ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๖ หอระเบียงวาทกะ(๕)
โนโรซ่า ภูตดอกไม้ตัวน้อยเดินเตาะแตะไปมาบนพื้นไม้ของชมรมดนตรีที่สี่ หันซ้ายหันขวา หมุนตัวไปรอบตัว ก้มบ้างเงยบ้าง มองหามาริสาผู้เป็นคนอันเชิญเธอออกมาก่อนสีหน้าจะพลันเปลี่ยนเป็นย่ำแย่
ภูตดอกไม้เริ่มรู้ตัวว่าเพราะตนนั้นหลงไปกับเสียงดนตรีมากเกินไป จนละเลยการปฏิบัติเคียงข้างเพื่อรับใช้ ก็ถึงกับร้องไห้ออกมา นี่คงเป็นทางออกเดียวที่ภูตดอกไม้ตัวน้อยพอจะนึกได้ ถึงจะทราบก็เถอะว่าคงไม่มีใครสามารถได้ยินเสียงของเธอ
“หลงทางมาเหรอ” เด็กสาวผมหยักศกแววตาเศร้ากล่าวขึ้น ก่อนก้มลงไปมองด้านหน้าของภูตดอกไม้ตัวน้อย โนโรซ่ายืนนิ่งมองกันยาอยู่ครู่ใหญ่ กันยาก็ได้แต่ยิ้มตอบ ในขณะที่สมาชิกชมรมคนอื่นมองกันยาด้วยความประหลาดใจไม่แพ้กันว่ากำลังก้มมองอะไรบนพื้น
‘เพคะพระนาง’ ภูตดอกไม้ตอบผ่านโทรจิต ร่างจิ๋วใช้สองมือจับกระโปรงกลีบดอกไม้สีแดงยกขึ้นเล็กน้อย ทำท่าย่อตัวถอนสายบัวแสดงความเคารพ...
‘เอาละ’
มาริสาสูดลมหายใจรวบรวมความมั่นใจ ก่อนจัดแว่นสายตาของตนเองเป็นอันดับสุดท้ายก่อนจะผลักประตูฉลุลวดลายของดอกมะลิหลากชนิดอย่างบรรจงพิสดาร เข้าสู้ด้านในของอาคารไม้ชั้นเดียวที่ทำการของคณะกรรมการนักเรียนอย่างสำรวม
ผอบจันทน์ ประธานนักเรียนคนสวยที่นั่งอยู่บนโต๊ะน้ำชาประจำตำแหน่ง ยังคงเต็มไปด้วยพลังคุกคามและกดดันอย่างน่าประหลาด แต่ครั้งนี้มาริสากลับรู้สึกว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะเก้าอี้ชุดน้ำชาตัวนี้มากกว่า ที่สร้างพลังเช่นนั้นให้ผอบจันทน์ เพราะหากพูดคุยตามปรกติแล้วมาริสากลับไม่สามารถสัมผัสถึงพลังอะไรแบบนั้นได้จากรุ่นพี่ผู้นี้ เช่นอย่างที่พูดคุยกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตอนที่พบกันที่วัด
ด้านข้างของผอบจันทน์กลับเป็นศุษิระ ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งผู้ผูกผมหางม้ารวบไว้ด้านหลังเป็นพวงพู่สวยงาม เธอหันมามองทางเด็กสาวที่ก้าวเข้ามาภายในเรือนดอกมะลิ แววตาที่ร้อนลนกลับพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบมองมายังมาริสา อารมณ์ซับซ้อนนั้น มาริสาสรุปได้อย่างรวดเร็วว่า พี่ศุษิระ มองเธอว่าเป็นตัว เกะกะ อยู่อย่างผิดที่ผิดทาง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รุ่นพี่ในโรงเรียนนี้ แสดงออกกับเธอด้วยท่าทางเช่นนั้น อย่างน้อยก็คณะกรรมการนักเรียนที่เผ้าประตูโรงเรียนนั้นละที่มองเธอด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเป็นประจำ
มาริสายกมือไหวประธานนักเรียนพร้อมกล่าวสวัสดี และจึงหันไปยังศุษิระเหมือนชั่งใจอีกครั้งว่าจะปฏิบัติต่อรุ่นพี่คนนี้อย่างไร
ศุษิระนั้นถือตัวว่าสูงศักดิ์มองไม่เห็นมาริสาในสายตา จึงหันหน้าหนีไม่สนใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นสุดท้ายเด็กสาวก็หันกลับมาทางผอบจันทน์ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า โดยไม่คิดจะยกมือไหว้ทักทายรุ่นพี่ตามธรรมเนียมมารยาท
ผอบจันทน์ลอบยิ้มออกมา แค่เริ่มก็สัมผัสถึงความขัดแย้งที่เธอตกแต่งขึ้นอย่างบรรจง
“มีธุระอะไร ว่ามาเถอะมาริสา” ผอบจันทน์รอรับฟัง
“เหตุผลที่หนูมาที่นี่พี่ผอบจันทน์คงทราบอยู่แล้ว หนูคงไม่เหมาะกับชมรมดนตรีที่หนึ่งหรอกคะพี่ผอบจันทน์ อยากจะให้พี่ทบทวนคำสั่งใหม่อีกครั้ง” มาริสากล่าว ศุษิระปรายตามองมาริสาเล็กน้อย ผอบจันทน์แสร้งขบคิด
“ทำไมละ?”
“หนูเล่นดนตรีไม่เป็นค่ะ”
“ก็ไม่เป็นอะไรหรอก ทุกคนก็ใช่ว่าจะเป็นกันตั้งแต่เกิด แล้วอีกอย่างฉันเองก็ไม่ใช่คนที่เลือกให้เธอเข้าชมรมนี้เสียด้วยนะมาริสา แต่เป็นคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนสุ่มให้ต่างหาก และนี้ก็เป็นการลงโทษในฐานะที่เธอไม่ใส่ใจในเรื่องราวของโรงเรียน เธอจะมาเรียกร้องอะไรกับฉันไมได้หรอกนะ” มาริสาเถียงอะไรไม่ออก แต่ดูเหมือนจะมีคนที่เดือดร้อนกับการที่มาริสาต้องเข้าชมรมดนตรีที่หนึ่งไม่น้อยไปกว่าตัวเธอ ศุษิระรีบกล่าวแย้งขึ้นแทน
“ลงโทษให้เข้าชมรมอันดับหนึ่งของโรงเรียนนี่นะเหรอคะคุณผอบจันทน์ ไม่มีใครเขาเชื่อว่าเป็นการลงโทษหรอกค่ะคุณผอบจันทน์ กลับเป็นการส่งเสริมกันเสียมากกว่า”
“เมื่อเป็นการสุ่มโดยคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอธิบายอย่างไรดีเหมือนกัน ถ้าฉันสามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ก็ว่าไปอย่าง และที่ผ่านมาคนที่สุ่มลงชมรมประหลาดๆขอย้ายชมรมก็ทำไม่ได้ ดังนั้นการที่เด็กคนนี้ได้เข้าชมรมอันดับหนึ่งก็น่าจะอยู่ในกฎเดียวกัน” ผอบจันทน์กล่าวอย่างชัดเจนเด็ดขาด มาริสาเองได้ฟังก็นึกไม่ออกว่าจะยกอะไรมาอ้าง ศุษิระยังไม่ยอมแพ้
“แต่ให้คนที่เล่นดนตรีไม่เป็นมาอยู่ชมรมดนตรีอันดับหนึ่ง ดิฉันว่ามันออกจะตลกเกินไป”
“พวกเธอก็สอนสิ” ผอบจันทน์อธิบายพลางยกถ้วยชาลายดอกไม้ขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ศุษิระส่ายศีรษะ
“อีกอย่าง ฐานะของเด็กคนนี้ คุณแม่เป็นพนักงานบริษัท รายได้ต่อเดือนก็แค่ค่าขนมของพวกเรา แล้วแบบนี้คุณผอบจันทน์คิดว่าเด็กคนนี้จะเข้ามาอยู่ในสังคมของชมรมดนตรีที่หนึ่งได้เหรอคะ”
“อือ...” ผอบจันทน์แสร้งขบคิดต่อ “ไม่มีเงินเข้าสังคมไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เรื่องการทำกิจกรรมในชมรมดนตรีไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องราวกิจกรรมที่พวกเธอทำกันนอกโรงเรียนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ จะไปดูคอนเสิร์ตหรือเชิญนักดนตรีมาอบรมก็ไม่มีการอนุญาตให้ใช้สถานที่ในโรงเรียนอยู่แล้ว” ผอบจันทน์แย้ง
“แล้วเครื่องดนตรีละคะ”
“ก็ของชมรมดนตรี พวกเธอของบซื้อเครื่องดนตรีแพงๆ เพียงเพื่อไปตั้งโชว์เก็บไว้ในตู้กันหรือยังไง?” ผอบจันทน์ย้อนถาม
“ของแพงๆพวกนั้นจะให้คนที่เล่นดนตรีไม่เป็นมาจับนะเหรอคะ?” ศุษิระกระทู้ถามกลับ มาริสาได้ยินแล้วถึงกับทนนิ่งเฉยไม่ไหว
“ไม่เป็นอะไรค่ะ หนูมีไวโอลินของคุณแม่อยู่” เด็กสาวเอ่ยปาก ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งหันหน้าควับมองตาดุมายังเธอมาทันที
“ฉันไม่มีทางยอมรับเธอเข้าชมรมดนตรีที่หนึ่งเด็ดขาด” ศุษิระส่วนกลับอย่างอารมณ์เสีย เมื่อทำอะไรผอบจันทน์ไม่ได้ก็หวังระบายอารมณ์เอากับสิ่งอื่นรอบข้าง
“พี่คะ...ก็ใช่ว่าหนูอยากจะเข้าชมรมพี่ หนูเองดนตรีก็เล่นไม่เป็น บ้านก็หลังเล็กคุณแม่ก็เงินเดือนน้อย มาโรงเรียนก็ยังต้องนั่งรถเมล์มา แต่พี่ศุษิระสามารถแก้ไขอะไรได้หรือเปล่าคะ หนูจะรู้สึกเป็นบุญคุณมากเพราะหนูก็รู้สึกลำบากใจเช่นกัน” มาริสากล่าวอย่างใจเย็น เล่นเอาประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งถึงกับโต้ตอบไม่ออก ผอบจันทน์จึงกล่าวขึ้นมาแทน
“ก็มีอยู่ทางหนึ่งนะ ถ้าสามารถเอาเรื่องนี้ขึ้นที่ประชุมคณะกรรมการนักเรียนและลงมติให้หาวิธีอื่นในการเลือกชมรมให้กับมาริสา แต่คงต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกคนในที่ประชุม เพราะเรื่องนี้เป็นการใช้มติเพื่อล้มคำสั่งของประธานนักเรียนที่ออกไปแล้วอย่างถูกต้อง” ผอบจันทน์อธิบายมองมาริสาเหมือนถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป เด็กสาวไม่คิดตามให้เปลืองสมอง เพราะเธอรู้สึกว่าตัวประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งกลับเดือนร้อนมากกว่าเธอหลายเท่า ศุษิระเองถึงกับถอนหายใจไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ทราบแต่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ
“เอาเถอะคะ ดิฉันเองก็จะพยายามดูแล้วกัน” เธอกล่าวทิ้งท้ายและก็เดินกลับออกไปไม่วายจ้องมองมายังมาริสา ก่อนส่ายศีรษะแสดงออกอย่างไม่สบอารมณ์ เด็กสาวมองตาขวางกลับไม่ยอมแพ้ เมื่อไม่หลบสายตาศุษิระก็หยุดมองมาริสากลับ เกมจ้องตาจึงเริ่มขึ้น ผอบจันทน์วางถ้วยชาเปล่ากระทบลงจานรองเบาๆ
“มาริสามาชงน้ำชาให้ฉันทีสิ มันหมดแล้ว” น้ำเสียงของผอบจันทน์ฟังดูทั้งเป็นคำสั่ง ทั้งเป็นการเอาแต่ใจ แต่เหนือกว่านั้นมาริสารู้สึกได้ว่านั้นเป็นการช่วยเธอให้หลุดจากสถานการณ์น่าหวาดเสียว
“ค่ะ” มาริสาตอบก่อนโค้มตัวลงเล็กน้อยผ่านศุษิระผู้เป็นรุ่นพี่ไป ตามธรรมเนียมมารยาท ศุษิระจึงเดินออกไปจากเรือนดอกมะลิ...
