ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๕ หอระเบียงวาทกะ(๔)
ซอฝรั่ง สนั่นก้อง หวั่นไหว กมล
หูแว่วเสียงจากไหน ใฝ่รู้
ทราบเพียงแต่มิตรใกล้ ใคร่ส่ง บรรเลง
เสียงอื่ออือกอบกู้ ล่มล้างธรรมเนียม
คันชักไวโอลินพาดสัมผัสลงบนสายพร้อมเคลื่อนไหวเข้าออกประสานกับเสียงเปียโน เมื่อนั้นหอระเบียงวาทกะที่เคลื่อนไหวด้วยเสียงดนตรีหลากชนิดก็หยุดเงียบลง ทั้งหมดเงียบฟังเสียงไวโอลินที่ดังขึ้นเป็นระลอกเสียงถี่ยิบ ชัดเจนโดดเด่นคลอเคลียกับเสียงเปียโนที่บรรเลงอย่างแจ่มใส นี่ไม่ใช่ โซนาตาหมายเลขแปดของบีโทเฟ่นที่หลายคนเคยได้ยินมา แต่เป็นการตีความใหม่อย่างดุเดือด รวดเร็วชัดเจนเป็น อัลเลโกที่บรรเลงเร็วจนเกือบจะเป็นเพรสโต้คล้ายเร่งรีบ สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉงตรงไปตรงมา
กบฏแต่ไพเราะ ดนตรีแบบนี้หลับตาก็เห็นภาพผู้บรรเลงอย่างชัดเจน เด็กสาวผมหยักศกผู้ประทับไวโอลินสูงค่าตีตราของสตาดิวาริอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะหม่อนหมอง
ศุษิระ สาวผมหางม้าผู้ถือตำแหน่งประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง หยุดมือจากเปียโนในห้องซ้อมด้านบน แม้ว่าจะเป็นห้องเก็บเสียงแต่ เสียงไวโอลินของกันยานั้นน่ากลัวนัก แม้เพียงเสียงเล็ดลอดอันน้อยนิดก็ยังเด่นชัดบดบังทุกอย่างให้เงียบลงคล้ายการเสด็จมาของเจ้าหญิง
ใจของของเด็กสาวผู้ถือตัวว่าสูงศักดิไม่อาจจะสงบได้ ลุกขึ้นก้าวเดินออกจากห้องซ้อมจึงพบว่าสมาชิกในชมรมนั้นหายไปแล้วหมดสิ้น...
มาริสาเดินลงจากรถเมล์ หันซ้ายหันขวาเดินวนเวียนเก็บชุดคลุมเข้ากระเป๋าอยู่สักสามนาทีก็ตัดใจเดินเข้าซอยมุ่งสู่โรงเรียงเนื่องจากไม่พบกันยา มาริสาเองก็คิดกังวลไปว่าบางทีกันยาอาจจะเปลี่ยนเวลามาโรงเรียนเพราะทราบเวลาที่ตนเองมาถึงโรงเรียนอย่างแน่นอน พอคิดแบบนั้นก็รีบส่ายศีรษะเตือนตัวเองว่าอย่ามองอะไรในแง่ลบเกินไป เพราะจากวันเสาร์ที่ผ่านมากันยาก็ดูจะช่วยเหลือเธอดีไม่ต่างกับที่ผ่านมา
“สงสัยพี่กันยาคงมีธุระอะไรละมั้ง?” มาริสาบ่นขึ้นกับตัวเอง
“ช่วงนี้ถ้าดูตามดวงดาวแล้ว กันยาน่าจะมีเรื่องวุ่นวายใจไม่น้อยทีเดียว” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นจากด้านข้าง เป็นรุ่นพี่ร่างสูงซึ่งปล่อยผมยาวทิ้งน้ำหนักอย่างเป็นธรรมชาติเดินประกบเธออยู่ด้านข้าง
มาริสางงวูบนับหนึ่งถึงสิบในใจอย่างรวดเร็ว หยุดเดินยกมือขึ้นพนมไหว้
“สวัสดีคะพี่พยากรณ์”
“สวัสดี” พยากรณ์กล่าวตอบต่อเด็กสาว สีหน้าประดับรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก “เธอจำเรื่องราวอะไรได้บ้าง?”
“เรื่องราว?”
“ฉันหมายถึงเวลาที่หายไปในป่า”
“เออ...” มาริสาคิดเล็กน้อยคาดเดาไม่ถูกนักว่ารุ่นพี่คนนี้ถามเธอด้วยจุดประสงค์อะไร “เค้าว่าคนที่โดนปิศาจซ่อนตัวจะจำเรื่องราวไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ” มาริสาแกล้งย้อนถาม
“อือ คุณปิศาจในสวนป่าจะใช้มานาความมืดลบเลือนความทรงจำ แต่คนที่มีมานาความมืดอย่างเธอน่าจะสามารถดูดซับมนตราเหล่านั้นได้นะ นอกจากว่าเธอจะโกหกฉันว่าจำอะไรไม่ได้เลย” พยากรณ์กล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล มาริสาจำต้องแกล้งไม่รู้เรื่องต่อไป
“มานา...อะไรคะ?”
