษิระ ลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงหลังใหญ่ ก่อนค่อยๆขยับลุกขึ้นมองรอบตัว เสียงเปียโนอ้อยอิ่งที่เคลื่อนผ่านอย่างเบาบางจางหายไป คล้ายสภาพจากความฝันก้าวข้ามสู่ความเป็นจริง ก่อให้เด็กสาวเกิดความโหยหาปลดปล่อยน้ำตาซึมคลอเบ้า ก่อนเช็ดปาดมันทิ้งไปด้วยหลังมือ สำนึกได้ว่าความสุขที่ผ่านไปในอดีตจะต่างอะไรกับความฝันที่จบลงไป อย่าหวังเลยว่าช่วงเวลาที่เคยผ่านไปจะกลับมาอีกครั้ง
ศุษิระก้าวลงมาจากเตียง สะบัดผมยาวของตัวเองก่อนรวบแล้วมัดรวมไว้ด้านหลัง บอกกับตัวเองว่าจงเดินไปเบื้องหน้าเพื่อหาความสุข...
“ชมรมดนตรีที่หนึ่ง?” แม่ของมาริสากล่าวทวนคำลูกสาวที่นั่งไหล่ตกไม่สบอารมณ์กับปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน
“คะ หนูก็เลยจะขอยืมไวโอลินคุณแม่ไปใช้” เด็กสาวผมประบ่าสรุป ในขณะเดียวกันน้องสาวของเธอกำลังยกจานข้าว มาพร้อมกับแก้วและขวดน้ำ พกติดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ข้างรักแร้บ้างซอกคอบ้าง เท่าที่ร่างการจะหนีบนำติดมาได้ เพื่อจัดลงหน้าโต๊ะรับแขก แม่ของมาริสาเหมือนจะคิดหนักกับคำขอของลูกสาว
“ทำไมต้องมาใช้ของแม่?”
“ก็บ้านเรามีอยู่แล้วเห็นเก็บไว้เฉยๆ หรือว่า...คุณแม่จะหวงไวโอลิน”
“ไม่ได้หวง ตอนเด็กๆแกยังเอามาให้ฉันสอนเล่นเลย สมัยนั้นไม่น่าหวงกว่าเหรอ? แต่ว่าไม่อยากได้ไวโอลินใหม่ๆเหรอ”
“เก่าๆดีแล้วค่ะ แล้วยังไม่รู้เลยว่าจะต้องโดนไล่ออกไปตอนไหนหัวหน้าชมรมเองก็ดูเหมือนไม่ค่อยชอบใจหนูเท่าไรด้วย”
“ซื้อใหม่กลัวเสียของว่างั้นเถอะ ก็เอาใปใช้สิ...เพียงแต่คิดว่า เด็กผู้หญิงแล้วก็เป็นวัยรุ่นอย่างแกน่าจะชอบของใหม่ๆที่ให้ความรู้สึกเป็นของตัวเองมากกว่า” แม่ของมาริสายกเหตุผล “ว่าแต่ชมรมดนตรีมีกี่ชมรมนะตอนนี้”
“สี่ค่ะ ที่เป็นชมรมดนตรีคลาสสิก”
“ทำไมเขาถึงต้องแบ่งออกเป็นสี่ชมรมกัน” แม่ของเด็กสาวถาม ทำให้มาริสาต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ยินมาจากมธุชาประธานชมรมทำอาหาร ตอนแรกจี๊ดจ๋าตั้งใจรอแม่กับพี่สาวพูดจากันให้จบถึงค่อยรับประทานอาหาร แต่สุดท้ายก็ได้แต่ลงมือก่อน หูก็คอยฟังเรื่องที่พี่สาวตนอธิบายต่อแม่ พอทราบเหตุผลที่ต้องแบ่งชมรมออกเป็นสี่ชมรมก็อยู่เฉยไม่ได้ โดดเข้าร่วมวงสนทนา
“ฟังดูน่าเกลียดจัง แบ่งระดับชมรมตามฐานะ” จี๊ดจ๋าออกความเห็น มาริสาผู้เป็นพี่สาวพยักหน้าเห็นด้วย ในขณะที่แม่ของพวกเธอยังเงียบฟังอยู่ ถึงจะไม่กล่าวอะไรแต่สีหน้าก็แสดงถึงความไม่สบายใจ เมื่อถูกลูกสาวทั้งสองมองเหมือนถามความเห็น แม่ของมาริสาจึงต้องพูดออกมาบ้าง
“เมื่อก่อนระเบียงวาทกะไม่ค่อยเป็นที่นิยมแท้ๆเพราะเต็มไปด้วยพวกบ้าดนตรี แต่ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้” ผู้เป็นแม่ตั้งข้อสังเกต ก่อนจะรู้สึกตัวว่าตนกำลังโดนลูกสาวคนโตจับผิดอยู่ก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน และกลับมาพร้อมกับกระเป๋าไวโอลินส่งให้ลูกสาว มาริสายกมือไหว้รับของจากผู้เป็นแม่
“ขอบคุณคะ” เด็กสาวนำมาเปิดดูความเรียบร้อยก่อนปิดวางไว้ข้างตัว ผู้เป็นแม่พิจารณาตัวลูกสาวก่อนตั้งคำถาม
“แล้วไม่ลืมหมดแล้วเหรอ เห็นแกให้ฉันสอนอยู่สามวันแล้วก็ไม่เคยหยิบจับอีกเลย”
“ไม่มีอะไรเหลือแล้วคะแม่” มาริสากล่าวตั้งท่าจับช้อนส้อมเริ่มรับประทานอาหาร
“อือเดี๋ยวจ้างครูมาสอนพิเศษแล้วกัน” แม่ของเธอไม่พูดเปล่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา รีบพิมพ์ข้อความ
“เดี๋ยว...คุณแม่ขา จะจ้างให้เปลืองเงินทำไม คุณแม่ก็สอนหนูสิคะ” มาริสายิ้ม
“มีเวลาก็ดีหรอกนะคะคุณลูก แค่กลับมากินข้าวพร้อมกับลูกๆได้ก็ถือว่าเป็นยอดคุณแม่แล้วละจ๊ะ” คุณแม่ยังสาวอธิบาย มาริสาสองจิตสองใจ
“ไม่เอาครูผู้ชายนะคะ”
“ครูผู้หญิงที่แม่รู้จัก มีแต่พวกชอบเด็กสาวๆแกรับมือไหวมั้ยล่ะ...?” มาริสารทราบว่าแม่เธอไม่ได้พูดเล่น รีบหาทางออกให้ตัวเองโดยเร็ว
“แบบนั้นขอผู้ชายสูงอายุก็พอจะรับได้ค่ะ” มาริสาผ่อนปรนเต็มที่ เหตุเพราะตัวเองไม่อยากจะเป็นที่หัวเราะเยาะในชมรมดนตรีที่หนึ่ง หากสามารถพัฒนาฝีมือการเล่นได้รวดเร็วก็น่าจะทดแทนจุดด้อยที่เล่นไม่เป็นได้บ้าง แม่ของเด็กสาวยิ้มตอบ
“พรุ่งนี้ก็คงรู้ เอาละกินข้าวเถอะเย็นหมดแล้ว” ....
วันรุ่งขึ้นมาริสาก้าวเดินลงมาจากรถเมล์ที่ป้ายหยุดรถประจำทางหน้าโรงเรียนเวลาเดิม กระเป๋านักเรียนกับกล่องไวโอลินถูกรวบถือไว้ด้วยกัน ก่อนนำไปวางไว้ที่เก้าอี้นั่งนักพักบนศาลารอรถโดยสารเพื่อถอดชุดคลุมออกพับเก็บใส่กระเป๋า ตั้งท่าจะเดินเข้าโรงเรียนแต่ก็ต้องหยุดยืนเมื่อเห็นรถนอกสีน้ำเงินคันใหญ่จอดเทียบกับทางเท้า ผู้ที่นั่งอยู่ด้านหลังเป็นรุ่นพี่ผมหยักศกตามที่เธอคาดคิดไว้
กันยาเมื่อเห็นหน้ามาริสาก็รีบลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว เด็กสาวรีบพนมมือไหว้กล่าวสวัสดีผู้เป็นรุ่นพี่ แต่กันยาแทบจะไม่สนใจเดินรี่เข้ามาถาม
“เธอโดนพี่ผอบจันทน์จับเข้าไปชมรมดนตรีที่หนึ่งเหรอมาริสา?” จากสีหน้าของกันยาดูท่าว่านี่จะเป็นเรื่องใหญ่ มาริสาพยักหน้าตอบคำถาม
“ค่ะ”
“พี่ผอบจันทน์คิดอะไรของแกละนี่” กันยาบ่นขึ้นมา มาริสามองรุ่นพี่ผมหยักศกที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยเธออยู่ ด้วยความรู้สึกปลื้มนิดๆ
“พี่ผอบจันทน์บอกว่าใช้คอมพิวเตอร์สุ่ม นี่คะ” มาริสาอธิบาย กันยามองเด็กสาวรุ่นน้องที่ยังมีสีหน้าสบายอารมณ์ ก่อนถอนหายใจ
“ข้ออ้างเท่านั้นละ แกต้องวางแผนอะไรแน่ๆเลย”
“แผนเหรอคะ?” มาริสาอดสงสัยไม่ได้ กันยาพยักหน้าก่อนเดินนำไป
“ไม่รู้ว่าแผนอะไรของแก แต่เรื่องที่ฉันเป็นห่วงคือตัวเธอมากกว่ามาริสา”
“หนู? มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ”
“ก็เธอคงไม่ยอมอ่อนข้อให้พี่ศุษิระแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะมีเรื่องกับพวกในชมรมจนถึงตบตีกัน” มาริสาเพิ่งทราบว่าในสายตาของกันยาเธอเป็นคนแบบนั้น จะว่าน่าเศร้าก็ใช่ แต่มาริสาก็ไม่ลืมว่าตัวเองทำอะไรเอาไวจึงเป็นเหตุให้กันยามองเธอเช่นนั้น
“พี่กันยาคะ ถ้าใครไม่ทำอะไรหนูก่อนหนูคงไม่ไปตบตีกับใครหรอกคะ” มาริสาอธิบายเสียงน้อยใจ