ผ้ากันเปื้อนหนังสีน้ำตาลเข้มผืนใหม่เอี่ยมถูกนำมาสวมทับชุดนักเรียนผูกด้านหลัง ไม้กวาดไม้ถูพื้นถังน้ำแบบเข็น ถูกเลื่อนหยิบออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ด้านนอกของตัวอาคาร กันยานึกลำดับการทำงานในใจก่อนเลื่อนรถเข็นถังน้ำไปด้านหลังหอระเบียงวาทกะเติมน้ำจากก๊อกน้ำก่อนเลื่อนถังบรรจุน้ำจุ่มไม้ถูพื้นกลับมาตั้งไว้หน้าห้องของชมรมดนตรีที่สี่
การที่กันยามาเข้าชมรมว่าเป็นเรื่องที่แปลกแล้ว แต่การที่เห็นเธอตั้งท่ามาทำความสะอาดห้องของชมรมยิ่งน่าประหลาดใจกว่า เดิมทีทุกคนในชมรมดนตรีที่สี่เข้าใจว่ากันยามีเจตนาจะบีบให้พิณพาทย์ยุบซมรม เพราะทุกวันนี้ทุกคนก็ต้องอดทนกับสภาพการแบ่งชนชั้นของพวกชมรมระดับบนๆและยังมาเพิ่มความแตกต่างให้กับชมรมดนตรีที่สี่อีกโดยการตัดงบทำความสะอาด สมาชิกชมรมส่วนใหญ่ก็ฐานะธรรมดาไม่มีทางรวบรวมเงินไปจัดจ้างบริษัททำความสะอาดแบบชมรมระดับต้นๆ ก็คงต้องก้มหน้าก้มตากันทำเอง
กันยาเริ่มลงมือกวาดห้องในขณะที่ทุกสายตาจับต้องเธออย่างสงสัย กันยาไม่สนใจยังคงค่อยๆกวาดต่อไปจนกระทั้งสายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่บนพื้น จึงหยุดมือมองการเคลื่อนไหวของสิ่งนั้น จะมองอย่างไรก็เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กจิ๋วในชุดกระโปรงบานสีแดง จากหันซ้ายหันขวาเปลี่ยนเป็นก้มบ้างเงยบ้างเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะเริ่มยืนร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ กันยาเห็นก็รู้สึกไม่สบายใจเดินเข้าไปด้านหน้าของเด็กผู้หญิงร่างจิ๋วและพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน
“หลงทางมาเหรอ” กันยาก้มตัวลงมาต่อหน้า เด็กผู้หญิงร่างจิ๋วยืนนิ่งมองกันยาอยู่พักใหญ่จนเธอเองคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะตาฝาดไปมองเห็นตุ๊กตาเคลื่อนไหวได้ สมาชิกในชมรมมองกันยาและซุบซิบพูดคุยกัน ในขณะที่พิณพาทย์ค่อยขยับลุกขึ้นเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัยว่ากันยากำลังมองอะไรอยู่
“มีอะไรเหรอ” พิณพาทย์กล่าวขึ้นก่อนพยายามมองหาสิ่งผิดปรกติ กันยาเห็นดังนั้นก็พอทราบว่ามีเธอเห็นเด็กผู้หญิงร่างจิ๋วนี้เพียงคนเดียว จึงยิ้มต่อรุ่นพี่ร่างเล็กแทนคำตอบ
“สงสัยว่าหนูจะตาฟาดไป” กันยากล่าว แต่สายตายังคงมองเด็กผู้หญิงร่างจิ๋วในชุดกลีบดอกไม้สีแดงที่กำลังย่อตัวแสดงการทักทายเธออย่างไม่อาจจะวางตา
‘เพคะพระนาง’ เสียงหนึ่งดังก้องในศีรษะของกันยา
‘ฉันช่วยอะไรเธอได้บ้างละ’ กันยาลองถามขึ้นในใจ คิดว่าน่าจะพอสื่อสารกันได้ เด็กผู้หญิงร่างจิ๋วทำท่าขบคิด ก่อนหมุนตัวหายไปและมาปรากฏอยู่บนไหล่ด้านขวาของเธอแทน
‘ขอติดตามพระนางเช่นนี้ได้มั้ยเพคะ?’ เด็กร่างจิ๋วกล่าวกันยาคิดเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับ คิดว่าถ้าเป็นผีหรือวิญญาณร้ายคงไม่มีท่าทางเป็นมิตรแบบนี้
‘เธอชื่ออะไร’ กันยาถามเพื่อให้สามารถเรียกขานได้ถูกต้อง
‘โนโรซ่าเพคะ เป็นภูตที่ดัดแปลงจากดอกไม้ตามพระประสงค์ของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล’
‘งันฉันเรียกเธอว่าโนโรซ่าได้สินะ ฉันชื่อว่ากันยา’ กันยาแนะนำตัวในใจ ภูตน้อยเอียงคอสงสัย
‘พระนางคือกันยาเหรอเพคะ? หม่อมฉันจำได้ว่าพระนางมีนามว่านาตาลีไม่ใช่หรือเพคะ?’
“หือ” กันยาได้ฟังถึงกับส่งเสียงร้องออกมา เสียงนั้นทำให้สมาชิกทุกคนในชมรมตื่นตัวหันมามองกันยาอย่างสงสัย
“เป็นอะไรเหรอกันยา” พิณพาทย์กล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรคะ” กันยาตอบสั้นๆก้มหน้าก้มตากวาดพื้นต่อไป ในขณะที่มีสมาชิกของชมรมอีกสองคนเดินเข้ามาผูกผ้ากันเปื้อนหนังใหม่เอี่ยมทับชุดนักเรียนไว้เรียบร้อย เข็นถังน้ำกับไม้ถูพื้นเข้ามาจัดการงานต่อจากกันยา
เป็นเรื่องที่พิณพาทย์คาดไว้อยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี่เธอส่งข่าวให้กับสมาชิกทุกคนในชมรมทราบโดยทั่วกันแล้วว่าต่อไปต้องลงมือทำความสะอาดชมรมด้วยตนเอง เพราะงบทำความสะอาดของชมรมโดนตัด ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่มีคนเตรียมพร้อมสำหรับการทำความสะอาดชมรม
แต่เหตุผลเบื้องหลังยิ่งกว่านั้นคือ สำหรับคนที่มุ่งมั่นในถนนสายดนตรี กันยาซึ่งมีฐานะเป็นลูกสาวนักไวโอลินระดับโลกถือว่าเป็นคอนเน็กชั่นระดับห้าดาวที่ใครๆก็ต้องพยายามทำความสนิทสนมหากมีโอกาส...