“พลังเวทมนตร์” พยากรณ์อธิบายสั้นๆ นั้นชัดเจนจนเด็กสาวต้องยิ้มออกมาอย่างขบขัน มาริสาเข้าใจว่าต้องพยายามทำตัวเป็นมนุษย์ปรกติทั้งที่เคยมีประสบการณ์คุยกับลิลิธมาแล้วก็ตาม
“หนูเหรอคะจะมีพลังเวทมนตร์” จะว่าไปมาริสาก็เริ่มรู้สึกสนใจ “แล้ว...หนูจะใช้พลังมานาทำอะไรได้บ้างเหรอคะ” เมื่อเห็นมาริสาสนใจท่าทางของพยากรณ์ดูเหมือนจะสดใสขึ้นมาทันที
“ฉันเองก็ตอบไม่ได้เกี่ยวกับพลังมานาความมืด เพราะของฉันเป็นพลังมานาของสายลม” พยากรณ์พูดอย่างเป็นจริงเป็นจัง “วิธีการใช้มานา...คงต้องอธิบายกันยืดยาวฉันถึงอยากให้เธอมาเข้าชมรมของฉันเพื่อเราจะได้ช่วยกันศึกษาเรื่องของมานาความมืด” พยากรณ์กล่าวชวนอีกครั้ง มาริสาคิดตามก่อนส่ายศีรษะ
“แต่...มันดูเป็นของน่ากลัวนะคะใช้ลบความทรงจำได้ด้วย ถ้าต้องมีมนตราที่น่ากลัวแบบนั้น หนูสู้ไม่ทราบเสียดีกว่าจะได้ไม่ใช้มันไปทำร้ายใคร” มาริสากล่าวอย่างนิ่มนวลที่สุด พยากรณ์เดินไปเงียบๆ
“นั้นสินะ ฉันมั่วแต่ลิงโลดดีใจที่ได้พบกับคนที่มีพลังมานาเป็นสังกัดธาตุชัดเจน ทั้งที่อาจจะกำลังทำเรื่องที่ไม่สามารถให้อภัยลงไปก็ได้ แบบนั้นก็ช่วยคิดว่าฉันพูดเรื่องเหลวไหลแล้วกัน” สิ้นคำพยากรณ์พลันเลือนหายไป มาริสายืนนิ่งหันมองรอบตัวไม่แม้แต่บนท้องฟ้า
เด็กสาวคิดว่าออกจะรับมือกับเรื่องแบบนี้ยากเกินไป แม้เธอเองก็มีโนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยนั่งอยู่บนบ่าก็น่าจะยอมรับเรื่องราวเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ
‘หากพระนางทรงสงสัยเกี่ยวกับพลังมานาให้หม่อมฉันอธิบายได้นะเพคะ’ เสียงหนึ่งกล่าวแจ่มชัดภายในสมองเช่นการนึกคิด มาริสารู้สึกได้ทันทีว่าเป็นภูตดอกไม้ตัวน้อยกล่าวต่อเธอ ‘เธอพูดได้ด้วยเหรอโนโรซ่า’
‘เพคะพระนาง เพราะหม่อมฉันพัฒนาขึ้นจากบทเพลงที่ได้ฟัง จึงสามารถเจรจาสนทนาได้บ้างแล้ว’ โนโรซ่าตอบอย่างถ่อมตน มาริสาอดรู้สึกว่าเด็กคนนี้สุภาพเกินไปใช้คำพูดอย่างกับว่าเป็นข้ารับใช้ของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็คิดไปถึงเรื่องที่โนโรซ่าอยู่กับลิลิธที่ได้ฉายาเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล จึงน่าจะมีแต่การใช้คำพูดแบบนี้เป็นพื้นฐาน
“ไม่ดีกว่า” มาริสาพูดออกมาต่อภูตดอกไม้ตัวน้อยโดยตรง โนโรซ่าตอบรับและไม่กล่าวอะไรต่อ...