“ถ้าเธอโดนตบหน้าจะทำยังไงมาริสา”
“ก็ต้องตบคืนสิคะ” เด็กสาวตอบตรงไปตรงมาตามนิสัย
“ก็นั้นสินะ” กันยากล่าว แต่ก็ยอมรับว่ามันเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบตาต่อตาฟันต่อฟันที่มีอยู่ในนิสัยของมนุษย์โดยทั่วไป
“ถ้าเราปล่อยให้เขารังแก ก็ต้องโดนเรื่อยๆละคะ” มาริสาเสริม
“แต่ว่า มันเหมือนจะไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แค่เป็นการสร้างปัญหาใหม่กลบปัญหาเก่า” กันยาบ่นขึ้นมา มาริสาอดงงไม่ได้ว่ารุ่นพี่ต้องการจะสื่ออะไรกับเธอ สีหน้าตั้งคำถามของมาริสาทำให้กันยาต้องอธิบายเพิ่มเติม “ฉันก็แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ ในโรงเรียนนี้ไม่มีใครกล้าตบใครก่อนหรอก ส่วนใหญ่ก็คงได้แต่เสียดสีด้วยคำพูดมากกว่า” กันยายิ้มให้เด็กสาวเบาใจ มาริสาพยักหน้ารับเล็กน้อยตอบรับ แต่สีหน้าประหลาดของกันยาก็ทำให้มาริสาต้องก้มลงมองการแต่งตัวของตัวเอง เมื่อพบว่าเรียบร้อยดีคิดจะหันกลับมาถามว่าตัวเธอมีอะไรผิดปรกติ กลับพบว่ารุ่นพี่สอดมือไปด้านหลังผมของเธอ
มาริสามองตามมือของกันยาก็พบว่าโนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยนอนกลิ้งอยู่บนมือของรุ่นพี่เธอและพยายามจะลุกขึ้น เด็กสาวทั้งสองมองซึ่งกันคำถามมากมาย กองเป็นกิโลอยู่ภายในสมอง กันยายิ้มให้ท้ายสุดก่อนวางโนโรซ่าไว้บนบ่าคืนให้กับมาริสา
“เหมือนกับเคยเห็นอะไรแบบนี้แอบอยู่ตามที่ต่างๆในวิหารกุหลาบแต่ไม่เคยคิดว่าจะมีคนอื่นเห็นด้วย” กันยากล่าวก่อน
“แบบนั้นพี่ก็ต้องเคยเห็น ลิลิธ แล้วสิคะ”
“ลิลิธ?” กันยาหันถามรุ่นน้องอย่างสงสัย “เป็นยังไงเหรอ”
“ก็ปิศาจที่อยู่ในป่า ปิศาจซ่อนตัวที่เป็นเรื่องเล่าในโรงเรียนไงคะ” มาริสาอธิบาย กันยาส่ายศีรษะช้าๆ
“ไม่เคยเห็นหรอกนะ แต่เมื่อวานพี่เจอเด็กคนนี้ หลงทางอยู่ในห้องของชมรมดนตรี ก็ยังสงสัยอยู่ว่ามาได้ยังไง พูดจากันไม่ค่อยเข้าใจแต่คิดแล้วว่าน่าจะพาไปส่งที่สวนป่า แต่ว่าอยู่ดีๆก็หายไป แล้วเธอ...พาเด็กคนนี้ออกมาจากส่วนป่าจะดีเหรอ?” นี่เป็นเรื่องที่มาริสาไม่เคยคิดถึงมาก่อน
“ลิลิธบอกให้เลี้ยงโนโรซ่าด้วยเสียงดนตรี หนูดูแล้วก็คงไม่น่าเป็นอะไร เด็กคนนี้ออกนะน่ารักพี่ไม่คิดแบบนั้นเหรอค่ะ” มาริสาเสริม กันยาพยักหน้าช้าๆ
“แล้วพี่กันยารู้เรื่องที่หนูเข้าชมรมดนตรีที่หนึ่งจากไหนเหรอคะ” มาริสาถามกันยานึกเล็กน้อย
“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเธอหาครูสอนไวโอลิน” กันยาตอบ มาริสาพยักหน้ารับทราบ แม่ของเธอเป็นลูกศิษย์ของนักไวโอลินระดับโลกซึ่งเป็นพ่อของกันยา ก็ไม่แปลกที่จะเกิดเรื่องอะไรแบบนี้ แต่เด็กสาวคิดว่าถึงจะเรียนกับนักไวโอลินระดับโลกก็คงไม่น่าดีใจเท่ากับรุ่นพี่ผมหยักศกตรงหน้ามาจับมือเธอสอนด้วยตัวเอง
“หือ? เธออยากให้ฉันสอนให้เหรอมาริสา” กันยากล่าวขึ้นมาริสาหันมามองรุ่นพี่เธอหน้ามึนงุนงงพูดอะไรไม่ถูก
“พี่รู้ได้ยังไงคะ? พี่กันยาอ่านใจหนูได้เหรอ”
“ได้ยินแว่วๆเหมือนกับตอนที่คุยกับโนโรซ่า” กันยาตอบตามตรง มาริสาพลันหน้าแดง รีบหลบสายตาจากรุ่นพี่ผมหยักศก
“ก็คือว่า ถ้าพี่กันยาสอนก็คงจะดีกว่า”
“แบบนั้นก็โล่งใจ คุณพ่อก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพอยู่คงจะสอนได้ไม่เต็มที่ กำลังคิดอยู่เลยว่าอายุฉันกับเธอก็ไม่ห่างกันเท่าไร จะให้ฉันสอนแทนคุณพ่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” กันยาตอบน้ำเสียงสบายใจ มาริสาแอบมองทางโนโรซ่าที่นั่งอยู่บนไหล่เธอ ภูตดอกไม้ตัวน้อยยิ้มให้มาริสาอย่างยินดี...
มาริสาพบว่าตัวเองสามารถเข้าออกเรือนดอกมะลิได้ด้วยตำแหน่งคนชงชาประจำตัวรุ่นพี่ผอบจันทน์ ช่างเป็นตำแหน่งที่ประหลาดไม่สามารถจินตนาการณ์ได้ว่าจะมีอะไรแบบนี้อยู่ในคณะกรรมการนักเรียน แต่นี่ก็ทำให้มาริสารู้สึกเลยว่ากำลังได้รับการปกป้องจากประธานนักเรียนคนสวย
ใบชาถูกตักขึ้นมาตามอารมณ์ของเด็กสาวกดน้ำร้อนแช่ทิ้งไว้พักหนึ่งก็เทน้ำชาสีอัมพันใส่กากระเบื่องสีขาวลายดอกไม้ ผอบจันทน์นั่งอ่านเอกสารที่โต๊ะน้ำชานั่งหาวหวอดพลางยกมือขึ้นบัง ในระหว่างนั้นรุ่นพี่มธุชาก็เดินเข้ามาในเรือนดอกมะลิตามหลังมาด้วยด้วยพี่พยากรณ์
ใครจะไปคิดว่าทั้งหมดตั้งวงดื่มน้ำชากัน ยังดีที่เกตุมณีซึ่งเข้ามาช่วยงานในคณะกรรมการนักเรียน เป็นคนวุ่นวายจัดหาจานใส่เค้กและคุกกี้อบหลายชนิดทำให้มาริสาไม่ต้องวิ่งวุ่นอยู่คนเดียว
งานบริการแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายอะไรนัก เพราะขนมที่พี่มธุชานำมาก็มีน้ำใจแบ่งมาให้เธอทานเล่นกับเกตุมณี พยากรณ์วิจารณ์การชงชาของมาริสาว่าเป็นระดับภูตพรายปลุกเสกรสชาติเหล่านี้ด้วยเวทมนตร์ พาเอาทั้งผอบจันทน์และ มธุชาอดหัวเราะอมยิ้มออกมาไม่ได้ กับการวิจารณ์สไตลประธานชมรมแม่มดฯ
“ถ้าเปิดชาตัวใหม่เธอต้องไปชงในงานเปิดตัวนะมาริสา” ผอบจันทน์สรุปเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่สนใจคำตอบของเด็กสาว มาริสาก็คงได้แต่ยิ้ม ในขณะที่มธุชาเหมือนจะนึกอะไรออกรีบวางถ้วยชาหันมามองมาริสา
“มาริสาพอนึกออกมั้ยว่าเค้กแบบไหนน่าจะเข้ากับชาแบบนี้ คือพี่เองตั้งใจจะเปิดร้านเค้กสร้างเบรนใหม่ขึ้นมาเลยนะ ถ้ามีชุดแนะนำที่ทานคู่กันมันคงเข้าท่าว่ามั้ย ปรกติคนที่เข้ามาในร้านแบบนี้จะเลือกแค่เค้กที่ตัวเองชอบ หรืออยากทานกับน้ำชาที่ตัวเองชอบ ไม่มีการจับคู่กันเป็นพิเศษ” มาริสาคิดตามก่อนพยักหน้า
“ก็พอจะนึกออกค่ะแต่ไม่มั่นใจนักคงต้องขอเวลาทดลองดูก่อน”
“หมายความว่าเธอทำขนมก็เป็นเหรอ”
“ก็ค่ะ คุณแม่ชอบทำบุญ บางทีก็เลี้ยงพระ บางทีก็เลี้ยงเด็กกำพร้า พวกอาหารคาวหวานก็ทำกันไปเองหนูก็เลยทำเป็นหลายๆอย่าง” มาริสาอธิบาย เหล่ารุ่นพี่ทั้งสามคนหันสบตากันท่าทางเหมือนมีแผนอะไรวางไว้ มาริสาหันหาเกตุมณีใช้สายตาถามความเห็น ว่าพวกรุ่นพี่จะเล่นอะไรกันอีก เด็กสาวตากลมส่ายศีรษะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกรุ่นพี่กำลังคิดอะไรกันอยู่ ทั้งหมดยังไม่ยอมอธิบายว่ามีเรื่องอะไรกัน แต่มาริสากลับโดนผอบจันทน์เอ่ยปากให้ไปยังระเบียงวาทกะเพื่อรายงานตัวกับศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง...