“ชมรมดนตรีอันดับที่หนึ่งเต็มไปด้วยคอนเน็กชั่นทางธุรกิจระดับห้าดาว” ประธานนักเรียนคนสวยกล่าวพลางยกชาขึ้นจิบ มาริสาที่ยืนถือกาน้ำชาอยู่ไม่เข้าใจความหมายของผอบจันทน์ ว่าต้องการจะบอกอะไรเธอ
“เธอชงชาอร่อยกว่ากันยาอีกนะ อือไม่น่าเชื่อ เหมือนเข้มขึ้นเล็กน้อยแต่ก็กำลังดีและหอมมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าสามารถชงจนได้กลิ่นสดชื่นขนาดนี้ เธอตวงใบชาตามช้อนตวงหรือเปล่านะ”
“ก็...เปล่าคะ ดูมันน้อยเกินไปหนูก็เลยเพิ่มขึ้น” มาริสากล่าวไปตามตรง “น้ำน่าจะร้อนกว่านี้หนูก็เลยปรับอุณหภูมิขึ้นอีกสามองศาเซลเซียส ลดปริมาณน้ำลงอีกเล็กน้อย แต่ลดเวลาในการแช่ชาลง”
“อืม...นี่เธอรู้เหรอว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะทำให้รสชาติของน้ำชาอร่อยขึ้น”
“ก็ค่ะ...มันเป็นความรู้สึก”
“เป็นความสามารถที่แปลกดี” ผอบจันทน์ซุบซิบกับตัวเอง มาริสาถือว่าเป็นคำชมก็ยิ้มรับ “ถ้าแบบนั้น ฉันมีชาชั้นดีอยู่กระปุกหนึ่ง” ผอบจันทน์กล่าวแล้วก็ลุกขึ้นเดินลึกเข้าไปชั้นในสุดของเรือนดอกมะลิ
เรือนดอกมะลิจะแบ่งเป็นสามโซนอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปิดเข้ามา จะพบกับโต๊ะชุดน้ำชา เป็นโซนของประธานนักเรียนใช้สำหรับการรับแขกที่เข้ามาภายในเรือนดอกมะลิ แต่หากหันไปทางขวามือ ก็จะพบว่าเรือนดอกมะลิเป็นอาคารชั้นเดียวที่มีรูปทรงยาวไปในด้านข้าง โซนที่สองจึงเป็นที่ทำงานของคณะกรรมการนักเรียน มีโต๊ะทำงานเรียงเป็นระเบียบดูโล่งสบาย ด้านติดกับหน้าต่างมีเปียโนหลังใหญ่ตั้งอยู่ และโซนที่สามเป็นด้านหลัง เป็นห้องน้ำอ่างล้างหน้า และตู้พยาบาล มีมุมกาแฟและอุปกรณ์ชงชา
แต่เปียโนหลังใหญ่นั้นก็สะดุดตาและแปลกประหลาดมากสำหรับมาริสา เหมือนเป็นของที่วางผิดที่ผิดทางเพราะคณะกรรมการนักเรียนไม่เห็นน่าจะมีของแบบนี้ตั้งอยู่เลย แต่พอมานึกว่าโต๊ะชุดน้ำชานี้ก็ประหลาดไม่แพ้กัน ก็สรุปได้ว่าเธอไม่ควรเอาเรื่องราวในโรงเรียนนี้ไปเทียบกับเรื่องทั่วๆไป และนั้นก็ทำให้เธอนึกถึงเรื่องหนึ่ง
‘โนโรซ่าละหายไปไหน’ ...
“มีอะไรหรือมาริสาหน้าตาไม่ดีเลย” ผอบจันทน์พูดพลางเดินกลับมานั่งที่โต๊ะน้ำชา เด็กสาวรีบเงยหน้าขึ้นขยับแว่นตนเองให้เข้าทีเข้าทาง
“เปล่าค่ะ คือหนูนึกได้ว่ามีเรื่องสำคัญมากๆต้องไปทำ” มาริสารีบตัดบท ผอบจันทน์พยักหน้ารับก่อนส่งกระปุกขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กจับได้พอดีอยู่ในอุ้งมือให้กับเด็กสาวรุ่นน้อง
“อะ...ไรคะ”
“ใบชา รับไปสิ” ผอบจันทน์ย้ำมาริสารีบยกมือขอบคุณก่อนจะรับไว้อย่างไม่เข้าใจ
“พวกชมรมดนตรีที่หนึ่ง เป็นพวกติดชา เธออาจจะไม่เข้าใจแต่ดูอย่างฉันเป็นตัวอย่างก็ได้จะเห็นว่าต้องจิบน้ำชาตลอดเวลาที่มีโอกาส ใบชานี้น่าจะมีประโยชน์กับเธอ แล้วพรุ่งนี้เช้าเข้ามาชงชาให้ฉันด้วย” ผอบจันทน์กล่าวอย่างเอาแต่ใจเช่นเคย...
มาริสาออกมาจากเรือนดอกมะลิ เดินไปอย่างเร่งรีบมุ่งหน้าไปยังสวนลำพูที่ตั้งของระเบียงวาทกะ แต่ก็คิดว่าน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่าการตามหาโนโรซ่า ก็แบมือขึ้น จินตนาการถึงโครงร่างเส้นสายบางอย่างสานกันเป็นวงกลมวาดลงบนมือ มาริสาทราบเพียงว่านี่เป็นเครื่องหมายสำหรับการเรียกโนโรซ่าออกมา มันเป็นความทรงจำที่มีมาหลังจากได้พบกับลิลิธ ปิศาจสาวแห่งวิหารกุหลาบ
ภูตดอกไม้ในชุดสีแดงปรากฏขึ้นกลางอากาศก่อนค่อยๆทิ้งตัวลงบนฝามือของมาริสา เด็กสาวจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นค่อยๆเดินได้อย่างสบายใจ โนโรซ่าเมือเห็นมาริสาก็รีบกล่าวขึ้นโดยใช้โทรจิต
‘พระนางเพคะโปรดพระราชทานอภัยโทษที่หม่อมฉันละเลยไม่ติดตามพระนางให้ดีเพราะมัวแต่หลงอยู่กับเสียงดนตรี’ โนโรซ่าพูดขึ้นในหัวของมาริสาด้วยท่าทางสำนึกผิด เด็กสาวได้แต่ยิ้ม
“อะไรขนาดนั้น เธออยากไปไหนก็ไปเถอะ ฉันเป็นห่วงแค่ว่าแมวหรือสุนัขคาบเธอไปกินเท่านั้นเอง แต่จะว่าไปเธอหายตัวไปมาได้คงไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว” มาริสารู้สึกว่าตนนั้นเป็นห่วงโนโรซ่ามากเกินไป
‘พระนางจะทรงไล่หม่อมฉันเหรอเพคะ?’ เด็กสาวร่างจิ๋วทำท่าจะร้องไห้
“ไม่ใช่แบบนั้น” มาริสากล่าวแย้งแทบจะทันที “ฉันให้อิสระเธอต่างหาก” เธอพยายามอธิบาย โนโรซ่าเหมือนไม่เข้าใจและร้องไห้ออกมา สุดท้ายกลายเป็นว่าเธอก็ได้แต่ปลอบให้ภูติดอกไม้หยุดร้องไห้และสั่งให้กลับไปนั่งบนบ่าเช่นเดิม เสียงสัญญาณเตรียมตัวเข้าแถวหน้าเสาธงดังขึ้นมาริสาพลิกดูนาฬิกาก่อนจะเดินมุ่งไปหน้าเสาธง
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ทางอาคารสองชั้นภายในสวนลำพูที่ถูกเรียกว่าหอระเบียงวาทกะ นักเรียนส่วยใหญ่แยกย้ายไปเตรียมตัวเข้าแถวหน้าเสาธง จะเหลือก็เพียงคนที่เป็นคณะกรรมการนักเรียนเท่านั้นที่สามารถเข้าแถวหน้าห้องกิจกรรมชมรม หรือเรือนดอกมะลิได้ และไม่จำเป็นต้องเข้าโฮมรูมเหมือนนักเรียนคนอื่น กันยาจึงถูกพิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่สี่เรียกตัวเอาไว้ หลังจากเข้าแถวหน้าห้องเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็เดินกลับเข้าไปในห้องของชมรม
พิณพาทย์นั่งบนเก้าอี้หน้าแกรนเปียโนตัวเดิมเป็นที่ประจำของตัวเอง ในขณะที่กันยายืนรอว่ารุ่นพี่มีธุระอะไรจะคุยกับตน
“เห็นสีหน้าครั้งสุดท้ายของ ศุษิระมั้ย” รุ่นพี่ร่างเล็กเอ่ยปากถาม
“ค่ะ”
“แล้ว?”