ยังเร็วเกินไปที่จะมีจดหมายจากคณะกรรมการนักเรียนแจ้งเรื่องชมรมต่อเธอ มาริสายังไม่รู้ว่าจะถูกจับเข้าชมรมไหน แต่คิดว่าถ้าต้องไปอยู่ชมรมที่เรื่องมาก สู้ไปอยู่กับพี่มธุชาชมรมชิมอาหารหรือพี่พยากรณ์ชมรมแม่มดฯน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่า
มาริสาคิดจะเก็บโทรศัพท์ พอหันซ้ายหันขวามองไม่เห็นใครก็ถามต่อโนโรซ่าว่าจะหาเพลงฟังเล่นหรือเปล่า
‘ขอบพระทัยเพคะพระนาง แต่หากเพื่อเสพเสียงดนตรีแล้ว หม่อมฉันมีความประสงค์อยากจะลองไปยังทิศตะวันออกมากกว่า ที่นั้นมักจะได้ยินเสียงดนตรีแว่วแผ่วมาตามสายลมเสมอ’ โนโรซ่าสือสารผ่านทางจิต มาริสาลุกขึ้นเดินไปดูจากหน้าต่างห้องเรียน
ทิศตะวันออก หากมองจากตึกสามอันเป็นตึกเรียนของนักเรียนชั้น ม.๔ น่าจะหมายถึงแนวป่าต้นลำพูที่กำลังออกดอกคล้ายไฟเย็นสวยงามแปลกตาแซมสีขาวนวนไปทั่วบริเวณ มาริสาเคยเดินผ่านแต่ไม่เคยมีความคิดจะเดินเข้าไปในสวนลำพูนั้นเพราะเป็นที่ตั้งของ หอระเบียงวาทกะ มีเหล่าคุณหนูจีบปากจีบคอเดินคุยกันพร้อมพกอุปกรณ์ดนตรีดูเก๋เท่สวยงามเดินเข้าออก สรุปแล้วน่าหมั่นไส้พิกลในความคิดของเด็กสาว มาริสาสำรวจตัวเองมองสภาพการแต่งตัวว่าเรียบร้อยพอ ก็ตกลงใจพาโนโซร่าไปเปิดหูเปิดตา
แต่ว่านั้นกลับทำให้มาริสาต้องพบกับเรื่องที่ประหลาดใจ กระแสของเหล่าคุณหนูทั้งหลายมุ่งตรงไปยังป่าสวนลำพูเหมือนกับว่ากำลังมีงานเทศการอะไร บางคนถึงกับวิ่ง แต่ส่วนใหญต่างก้าวฝีเท้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าใกล้มาริสาสัมผัสได้ถึงเสียงเปียโนก่อนเป็นอันดับแรกก่อนท่อนของไวโอลินจะตามมา
“โซนาตาหมายเลขแปดของบีโทเฟ่น?” มาริสากล่าวขึ้น เธอเองแม้เล่นดนตรีไม่เป็นแต่แม่ของเธอมักจะเปิดแต่เพลงคลาสสิกให้ฟัง โดยเฉพาะไวโอลินโซนาตาดูเหมือนจะเป็นเพลงที่แม่เธอชอบ สุดท้ายก็กลายเป็นจดจำชื่อเพลงได้ทันทีเมื่อได้ยิน มาริสารู้ยิ่งกว่านั้นว่าผู้บรรเลงไวโอลินอยู่คือกันยา
จังหวะเร่งเร้าของไวโอลินกำลังทำลายบางอย่าง ทุกคนพากันเดินมุ่งหน้าไป ยังหอฝรั่งขนาดสองชั้น ขึ้นไปบนระเบียงชั้นหนึ่ง ยืนออกันอยู่หน้าประตูทางเข้าของห้องเล็กๆที่มีป้ายเหนือประตูว่า‘ชมรมดนตรีที่ ๔’
โนโรซ่ากระโดดจากบ่าของมาริสาไปเบื้องหน้าไปตามศีรษะคนที่ยืนอยู่จนมองไม่เห็นเหตุการณ์ภายในห้อง ครั้งมาริสาจะตามไปก็คงเป็นเรื่องยากเพราะจะทำให้เสื้อยับเสียเปล่าๆ แต่การได้ฟังอยู่ตรงนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เลวนัก
“ถอยไป” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างออกคำสั่ง รุ่นพี่ผมหางม้าที่ไม่คุ้นหน้าของมาริสาเดินเข้ามานักเรียนทั้งหลายแหวกทางทันทีอย่างพร้อมเพียงมีแต่มาริสาเท่านั้นที่กำลังยืนงงอยู่ด้วยคำถาม อะไรใครใหญ่มาจากไหนให้เธอแหวกทาง