ห้องของชมรมดนตรีที่หนึ่ง มีห้องสำหรับการซ้อมเปียโนที่สร้างล้อมโดยกระจกสำหรับซ้อม และพื้นที่รอบๆเป็นที่โล่ง อุปกรณ์โต๊ะเก้าอี้วางเรียงเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละสามสี่ตัวอย่างเป็นระเบียบ แต่กลับไม่ค่อยมีคน เท่าที่มองด้วยสายตา มาริสาเห็นเพียงรุ่นพี่สองคนกำลังเล่นฟรุต กันอยู่ด้านหนึ่งของห้อง
ศุษิระ นั่งอยู่บนเก้าอี้แตกต่างอยู่บางที่เธอจะมีโต๊ะตัวเล็กสำหรับวางถ้วยน้ำชา ในขณะที่สายตามองอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ มาริสาจึงสังเกตเห็นว่าโทรศัพท์ที่ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งใช้เหมือนกับของเธอไม่ผิดเพี้ยน
“สวัสดีคะพี่ศุษิระ หนูมารายงานตัวคะ” มาริสาวางกระเป๋าไวโอลินยกมือไหว้รุ่นพี่ ศุษิระเงยหน้ามองเธอครู่หนึ่ง มาริสาเดามากมายว่าจะได้รับการตอบสนองแบบไหนเพื่อเตรียมรับมือ
“สนใจไวโอลินเหรอ” ศุษิระถาม
“ค่ะ”
“คงเพราะกันยาสินะ? ดูเธอชื่นชมเด็กคนนั้นมาก” ศุษิระคาดเดา
“ค่ะ” เด็กสาวตอบตั้งใจจะดูปฏิกิริยาของรุ่นพี่ แต่เหมือนว่าทางประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งเองก็คาดเดาคำตอบนี้ไว้อยู่แล้ว แววตานิ่งๆนั้นจึงไม่สั่นไหวหรือแสดงอารมณ์เกินจำเป็น
“มือดีๆของชมรมดนตรีที่หนึ่ง สามคนแล้วที่ขอย้ายไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่” ศุษิระกล่าวขึ้นก่อนพับโทรศัพท์วางลงบนโต๊ะ
“เพราะว่าพี่กันยาไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่เหรอคะ?” มาริสาพูดตามหัวข้อสนทนา แต่ดูเหมือนเป็นการจงใจเอามือไปตีน้ำให้ขุ่น อารมณ์สงบๆของศุษิระเหมือนจะขาดผึงในทันที
“ฉันตั้งใจจะพูดเรื่องที่ว่า ชมรมดนตรีที่หนึ่งตกต่ำลงไปมาก คนมีฝีมือออกไป กลับได้คนที่เล่นดนตรีไม่เป็นมาแทน คิดแล้ว ยุคของฉันคงจะได้รับการบันทึกว่าเป็นคนที่ทำให้ชมรมดนตรีที่หนึ่งตกต่ำลงถึงขีดสุด”
“ฟังดูแย่จังนะคะ” มาริสาพูดน้ำเสียงแสดงความเห็นใจ
“ฉันว่ากระทบเธอมาริสา” ศุษิระมองเด็กสาวตาเขม็ง หงุดหงิดจนไม่อาจจะเก็บอารมณ์
“แบบนั้นก็พูดกันตรงๆเลยดีกว่าค่ะ” มาริสายิ้มรับ ในวินาทีนั้น ศุษิระรู้แล้วว่ายกแรกตนพ่ายแพ้ต่อเด็กสาว “เพราะหนูจะได้พูดคุยได้ถูกหัวข้อ ถ้าพี่พูดว่าเพราะหนูทำให้ชมรมของพี่ตกต่ำ ก็อาจจะจริงค่ะ แต่ในในฐานะของประธานชมรมคงต้องคิดแล้วละคะว่าจะทำอย่างไร”
“ทำยังไงละฉันก็ต้องหาเรื่องไล่เธอออกจากชมรมให้ได้นะสิ” ศุษิระกล่าวตามตรงไม่ปิดบัง เสียงฟลุทที่ดังจากนักเรียนหญิงสองคนที่ซ้อมอยู่ก็เงียบลงเหมือนตั้งใจฟังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“อีกนานมั้ยคะ กว่าพี่จะไล่หนูออกไปได้” มาริสาแสร้างถามทำซื่อ ศุษิระแทบฉุนขาดแต่ก็สงบลงได้อย่างรวดเร็ว
“ไม่สำนึกบางเหรอว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการ ยังมากล้าย้อนถามอีกว่าอีกนานมั้ย?”
“คงเพราะว่าชินแล้วมากกว่าคะ เพื่อนๆในห้องก็ไม่มีใครคบกับหนู น่าแปลกมั้ยคะนี่ก็เดือนกว่าแล้ว เวลาทานข้าวหนูยังต้องรับประทานอยู่คนเดียว” มาริสากล่าว
“ดูจากความปากกล้าของเธอแล้วฉันก็ไม่แปลกใจ ใครๆเค้าก็คงกลัวจะเดือนร้อนเพราะคนอย่างเธอคงไม่มีวันยอมใคร”
“พี่เข้าใจผิดแล้วค่ะ หนูออกจะเป็นคนดื้อ แต่ก็สามารถทำให้ยอมรับได้ด้วยเหตุผล”
“หลงตัวเองไปแล้วมาริสา ดนตรีเธอก็เล่นไม่เป็น เงินเดือนคุณแม่เธอก็แค่ค่าขนมฉัน วาสนาเธอไม่มีทางได้เข้ามาเป็นสมาชิกชมรมดนตรีที่หนึ่งหรอก ถ้าไม่เพราะสุ่มชื่อมาลง” ศุษิระตั้งใจข่มเด็กสาวเบื้องหน้า “ถ้าเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อยมันก็ยังพออยู่กันได้ แต่ถ้ายังทำปากเก่งทำตัวเป็นเจ้าเหตุผลไม่สนใจรอบข้าง มันก็ต้องถูกสังคมลงโทษไม่มีใครอยากจะคบแบบทุกวันนี้ละ” ศุษิระสรุป มาริสาฟังดูก็พบว่าถูกต้องและแทงถูกใจดำเอาการ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่มาริสาคิดไม่ถึง
“หนูทราบค่ะ แต่หนูก็ไม่เคยคิดให้ใครมาชื่นชมหรือสงสารหรอกนะคะ หนูก็จะเป็นดอกไม้ในแบบของหนู...”
“ดอกไม้ในแบบของเธอ?”
“อาจจะไม่สวยงามในแบบที่ใครๆจะชื่นชมได้เต็มปาก แต่ก็ไม่มีใครพูดได้ว่าเป็นดอกไม้ที่ไม่น่าชื่นชม” มาริสา มั่นอกมั่นใจพูดออกมา มีหรือที่ศุษิระฟังแล้วจะไม่เกิดความสงสัย ทำไมเด็กคนนี้สามารถกล้าพูดอะไรแบบนี้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ หรือจะเป็นเพียงการเถียงเพื่อเอาชนะ
“เธอ...แสดงอะไรให้ฉันดูได้มากกว่าการพูดหรือเปล่า” ศุษิระกลับยิ้มเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
“คิดว่านำชาในกาของพี่คงจะหมดแล้ว ให้หนูชงให้ใหม่ดีกว่ามั้ยคะ?”...
น้ำชาเกี่ยวอะไรกับการเป็นดอกไม้ในแบบที่มาริสาว่า? เมื่อจิบแล้วศุษิระถึงได้คำตอบ รสชาติของชาใส่กระจ่างละเอียดอ่อนกลมกลืนทั้งกลิ่นและรสชาติถึงที่สุด ไม่ทราบว่านี่เป็นพรสวรรค์ประเภทไหน แต่ต้องบอกว่ามันคือพรสวรรค์ที่ทำให้ศุษิระถึงกับเงียบเสียงครุ่นคิด รุ่นพี่ผมหางม้ามองเด็กสาว ในใจลอบคิดว่า เด็กคนนี้พูดจากตรงไปตรงมา มีปากมีเสียงก็จบกันอย่างรวดเร็ว นับว่ายังมีข้อดีที่หาไม่ได้จากบรรดาดอกไม้ทั้งหลายในโรงเรียนแห่งนี้
“คะแนนกิจกรรมเป็นคะแนนแบบรวมๆได้ไม่ค่อยยากเท่าไรนัก อย่างของชมรมดนตรีก็แค่เข้ามาในห้องของชมรมก็ได้คะแนนแล้ว เกณฑ์ผ่านคะแนนกิจกรรมขอให้ได้แค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นของวันที่มาเรียนเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมของชมรมที่เธอสังกัดอยู่เท่านั้น ถ้าเธอไปมีกิจกรรมที่คณะกรรมการนักเรียน คอมพิวเตอร์ก็จะนับเวลาวันนั้นไว้ด้วย ลองตรวจสอบผ่านโทรศัพท์ของตัวเองได้ว่าวันๆไปทำกิจกรรมที่ไหนบ้าง”
ท่าทีของศุษิระเปลี่ยนไปจน มาริสาเองยังแปลกใจ แต่นี้คงเป็นแค่การลามือชั่วคราว เพราะยอมรับในฝีมือการชงชาของมาริสา แต่ใช่ว่าเห็นควรแล้วที่จะยอมให้เด็กสาวอยู่ในชมรมดนตรี
“ขอบคุณค่ะ” มาริสายกมือไหว้ “รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่มีเขียนในคู่มือนักเรียน”
“ไม่มีหรอก มันเป็นเหมือนช่องโหว่ที่เปิดไว้ เขาจะไม่เขียนลงในหนังสือคู่มือนักเรียน ผอบจันทน์ท่าจะเอ็นดูเธอมากถึงขนาดจัดตำแหน่งคนชงชาประจำตัวให้เธอ เพื่อใช้สำหรับเข้าเช็คชื่อในเรือนดอกมะลิ เธอ...เสร็จยายนั้นไปแล้วเหรอ” ช่างเป็นคำถามที่ตรงไปตรงมาจนน่ากลัวโดยเฉพาะการพูดกันอย่างหน้าตาเฉยนั้นยิ่งทำให้มาริสารีบส่ายศีรษะปฏิเสธ
“เด็กหน้าตาธรรมดาอย่างหนูคงไม่ใช่รสนิยมของพี่ผอบจันทน์หรอกคะ” มาริสาตรงมาก็ตรงไป ยิ้มสู้อย่างฝืนๆ
“แบบนั้นก็แสดงว่า ผอบจันทน์มองไว้แล้วว่าเธอคงทำให้ฉันทนไม่ได้ถึงออกคำสั่งห้ามเข้าห้องชมรมสินะ ถึงจัดตำแหน่งแบบนั้นให้เธอ” มาริสาคิดตามก็อดนึกไม่ได้ว่าที่กันยาบอกว่าเป็นความจงใจของประธานนักเรียน ที่จับให้เธอเข้ามาที่ชมรมดนตรีที่หนึ่งอาจจะเป็นความจริง
“ก็ลองแสดงให้ฉันเห็นแล้วกันว่าดอกไม้อย่างเธอจะไม่ให้ฉันดูถูกได้อย่างไร”...
จากที่เคยคิดว่าคงต้องนั่งทานข้าวเที่ยงคนเดียวไปจนเรียนจบ ก็เหมือนจะไม่เป็นแบบนั้นแล้วเมื่อประธานชมรมทำอาหารส่งข้อความมาเชิญชวนมาริสาไปนั่งร่วมที่โต๊ะ โต๊ะของพวกคณะกรรมการนักเรียนที่เป็นบรรดาหัวหน้าชมรม จะถูกแบ่งเขตชัดเจนกับพวกนักเรียน ถึงไม่มีใครกำหนดไว้แต่มันก็กลายเป็นธรรมเนียมที่ทราบโดยทั่วไป
มธุชาแม้ว่าอยู่เพียงชั้น ม.๕ ก็เป็นที่ยอมรับของพวกรุ่นพี่ชั้นปีสุดท้ายให้รับผิดชอบชมรมไป บนโต๊ะมีรุ่นพี่อีกสองคนนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ กับข้าววางจัดเรียงอยู่เต็ม ทั้งหมดนำอาหารร้านดังมาประชันกัน นั้นก็ทำให้มาริสาได้เปิดหูเปิดตารสชาติใหม่ๆ เพราะเธอถือว่าตัวเองทำอาหารอร่อยอยู่แล้วจึงไม่ค่อยได้ออกไปทานข้าวที่ไหน พวกรุ่นพี่เห็นเด็กรุ่นน้องชิมแล้วเอ่ยปากร่วมวงพูดคุยวิจารณ์จุดเด่นได้อย่างออกรสก็ถูกใจ ตักกับข้าวใส่จานมาริสา อยากฟังความคิดเห็น แต่ผ่านไปได้ไม่กี่คำก็ต้องยอมแพ้เพราะอิ่มเสียก่อน หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยรุ่นพี่ ม.๖ สองคนก็ขอตัวเดินออกไป เวลานั้นมธุชาก็เป็นฝ่ายถามมาริสา
“เป็นยังไงบ้างชมรมดนตรีที่หนึ่ง...”