“ก็เหมือนสมัยที่หนูเข้ามาใหม่ๆ หนูพยายามจะพูดว่า ดนตรีต้องเล่นด้วยกันไม่ใช่คิดแต่จะประชันกันอย่างเดียว ดนตรีนะ ต้องเล่นด้วยความสนุกสนาน ไม่ใช่เหรอคะ หากสนุกสนานก็จะมีความสุข หากเศร้าก็ต้องเป็นความซาบซึ้งสั่นไหวสะเทือนอารมณ์...แต่”
“ดนตรีเธอสำหรับศุษิระคือความหวาดกลัว”
“ทำไมต้องกลัวคะ?” กันยาต้องการคำอธิบาย
“เพราะศุษิระทราบว่าไม่สามารถควบคุมเธอนะสิกันยา อย่างว่านะดนตรีนอกจากเรื่องของพรสวรรค์แล้ว ก็เป็นเรื่องของการฝึกฝน และโอกาสที่ได้เรียนรู้ ได้รับการส่งเสริม ซึ่งก็สร้างเสริมได้ด้วยฐานะ พวกชมรมดนตรีที่หนึ่งพยายามรักษาสิ่งที่เรียกว่าความภูมิใจเพื่อจะยืนอยู่เหนือทุกคนในโรงเรียนนี้ทางด้านดนตรี ต้องเฟ้นหาครูที่มีฝีมือมาให้คำแนะนำ พยายามฝึกฝน จนเข้าประกวดงานต่างๆแล้วได้รับชัยชนะสร้างซื้อเสียงให้โรงเรียน” พิณพาทย์อธิบายความยากลำบากของชมรมดนตรีที่หนึ่งให้กันยาได้ทราบ
“หนูมีพรสวรรค์แต่ใช้ว่าไม่มีความพยายามนะคะ กว่าหนูจะเข้าใจดนตรีขอบบรรดาศิลปินทั้งหลายนี้ไม่ใช่ว่าได้ฟังก็เข้าใจ แต่หนูฟังมาตั้งแต่เด็กลองเล่นแล้วเล่นอีก” กันยาอธิบาย เรื่องนี้พิณพาทย์เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
“ถึงเธอจะอธิบายแบบนั้น แต่สำหรับศุษิระ พอพบกับคนที่มีพรสวรรค์และไม่เห็นทางสู้ได้อย่างเธอก็รู้สึกหวาดกลัว ความภูมิใจกำลังถูกทำลาย”
“ความภูมิใจอีกแล้วเหรอคะ” กันยากล่าวเสียงเศร้า นึกย้อนไปถึงสมัยที่เธอทำลายความภูมิใจในไวโอลินสตาดิวาริของประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งคนก่อน
“ฉันสงสารศุษิระ” พิณพาทย์กล่าว ระบายความรู้สึกภายในแสดงออกแก่กันยา
“พี่พิณพาทย์ต้องการให้หนูออกจากระเบียงวาทกะหรือเปล่าคะ” กันยาถามอย่างตรงไปตรงมา พิณพาทย์ส่ายศีรษะ
“จริงแล้วระเบียงวาทกะไม่ควรจะมีสภาพแบบนี้ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วสภาพมันควรจะเป็นอย่างไร แต่หลายๆสิ่งตอนนี้มันขมวดให้ฉันรู้สึกว่ามันควรต้องเปลี่ยนแปลง” พิณพาทย์มองกันยาตาเขม็ง
“ดนตรีของหนูไม่ได้เพื่อใช้ทำร้ายใคร ถ้ามีใครเจ็บปวดเมื่อได้ฟังหนูคงต้องหยุด”
“เธอไม่เชื่อแล้วสินะว่าสักวันจะมีคนเข้าใจตัวเธอ”
“คงไม่มีแล้วละคะ หนูเองคงไม่เหมาะกับโรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก็ได้แต่ตั้งจุดมุ่งหมายในการอยู่ภายในโรงเรียนไปวันๆ การเป็นตัวแทนของรุ่นพี่นันธิดาเพื่อให้กมุทะรัตน์เป็นดอกไม้ที่งดงามดังเดิมคงไม่มีทางเป็นไปได้” สิ้นคำความเงียบก็เข้ามาแทนที
พิณพาทย์พยักหน้าหลังจากเวลาผ่านไปหลายอึดใจ
“ทุกคน มีความรู้สึกที่ว่า...ทำไมถึงไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่ฉันคิดเลย”
“คะ นั้นสิคะ” กันยาเห็นด้วย
“แต่เชื่อไหมว่าบางทีเราไม่เข้าใจหรอกว่าคนที่อยู่ด้านหน้าเรากำลังจะทำอะไร แต่ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราก็พร้อมจะยืนอยู่ข้างเขา เธอมีคุณสมบัติที่จะให้ทุกคนยืนอยู่ข้างเธอนะกันยา”
“คนที่มีแต่คนไม่ชอบหน้าอย่างหนูเหรอคะ” กันยายิ้มตอบ
“จะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ ทว่าการสั่นไหวคล้ายละลอกคลื่นบนผิวน้ำกำลังขยายวงกว้างออกไปตั้งแต่เธอเริ่มสีไวโอลิน หลับตาแล้วลองฟังเสียงเปียโนของศุษิระ การก้าวย่างไปในละหว่างตัวโน๊ตมัวหมองไม่คมชัด เย็นนี้พวกนั้นคงมีการประชุมกัน แต่ว่าตอนเย็นจะทันหรือเปล่าก็ไม่รู้” ถึงกลาวเช่นนั้นแต่สีหน้าของพิณพาทย์ไม่ได้มีแววยินดีแม้แต่น้อย
“ทันอะไรเหรอคะ?” กันยาถามอย่างสงสัย...
คอนเน็กชั่นระดับห้าดาวเป็นการให้คะแนนกันตามฐานะเครือข่ายธุรกิจ หลายคนมองคุณค่าของตัวเองจากระดับดาวตรงนี้ บางคนเห็นคุณค่าของผู้อื่นจากดาวตรงนี้ บางคนลืมมองคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง บางคนลืมมองคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น
จดหมายลาออกจากชมรมดนตรีที่หนึ่งสามฉบับถูกส่งมาให้ ศุษิระ เหตุผลเป็นอย่างที่คาดเอาไว้
“พวกเรามีเป้าหมายในการเป็นนักดนตรีค่ะ หวังว่า...พี่ศุษิระคงจะเข้าใจถึงเหตุผลการย้ายชมรมครั้งนี้ของพวกเรา”
“จะย้ายไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี เพื่อกันยาแบบนั้นเหรอ แล้วคิดเหรอว่ากันยาจะอยู่ชมรมดนตรีนานขนาดไหน มั่นใจเหรอว่าผอบจันทน์จะไม่งอแงเรียกกันยากลับไป แล้วถึงเวลานั้นพวกเธอจะทำอย่างไร”
“อย่างไรก็ไม่แตกต่างหรอกคะ ถึงพวกเราจะอยู่ชมรมดนตรีที่หนึ่งหรือสี่ เพราะความมุ่งหมายของพวกเราก็แค่ดนตรีเท่านั้นค่ะ”
สำหรับคนที่มีความมุ่งมั่นในเส้นทางสายดนตรีฐานะของกันยาซึ่งเป็นลูกสาวของนักไวโอลินระดับโลกถือว่าเป็นคอนเน็กชั่นที่หาได้ยากยิ่ง หากสามารถสนิทสนมกับกันยาได้ เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสู่การเป็นนักดนตรีย่อมเปิดออก
การหลั่งไหลออกไปของสมาชิกที่มีฝีมือไม่ใช่เรื่องที่เกิดกว่าการคาดคิดของศุษิระ แต่รุ่นพี่คนก่อนที่เป็นหัวหน้าชมรมประกาศไว้อยู่แล้วว่าหากกันยาเข้ามาในระเบียงวาทกะ ระบบของ ชมรมดนตรีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และไม่สามารถบอกได้ด้วยจะเป็นในทิศทางที่ดีหรือร้าย
วันนี้อาจจะเพียงแค่สามคน แต่ศุษิระมองไว้แล้วว่าจะมีคนลาออกอีกอย่างน้อยก็อีกสองคน ชมรมดนตรีที่สองน่าจะอีกหลายคน ส่วนชมรมดนตรีที่สามคงมีไม่มาก แต่โดยร่วมแล้วหมายความว่า คนเก่งๆจะไปรวมกันอยู่ที่ชมรมดนตรีที่สี่
ศุษิระมองแล้วว่าตนไม่สามารถรักษาความภูมิใจของชมรมดนตรีอันดับหนึ่งได้อีกต่อไปอาการซึมเศร้าทำให้เธอนั่งอยู่หน้าแกรนเปียโนในห้องซ้อมตอนเย็นจนถึงห้าโมงเย็น
พิณพาทย์ผลักประตูห้องซ้อมที่เป็นกระจกเข้าไปด้านใน เด็กสาวร่างเล็กประธานชมรมดนตรีที่สี่มอง ศุษิระที่นั่งนิ่งเหมือนไร้จิตใจ
“กำลังคิด...อะไรอยู่นะ” พิณพาทย์ร้องถามขึ้น ศุษิระหันไปตามต้นเสียงก่อนส่ายศีรษะ
“พิณยังไม่กลับอีกเหรอ” ศุษิระถามต่อเด็กสาวร่างเล็ก
“เห็นเธอยังไม่กลับฉันเป็นห่วง”
“เป็นห่วงเหรอ?” ศุษิระทวนคำและยิ้มตอบ
“เป็นห่วงสิขลุ่ย ฉันเป็นห่วงเธอเสมอนั้นละ” พิณพาทย์กล่าว...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๖ หอระเบียงวาทกะ(๕)
ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่ผมได้ลงเป็นตอนสุดท้าย ก่อนที่เน็ทจะตัด ถ้าโชคดี น่าจะได้อีกสักตอนก่อนสิ้นเดือน เนื่องจากปัญหาหลายๆของผมเอง แต่ก็พยายามหาร้านเน็ทอัพให้ได้สัปดาห์ละครับ
มีคอมเม้นเกี่ยวกับเรื่องการใช้ภาษาของผมว่ามีปัญหาคล้ายกับว่า คิดอย่างไรเขียนอย่างนั้นไม่ยอมเกลาภาษา ขาดคำเชื่อมในที่ในจุดที่ควรจะมี ก็กำลังพยายามเขียนให้เป็นภาษามนุษย์มากขึ้นครับ m(_ _)m
ตอบคุณ Rey
ความฝันที่จะได้พิมพ์งานเป็นเล่มยังห่างไกลมากครับคงค้องฝึกอีกนาน แต่ก็ดีใจที่มีคนอยากเห็นเรื่องนี้เป็นเล่ม
ตอบคุณ น้ำชา
ฉากหวานๆอาจจะแทบไม่มีเลยในช่วงนี้เพราะกันยากับมาริสายังไม่สนิทกันมากและธีมของคำว่าความรักในเรื่องนี้ไม่ค่อยจะโลดโผน แต่คนเขียนก็อยากหาโอกาสให้ตัวละครสองตัวนี้ได้จับมือถือแขนกันบ้างเหมือนกัน
สุดท้ายจุดไหนอ่านแล้วสับสนหรือไม่เข้าใจผู้เขียนจะดีใจมากถ้ามีใครช่วย ไม่สนุกตรงไหนบ่นได้เต็มทีครับจะได้นำไปแก้ไขต่อไป ขอบคุณครับ m(_ _)m
ขอบคุณโร่จังช่วยดูคำผิดและคำที่ตกหล่นให้
เพิ่มเติม ประกาศ LUCKPIM Novel & Character Design Contest ครั้ง 1
นิยายผมหลุดเข้าไปสู่รอบ 10 คนแล้วครับ ขอรบกวนเพื่อนๆไปช่วยโหวดกันที่ http://www.luckpim.com/vote_novel.asp
โดยผู้ที่จะโหวดได้ต้องเป็นสมาชิคของเวบ Luckpim ก่อน http://www.luckpim.com/regist_rule.asp กดสมัครกันได้เลยครับ ^ ^

ผลงานที่ 4 : Box ข้อความบนผืนกาลเวลา [N010] m(_ _)m ขอความกรุณาทุกท่านด้วยครับ
โนโรซ่า ภูตดอกไม้ตัวน้อยเดินเตาะแตะไปมาบนพื้นไม้ของชมรมดนตรีที่สี่ หันซ้ายหันขวา หมุนตัวไปรอบตัว ก้มบ้างเงยบ้าง มองหามาริสาผู้เป็นคนอันเชิญเธอออกมาก่อนสีหน้าจะพลันเปลี่ยนเป็นย่ำแย่
ภูตดอกไม้เริ่มรู้ตัวว่าเพราะตนนั้นหลงไปกับเสียงดนตรีมากเกินไป จนละเลยการปฏิบัติเคียงข้างเพื่อรับใช้ ก็ถึงกับร้องไห้ออกมา นี่คงเป็นทางออกเดียวที่ภูตดอกไม้ตัวน้อยพอจะนึกได้ ถึงจะทราบก็เถอะว่าคงไม่มีใครสามารถได้ยินเสียงของเธอ
“หลงทางมาเหรอ” เด็กสาวผมหยักศกแววตาเศร้ากล่าวขึ้น ก่อนก้มลงไปมองด้านหน้าของภูตดอกไม้ตัวน้อย โนโรซ่ายืนนิ่งมองกันยาอยู่ครู่ใหญ่ กันยาก็ได้แต่ยิ้มตอบ ในขณะที่สมาชิกชมรมคนอื่นมองกันยาด้วยความประหลาดใจไม่แพ้กันว่ากำลังก้มมองอะไรบนพื้น
‘เพคะพระนาง’ ภูตดอกไม้ตอบผ่านโทรจิต ร่างจิ๋วใช้สองมือจับกระโปรงกลีบดอกไม้สีแดงยกขึ้นเล็กน้อย ทำท่าย่อตัวถอนสายบัวแสดงความเคารพ...