เมื่อไม่หลีกให้ มือขนาดใหญ่ของรุ่นพี่ผมหางม้าก็ผลักเธอออกให้พ้นเส้นทาง เดินผ่านไปโดยไม่คิดจะสนใจ เด็กสาวโกรธทันที นี่อาจจะเป็นการสร้างตำนานบทใหม่อีกครั้งของมาริสา ถ้ามือหนึ่งไม่จับเธอไว้
มธุชาเด็กสาวเจ้าเนื้อหัวหน้าชมรมทำอาหารส่ายศีรษะต่อมาริสา ให้เปลี่ยนใจในสิ่งที่กำลังคิดทำอยู่
“อย่าได้คิดมีเรื่องกับพี่ศุษิระเด็ดขาดมาริสา โดยเฉพาะบนระเบียงวาทกะ” มธุชากล่าวกระซิบกระซาบ มาริสาเองคงไม่สนใจแต่หากเพราะต้องเกรงใจพี่มธุชาด้วยเหตุผลมากมายจึงยอมสงบอยู่เฉยๆ
“พี่มธุชามาอยู่ที่นี้ได้ยังไงคะ” มาริสาถามขึ้น
“พี่เป็นแฟนของกันยานะสิมีของดีให้ดูแล้วไม่สนใจก็เสียชื่อหมด”
“หา?” มาริสาร้องเสียงหลง ทุกสายตารอบตัวเธอหันมามองอย่างตำหนิก่อนกลับไปจดจ่อกับเสียงของไวโอลินอีกครั้ง
“แฟนเพลงๆ คิดอะไรของเธอ” มธุชาตอบก่อนดึงเด็กสาวออกมาห่างจากกลุ่มคนเสียหน่อยด้วยกลัวมาริสาจะทำอะไรไม่สำรวมลงไปอีก
“หมายความว่าพวกที่รีบๆมาที่นี้กันก็เพื่อฟังพี่กันยาสีไวโอลินนะเหรอคะ” มาริสาถามเสริม มธุชาใช้นิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากเป็นนัยให้มาริสาเงียบก่อน หลับตาฟังเพลงบรรเลงท่าทางอารมณ์ดี
“ไวโอลินของกันยาถือว่าเป็นผลงานอันดับต้นๆของโลกในเรื่องของเสียงที่ออกมา เสียงสูงที่สดใสและเสียงทุ้มที่หนักแน่นทรงพลังถ้าคนที่เคยฟังก็จะเห็นชัดถึงความแตกต่างจากไวโอลินในสมัยนี้”
“คะ” มาริสาตอบรับเห็นด้วยคงเพราะแบบนี้สินะทำให้เธอแยกได้ชัดเจนว่านี่คือเสียงไวโอลินของกันยา “คงจะแพงมาก”
“แพง...มันมีราคาเป็นตัวเงินก็จริงแต่ในแง่ของศิลปะแล้ว เสียงที่ได้ออกมาประเมินค่าไม่ได้ ไวโอลินแบบนี้มีแต่คนเอาขึ้นหิ้งบูชานานๆจะเอามาเล่นในโอกาสสำคัญ ก็มีแต่กันยาเท่านั้นละที่พกเดินไปไหนมาไหน” นี่เป็นความรู้ใหม่ที่มาริสาได้รับ
“แต่เหนืออื่นใด คือกันยาเป็นผู้เล่น” มธุชาทิ้งทายได้อย่างน่าขบคิดก่อนที่เพลงที่บรรเลงจะจบลง
ความเงียบเข้ากลืนกินหอระเบียงวาทกะทันที ไม่มีใครคิดจะปรบมือให้กันยา นั้นสร้างความเกรียวกลาดให้เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังถึงกับเดือดดาน มาริสาปรบมือขึ้น ทุกสายตาหันมามองเธอ มาริสายังคงปรบมือ กันยามองเห็นมาริสาที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้คนที่แหวกทางให้ศุษิระ และกำลังมองศุษิระหันกลับมองมาริสาที่ยังคงปรบมือไม่หยุด จึงคิดว่าคงต้องทำอะไรสักอย่าง กันยารวบคันชักกับไวโอลินลง แต่ไม่ทันที่จะกล่าวอะไร พิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่สีที่เป็นผู้บรรเลงเปียโนเมื่อครู่ก็กล่าวขึ้น
“ในฐานะประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งคิดว่าเพลงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรค่ะ คุณศุษิระ” พิณพาทย์หวังเรียกความสนใจจากทุกคนออกมาให้ห่างจากเสียงปรบมือ มธุชาที่อยู่ใกล้มาริสาจับบ่าเด็กสาวไว้ ใช้สายตาขอร้องให้พอได้แล้วมาริสาจึงหยุดมือลง