“ก็...” มาริสาคิดเล็กน้อยว่าจะตอบอย่างไร “โอเคนะคะ พี่ศุษิระก็ให้รุ่นพี่สองคนมาสอนไวโอลินหนู”
“สองคนเหรอ ถ้า...ให้เดาคงเป็นสองคนที่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ราระนา กับ ปริชาติ” มธุชาตอบสีหน้ามั่นอกมั่นใจว่าไม่ผิดแน่
“คะพี่ปริชาติคอยแนะนำส่วนพี่ราระนาดูเหมือนจะไม่ยอมพูดอะไรแต่จะหนูวางไม้วางมือจัดท่าทาง ออกจะถึงเนื้อถึงตัวไปหน่อย แต่แกก็ยิ้มแย้มดี”
“อ๋อดีแล้วละที่เป็นสองคนนั้น ราระนาเล่นดนตรีเป็นทุกชนิด แต่เก่งมากในเรื่องของเครื่องเป่า ส่วนที่พูดไม่ได้เพราะประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางจิตใจ”
“แย่จัง...” มาริสาได้ฟังแล้วถึงร้องออกมา
“แต่...ดูเหมือนจะสนิทสนมกับพี่ปริชาติดีนะคะ”
“ก็สองคนนั้นเป็นแฟนกัน ถ้าเจอกำลังจู๋จี๋กันก็แกล้งๆทำเป็นมองไม่เห็นด้วยละ” มธุชารีบเตือนเพราะเข้าใจว่ามาริสาไม่ค่อยได้คบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอาจจะยังไม่ทราบเรื่องแบบนี้” มาริสาพยัดหน้ารับ
“ถ้ามีอะไรสงสัยเกี่ยวกับรุ่นพี่ ม.๕ ม.๖ ถามพี่ได้นะมาริสา ชมรมพี่กินไปบ่นไป เรื่องต่างๆก็เลยมาเขาหูเยอะไปหมด”
“งันอย่าง พี่ศุษิระ ละคะมีแฟนหรือเปล่า”
“เคยมีข่าวลือว่า ศุษิระจะชอบเขียน โคลง ไว้บนสมุดโน้ต จริงๆคือเขียนถึงใครบางคน เดากันไปต่างๆนาๆ แต่ก็ไม่มีใครที่น่าจะใช่ ก็คงสรุปว่าไม่มี” มธุชาพูดวนไปมาให้เด็กสาวลุ้นอยู่นาน
“แหม...หนูก็สงสัยว่าใครจะเป็นผู้โชคดี”
“ก็อาจจะเป็นคนที่...ใครๆ ก็คาดไม่ถึง” มธุชาพูดเหมือนจะไม่ทราบแต่มาริสากลับรู้สึกเลยว่ารุ่นพี่กำลังปิดบังเธออยู่..
การประชุมของชมรมดนตรีเกิดขึ้นช้ากว่าที่พิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่สี่คิด และไม่น่าเชื่อว่าเธอเองกลับถูกเชิญมาในการประชุมของเย็นวันนี้ เพราะตลอดมาไม่เคยมีปากมีเสียงในหอระเบียงฯเลยแม้แต่น้อย
โต๊ะขนาดใหญ่ทรงกลมถูกตั้งกลางห้องประชุม แต่พิณพาทย์กลับพบเพียงศุษิระนั่งอยู่ มีคนของคณะกรรมการนักเรียนค่อยอำนวยความสะดวก พิณพาทย์มองพักหนึ่งก็จำได้ว่าคือ เกตุมณีลูกสาวเจ้าของโรงแรมใหญ่ คอนเนกชั่นระดับห้าดาวในวงการธุรกิจ ก็ยิ้มทักทาย เด็กสาวตากลมนอบน้อมพนมมือไหว้รุ่นพี่ตามธรรมเนียม เมื่อทักทายกันพอเป็นพิธีพิณพาทย์ก็เดินไปเลื่อนเก้าอี้ทางด้านซ้ายมือของศุษิระ เด็กสาวผู้ผูกผมหางม้าหันมองทำมือเชิญในที่ตรงข้าม
“มาธุสร กับ วิระผกา ไม่มาหรอกนั่งตรงข้ามฉันดีกว่าจะได้พูดคุยกันถนัดๆ” ศุษิระกล่าว พิณพาทย์ พยักหน้ารับทราบเดินไปพลางขอคำอธิบาย
“ในจดหมายบอกว่าเชิญประธานชมรมทุกคนแต่ทำไม ประธานชมรมที่สองกับสามไม่มาเสียละ”
“จำเป็นด้วยเหรอ เธอก็รู้ว่า อย่างไรพวกนั้นก็เป็นเด็กจากชมรมที่หนึ่งส่งแยกไปคุมอยู่แล้ว ผลสรุปฉันก็เป็นคนตัดสินอยู่ดี”
“นั้นสินะ แล้วมีเรื่องอะไรคะคุณ ศุษิระ” เด็กสาวร่างเล็กนั่งลงประสายมือไว้บนโต๊ะเตรียมพร้อมสำหรับการรับฟัง
“มีงานประกวดอยู่สองสามงานที่เราส่งรายชื่อในนามของชมรมดนตรีที่หนึ่งไปเป็นตัวแทนโรงเรียน เมื่อคนที่เข้าประกวดออกจากชมรมไปแล้วฉันก็คงต้องเป็นตัวแทนโรงเรียนส่งจดหมายยกเลิกการเข้าประกวด ส่วนมีอีกสามงาน... ยังพอมีเวลาไปสมัครใหม่ ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไร...?” ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งยิ้มให้เสมือนถือไพ่เหนือกว่าในมือ พิณพาทย์ระบายลมหายใจ
“ถ้าส่งในฐานะตัวแทนของโรงเรียน มันก็เป็นอำนาจของคุณศุษิระ ฉันคงไปโต้แย้งอะไรไม่ได้ จะห้ามไม่ให้คุณทำก็ไม่ได้เช่นกัน แต่ไม่คิดเหรอว่ามันเป็นการทำลายโอกาสคนที่มีความมุ่งมั่น โดยคนที่มองว่าดนตรีเป็นเพียงของเสพคู่กับน้ำชา”
“ทุกอย่างมันอยู่ที่เธอนั้นละพินพาทย์”
“เอาละ จะให้ฉันทำอะไรคะคุณศุษิระ?” ทันทีที่เด็กสาวร่างเล็กเอ่ยคำนี้ออกมา รอยยิ้มก็ประดับบนริมฝีปากของประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง
“ฉันว่าจะรวมคนเก่งๆในระเบียงวาทกะมาตั้งวงกัน เล่นทุกวันศุกร์ ถ้าเธอเห็นด้วยก็ให้กันยามาอยู่วงที่ว่านี้ และก็ให้พวกที่ย้ายไปเข้าชมรมเธอกลับเข้าชมรมเดิม”
“ความคิดเรื่องที่จะตั้งวงดนตรีของระเบียงฯ ฉันเคยเสนอในที่ประชุมหลายรอบแล้ว ทำไมเพิ่มมาเห็นด้วยคะ”
“ถึงไม่อธิบายเธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ”
“ค่ะ ก็แค่อยากฟังชัดๆจากคุณศุษิระ”
“ฉันอยากแก้ปัญหาที่คนมีฝีมือออกจากชมรมไปเข้าหากันยากันหมด ก็เท่านั้น”
“แล้วชมรมดนตรีที่สี่จะได้อะไรละ”
“ก็เรื่องทำความสะอาดระเบียงฯทั้งหมดจะปล่อยให้บริษัททำความสะอาดรับไป เรื่องค่าใช้จ่าย พวกฉันรวบรวมเงินของชมรมออกไปแล้วทำสัญญากันหนึ่งปี” ศุษิระอธิบาย พิณพาทย์ส่ายศีรษะ
“ดีแล้วเหรอแบบนั้น คุณอยากให้สภาพของหอระเบียงวาทกะแบ่งเป็นชมรมดนตรีที่หนึ่งสองสามสี่แบบนี้อีกเหรอ” พิณพาทย์กล่าวอย่างอ่อนใจ
“แล้วมีอะไรไม่ดีละ”
“มันไม่ดีตั้งแต่การแบ่งระดับของคนที่จะอยู่ในชมรมตามฐานะแล้วค่ะ” พิณพาทย์กล่าวน้ำเสียงแสดงถึงความเบื่อหน่าย
“คุณพิณพายท์ไม่ทำแบบนี้จะแก้ความวุ่นวายที่ทุกคนพยายามจะสร้างคอนเนกชั่นกับระดับห้าดาวยังไงคะ ถึงจะเข้าใจว่าทุกคนต้องพยายามถืบตัวขึ้นที่สูง แต่ก็ต้องเห็นใจคนที่อยู่สูงด้วยสิคะ”
“ยิ่ง...ยิ่งฟังเธอพูด ฉันคงนิ่งดูดายไม่ได้ เรื่องการส่งประกวดทั้งหลาย กันยาใช้เส้นสายคุยไว้หมดแล้ว เธอจะตัดชื่อออก หรือจะไม่ทำอะไร ทั้งหมดก็ได้แข่งในนามของตัวแทนของโรงเรียนอยู่ดี ผู้จัดประกวดทุกงานที่กันยาติดต่อไปยินดีอำนวยความสะดวกให้หมดแล้ว ส่วนเรื่องการตั้งวงเล่นดนตรีนั้น กันยาก็ไปประสานงานกับผอบจันทน์ ในฐานะประธานชมรมวัฒนธรรม เราจะไปเล่นเพลงให้ในงานเต้นรำวันพุธที่จะจัดในวันพรุ่งนี้” พิณพาทย์ค่อยๆอธิบาย ศุษิระฟังแล้วก็ค่อยๆเงียบลง ก่อนหันไปหาเกตุมณีที่ยืนอยู่ด้านข้างห่างออกไป
“ปิดการประชุม” ศุษิระกล่าวอย่างอ่อนแรง เด็กสาวตากลมพยักหน้ารับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจัดเก็บข้อความที่ประชุมลงคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน พิณพาทย์ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง
“เธอไม่ต้องพยายามรักษามันไว้หรอก ฉันจะทำลายระบบชนชั้นฐานะก่อนที่มันจะทำร้ายเธอมากกว่านี้”...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๗ หอระเบียงวาทกะ(๖)
| ดรุณีเยาว์อ่อนช้อย ปรางแก้ม ชมพู ดีดเล่นเปียโนแกรนด์ กล่อมน้อง น้องนุชนั่งชิดแนบ ผู้พี่ ที่รัก จิตร่ำเพลงรักพ้อง พี่น้องผูกพัน |
ศุษิระ ลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงหลังใหญ่ ก่อนค่อยๆขยับลุกขึ้นมองรอบตัว เสียงเปียโนอ้อยอิ่งที่เคลื่อนผ่านอย่างเบาบางจางหายไป คล้ายสภาพจากความฝันก้าวข้ามสู่ความเป็นจริง ก่อให้เด็กสาวเกิดความโหยหาปลดปล่อยน้ำตาซึมคลอเบ้า ก่อนเช็ดปาดมันทิ้งไปด้วยหลังมือ สำนึกได้ว่าความสุขที่ผ่านไปในอดีตจะต่างอะไรกับความฝันที่จบลงไป อย่าหวังเลยว่าช่วงเวลาที่เคยผ่านไปจะกลับมาอีกครั้ง
ศุษิระก้าวลงมาจากเตียง สะบัดผมยาวของตัวเองก่อนรวบแล้วมัดรวมไว้ด้านหลัง บอกกับตัวเองว่าจงเดินไปเบื้องหน้าเพื่อหาความสุข...