*************
‘เอาละ’
มาริสาสูดลมหายใจรวบรวมความมั่นใจ ก่อนจัดแว่นสายตาของตนเองเป็นอันดับสุดท้ายก่อนจะผลักประตูฉลุลวดลายของดอกมะลิหลากชนิดอย่างบรรจงพิสดาร เข้าสู้ด้านในของอาคารไม้ชั้นเดียวที่ทำการของคณะกรรมการนักเรียนอย่างสำรวม
ผอบจันทน์ ประธานนักเรียนคนสวยที่นั่งอยู่บนโต๊ะน้ำชาประจำตำแหน่ง ยังคงเต็มไปด้วยพลังคุกคามและกดดันอย่างน่าประหลาด แต่ครั้งนี้มาริสากลับรู้สึกว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะเก้าอี้ชุดน้ำชาตัวนี้มากกว่า ที่สร้างพลังเช่นนั้นให้ผอบจันทน์ เพราะหากพูดคุยตามปรกติแล้วมาริสากลับไม่สามารถสัมผัสถึงพลังอะไรแบบนั้นได้จากรุ่นพี่ผู้นี้ เช่นอย่างที่พูดคุยกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตอนที่พบกันที่วัด
ด้านข้างของผอบจันทน์กลับเป็นศุษิระ ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งผู้ผูกผมหางม้ารวบไว้ด้านหลังเป็นพวงพู่สวยงาม เธอหันมามองทางเด็กสาวที่ก้าวเข้ามาภายในเรือนดอกมะลิ แววตาที่ร้อนลนกลับพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบมองมายังมาริสา อารมณ์ซับซ้อนนั้น มาริสาสรุปได้อย่างรวดเร็วว่า พี่ศุษิระ มองเธอว่าเป็นตัว เกะกะ อยู่อย่างผิดที่ผิดทาง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รุ่นพี่ในโรงเรียนนี้ แสดงออกกับเธอด้วยท่าทางเช่นนั้น อย่างน้อยก็คณะกรรมการนักเรียนที่เผ้าประตูโรงเรียนนั้นละที่มองเธอด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเป็นประจำ
มาริสายกมือไหวประธานนักเรียนพร้อมกล่าวสวัสดี และจึงหันไปยังศุษิระเหมือนชั่งใจอีกครั้งว่าจะปฏิบัติต่อรุ่นพี่คนนี้อย่างไร
ศุษิระนั้นถือตัวว่าสูงศักดิ์มองไม่เห็นมาริสาในสายตา จึงหันหน้าหนีไม่สนใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นสุดท้ายเด็กสาวก็หันกลับมาทางผอบจันทน์ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า โดยไม่คิดจะยกมือไหว้ทักทายรุ่นพี่ตามธรรมเนียมมารยาท
ผอบจันทน์ลอบยิ้มออกมา แค่เริ่มก็สัมผัสถึงความขัดแย้งที่เธอตกแต่งขึ้นอย่างบรรจง
“มีธุระอะไร ว่ามาเถอะมาริสา” ผอบจันทน์รอรับฟัง
“เหตุผลที่หนูมาที่นี่พี่ผอบจันทน์คงทราบอยู่แล้ว หนูคงไม่เหมาะกับชมรมดนตรีที่หนึ่งหรอกคะพี่ผอบจันทน์ อยากจะให้พี่ทบทวนคำสั่งใหม่อีกครั้ง” มาริสากล่าว ศุษิระปรายตามองมาริสาเล็กน้อย ผอบจันทน์แสร้งขบคิด
“ทำไมละ?”
“หนูเล่นดนตรีไม่เป็นค่ะ”
“ก็ไม่เป็นอะไรหรอก ทุกคนก็ใช่ว่าจะเป็นกันตั้งแต่เกิด แล้วอีกอย่างฉันเองก็ไม่ใช่คนที่เลือกให้เธอเข้าชมรมนี้เสียด้วยนะมาริสา แต่เป็นคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนสุ่มให้ต่างหาก และนี้ก็เป็นการลงโทษในฐานะที่เธอไม่ใส่ใจในเรื่องราวของโรงเรียน เธอจะมาเรียกร้องอะไรกับฉันไมได้หรอกนะ” มาริสาเถียงอะไรไม่ออก แต่ดูเหมือนจะมีคนที่เดือดร้อนกับการที่มาริสาต้องเข้าชมรมดนตรีที่หนึ่งไม่น้อยไปกว่าตัวเธอ ศุษิระรีบกล่าวแย้งขึ้นแทน
“ลงโทษให้เข้าชมรมอันดับหนึ่งของโรงเรียนนี่นะเหรอคะคุณผอบจันทน์ ไม่มีใครเขาเชื่อว่าเป็นการลงโทษหรอกค่ะคุณผอบจันทน์ กลับเป็นการส่งเสริมกันเสียมากกว่า”
“เมื่อเป็นการสุ่มโดยคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอธิบายอย่างไรดีเหมือนกัน ถ้าฉันสามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ได้ก็ว่าไปอย่าง และที่ผ่านมาคนที่สุ่มลงชมรมประหลาดๆขอย้ายชมรมก็ทำไม่ได้ ดังนั้นการที่เด็กคนนี้ได้เข้าชมรมอันดับหนึ่งก็น่าจะอยู่ในกฎเดียวกัน” ผอบจันทน์กล่าวอย่างชัดเจนเด็ดขาด มาริสาเองได้ฟังก็นึกไม่ออกว่าจะยกอะไรมาอ้าง ศุษิระยังไม่ยอมแพ้
“แต่ให้คนที่เล่นดนตรีไม่เป็นมาอยู่ชมรมดนตรีอันดับหนึ่ง ดิฉันว่ามันออกจะตลกเกินไป”
“พวกเธอก็สอนสิ” ผอบจันทน์อธิบายพลางยกถ้วยชาลายดอกไม้ขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ศุษิระส่ายศีรษะ
“อีกอย่าง ฐานะของเด็กคนนี้ คุณแม่เป็นพนักงานบริษัท รายได้ต่อเดือนก็แค่ค่าขนมของพวกเรา แล้วแบบนี้คุณผอบจันทน์คิดว่าเด็กคนนี้จะเข้ามาอยู่ในสังคมของชมรมดนตรีที่หนึ่งได้เหรอคะ”
“อือ...” ผอบจันทน์แสร้งขบคิดต่อ “ไม่มีเงินเข้าสังคมไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เรื่องการทำกิจกรรมในชมรมดนตรีไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องราวกิจกรรมที่พวกเธอทำกันนอกโรงเรียนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ จะไปดูคอนเสิร์ตหรือเชิญนักดนตรีมาอบรมก็ไม่มีการอนุญาตให้ใช้สถานที่ในโรงเรียนอยู่แล้ว” ผอบจันทน์แย้ง
“แล้วเครื่องดนตรีละคะ”
“ก็ของชมรมดนตรี พวกเธอของบซื้อเครื่องดนตรีแพงๆ เพียงเพื่อไปตั้งโชว์เก็บไว้ในตู้กันหรือยังไง?” ผอบจันทน์ย้อนถาม
“ของแพงๆพวกนั้นจะให้คนที่เล่นดนตรีไม่เป็นมาจับนะเหรอคะ?” ศุษิระกระทู้ถามกลับ มาริสาได้ยินแล้วถึงกับทนนิ่งเฉยไม่ไหว
“ไม่เป็นอะไรค่ะ หนูมีไวโอลินของคุณแม่อยู่” เด็กสาวเอ่ยปาก ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งหันหน้าควับมองตาดุมายังเธอมาทันที
“ฉันไม่มีทางยอมรับเธอเข้าชมรมดนตรีที่หนึ่งเด็ดขาด” ศุษิระส่วนกลับอย่างอารมณ์เสีย เมื่อทำอะไรผอบจันทน์ไม่ได้ก็หวังระบายอารมณ์เอากับสิ่งอื่นรอบข้าง
“พี่คะ...ก็ใช่ว่าหนูอยากจะเข้าชมรมพี่ หนูเองดนตรีก็เล่นไม่เป็น บ้านก็หลังเล็กคุณแม่ก็เงินเดือนน้อย มาโรงเรียนก็ยังต้องนั่งรถเมล์มา แต่พี่ศุษิระสามารถแก้ไขอะไรได้หรือเปล่าคะ หนูจะรู้สึกเป็นบุญคุณมากเพราะหนูก็รู้สึกลำบากใจเช่นกัน” มาริสากล่าวอย่างใจเย็น เล่นเอาประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งถึงกับโต้ตอบไม่ออก ผอบจันทน์จึงกล่าวขึ้นมาแทน
“ก็มีอยู่ทางหนึ่งนะ ถ้าสามารถเอาเรื่องนี้ขึ้นที่ประชุมคณะกรรมการนักเรียนและลงมติให้หาวิธีอื่นในการเลือกชมรมให้กับมาริสา แต่คงต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกคนในที่ประชุม เพราะเรื่องนี้เป็นการใช้มติเพื่อล้มคำสั่งของประธานนักเรียนที่ออกไปแล้วอย่างถูกต้อง” ผอบจันทน์อธิบายมองมาริสาเหมือนถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป เด็กสาวไม่คิดตามให้เปลืองสมอง เพราะเธอรู้สึกว่าตัวประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งกลับเดือนร้อนมากกว่าเธอหลายเท่า ศุษิระเองถึงกับถอนหายใจไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ทราบแต่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ
“เอาเถอะคะ ดิฉันเองก็จะพยายามดูแล้วกัน” เธอกล่าวทิ้งท้ายและก็เดินกลับออกไปไม่วายจ้องมองมายังมาริสา ก่อนส่ายศีรษะแสดงออกอย่างไม่สบอารมณ์ เด็กสาวมองตาขวางกลับไม่ยอมแพ้ เมื่อไม่หลบสายตาศุษิระก็หยุดมองมาริสากลับ เกมจ้องตาจึงเริ่มขึ้น ผอบจันทน์วางถ้วยชาเปล่ากระทบลงจานรองเบาๆ
“มาริสามาชงน้ำชาให้ฉันทีสิ มันหมดแล้ว” น้ำเสียงของผอบจันทน์ฟังดูทั้งเป็นคำสั่ง ทั้งเป็นการเอาแต่ใจ แต่เหนือกว่านั้นมาริสารู้สึกได้ว่านั้นเป็นการช่วยเธอให้หลุดจากสถานการณ์น่าหวาดเสียว
“ค่ะ” มาริสาตอบก่อนโค้มตัวลงเล็กน้อยผ่านศุษิระผู้เป็นรุ่นพี่ไป ตามธรรมเนียมมารยาท ศุษิระจึงเดินออกไปจากเรือนดอกมะลิ...