ศุษิระ หันกลับมายิ้มแย้มแต่สายตายังคงเต็มไปด้วยความตึงเคลียด
“ถ้าผู้ประพันธ์มาได้ยินฉันว่าคงจะต้องถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปิติที่มีคนสามารถตีอารมณ์เพลงของตนออกมาได้ชัดเจนขนาดนี้ ถ้าพูดก็เหมือนกับว่า จากเพียงเพลงไวโอลินเล่นคู่กับเปียโน กลับได้เห็นละครฉากใหญ่แสดงอยู่ตรงหน้า พระเอกนางเอกแสดงความรู้สึกสื่อถึงผู้ชมอย่างชัดแจ้ง แต่ว่าคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับชมรมดนตรีอย่างกันยามีธุระอะไรกับหอระเบียงวาทกะแห่งนี้คะ” เด็กสาวผมหางม้ากล่าวถาม พิณพาทย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งหน้าเปียโนเดิน เข้ามายืนเคียงข้างกันยา
“ดิฉันรับเด็กคนนี้เข้าชมรมแล้ว ไม่เกี่ยวคงไม่ได้” พิณพาทย์เด็กสาวผมเปียร่างเล็กยิ้มอธิบายเรื่องราวอย่างมีความสุข ศุษิระมองพิณพาทย์อย่างไม่เชื่อในสิ่งที่กล่าว
“ดิฉันคิดว่าบางที่ฝีมือของกันยาอาจจะยังไม่เหมาะสมกับระเบียงวาทกะแห่งนี้ ก็เลยทดสอบดูนิดหน่อย ได้ระดับประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งออกปากชมได้ก็น่าถือว่าผ่านได้แล้วสินะคะ” พิณพาทย์ยิ้ม
“เรื่องความขัดแย้งของพวกเราน่าจะคุยกันได้นะ พิณพาทย์ ถ้าเธอทำแบบนี้ไม่รู้หรืออย่างไรว่าระเบียงแห่งนี้จะเกิดความวุ่นวายขนาดไหน”
“ความขัดแย้งเหรอ พวกเราสี่ชมรมสามัคคีกันออกทุกคนเล่นดนตรีด้วยกันอย่างมีความสุข” พิณพาทย์กล่าวน้ำเสียงประชดประชันแสดงถึงความจริงหนึ่งที่เกิดขึ้น ศุษิระส่ายศีรษะท่าทางกำลังหมดความเป็นตัวของตัวเองที่สร้างฉาบไว้
“การที่เธอให้คนที่มีความคิดจะล้มเลิกหอระเบียงวาทกะเข้ามาภายใน การที่เธอให้คนที่เป็นโซลเมทของรุ่นพี่นันธิดาอยู่ในชมรม เธอกำลังต้องการทำลายระเบียงแห่งนี้ใช่มั้ย”
“ชมรมเล็กๆของดิฉันที่มีพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งในสามของปรกติ คงไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้หรอกคะ” ศุษิระกล่าว พิณพาทย์ส่ายศีรษะ มองซ้ายขวาหันหาคนช่วยเหลือแต่ยังไม่ปรากฏเงาของประธานชมรมดนตรีที่สองและสาม
“กันยาช่วยเล่นเพลงอะไรก็ได้ให้ฟังหน่อยสิ” พิณพาทย์กล่าว กันยาหันมองรุ่นพี่ร่างเล็กที่กำลังพละเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้หน้าเปียโนตัวเดิม เด็กสาวผมหยักศกลอบระบายลมหายใจออกมา
เธอนึกถึงคำพูดของแม่เธอที่พูดไว้ว่าการที่เราทำสิ่งที่ดีโดยไม่หวังผลตอบแทน สิ่งนั้นย่อมประสบความสำเร็จ อุปสรรค์ต่างๆเป็นบททดสอบของพระเจ้าเพื่อดูว่าเธอมีความศรัทธาเพียงใด
สำหรับทุกคนไวโอลินของกันยาอาจจะไพเราะชัดเจนด้วยอารมณ์ชวนประทับใจแต่สำหรับศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง คันซักที่พาดลงบนสายไวโอลินนั้นกลับเหมือนคมดาบที่กำลังวางพาดบนลำคองามระหงของตน เมื่อเริ่มขยับคมดานนั้นก็เฉือดเฉือนเธออย่างเลือดเย็นที่สุด...