*************
“ชมรมดนตรีที่หนึ่ง?” แม่ของมาริสากล่าวทวนคำลูกสาวที่นั่งไหล่ตกไม่สบอารมณ์กับปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน
“คะ หนูก็เลยจะขอยืมไวโอลินคุณแม่ไปใช้” เด็กสาวผมประบ่าสรุป ในขณะเดียวกันน้องสาวของเธอกำลังยกจานข้าว มาพร้อมกับแก้วและขวดน้ำ พกติดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ข้างรักแร้บ้างซอกคอบ้าง เท่าที่ร่างการจะหนีบนำติดมาได้ เพื่อจัดลงหน้าโต๊ะรับแขก แม่ของมาริสาเหมือนจะคิดหนักกับคำขอของลูกสาว
“ทำไมต้องมาใช้ของแม่?”
“ก็บ้านเรามีอยู่แล้วเห็นเก็บไว้เฉยๆ หรือว่า...คุณแม่จะหวงไวโอลิน”
“ไม่ได้หวง ตอนเด็กๆแกยังเอามาให้ฉันสอนเล่นเลย สมัยนั้นไม่น่าหวงกว่าเหรอ? แต่ว่าไม่อยากได้ไวโอลินใหม่ๆเหรอ”
“เก่าๆดีแล้วค่ะ แล้วยังไม่รู้เลยว่าจะต้องโดนไล่ออกไปตอนไหนหัวหน้าชมรมเองก็ดูเหมือนไม่ค่อยชอบใจหนูเท่าไรด้วย”
“ซื้อใหม่กลัวเสียของว่างั้นเถอะ ก็เอาใปใช้สิ...เพียงแต่คิดว่า เด็กผู้หญิงแล้วก็เป็นวัยรุ่นอย่างแกน่าจะชอบของใหม่ๆที่ให้ความรู้สึกเป็นของตัวเองมากกว่า” แม่ของมาริสายกเหตุผล “ว่าแต่ชมรมดนตรีมีกี่ชมรมนะตอนนี้”
“สี่ค่ะ ที่เป็นชมรมดนตรีคลาสสิก”
“ทำไมเขาถึงต้องแบ่งออกเป็นสี่ชมรมกัน” แม่ของเด็กสาวถาม ทำให้มาริสาต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ยินมาจากมธุชาประธานชมรมทำอาหาร ตอนแรกจี๊ดจ๋าตั้งใจรอแม่กับพี่สาวพูดจากันให้จบถึงค่อยรับประทานอาหาร แต่สุดท้ายก็ได้แต่ลงมือก่อน หูก็คอยฟังเรื่องที่พี่สาวตนอธิบายต่อแม่ พอทราบเหตุผลที่ต้องแบ่งชมรมออกเป็นสี่ชมรมก็อยู่เฉยไม่ได้ โดดเข้าร่วมวงสนทนา
“ฟังดูน่าเกลียดจัง แบ่งระดับชมรมตามฐานะ” จี๊ดจ๋าออกความเห็น มาริสาผู้เป็นพี่สาวพยักหน้าเห็นด้วย ในขณะที่แม่ของพวกเธอยังเงียบฟังอยู่ ถึงจะไม่กล่าวอะไรแต่สีหน้าก็แสดงถึงความไม่สบายใจ เมื่อถูกลูกสาวทั้งสองมองเหมือนถามความเห็น แม่ของมาริสาจึงต้องพูดออกมาบ้าง
“เมื่อก่อนระเบียงวาทกะไม่ค่อยเป็นที่นิยมแท้ๆเพราะเต็มไปด้วยพวกบ้าดนตรี แต่ทำไมกลายเป็นแบบนี้ไปได้” ผู้เป็นแม่ตั้งข้อสังเกต ก่อนจะรู้สึกตัวว่าตนกำลังโดนลูกสาวคนโตจับผิดอยู่ก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน และกลับมาพร้อมกับกระเป๋าไวโอลินส่งให้ลูกสาว มาริสายกมือไหว้รับของจากผู้เป็นแม่
“ขอบคุณคะ” เด็กสาวนำมาเปิดดูความเรียบร้อยก่อนปิดวางไว้ข้างตัว ผู้เป็นแม่พิจารณาตัวลูกสาวก่อนตั้งคำถาม
“แล้วไม่ลืมหมดแล้วเหรอ เห็นแกให้ฉันสอนอยู่สามวันแล้วก็ไม่เคยหยิบจับอีกเลย”
“ไม่มีอะไรเหลือแล้วคะแม่” มาริสากล่าวตั้งท่าจับช้อนส้อมเริ่มรับประทานอาหาร
“อือเดี๋ยวจ้างครูมาสอนพิเศษแล้วกัน” แม่ของเธอไม่พูดเปล่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา รีบพิมพ์ข้อความ
“เดี๋ยว...คุณแม่ขา จะจ้างให้เปลืองเงินทำไม คุณแม่ก็สอนหนูสิคะ” มาริสายิ้ม
“มีเวลาก็ดีหรอกนะคะคุณลูก แค่กลับมากินข้าวพร้อมกับลูกๆได้ก็ถือว่าเป็นยอดคุณแม่แล้วละจ๊ะ” คุณแม่ยังสาวอธิบาย มาริสาสองจิตสองใจ
“ไม่เอาครูผู้ชายนะคะ”
“ครูผู้หญิงที่แม่รู้จัก มีแต่พวกชอบเด็กสาวๆแกรับมือไหวมั้ยล่ะ...?” มาริสารทราบว่าแม่เธอไม่ได้พูดเล่น รีบหาทางออกให้ตัวเองโดยเร็ว
“แบบนั้นขอผู้ชายสูงอายุก็พอจะรับได้ค่ะ” มาริสาผ่อนปรนเต็มที่ เหตุเพราะตัวเองไม่อยากจะเป็นที่หัวเราะเยาะในชมรมดนตรีที่หนึ่ง หากสามารถพัฒนาฝีมือการเล่นได้รวดเร็วก็น่าจะทดแทนจุดด้อยที่เล่นไม่เป็นได้บ้าง แม่ของเด็กสาวยิ้มตอบ
“พรุ่งนี้ก็คงรู้ เอาละกินข้าวเถอะเย็นหมดแล้ว” ....
*************
วันรุ่งขึ้นมาริสาก้าวเดินลงมาจากรถเมล์ที่ป้ายหยุดรถประจำทางหน้าโรงเรียนเวลาเดิม กระเป๋านักเรียนกับกล่องไวโอลินถูกรวบถือไว้ด้วยกัน ก่อนนำไปวางไว้ที่เก้าอี้นั่งนักพักบนศาลารอรถโดยสารเพื่อถอดชุดคลุมออกพับเก็บใส่กระเป๋า ตั้งท่าจะเดินเข้าโรงเรียนแต่ก็ต้องหยุดยืนเมื่อเห็นรถนอกสีน้ำเงินคันใหญ่จอดเทียบกับทางเท้า ผู้ที่นั่งอยู่ด้านหลังเป็นรุ่นพี่ผมหยักศกตามที่เธอคาดคิดไว้
กันยาเมื่อเห็นหน้ามาริสาก็รีบลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว เด็กสาวรีบพนมมือไหว้กล่าวสวัสดีผู้เป็นรุ่นพี่ แต่กันยาแทบจะไม่สนใจเดินรี่เข้ามาถาม
“เธอโดนพี่ผอบจันทน์จับเข้าไปชมรมดนตรีที่หนึ่งเหรอมาริสา?” จากสีหน้าของกันยาดูท่าว่านี่จะเป็นเรื่องใหญ่ มาริสาพยักหน้าตอบคำถาม
“ค่ะ”
“พี่ผอบจันทน์คิดอะไรของแกละนี่” กันยาบ่นขึ้นมา มาริสามองรุ่นพี่ผมหยักศกที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยเธออยู่ ด้วยความรู้สึกปลื้มนิดๆ
“พี่ผอบจันทน์บอกว่าใช้คอมพิวเตอร์สุ่ม นี่คะ” มาริสาอธิบาย กันยามองเด็กสาวรุ่นน้องที่ยังมีสีหน้าสบายอารมณ์ ก่อนถอนหายใจ
“ข้ออ้างเท่านั้นละ แกต้องวางแผนอะไรแน่ๆเลย”
“แผนเหรอคะ?” มาริสาอดสงสัยไม่ได้ กันยาพยักหน้าก่อนเดินนำไป
“ไม่รู้ว่าแผนอะไรของแก แต่เรื่องที่ฉันเป็นห่วงคือตัวเธอมากกว่ามาริสา”
“หนู? มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ”
“ก็เธอคงไม่ยอมอ่อนข้อให้พี่ศุษิระแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะมีเรื่องกับพวกในชมรมจนถึงตบตีกัน” มาริสาเพิ่งทราบว่าในสายตาของกันยาเธอเป็นคนแบบนั้น จะว่าน่าเศร้าก็ใช่ แต่มาริสาก็ไม่ลืมว่าตัวเองทำอะไรเอาไวจึงเป็นเหตุให้กันยามองเธอเช่นนั้น
“พี่กันยาคะ ถ้าใครไม่ทำอะไรหนูก่อนหนูคงไม่ไปตบตีกับใครหรอกคะ” มาริสาอธิบายเสียงน้อยใจ
“ถ้าเธอโดนตบหน้าจะทำยังไงมาริสา”
“ก็ต้องตบคืนสิคะ” เด็กสาวตอบตรงไปตรงมาตามนิสัย
“ก็นั้นสินะ” กันยากล่าว แต่ก็ยอมรับว่ามันเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบตาต่อตาฟันต่อฟันที่มีอยู่ในนิสัยของมนุษย์โดยทั่วไป
“ถ้าเราปล่อยให้เขารังแก ก็ต้องโดนเรื่อยๆละคะ” มาริสาเสริม