*************
ผ้ากันเปื้อนหนังสีน้ำตาลเข้มผืนใหม่เอี่ยมถูกนำมาสวมทับชุดนักเรียนผูกด้านหลัง ไม้กวาดไม้ถูพื้นถังน้ำแบบเข็น ถูกเลื่อนหยิบออกมาจากห้องเก็บอุปกรณ์ที่ตั้งอยู่ด้านนอกของตัวอาคาร กันยานึกลำดับการทำงานในใจก่อนเลื่อนรถเข็นถังน้ำไปด้านหลังหอระเบียงวาทกะเติมน้ำจากก๊อกน้ำก่อนเลื่อนถังบรรจุน้ำจุ่มไม้ถูพื้นกลับมาตั้งไว้หน้าห้องของชมรมดนตรีที่สี่
การที่กันยามาเข้าชมรมว่าเป็นเรื่องที่แปลกแล้ว แต่การที่เห็นเธอตั้งท่ามาทำความสะอาดห้องของชมรมยิ่งน่าประหลาดใจกว่า เดิมทีทุกคนในชมรมดนตรีที่สี่เข้าใจว่ากันยามีเจตนาจะบีบให้พิณพาทย์ยุบซมรม เพราะทุกวันนี้ทุกคนก็ต้องอดทนกับสภาพการแบ่งชนชั้นของพวกชมรมระดับบนๆและยังมาเพิ่มความแตกต่างให้กับชมรมดนตรีที่สี่อีกโดยการตัดงบทำความสะอาด สมาชิกชมรมส่วนใหญ่ก็ฐานะธรรมดาไม่มีทางรวบรวมเงินไปจัดจ้างบริษัททำความสะอาดแบบชมรมระดับต้นๆ ก็คงต้องก้มหน้าก้มตากันทำเอง
กันยาเริ่มลงมือกวาดห้องในขณะที่ทุกสายตาจับต้องเธออย่างสงสัย กันยาไม่สนใจยังคงค่อยๆกวาดต่อไปจนกระทั้งสายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่บนพื้น จึงหยุดมือมองการเคลื่อนไหวของสิ่งนั้น จะมองอย่างไรก็เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กจิ๋วในชุดกระโปรงบานสีแดง จากหันซ้ายหันขวาเปลี่ยนเป็นก้มบ้างเงยบ้างเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะเริ่มยืนร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กตัวเล็กๆ กันยาเห็นก็รู้สึกไม่สบายใจเดินเข้าไปด้านหน้าของเด็กผู้หญิงร่างจิ๋วและพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน
“หลงทางมาเหรอ” กันยาก้มตัวลงมาต่อหน้า เด็กผู้หญิงร่างจิ๋วยืนนิ่งมองกันยาอยู่พักใหญ่จนเธอเองคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะตาฝาดไปมองเห็นตุ๊กตาเคลื่อนไหวได้ สมาชิกในชมรมมองกันยาและซุบซิบพูดคุยกัน ในขณะที่พิณพาทย์ค่อยขยับลุกขึ้นเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัยว่ากันยากำลังมองอะไรอยู่
“มีอะไรเหรอ” พิณพาทย์กล่าวขึ้นก่อนพยายามมองหาสิ่งผิดปรกติ กันยาเห็นดังนั้นก็พอทราบว่ามีเธอเห็นเด็กผู้หญิงร่างจิ๋วนี้เพียงคนเดียว จึงยิ้มต่อรุ่นพี่ร่างเล็กแทนคำตอบ
“สงสัยว่าหนูจะตาฟาดไป” กันยากล่าว แต่สายตายังคงมองเด็กผู้หญิงร่างจิ๋วในชุดกลีบดอกไม้สีแดงที่กำลังย่อตัวแสดงการทักทายเธออย่างไม่อาจจะวางตา
‘เพคะพระนาง’ เสียงหนึ่งดังก้องในศีรษะของกันยา
‘ฉันช่วยอะไรเธอได้บ้างละ’ กันยาลองถามขึ้นในใจ คิดว่าน่าจะพอสื่อสารกันได้ เด็กผู้หญิงร่างจิ๋วทำท่าขบคิด ก่อนหมุนตัวหายไปและมาปรากฏอยู่บนไหล่ด้านขวาของเธอแทน
‘ขอติดตามพระนางเช่นนี้ได้มั้ยเพคะ?’ เด็กร่างจิ๋วกล่าวกันยาคิดเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับ คิดว่าถ้าเป็นผีหรือวิญญาณร้ายคงไม่มีท่าทางเป็นมิตรแบบนี้
‘เธอชื่ออะไร’ กันยาถามเพื่อให้สามารถเรียกขานได้ถูกต้อง
‘โนโรซ่าเพคะ เป็นภูตที่ดัดแปลงจากดอกไม้ตามพระประสงค์ของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล’
‘งันฉันเรียกเธอว่าโนโรซ่าได้สินะ ฉันชื่อว่ากันยา’ กันยาแนะนำตัวในใจ ภูตน้อยเอียงคอสงสัย
‘พระนางคือกันยาเหรอเพคะ? หม่อมฉันจำได้ว่าพระนางมีนามว่านาตาลีไม่ใช่หรือเพคะ?’
“หือ” กันยาได้ฟังถึงกับส่งเสียงร้องออกมา เสียงนั้นทำให้สมาชิกทุกคนในชมรมตื่นตัวหันมามองกันยาอย่างสงสัย
“เป็นอะไรเหรอกันยา” พิณพาทย์กล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรคะ” กันยาตอบสั้นๆก้มหน้าก้มตากวาดพื้นต่อไป ในขณะที่มีสมาชิกของชมรมอีกสองคนเดินเข้ามาผูกผ้ากันเปื้อนหนังใหม่เอี่ยมทับชุดนักเรียนไว้เรียบร้อย เข็นถังน้ำกับไม้ถูพื้นเข้ามาจัดการงานต่อจากกันยา
เป็นเรื่องที่พิณพาทย์คาดไว้อยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี่เธอส่งข่าวให้กับสมาชิกทุกคนในชมรมทราบโดยทั่วกันแล้วว่าต่อไปต้องลงมือทำความสะอาดชมรมด้วยตนเอง เพราะงบทำความสะอาดของชมรมโดนตัด ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่มีคนเตรียมพร้อมสำหรับการทำความสะอาดชมรม
แต่เหตุผลเบื้องหลังยิ่งกว่านั้นคือ สำหรับคนที่มุ่งมั่นในถนนสายดนตรี กันยาซึ่งมีฐานะเป็นลูกสาวนักไวโอลินระดับโลกถือว่าเป็นคอนเน็กชั่นระดับห้าดาวที่ใครๆก็ต้องพยายามทำความสนิทสนมหากมีโอกาส...