“...คงต้องย้อนไปปีที่แล้วที่พี่กันยาเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่” เกตุมณีเกริ่นขึ้นหลังมาริสายิงคำถามเธอมากมาย
เกตุมณีเดินเข้ามาภายในระเบียงวาทกะหลังจากที่กันยาเล่นไวโอลินคอนแซร์โต้กับเปียโนของพิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่สี่จบไปแล้วและกำลังเริ่มการเดี่ยวไวโอลิน ระเบียงวาทกะที่เคยเคลื่อนไหวด้วยเสียงดนตรีหลากชนิดกลับเหมือนหยุดนิ่งอยู่ภายใต้เสียงไวโอลินของกันยา
ศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง เดินหันหลังกลับออกไปจากชมรมดนตรีที่สี่ พร้อมกับเหล่านักเรียนส่วนหนึ่งที่เดินตามไป แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มใหญ่ที่ยืนฟังเพลงของกันยาอยู่เช่นนั้นจนกระทั้งจบ มาริสาปรบมือขึ้นอีกครั้ง มธุชาถอนหายใจ ปรบมือตามขึ้นมา ก่อนที่อีกเสียงหนึ่งจะดังขึ้นคือเกตุมณี พิณพาทย์เป็นคนสุดท้ายที่ยืนขึ้นปรบมือ นอกนั้นก็มีอีกไม่กี่คนที่ปรบมือตามด้วยเสียงกล้าๆกลัวๆ
นักเรียนทั้งหมดเริ่มแยกย้ายกันไป กันยายังคงยืนอยู่ก่อนรวบไวโอลินและคันชักลงมาไว้ในมือขวา กันยาและมาริสามองซึ่งกันและกัน เป็นการมองที่เหมือนมีความหมายแต่ทั้งสองไม่มีความเข้าใจในสายตาที่ต่างมองซึ่งกันและกันเลย แต่ความรู้สึกหนึ่งกลับพลั่งพูนขึ้นมาภายในหัวใจของกันยา ความอบอุ่นประหนึ่งได้รับการปลอบประโลมนั้นบังเกิดขึ้นในหัวใจ
กันยารู้สึกมีบางสิ่งในตัวเธอกำลังพูดคุยกับบางสิ่งของมาริสา เช่นนั้นกันยาจึงยิ้มตอบแก่เด็กสาวผมประบ่าอย่างอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะหันไปคุยกับพิณพาทย์ที่เรียกเธอ
“กันยายิ้มเหรอ” มธุชากล่าวขึ้นน้ำเสียงแปลกใจ ก่อนที่เกตุมณีจะเดินเข้ามาเสริม
“ถูกพวกระเบียงวาทกะทำใจยักษ์ใส่ขนาดนั้น ยังอุสส่าห์ยิ้มให้พวกเราได้ก็นับว่าพีกันยา เข้มแข็งมากแล้วคะ สวัสดีคะพี่มธุชา หนูเกตุมณีเพื่อนของมาริสาค่ะ” เกตุมณีทักทายยกมือไห้วอย่างไม่ลืมธรรมเนียม มธุชาพยักหน้ารับ
“อ๋อ เกตุมณี...คุณหนูเครือโรงแรมดังเป็นเธอเองเหรอ” มธุชากล่าวอย่างยินดี เกมณียิ้มตอบรับด้วยคำพูดชัดเจน
“ค่ะ”
“กำลังเนื้อหอมมากเลยไม่ใช่เหรอ ระบบห้องรับแขกของเธอถึงกับต้องกำหนดจำนวนจดหมายในแต่ละวันไว้”
“มะ...ไม่ใช่อะไรแบบนั้นหรอกคะ” เกตุมณีรีบปฏิเสธมองท่าทีของมาริสาด้วยกังวลว่าเพื่อนสาวอาจจะรู้สึกไม่ดีที่เธอก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของโรงเรียนนี้ “ถ้ามีเวลาหนูก็อยากจะสนิทสนมกับทุกคนนั้นละ เพียงแต่เรื่องของตัวเองก็วุ่นจะแย่อยู่แล้ว” แต่มารีสาไม่มีความคิดอะไรแบบนั้นเธอเองกำลังสงสัยท่าทาง ประธานชมรมที่หนึ่งกับกันยารุ่นพี่ของเธอมากกว่า
“...เกตุมณี พี่กันยามีเรื่องอะไรกับพี่ผมหางม้าคนนั้นเหรอ” มาริสาถามขึ้นหลังจากขบคิดอย่างสงสัย พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมธุชาก็ชวนรุ่นน้องทั้งสองเดินออกจากระเบียงวาทกะ
“แล้วทำไมทุกคนถึงไม่ยอมปรบมือให้พี่กันยา” มาริสาซักต่อ เกมณีเด็กสาวตากลมทำท่านึกพลางระบายลมหายใจเล็กน้อย
“เรื่องราวพวกนี้...คงต้องย้อนไปปีที่แล้วที่พี่กันยาเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่” เกมณีกล่าวนำขึ้นขณะทั้งสามพากันเดินตามทางที่เป็นถนนอิฐสีแดงปูยาวเป็นระเบียบอย่าสวยงาม
“พี่กันยาจะถือไวโอลินไปไหนมาไหนด้วยเสมอ แล้วก็จะนำออกมาเล่นตามอารมณ์ของตัวเอง แล้วมีปัญหาอะไรสักอย่างนี่ละทำให้พี่กันยาต้องประชันดนตรีกับหอระเบียงวาทกะ ฉันอ่านจากวารสารเค้าไม่ได้ลงเรื่องราวโดยละเอียด” เกตุมณีออกตัว มธุชามองมาริสา เธอติดใจการปรบมือของเด็กคนนี้อยู่ นั้นไม่ใช่การปรบมือชื่นชมทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไร แต่นั้นเหมือนการประกาศต่อหน้าทุกคนที่ดูเป็นศัตรูต่อรุ่นพี่เธอว่าเธอจะยืนอยู่ข้างกันยา