“แต่ว่า มันเหมือนจะไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แค่เป็นการสร้างปัญหาใหม่กลบปัญหาเก่า” กันยาบ่นขึ้นมา มาริสาอดงงไม่ได้ว่ารุ่นพี่ต้องการจะสื่ออะไรกับเธอ สีหน้าตั้งคำถามของมาริสาทำให้กันยาต้องอธิบายเพิ่มเติม “ฉันก็แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ ในโรงเรียนนี้ไม่มีใครกล้าตบใครก่อนหรอก ส่วนใหญ่ก็คงได้แต่เสียดสีด้วยคำพูดมากกว่า” กันยายิ้มให้เด็กสาวเบาใจ มาริสาพยักหน้ารับเล็กน้อยตอบรับ แต่สีหน้าประหลาดของกันยาก็ทำให้มาริสาต้องก้มลงมองการแต่งตัวของตัวเอง เมื่อพบว่าเรียบร้อยดีคิดจะหันกลับมาถามว่าตัวเธอมีอะไรผิดปรกติ กลับพบว่ารุ่นพี่สอดมือไปด้านหลังผมของเธอ
มาริสามองตามมือของกันยาก็พบว่าโนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยนอนกลิ้งอยู่บนมือของรุ่นพี่เธอและพยายามจะลุกขึ้น เด็กสาวทั้งสองมองซึ่งกันคำถามมากมาย กองเป็นกิโลอยู่ภายในสมอง กันยายิ้มให้ท้ายสุดก่อนวางโนโรซ่าไว้บนบ่าคืนให้กับมาริสา
“เหมือนกับเคยเห็นอะไรแบบนี้แอบอยู่ตามที่ต่างๆในวิหารกุหลาบแต่ไม่เคยคิดว่าจะมีคนอื่นเห็นด้วย” กันยากล่าวก่อน
“แบบนั้นพี่ก็ต้องเคยเห็น ลิลิธ แล้วสิคะ”
“ลิลิธ?” กันยาหันถามรุ่นน้องอย่างสงสัย “เป็นยังไงเหรอ”
“ก็ปิศาจที่อยู่ในป่า ปิศาจซ่อนตัวที่เป็นเรื่องเล่าในโรงเรียนไงคะ” มาริสาอธิบาย กันยาส่ายศีรษะช้าๆ
“ไม่เคยเห็นหรอกนะ แต่เมื่อวานพี่เจอเด็กคนนี้ หลงทางอยู่ในห้องของชมรมดนตรี ก็ยังสงสัยอยู่ว่ามาได้ยังไง พูดจากันไม่ค่อยเข้าใจแต่คิดแล้วว่าน่าจะพาไปส่งที่สวนป่า แต่ว่าอยู่ดีๆก็หายไป แล้วเธอ...พาเด็กคนนี้ออกมาจากส่วนป่าจะดีเหรอ?” นี่เป็นเรื่องที่มาริสาไม่เคยคิดถึงมาก่อน
“ลิลิธบอกให้เลี้ยงโนโรซ่าด้วยเสียงดนตรี หนูดูแล้วก็คงไม่น่าเป็นอะไร เด็กคนนี้ออกนะน่ารักพี่ไม่คิดแบบนั้นเหรอค่ะ” มาริสาเสริม กันยาพยักหน้าช้าๆ
“แล้วพี่กันยารู้เรื่องที่หนูเข้าชมรมดนตรีที่หนึ่งจากไหนเหรอคะ” มาริสาถามกันยานึกเล็กน้อย
“คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเธอหาครูสอนไวโอลิน” กันยาตอบ มาริสาพยักหน้ารับทราบ แม่ของเธอเป็นลูกศิษย์ของนักไวโอลินระดับโลกซึ่งเป็นพ่อของกันยา ก็ไม่แปลกที่จะเกิดเรื่องอะไรแบบนี้ แต่เด็กสาวคิดว่าถึงจะเรียนกับนักไวโอลินระดับโลกก็คงไม่น่าดีใจเท่ากับรุ่นพี่ผมหยักศกตรงหน้ามาจับมือเธอสอนด้วยตัวเอง
“หือ? เธออยากให้ฉันสอนให้เหรอมาริสา” กันยากล่าวขึ้นมาริสาหันมามองรุ่นพี่เธอหน้ามึนงุนงงพูดอะไรไม่ถูก
“พี่รู้ได้ยังไงคะ? พี่กันยาอ่านใจหนูได้เหรอ”
“ได้ยินแว่วๆเหมือนกับตอนที่คุยกับโนโรซ่า” กันยาตอบตามตรง มาริสาพลันหน้าแดง รีบหลบสายตาจากรุ่นพี่ผมหยักศก
“ก็คือว่า ถ้าพี่กันยาสอนก็คงจะดีกว่า”
“แบบนั้นก็โล่งใจ คุณพ่อก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพอยู่คงจะสอนได้ไม่เต็มที่ กำลังคิดอยู่เลยว่าอายุฉันกับเธอก็ไม่ห่างกันเท่าไร จะให้ฉันสอนแทนคุณพ่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” กันยาตอบน้ำเสียงสบายใจ มาริสาแอบมองทางโนโรซ่าที่นั่งอยู่บนไหล่เธอ ภูตดอกไม้ตัวน้อยยิ้มให้มาริสาอย่างยินดี...
*************
มาริสาพบว่าตัวเองสามารถเข้าออกเรือนดอกมะลิได้ด้วยตำแหน่งคนชงชาประจำตัวรุ่นพี่ผอบจันทน์ ช่างเป็นตำแหน่งที่ประหลาดไม่สามารถจินตนาการณ์ได้ว่าจะมีอะไรแบบนี้อยู่ในคณะกรรมการนักเรียน แต่นี่ก็ทำให้มาริสารู้สึกเลยว่ากำลังได้รับการปกป้องจากประธานนักเรียนคนสวย
ใบชาถูกตักขึ้นมาตามอารมณ์ของเด็กสาวกดน้ำร้อนแช่ทิ้งไว้พักหนึ่งก็เทน้ำชาสีอัมพันใส่กากระเบื่องสีขาวลายดอกไม้ ผอบจันทน์นั่งอ่านเอกสารที่โต๊ะน้ำชานั่งหาวหวอดพลางยกมือขึ้นบัง ในระหว่างนั้นรุ่นพี่มธุชาก็เดินเข้ามาในเรือนดอกมะลิตามหลังมาด้วยด้วยพี่พยากรณ์
ใครจะไปคิดว่าทั้งหมดตั้งวงดื่มน้ำชากัน ยังดีที่เกตุมณีซึ่งเข้ามาช่วยงานในคณะกรรมการนักเรียน เป็นคนวุ่นวายจัดหาจานใส่เค้กและคุกกี้อบหลายชนิดทำให้มาริสาไม่ต้องวิ่งวุ่นอยู่คนเดียว
งานบริการแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายอะไรนัก เพราะขนมที่พี่มธุชานำมาก็มีน้ำใจแบ่งมาให้เธอทานเล่นกับเกตุมณี พยากรณ์วิจารณ์การชงชาของมาริสาว่าเป็นระดับภูตพรายปลุกเสกรสชาติเหล่านี้ด้วยเวทมนตร์ พาเอาทั้งผอบจันทน์และ มธุชาอดหัวเราะอมยิ้มออกมาไม่ได้ กับการวิจารณ์สไตลประธานชมรมแม่มดฯ
“ถ้าเปิดชาตัวใหม่เธอต้องไปชงในงานเปิดตัวนะมาริสา” ผอบจันทน์สรุปเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่สนใจคำตอบของเด็กสาว มาริสาก็คงได้แต่ยิ้ม ในขณะที่มธุชาเหมือนจะนึกอะไรออกรีบวางถ้วยชาหันมามองมาริสา
“มาริสาพอนึกออกมั้ยว่าเค้กแบบไหนน่าจะเข้ากับชาแบบนี้ คือพี่เองตั้งใจจะเปิดร้านเค้กสร้างเบรนใหม่ขึ้นมาเลยนะ ถ้ามีชุดแนะนำที่ทานคู่กันมันคงเข้าท่าว่ามั้ย ปรกติคนที่เข้ามาในร้านแบบนี้จะเลือกแค่เค้กที่ตัวเองชอบ หรืออยากทานกับน้ำชาที่ตัวเองชอบ ไม่มีการจับคู่กันเป็นพิเศษ” มาริสาคิดตามก่อนพยักหน้า
“ก็พอจะนึกออกค่ะแต่ไม่มั่นใจนักคงต้องขอเวลาทดลองดูก่อน”
“หมายความว่าเธอทำขนมก็เป็นเหรอ”
“ก็ค่ะ คุณแม่ชอบทำบุญ บางทีก็เลี้ยงพระ บางทีก็เลี้ยงเด็กกำพร้า พวกอาหารคาวหวานก็ทำกันไปเองหนูก็เลยทำเป็นหลายๆอย่าง” มาริสาอธิบาย เหล่ารุ่นพี่ทั้งสามคนหันสบตากันท่าทางเหมือนมีแผนอะไรวางไว้ มาริสาหันหาเกตุมณีใช้สายตาถามความเห็น ว่าพวกรุ่นพี่จะเล่นอะไรกันอีก เด็กสาวตากลมส่ายศีรษะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกรุ่นพี่กำลังคิดอะไรกันอยู่ ทั้งหมดยังไม่ยอมอธิบายว่ามีเรื่องอะไรกัน แต่มาริสากลับโดนผอบจันทน์เอ่ยปากให้ไปยังระเบียงวาทกะเพื่อรายงานตัวกับศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง...