*************
“ชมรมดนตรีอันดับที่หนึ่งเต็มไปด้วยคอนเน็กชั่นทางธุรกิจระดับห้าดาว” ประธานนักเรียนคนสวยกล่าวพลางยกชาขึ้นจิบ มาริสาที่ยืนถือกาน้ำชาอยู่ไม่เข้าใจความหมายของผอบจันทน์ ว่าต้องการจะบอกอะไรเธอ
“เธอชงชาอร่อยกว่ากันยาอีกนะ อือไม่น่าเชื่อ เหมือนเข้มขึ้นเล็กน้อยแต่ก็กำลังดีและหอมมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าสามารถชงจนได้กลิ่นสดชื่นขนาดนี้ เธอตวงใบชาตามช้อนตวงหรือเปล่านะ”
“ก็...เปล่าคะ ดูมันน้อยเกินไปหนูก็เลยเพิ่มขึ้น” มาริสากล่าวไปตามตรง “น้ำน่าจะร้อนกว่านี้หนูก็เลยปรับอุณหภูมิขึ้นอีกสามองศาเซลเซียส ลดปริมาณน้ำลงอีกเล็กน้อย แต่ลดเวลาในการแช่ชาลง”
“อืม...นี่เธอรู้เหรอว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะทำให้รสชาติของน้ำชาอร่อยขึ้น”
“ก็ค่ะ...มันเป็นความรู้สึก”
“เป็นความสามารถที่แปลกดี” ผอบจันทน์ซุบซิบกับตัวเอง มาริสาถือว่าเป็นคำชมก็ยิ้มรับ “ถ้าแบบนั้น ฉันมีชาชั้นดีอยู่กระปุกหนึ่ง” ผอบจันทน์กล่าวแล้วก็ลุกขึ้นเดินลึกเข้าไปชั้นในสุดของเรือนดอกมะลิ
เรือนดอกมะลิจะแบ่งเป็นสามโซนอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปิดเข้ามา จะพบกับโต๊ะชุดน้ำชา เป็นโซนของประธานนักเรียนใช้สำหรับการรับแขกที่เข้ามาภายในเรือนดอกมะลิ แต่หากหันไปทางขวามือ ก็จะพบว่าเรือนดอกมะลิเป็นอาคารชั้นเดียวที่มีรูปทรงยาวไปในด้านข้าง โซนที่สองจึงเป็นที่ทำงานของคณะกรรมการนักเรียน มีโต๊ะทำงานเรียงเป็นระเบียบดูโล่งสบาย ด้านติดกับหน้าต่างมีเปียโนหลังใหญ่ตั้งอยู่ และโซนที่สามเป็นด้านหลัง เป็นห้องน้ำอ่างล้างหน้า และตู้พยาบาล มีมุมกาแฟและอุปกรณ์ชงชา
แต่เปียโนหลังใหญ่นั้นก็สะดุดตาและแปลกประหลาดมากสำหรับมาริสา เหมือนเป็นของที่วางผิดที่ผิดทางเพราะคณะกรรมการนักเรียนไม่เห็นน่าจะมีของแบบนี้ตั้งอยู่เลย แต่พอมานึกว่าโต๊ะชุดน้ำชานี้ก็ประหลาดไม่แพ้กัน ก็สรุปได้ว่าเธอไม่ควรเอาเรื่องราวในโรงเรียนนี้ไปเทียบกับเรื่องทั่วๆไป และนั้นก็ทำให้เธอนึกถึงเรื่องหนึ่ง
‘โนโรซ่าละหายไปไหน’ ...
“มีอะไรหรือมาริสาหน้าตาไม่ดีเลย” ผอบจันทน์พูดพลางเดินกลับมานั่งที่โต๊ะน้ำชา เด็กสาวรีบเงยหน้าขึ้นขยับแว่นตนเองให้เข้าทีเข้าทาง
“เปล่าค่ะ คือหนูนึกได้ว่ามีเรื่องสำคัญมากๆต้องไปทำ” มาริสารีบตัดบท ผอบจันทน์พยักหน้ารับก่อนส่งกระปุกขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กจับได้พอดีอยู่ในอุ้งมือให้กับเด็กสาวรุ่นน้อง
“อะ...ไรคะ”
“ใบชา รับไปสิ” ผอบจันทน์ย้ำมาริสารีบยกมือขอบคุณก่อนจะรับไว้อย่างไม่เข้าใจ
“พวกชมรมดนตรีที่หนึ่ง เป็นพวกติดชา เธออาจจะไม่เข้าใจแต่ดูอย่างฉันเป็นตัวอย่างก็ได้จะเห็นว่าต้องจิบน้ำชาตลอดเวลาที่มีโอกาส ใบชานี้น่าจะมีประโยชน์กับเธอ แล้วพรุ่งนี้เช้าเข้ามาชงชาให้ฉันด้วย” ผอบจันทน์กล่าวอย่างเอาแต่ใจเช่นเคย...
*************
มาริสาออกมาจากเรือนดอกมะลิ เดินไปอย่างเร่งรีบมุ่งหน้าไปยังสวนลำพูที่ตั้งของระเบียงวาทกะ แต่ก็คิดว่าน่าจะมีวิธีที่ง่ายกว่าการตามหาโนโรซ่า ก็แบมือขึ้น จินตนาการถึงโครงร่างเส้นสายบางอย่างสานกันเป็นวงกลมวาดลงบนมือ มาริสาทราบเพียงว่านี่เป็นเครื่องหมายสำหรับการเรียกโนโรซ่าออกมา มันเป็นความทรงจำที่มีมาหลังจากได้พบกับลิลิธ ปิศาจสาวแห่งวิหารกุหลาบ
ภูตดอกไม้ในชุดสีแดงปรากฏขึ้นกลางอากาศก่อนค่อยๆทิ้งตัวลงบนฝามือของมาริสา เด็กสาวจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นค่อยๆเดินได้อย่างสบายใจ โนโรซ่าเมือเห็นมาริสาก็รีบกล่าวขึ้นโดยใช้โทรจิต
‘พระนางเพคะโปรดพระราชทานอภัยโทษที่หม่อมฉันละเลยไม่ติดตามพระนางให้ดีเพราะมัวแต่หลงอยู่กับเสียงดนตรี’ โนโรซ่าพูดขึ้นในหัวของมาริสาด้วยท่าทางสำนึกผิด เด็กสาวได้แต่ยิ้ม
“อะไรขนาดนั้น เธออยากไปไหนก็ไปเถอะ ฉันเป็นห่วงแค่ว่าแมวหรือสุนัขคาบเธอไปกินเท่านั้นเอง แต่จะว่าไปเธอหายตัวไปมาได้คงไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว” มาริสารู้สึกว่าตนนั้นเป็นห่วงโนโรซ่ามากเกินไป
‘พระนางจะทรงไล่หม่อมฉันเหรอเพคะ?’ เด็กสาวร่างจิ๋วทำท่าจะร้องไห้
“ไม่ใช่แบบนั้น” มาริสากล่าวแย้งแทบจะทันที “ฉันให้อิสระเธอต่างหาก” เธอพยายามอธิบาย โนโรซ่าเหมือนไม่เข้าใจและร้องไห้ออกมา สุดท้ายกลายเป็นว่าเธอก็ได้แต่ปลอบให้ภูติดอกไม้หยุดร้องไห้และสั่งให้กลับไปนั่งบนบ่าเช่นเดิม เสียงสัญญาณเตรียมตัวเข้าแถวหน้าเสาธงดังขึ้นมาริสาพลิกดูนาฬิกาก่อนจะเดินมุ่งไปหน้าเสาธง
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ทางอาคารสองชั้นภายในสวนลำพูที่ถูกเรียกว่าหอระเบียงวาทกะ นักเรียนส่วยใหญ่แยกย้ายไปเตรียมตัวเข้าแถวหน้าเสาธง จะเหลือก็เพียงคนที่เป็นคณะกรรมการนักเรียนเท่านั้นที่สามารถเข้าแถวหน้าห้องกิจกรรมชมรม หรือเรือนดอกมะลิได้ และไม่จำเป็นต้องเข้าโฮมรูมเหมือนนักเรียนคนอื่น กันยาจึงถูกพิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่สี่เรียกตัวเอาไว้ หลังจากเข้าแถวหน้าห้องเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็เดินกลับเข้าไปในห้องของชมรม
พิณพาทย์นั่งบนเก้าอี้หน้าแกรนเปียโนตัวเดิมเป็นที่ประจำของตัวเอง ในขณะที่กันยายืนรอว่ารุ่นพี่มีธุระอะไรจะคุยกับตน
“เห็นสีหน้าครั้งสุดท้ายของ ศุษิระมั้ย” รุ่นพี่ร่างเล็กเอ่ยปากถาม
“ค่ะ”
“แล้ว?”