มธุชาคิดได้ถึงตอนนี้ก็ยิ้มออกมา
“พี่เล่าให้ฟังแล้วกัน” รุ่นพี่เจ้าเนื้อที่เดินออกมาพร้อมกับเด็กสาวทั้งสองกล่าวขึ้นนำ “กันยาถือไวโอลินไปไหนมาไหนเป็นประจำ แล้วพอมีอะไรมาสัมผัสความเป็นศิลปิน เธอก็จะเอาไวโอลินออกมาเล่น ด้นกันสดๆตามความรู้สึกนั้นละ เป็นนิสัยที่ประหลาดดี แต่ทุกคนชอบเพลงเธอนะ ก็จนกระทั้งมีคนหนึ่งถามขึ้นมาว่าไวโอลินที่เธอเล่นคืออะไร พอรู้ว่าเป็นของ สตาดิวาริ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา”
“ยี่ห้ออะไรคะ? ไม่เห็นเคยได้ยิน” มาริสาอดถามขึ้นไม่ได้ เกมณีคิดจะอธิบายแต่ปล่อยให้เป็นหน้าทีของ มธุชาน่าจะเหมาะกว่าในเวลานี้
“เป็นไวโอลินขึ้นชื่อช่วงกลางๆปลายๆคริสตัศตวรรษที่สิบหกไปสิบเจ็ดช่วงนั้นงานศิลปะของอิตาลีเน้นความเป็นตัวของตัวเองของศิลปิน หาแนวทางไม่ค่อยได้ พวกนักวิชาการรุ่นหลังๆเขาเลยเรียกกันว่าลัทธิแมนเนอริสม์ เพราะต่างคนก็ต่างสร้างอะไรที่เป็นตัวของตัวเองออกมา คุณสตาดิวารินี่ก็เป็นช่างไวโอลินที่ได้รับการยกย่องถึงความเป็นอัจฉริยะ ไวโอลินของเขามีความสวยงามและประณีตมากจนเป็นต้นแบบของการสร้างไวโอลินออกมา และที่สำคัญคือเสียงที่ได้จากไวโอลินของคุณสตาดิวารินี่ถือว่าเป็นงานศิลปะบนงานศิลปะ”
“พี่มธุชาคงจะพยายามอธิบายว่ามันแพงมากอีกครั้งหรือเปล่าคะ” มาริสาพยายามสรุป เพราะฟังไม่เข้าใจ
“ฉันกำลังพูดถึงเหตุผลที่ทำให้แพง ไวโอลินของสตาดิวาริแพงมากจนคิดว่าถ้าใครเป็นเจ้าของคงไม่นำมาเดินถือเล่นตามทีต่างๆแบบนี้ และนี่ละก็คือปัญหา เพราะบางคนที่มีไวโอลินของคุณสตาดิวาริ รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า” มธุชากล่าวถึงตอนนี้ก็สงบคำปล่อยให้รุ่นน้องทั้งสองที่เดินออกมาพร้อมกันได้คิดตามเล็กน้อย เกตุมณี พยักหน้าตาม ในขณะที่มาริสายังไม่ค่อยเข้าใจนัก
“ตบหน้ายังไงคะ?” มาริสาถามขึ้น เกตุมณีทำหน้าปั้นยาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามาริสาไม่ใช่คนที่จะเข้าใจความรู้สึกแบบนั้นจึงอธิบาย
“ก็...ของที่ฉันเทิดทูนบูชาแต่เธอกลับเอามาเล่นเดินถือไปถือมา เธอจงใจมาย่ำยีความภูมิใจของฉันหรือไง?” มาริสาฟังแล้วถึงกับทำหน้าขยะแขยงขึ้นมาทันที มธุชาเห็นสีหน้าของรุ่นน้องถึงกับหัวเราะออกมา
“สีหน้าเธอตรงไปตรงมาดีจัง ตอนนั้นก็เลยมีคนตั้งคำถามว่ากันยาเหมาะสมแล้วเหรอกับไวโอลินราคาแพงแบบนั้น ฝีมือเธอพอแล้วหรือยังไง ก็เลยมีการท่าทายกันยา ให้มาประชันดนตรีกันโดยกันยาใช้ไวโอลิน แล้วทางระเบียงวาทกะก็จัดคนมาเล่นแข่งกับกันยา”
“พี่กันยาชนะหมดทุกคน?” มาริสาคาดเดา มธุชาพยักหน้า
“กันยามีความสามารถทางด้านการสื่ออารมณ์ เธอมีพรสวรรค์ทางศิลปะมากับตัวเอง ความพยายามของมนุษย์อาจจะสามารถเอาชนะเรื่องของเทคนิคการเล่นที่ซับซ้อน การเลื่อนกดจับขยับนิ้วและคันชักที่ยากๆ แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกันคือพรสวรรค์ บางคนเล่นไปนับห้องดนตรีไปแต่กันยานึกอยากจะเพิ่มก็เพิ่มนึกอยากจะลดก็ลด แล้วแต่อารมณ์ที่เธออยากจะเล่นในตอนนั้นๆ การประชันดนตรีกับคนที่มีความสามารถแบบนั้น แค่ให้เล่นได้เท่าเทียมยังเป็นเรื่องที่ยากเลย” มธุชากล่าวอย่างชื่นชมและภูมิใจ ดูท่าว่าเธอจะเป็นแฟนไวโอลินของพี่กันยาจริงๆ
“พอชนะพี่กันยาก็เลยสามารถถือไวโอลินเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่มีใครท่วงติงอีกสินะคะ?”