*************
ห้องของชมรมดนตรีที่หนึ่ง มีห้องสำหรับการซ้อมเปียโนที่สร้างล้อมโดยกระจกสำหรับซ้อม และพื้นที่รอบๆเป็นที่โล่ง อุปกรณ์โต๊ะเก้าอี้วางเรียงเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละสามสี่ตัวอย่างเป็นระเบียบ แต่กลับไม่ค่อยมีคน เท่าที่มองด้วยสายตา มาริสาเห็นเพียงรุ่นพี่สองคนกำลังเล่นฟรุต กันอยู่ด้านหนึ่งของห้อง
ศุษิระ นั่งอยู่บนเก้าอี้แตกต่างอยู่บางที่เธอจะมีโต๊ะตัวเล็กสำหรับวางถ้วยน้ำชา ในขณะที่สายตามองอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ มาริสาจึงสังเกตเห็นว่าโทรศัพท์ที่ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งใช้เหมือนกับของเธอไม่ผิดเพี้ยน
“สวัสดีคะพี่ศุษิระ หนูมารายงานตัวคะ” มาริสาวางกระเป๋าไวโอลินยกมือไหว้รุ่นพี่ ศุษิระเงยหน้ามองเธอครู่หนึ่ง มาริสาเดามากมายว่าจะได้รับการตอบสนองแบบไหนเพื่อเตรียมรับมือ
“สนใจไวโอลินเหรอ” ศุษิระถาม
“ค่ะ”
“คงเพราะกันยาสินะ? ดูเธอชื่นชมเด็กคนนั้นมาก” ศุษิระคาดเดา
“ค่ะ” เด็กสาวตอบตั้งใจจะดูปฏิกิริยาของรุ่นพี่ แต่เหมือนว่าทางประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งเองก็คาดเดาคำตอบนี้ไว้อยู่แล้ว แววตานิ่งๆนั้นจึงไม่สั่นไหวหรือแสดงอารมณ์เกินจำเป็น
“มือดีๆของชมรมดนตรีที่หนึ่ง สามคนแล้วที่ขอย้ายไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่” ศุษิระกล่าวขึ้นก่อนพับโทรศัพท์วางลงบนโต๊ะ
“เพราะว่าพี่กันยาไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่เหรอคะ?” มาริสาพูดตามหัวข้อสนทนา แต่ดูเหมือนเป็นการจงใจเอามือไปตีน้ำให้ขุ่น อารมณ์สงบๆของศุษิระเหมือนจะขาดผึงในทันที
“ฉันตั้งใจจะพูดเรื่องที่ว่า ชมรมดนตรีที่หนึ่งตกต่ำลงไปมาก คนมีฝีมือออกไป กลับได้คนที่เล่นดนตรีไม่เป็นมาแทน คิดแล้ว ยุคของฉันคงจะได้รับการบันทึกว่าเป็นคนที่ทำให้ชมรมดนตรีที่หนึ่งตกต่ำลงถึงขีดสุด”
“ฟังดูแย่จังนะคะ” มาริสาพูดน้ำเสียงแสดงความเห็นใจ
“ฉันว่ากระทบเธอมาริสา” ศุษิระมองเด็กสาวตาเขม็ง หงุดหงิดจนไม่อาจจะเก็บอารมณ์
“แบบนั้นก็พูดกันตรงๆเลยดีกว่าค่ะ” มาริสายิ้มรับ ในวินาทีนั้น ศุษิระรู้แล้วว่ายกแรกตนพ่ายแพ้ต่อเด็กสาว “เพราะหนูจะได้พูดคุยได้ถูกหัวข้อ ถ้าพี่พูดว่าเพราะหนูทำให้ชมรมของพี่ตกต่ำ ก็อาจจะจริงค่ะ แต่ในในฐานะของประธานชมรมคงต้องคิดแล้วละคะว่าจะทำอย่างไร”
“ทำยังไงละฉันก็ต้องหาเรื่องไล่เธอออกจากชมรมให้ได้นะสิ” ศุษิระกล่าวตามตรงไม่ปิดบัง เสียงฟลุทที่ดังจากนักเรียนหญิงสองคนที่ซ้อมอยู่ก็เงียบลงเหมือนตั้งใจฟังสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“อีกนานมั้ยคะ กว่าพี่จะไล่หนูออกไปได้” มาริสาแสร้างถามทำซื่อ ศุษิระแทบฉุนขาดแต่ก็สงบลงได้อย่างรวดเร็ว
“ไม่สำนึกบางเหรอว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการ ยังมากล้าย้อนถามอีกว่าอีกนานมั้ย?”
“คงเพราะว่าชินแล้วมากกว่าคะ เพื่อนๆในห้องก็ไม่มีใครคบกับหนู น่าแปลกมั้ยคะนี่ก็เดือนกว่าแล้ว เวลาทานข้าวหนูยังต้องรับประทานอยู่คนเดียว” มาริสากล่าว
“ดูจากความปากกล้าของเธอแล้วฉันก็ไม่แปลกใจ ใครๆเค้าก็คงกลัวจะเดือนร้อนเพราะคนอย่างเธอคงไม่มีวันยอมใคร”
“พี่เข้าใจผิดแล้วค่ะ หนูออกจะเป็นคนดื้อ แต่ก็สามารถทำให้ยอมรับได้ด้วยเหตุผล”
“หลงตัวเองไปแล้วมาริสา ดนตรีเธอก็เล่นไม่เป็น เงินเดือนคุณแม่เธอก็แค่ค่าขนมฉัน วาสนาเธอไม่มีทางได้เข้ามาเป็นสมาชิกชมรมดนตรีที่หนึ่งหรอก ถ้าไม่เพราะสุ่มชื่อมาลง” ศุษิระตั้งใจข่มเด็กสาวเบื้องหน้า “ถ้าเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อยมันก็ยังพออยู่กันได้ แต่ถ้ายังทำปากเก่งทำตัวเป็นเจ้าเหตุผลไม่สนใจรอบข้าง มันก็ต้องถูกสังคมลงโทษไม่มีใครอยากจะคบแบบทุกวันนี้ละ” ศุษิระสรุป มาริสาฟังดูก็พบว่าถูกต้องและแทงถูกใจดำเอาการ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่มาริสาคิดไม่ถึง
“หนูทราบค่ะ แต่หนูก็ไม่เคยคิดให้ใครมาชื่นชมหรือสงสารหรอกนะคะ หนูก็จะเป็นดอกไม้ในแบบของหนู...”
“ดอกไม้ในแบบของเธอ?”
“อาจจะไม่สวยงามในแบบที่ใครๆจะชื่นชมได้เต็มปาก แต่ก็ไม่มีใครพูดได้ว่าเป็นดอกไม้ที่ไม่น่าชื่นชม” มาริสา มั่นอกมั่นใจพูดออกมา มีหรือที่ศุษิระฟังแล้วจะไม่เกิดความสงสัย ทำไมเด็กคนนี้สามารถกล้าพูดอะไรแบบนี้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ หรือจะเป็นเพียงการเถียงเพื่อเอาชนะ
“เธอ...แสดงอะไรให้ฉันดูได้มากกว่าการพูดหรือเปล่า” ศุษิระกลับยิ้มเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
“คิดว่านำชาในกาของพี่คงจะหมดแล้ว ให้หนูชงให้ใหม่ดีกว่ามั้ยคะ?”...
*************
น้ำชาเกี่ยวอะไรกับการเป็นดอกไม้ในแบบที่มาริสาว่า? เมื่อจิบแล้วศุษิระถึงได้คำตอบ รสชาติของชาใส่กระจ่างละเอียดอ่อนกลมกลืนทั้งกลิ่นและรสชาติถึงที่สุด ไม่ทราบว่านี่เป็นพรสวรรค์ประเภทไหน แต่ต้องบอกว่ามันคือพรสวรรค์ที่ทำให้ศุษิระถึงกับเงียบเสียงครุ่นคิด รุ่นพี่ผมหางม้ามองเด็กสาว ในใจลอบคิดว่า เด็กคนนี้พูดจากตรงไปตรงมา มีปากมีเสียงก็จบกันอย่างรวดเร็ว นับว่ายังมีข้อดีที่หาไม่ได้จากบรรดาดอกไม้ทั้งหลายในโรงเรียนแห่งนี้
“คะแนนกิจกรรมเป็นคะแนนแบบรวมๆได้ไม่ค่อยยากเท่าไรนัก อย่างของชมรมดนตรีก็แค่เข้ามาในห้องของชมรมก็ได้คะแนนแล้ว เกณฑ์ผ่านคะแนนกิจกรรมขอให้ได้แค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นของวันที่มาเรียนเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมของชมรมที่เธอสังกัดอยู่เท่านั้น ถ้าเธอไปมีกิจกรรมที่คณะกรรมการนักเรียน คอมพิวเตอร์ก็จะนับเวลาวันนั้นไว้ด้วย ลองตรวจสอบผ่านโทรศัพท์ของตัวเองได้ว่าวันๆไปทำกิจกรรมที่ไหนบ้าง”
ท่าทีของศุษิระเปลี่ยนไปจน มาริสาเองยังแปลกใจ แต่นี้คงเป็นแค่การลามือชั่วคราว เพราะยอมรับในฝีมือการชงชาของมาริสา แต่ใช่ว่าเห็นควรแล้วที่จะยอมให้เด็กสาวอยู่ในชมรมดนตรี
“ขอบคุณค่ะ” มาริสายกมือไหว้ “รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่มีเขียนในคู่มือนักเรียน”
“ไม่มีหรอก มันเป็นเหมือนช่องโหว่ที่เปิดไว้ เขาจะไม่เขียนลงในหนังสือคู่มือนักเรียน ผอบจันทน์ท่าจะเอ็นดูเธอมากถึงขนาดจัดตำแหน่งคนชงชาประจำตัวให้เธอ เพื่อใช้สำหรับเข้าเช็คชื่อในเรือนดอกมะลิ เธอ...เสร็จยายนั้นไปแล้วเหรอ” ช่างเป็นคำถามที่ตรงไปตรงมาจนน่ากลัวโดยเฉพาะการพูดกันอย่างหน้าตาเฉยนั้นยิ่งทำให้มาริสารีบส่ายศีรษะปฏิเสธ
“เด็กหน้าตาธรรมดาอย่างหนูคงไม่ใช่รสนิยมของพี่ผอบจันทน์หรอกคะ” มาริสาตรงมาก็ตรงไป ยิ้มสู้อย่างฝืนๆ
“แบบนั้นก็แสดงว่า ผอบจันทน์มองไว้แล้วว่าเธอคงทำให้ฉันทนไม่ได้ถึงออกคำสั่งห้ามเข้าห้องชมรมสินะ ถึงจัดตำแหน่งแบบนั้นให้เธอ” มาริสาคิดตามก็อดนึกไม่ได้ว่าที่กันยาบอกว่าเป็นความจงใจของประธานนักเรียน ที่จับให้เธอเข้ามาที่ชมรมดนตรีที่หนึ่งอาจจะเป็นความจริง
“ก็ลองแสดงให้ฉันเห็นแล้วกันว่าดอกไม้อย่างเธอจะไม่ให้ฉันดูถูกได้อย่างไร”...
*************
จากที่เคยคิดว่าคงต้องนั่งทานข้าวเที่ยงคนเดียวไปจนเรียนจบ ก็เหมือนจะไม่เป็นแบบนั้นแล้วเมื่อประธานชมรมทำอาหารส่งข้อความมาเชิญชวนมาริสาไปนั่งร่วมที่โต๊ะ โต๊ะของพวกคณะกรรมการนักเรียนที่เป็นบรรดาหัวหน้าชมรม จะถูกแบ่งเขตชัดเจนกับพวกนักเรียน ถึงไม่มีใครกำหนดไว้แต่มันก็กลายเป็นธรรมเนียมที่ทราบโดยทั่วไป
มธุชาแม้ว่าอยู่เพียงชั้น ม.๕ ก็เป็นที่ยอมรับของพวกรุ่นพี่ชั้นปีสุดท้ายให้รับผิดชอบชมรมไป บนโต๊ะมีรุ่นพี่อีกสองคนนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย และที่ขาดไม่ได้คือ กับข้าววางจัดเรียงอยู่เต็ม ทั้งหมดนำอาหารร้านดังมาประชันกัน นั้นก็ทำให้มาริสาได้เปิดหูเปิดตารสชาติใหม่ๆ เพราะเธอถือว่าตัวเองทำอาหารอร่อยอยู่แล้วจึงไม่ค่อยได้ออกไปทานข้าวที่ไหน พวกรุ่นพี่เห็นเด็กรุ่นน้องชิมแล้วเอ่ยปากร่วมวงพูดคุยวิจารณ์จุดเด่นได้อย่างออกรสก็ถูกใจ ตักกับข้าวใส่จานมาริสา อยากฟังความคิดเห็น แต่ผ่านไปได้ไม่กี่คำก็ต้องยอมแพ้เพราะอิ่มเสียก่อน หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อยรุ่นพี่ ม.๖ สองคนก็ขอตัวเดินออกไป เวลานั้นมธุชาก็เป็นฝ่ายถามมาริสา
“เป็นยังไงบ้างชมรมดนตรีที่หนึ่ง...”