“ก็เหมือนสมัยที่หนูเข้ามาใหม่ๆ หนูพยายามจะพูดว่า ดนตรีต้องเล่นด้วยกันไม่ใช่คิดแต่จะประชันกันอย่างเดียว ดนตรีนะ ต้องเล่นด้วยความสนุกสนาน ไม่ใช่เหรอคะ หากสนุกสนานก็จะมีความสุข หากเศร้าก็ต้องเป็นความซาบซึ้งสั่นไหวสะเทือนอารมณ์...แต่”
“ดนตรีเธอสำหรับศุษิระคือความหวาดกลัว”
“ทำไมต้องกลัวคะ?” กันยาต้องการคำอธิบาย
“เพราะศุษิระทราบว่าไม่สามารถควบคุมเธอนะสิกันยา อย่างว่านะดนตรีนอกจากเรื่องของพรสวรรค์แล้ว ก็เป็นเรื่องของการฝึกฝน และโอกาสที่ได้เรียนรู้ ได้รับการส่งเสริม ซึ่งก็สร้างเสริมได้ด้วยฐานะ พวกชมรมดนตรีที่หนึ่งพยายามรักษาสิ่งที่เรียกว่าความภูมิใจเพื่อจะยืนอยู่เหนือทุกคนในโรงเรียนนี้ทางด้านดนตรี ต้องเฟ้นหาครูที่มีฝีมือมาให้คำแนะนำ พยายามฝึกฝน จนเข้าประกวดงานต่างๆแล้วได้รับชัยชนะสร้างซื้อเสียงให้โรงเรียน” พิณพาทย์อธิบายความยากลำบากของชมรมดนตรีที่หนึ่งให้กันยาได้ทราบ
“หนูมีพรสวรรค์แต่ใช้ว่าไม่มีความพยายามนะคะ กว่าหนูจะเข้าใจดนตรีขอบบรรดาศิลปินทั้งหลายนี้ไม่ใช่ว่าได้ฟังก็เข้าใจ แต่หนูฟังมาตั้งแต่เด็กลองเล่นแล้วเล่นอีก” กันยาอธิบาย เรื่องนี้พิณพาทย์เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
“ถึงเธอจะอธิบายแบบนั้น แต่สำหรับศุษิระ พอพบกับคนที่มีพรสวรรค์และไม่เห็นทางสู้ได้อย่างเธอก็รู้สึกหวาดกลัว ความภูมิใจกำลังถูกทำลาย”
“ความภูมิใจอีกแล้วเหรอคะ” กันยากล่าวเสียงเศร้า นึกย้อนไปถึงสมัยที่เธอทำลายความภูมิใจในไวโอลินสตาดิวาริของประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งคนก่อน
“ฉันสงสารศุษิระ” พิณพาทย์กล่าว ระบายความรู้สึกภายในแสดงออกแก่กันยา
“พี่พิณพาทย์ต้องการให้หนูออกจากระเบียงวาทกะหรือเปล่าคะ” กันยาถามอย่างตรงไปตรงมา พิณพาทย์ส่ายศีรษะ
“จริงแล้วระเบียงวาทกะไม่ควรจะมีสภาพแบบนี้ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วสภาพมันควรจะเป็นอย่างไร แต่หลายๆสิ่งตอนนี้มันขมวดให้ฉันรู้สึกว่ามันควรต้องเปลี่ยนแปลง” พิณพาทย์มองกันยาตาเขม็ง
“ดนตรีของหนูไม่ได้เพื่อใช้ทำร้ายใคร ถ้ามีใครเจ็บปวดเมื่อได้ฟังหนูคงต้องหยุด”
“เธอไม่เชื่อแล้วสินะว่าสักวันจะมีคนเข้าใจตัวเธอ”
“คงไม่มีแล้วละคะ หนูเองคงไม่เหมาะกับโรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก็ได้แต่ตั้งจุดมุ่งหมายในการอยู่ภายในโรงเรียนไปวันๆ การเป็นตัวแทนของรุ่นพี่นันธิดาเพื่อให้กมุทะรัตน์เป็นดอกไม้ที่งดงามดังเดิมคงไม่มีทางเป็นไปได้” สิ้นคำความเงียบก็เข้ามาแทนที
พิณพาทย์พยักหน้าหลังจากเวลาผ่านไปหลายอึดใจ
“ทุกคน มีความรู้สึกที่ว่า...ทำไมถึงไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่ฉันคิดเลย”
“คะ นั้นสิคะ” กันยาเห็นด้วย
“แต่เชื่อไหมว่าบางทีเราไม่เข้าใจหรอกว่าคนที่อยู่ด้านหน้าเรากำลังจะทำอะไร แต่ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราก็พร้อมจะยืนอยู่ข้างเขา เธอมีคุณสมบัติที่จะให้ทุกคนยืนอยู่ข้างเธอนะกันยา”
“คนที่มีแต่คนไม่ชอบหน้าอย่างหนูเหรอคะ” กันยายิ้มตอบ
“จะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ ทว่าการสั่นไหวคล้ายละลอกคลื่นบนผิวน้ำกำลังขยายวงกว้างออกไปตั้งแต่เธอเริ่มสีไวโอลิน หลับตาแล้วลองฟังเสียงเปียโนของศุษิระ การก้าวย่างไปในละหว่างตัวโน๊ตมัวหมองไม่คมชัด เย็นนี้พวกนั้นคงมีการประชุมกัน แต่ว่าตอนเย็นจะทันหรือเปล่าก็ไม่รู้” ถึงกลาวเช่นนั้นแต่สีหน้าของพิณพาทย์ไม่ได้มีแววยินดีแม้แต่น้อย
“ทันอะไรเหรอคะ?” กันยาถามอย่างสงสัย...
*************
คอนเน็กชั่นระดับห้าดาวเป็นการให้คะแนนกันตามฐานะเครือข่ายธุรกิจ หลายคนมองคุณค่าของตัวเองจากระดับดาวตรงนี้ บางคนเห็นคุณค่าของผู้อื่นจากดาวตรงนี้ บางคนลืมมองคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง บางคนลืมมองคุณค่าที่แท้จริงของผู้อื่น
จดหมายลาออกจากชมรมดนตรีที่หนึ่งสามฉบับถูกส่งมาให้ ศุษิระ เหตุผลเป็นอย่างที่คาดเอาไว้
“พวกเรามีเป้าหมายในการเป็นนักดนตรีค่ะ หวังว่า...พี่ศุษิระคงจะเข้าใจถึงเหตุผลการย้ายชมรมครั้งนี้ของพวกเรา”
“จะย้ายไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี เพื่อกันยาแบบนั้นเหรอ แล้วคิดเหรอว่ากันยาจะอยู่ชมรมดนตรีนานขนาดไหน มั่นใจเหรอว่าผอบจันทน์จะไม่งอแงเรียกกันยากลับไป แล้วถึงเวลานั้นพวกเธอจะทำอย่างไร”
“อย่างไรก็ไม่แตกต่างหรอกคะ ถึงพวกเราจะอยู่ชมรมดนตรีที่หนึ่งหรือสี่ เพราะความมุ่งหมายของพวกเราก็แค่ดนตรีเท่านั้นค่ะ”
สำหรับคนที่มีความมุ่งมั่นในเส้นทางสายดนตรีฐานะของกันยาซึ่งเป็นลูกสาวของนักไวโอลินระดับโลกถือว่าเป็นคอนเน็กชั่นที่หาได้ยากยิ่ง หากสามารถสนิทสนมกับกันยาได้ เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสู่การเป็นนักดนตรีย่อมเปิดออก
การหลั่งไหลออกไปของสมาชิกที่มีฝีมือไม่ใช่เรื่องที่เกิดกว่าการคาดคิดของศุษิระ แต่รุ่นพี่คนก่อนที่เป็นหัวหน้าชมรมประกาศไว้อยู่แล้วว่าหากกันยาเข้ามาในระเบียงวาทกะ ระบบของ ชมรมดนตรีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และไม่สามารถบอกได้ด้วยจะเป็นในทิศทางที่ดีหรือร้าย
วันนี้อาจจะเพียงแค่สามคน แต่ศุษิระมองไว้แล้วว่าจะมีคนลาออกอีกอย่างน้อยก็อีกสองคน ชมรมดนตรีที่สองน่าจะอีกหลายคน ส่วนชมรมดนตรีที่สามคงมีไม่มาก แต่โดยร่วมแล้วหมายความว่า คนเก่งๆจะไปรวมกันอยู่ที่ชมรมดนตรีที่สี่
ศุษิระมองแล้วว่าตนไม่สามารถรักษาความภูมิใจของชมรมดนตรีอันดับหนึ่งได้อีกต่อไปอาการซึมเศร้าทำให้เธอนั่งอยู่หน้าแกรนเปียโนในห้องซ้อมตอนเย็นจนถึงห้าโมงเย็น
พิณพาทย์ผลักประตูห้องซ้อมที่เป็นกระจกเข้าไปด้านใน เด็กสาวร่างเล็กประธานชมรมดนตรีที่สี่มอง ศุษิระที่นั่งนิ่งเหมือนไร้จิตใจ
“กำลังคิด...อะไรอยู่นะ” พิณพาทย์ร้องถามขึ้น ศุษิระหันไปตามต้นเสียงก่อนส่ายศีรษะ
“พิณยังไม่กลับอีกเหรอ” ศุษิระถามต่อเด็กสาวร่างเล็ก
“เห็นเธอยังไม่กลับฉันเป็นห่วง”
“เป็นห่วงเหรอ?” ศุษิระทวนคำและยิ้มตอบ
“เป็นห่วงสิขลุ่ย ฉันเป็นห่วงเธอเสมอนั้นละ” พิณพาทย์กล่าว...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๖ หอระเบียงวาทกะ(๕)
ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่ผมได้ลงเป็นตอนสุดท้าย ก่อนที่เน็ทจะตัด ถ้าโชคดี น่าจะได้อีกสักตอนก่อนสิ้นเดือน เนื่องจากปัญหาหลายๆของผมเอง แต่ก็พยายามหาร้านเน็ทอัพให้ได้สัปดาห์ละครับ
มีคอมเม้นเกี่ยวกับเรื่องการใช้ภาษาของผมว่ามีปัญหาคล้ายกับว่า คิดอย่างไรเขียนอย่างนั้นไม่ยอมเกลาภาษา ขาดคำเชื่อมในที่ในจุดที่ควรจะมี ก็กำลังพยายามเขียนให้เป็นภาษามนุษย์มากขึ้นครับ m(_ _)m
ตอบคุณ Rey
ความฝันที่จะได้พิมพ์งานเป็นเล่มยังห่างไกลมากครับคงค้องฝึกอีกนาน แต่ก็ดีใจที่มีคนอยากเห็นเรื่องนี้เป็นเล่ม
ตอบคุณ น้ำชา
ฉากหวานๆอาจจะแทบไม่มีเลยในช่วงนี้เพราะกันยากับมาริสายังไม่สนิทกันมากและธีมของคำว่าความรักในเรื่องนี้ไม่ค่อยจะโลดโผน แต่คนเขียนก็อยากหาโอกาสให้ตัวละครสองตัวนี้ได้จับมือถือแขนกันบ้างเหมือนกัน
สุดท้ายจุดไหนอ่านแล้วสับสนหรือไม่เข้าใจผู้เขียนจะดีใจมากถ้ามีใครช่วย ไม่สนุกตรงไหนบ่นได้เต็มทีครับจะได้นำไปแก้ไขต่อไป ขอบคุณครับ m(_ _)m
ขอบคุณโร่จังช่วยดูคำผิดและคำที่ตกหล่นให้
เพิ่มเติม ประกาศ LUCKPIM Novel & Character Design Contest ครั้ง 1
นิยายผมหลุดเข้าไปสู่รอบ 10 คนแล้วครับ ขอรบกวนเพื่อนๆไปช่วยโหวดกันที่ http://www.luckpim.com/vote_novel.asp
โดยผู้ที่จะโหวดได้ต้องเป็นสมาชิคของเวบ Luckpim ก่อน http://www.luckpim.com/regist_rule.asp กดสมัครกันได้เลยครับ ^ ^

ผลงานที่ 4 : Box ข้อความบนผืนกาลเวลา [N010] m(_ _)m ขอความกรุณาทุกท่านด้วยครับ
edit @ 22 Apr 2008 23:48:30 by ~fs writer~