“ก็...” มาริสาคิดเล็กน้อยว่าจะตอบอย่างไร “โอเคนะคะ พี่ศุษิระก็ให้รุ่นพี่สองคนมาสอนไวโอลินหนู”
“สองคนเหรอ ถ้า...ให้เดาคงเป็นสองคนที่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ราระนา กับ ปริชาติ” มธุชาตอบสีหน้ามั่นอกมั่นใจว่าไม่ผิดแน่
“คะพี่ปริชาติคอยแนะนำส่วนพี่ราระนาดูเหมือนจะไม่ยอมพูดอะไรแต่จะหนูวางไม้วางมือจัดท่าทาง ออกจะถึงเนื้อถึงตัวไปหน่อย แต่แกก็ยิ้มแย้มดี”
“อ๋อดีแล้วละที่เป็นสองคนนั้น ราระนาเล่นดนตรีเป็นทุกชนิด แต่เก่งมากในเรื่องของเครื่องเป่า ส่วนที่พูดไม่ได้เพราะประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางจิตใจ”
“แย่จัง...” มาริสาได้ฟังแล้วถึงร้องออกมา
“แต่...ดูเหมือนจะสนิทสนมกับพี่ปริชาติดีนะคะ”
“ก็สองคนนั้นเป็นแฟนกัน ถ้าเจอกำลังจู๋จี๋กันก็แกล้งๆทำเป็นมองไม่เห็นด้วยละ” มธุชารีบเตือนเพราะเข้าใจว่ามาริสาไม่ค่อยได้คบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอาจจะยังไม่ทราบเรื่องแบบนี้” มาริสาพยัดหน้ารับ
“ถ้ามีอะไรสงสัยเกี่ยวกับรุ่นพี่ ม.๕ ม.๖ ถามพี่ได้นะมาริสา ชมรมพี่กินไปบ่นไป เรื่องต่างๆก็เลยมาเขาหูเยอะไปหมด”
“งันอย่าง พี่ศุษิระ ละคะมีแฟนหรือเปล่า”
“เคยมีข่าวลือว่า ศุษิระจะชอบเขียน โคลง ไว้บนสมุดโน้ต จริงๆคือเขียนถึงใครบางคน เดากันไปต่างๆนาๆ แต่ก็ไม่มีใครที่น่าจะใช่ ก็คงสรุปว่าไม่มี” มธุชาพูดวนไปมาให้เด็กสาวลุ้นอยู่นาน
“แหม...หนูก็สงสัยว่าใครจะเป็นผู้โชคดี”
“ก็อาจจะเป็นคนที่...ใครๆ ก็คาดไม่ถึง” มธุชาพูดเหมือนจะไม่ทราบแต่มาริสากลับรู้สึกเลยว่ารุ่นพี่กำลังปิดบังเธออยู่..
*************
การประชุมของชมรมดนตรีเกิดขึ้นช้ากว่าที่พิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่สี่คิด และไม่น่าเชื่อว่าเธอเองกลับถูกเชิญมาในการประชุมของเย็นวันนี้ เพราะตลอดมาไม่เคยมีปากมีเสียงในหอระเบียงฯเลยแม้แต่น้อย
โต๊ะขนาดใหญ่ทรงกลมถูกตั้งกลางห้องประชุม แต่พิณพาทย์กลับพบเพียงศุษิระนั่งอยู่ มีคนของคณะกรรมการนักเรียนค่อยอำนวยความสะดวก พิณพาทย์มองพักหนึ่งก็จำได้ว่าคือ เกตุมณีลูกสาวเจ้าของโรงแรมใหญ่ คอนเนกชั่นระดับห้าดาวในวงการธุรกิจ ก็ยิ้มทักทาย เด็กสาวตากลมนอบน้อมพนมมือไหว้รุ่นพี่ตามธรรมเนียม เมื่อทักทายกันพอเป็นพิธีพิณพาทย์ก็เดินไปเลื่อนเก้าอี้ทางด้านซ้ายมือของศุษิระ เด็กสาวผู้ผูกผมหางม้าหันมองทำมือเชิญในที่ตรงข้าม
“มาธุสร กับ วิระผกา ไม่มาหรอกนั่งตรงข้ามฉันดีกว่าจะได้พูดคุยกันถนัดๆ” ศุษิระกล่าว พิณพาทย์ พยักหน้ารับทราบเดินไปพลางขอคำอธิบาย
“ในจดหมายบอกว่าเชิญประธานชมรมทุกคนแต่ทำไม ประธานชมรมที่สองกับสามไม่มาเสียละ”
“จำเป็นด้วยเหรอ เธอก็รู้ว่า อย่างไรพวกนั้นก็เป็นเด็กจากชมรมที่หนึ่งส่งแยกไปคุมอยู่แล้ว ผลสรุปฉันก็เป็นคนตัดสินอยู่ดี”
“นั้นสินะ แล้วมีเรื่องอะไรคะคุณ ศุษิระ” เด็กสาวร่างเล็กนั่งลงประสายมือไว้บนโต๊ะเตรียมพร้อมสำหรับการรับฟัง
“มีงานประกวดอยู่สองสามงานที่เราส่งรายชื่อในนามของชมรมดนตรีที่หนึ่งไปเป็นตัวแทนโรงเรียน เมื่อคนที่เข้าประกวดออกจากชมรมไปแล้วฉันก็คงต้องเป็นตัวแทนโรงเรียนส่งจดหมายยกเลิกการเข้าประกวด ส่วนมีอีกสามงาน... ยังพอมีเวลาไปสมัครใหม่ ฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไร...?” ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งยิ้มให้เสมือนถือไพ่เหนือกว่าในมือ พิณพาทย์ระบายลมหายใจ
“ถ้าส่งในฐานะตัวแทนของโรงเรียน มันก็เป็นอำนาจของคุณศุษิระ ฉันคงไปโต้แย้งอะไรไม่ได้ จะห้ามไม่ให้คุณทำก็ไม่ได้เช่นกัน แต่ไม่คิดเหรอว่ามันเป็นการทำลายโอกาสคนที่มีความมุ่งมั่น โดยคนที่มองว่าดนตรีเป็นเพียงของเสพคู่กับน้ำชา”
“ทุกอย่างมันอยู่ที่เธอนั้นละพินพาทย์”
“เอาละ จะให้ฉันทำอะไรคะคุณศุษิระ?” ทันทีที่เด็กสาวร่างเล็กเอ่ยคำนี้ออกมา รอยยิ้มก็ประดับบนริมฝีปากของประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง
“ฉันว่าจะรวมคนเก่งๆในระเบียงวาทกะมาตั้งวงกัน เล่นทุกวันศุกร์ ถ้าเธอเห็นด้วยก็ให้กันยามาอยู่วงที่ว่านี้ และก็ให้พวกที่ย้ายไปเข้าชมรมเธอกลับเข้าชมรมเดิม”
“ความคิดเรื่องที่จะตั้งวงดนตรีของระเบียงฯ ฉันเคยเสนอในที่ประชุมหลายรอบแล้ว ทำไมเพิ่มมาเห็นด้วยคะ”
“ถึงไม่อธิบายเธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอ”
“ค่ะ ก็แค่อยากฟังชัดๆจากคุณศุษิระ”
“ฉันอยากแก้ปัญหาที่คนมีฝีมือออกจากชมรมไปเข้าหากันยากันหมด ก็เท่านั้น”
“แล้วชมรมดนตรีที่สี่จะได้อะไรละ”
“ก็เรื่องทำความสะอาดระเบียงฯทั้งหมดจะปล่อยให้บริษัททำความสะอาดรับไป เรื่องค่าใช้จ่าย พวกฉันรวบรวมเงินของชมรมออกไปแล้วทำสัญญากันหนึ่งปี” ศุษิระอธิบาย พิณพาทย์ส่ายศีรษะ
“ดีแล้วเหรอแบบนั้น คุณอยากให้สภาพของหอระเบียงวาทกะแบ่งเป็นชมรมดนตรีที่หนึ่งสองสามสี่แบบนี้อีกเหรอ” พิณพาทย์กล่าวอย่างอ่อนใจ
“แล้วมีอะไรไม่ดีละ”
“มันไม่ดีตั้งแต่การแบ่งระดับของคนที่จะอยู่ในชมรมตามฐานะแล้วค่ะ” พิณพาทย์กล่าวน้ำเสียงแสดงถึงความเบื่อหน่าย
“คุณพิณพายท์ไม่ทำแบบนี้จะแก้ความวุ่นวายที่ทุกคนพยายามจะสร้างคอนเนกชั่นกับระดับห้าดาวยังไงคะ ถึงจะเข้าใจว่าทุกคนต้องพยายามถืบตัวขึ้นที่สูง แต่ก็ต้องเห็นใจคนที่อยู่สูงด้วยสิคะ”
“ยิ่ง...ยิ่งฟังเธอพูด ฉันคงนิ่งดูดายไม่ได้ เรื่องการส่งประกวดทั้งหลาย กันยาใช้เส้นสายคุยไว้หมดแล้ว เธอจะตัดชื่อออก หรือจะไม่ทำอะไร ทั้งหมดก็ได้แข่งในนามของตัวแทนของโรงเรียนอยู่ดี ผู้จัดประกวดทุกงานที่กันยาติดต่อไปยินดีอำนวยความสะดวกให้หมดแล้ว ส่วนเรื่องการตั้งวงเล่นดนตรีนั้น กันยาก็ไปประสานงานกับผอบจันทน์ ในฐานะประธานชมรมวัฒนธรรม เราจะไปเล่นเพลงให้ในงานเต้นรำวันพุธที่จะจัดในวันพรุ่งนี้” พิณพาทย์ค่อยๆอธิบาย ศุษิระฟังแล้วก็ค่อยๆเงียบลง ก่อนหันไปหาเกตุมณีที่ยืนอยู่ด้านข้างห่างออกไป
“ปิดการประชุม” ศุษิระกล่าวอย่างอ่อนแรง เด็กสาวตากลมพยักหน้ารับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจัดเก็บข้อความที่ประชุมลงคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน พิณพาทย์ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง
“เธอไม่ต้องพยายามรักษามันไว้หรอก ฉันจะทำลายระบบชนชั้นฐานะก่อนที่มันจะทำร้ายเธอมากกว่านี้”...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๗ หอระเบียงวาทกะ(๖)
edit @ 2 May 2008 02:09:10 by ~fs writer~