“ใช่ แล้วไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้อีก แต่ก็ทำให้กันยาไม่สามารถเข้าชมรมดนตรีได้เหมือนกัน”
“ทำไมคะ? จริงๆคนเก่งขนาดนี้น่าจะเข้าชมรมดนตรีได้”
“เพราะว่า กันยาไม่ชอบเล่นตามโน้ต เค้าเลยบอกว่ากันยาไม่เคารพต่อตัวศิลปิน จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสมาชิกชมรมคนอื่นๆ”
“เอ๋” มาริสาร้องออกมาอย่างแปลกใจ
“คิดว่ากันยาเล่นตามโน้ตไม่ได้หรือยังไง? จริงๆต้องพูดว่าคนที่มีความสามารถขนาดนั้นทำไมต้องกลับมาเล่นตามโน้ตเป็นเด็กประถมหัดเล่นดนตรีด้วยต่างหาก” มธุชาพูดขึ้นท่าทางคล้ายกับมีอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย “เพราะกันยาเข้าได้แค่ชมรมดนตรีที่สาม พวกชมรมดนตรีที่หนึ่งพยายามหาเรื่องจะกันไม่ให้เธอเข้ามาในชมรมดนตรี กันยาเองก็ไปรู้สึกผิดที่ทำลายความภูมิใจในสตาดิวาริ ของประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งในตอนนั้น จึงไม่ยอมเล่นไวโอลินให้ใครฟังอีกเลย ทั้งที่นำติดตัวมาด้วยทุกวัน” มธุชากล่าวอย่างไม่ได้ดังใจ เกตุมณีแอบยิ้มในท่าทางของรุ่นพี่ในขณะที่มาริสานั้น ได้เข้าใจถึงสาเหตุที่กันยาไปเล่นไวโอลินยังวิหารกุหลาบ ที่ต้องเดินลึกเข้าไปในสวนป่า
“แต่ฝีมือขนาดพี่กันยาทำไมถึงอยู่ชมรมดนตรีที่หนึ่งไม่ได้ค่ะ”
“อ้อ...เธอคิดว่าเขาแบ่งกันที่ระดับฝีมือสินะ จริงๆเค้าแบ่งระดับของชมรมตามฐานะการเงินของที่บ้านนะ” รุ่นพี่มธุชาอธิบาย...
มาริสาบอกกับตัวเองว่ามีลูกมีหลานจะไม่ให้เข้าโรงเรียนนี้เด็ดขาด แต่เอาเข้าจริงๆน้องสาวเธอท่าทางจะสนใจโรงเรียนนี้ไม่น้อยทีเดียว มาริสาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแบ่งแยกกันด้วยฐานะ เกตุมณีเธอก็ตอบไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้
มธุชารุ่นพี่ร่างท้วมขอให้ทุกคนไปคุยที่ชมรมทำอาหาร เมื่อไปถึงขนมกับน้ำหวานก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ แทนที่จะได้คุยเรื่องของระเบียงวาทกะต่อ มธุชาต่างสอบถามรุ่นน้องเธอเกี่ยวกับเรื่องขนมพร้อมเก็บข้อมูลอย่างละเอียดแทน ร้อนให้มาริสาต้องกล่าวออกมา
“พี่มธุชาบอกหนูว่าจะเล่าเรื่องชมรมดนตรีให้ฟังไงคะ” มาริสาเริ่มทวง มธุชายิ้มตอบ เกตุมณีรู้ทันความคิดของมธุชาเริ่มเสริมขึ้น
“เดี๋ยวตอบแบบสอบถามเสร็จพี่มธุชาก็เล่าให้ฟังเองนั้นละคะคุณมาริสา” เกตุมณีกล่าวอย่างใจเย็น
“อือๆ นั้นละจะรีบไปไหน...มันไม่ใช่เรื่องที่รู้แล้วใครจะไปแก้ปัญหาได้หรอกนะ เอาละ...จะเริ่มเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้ก็ได้ ชมรมดังๆในโรงเรียนเรา มีชมรมวัฒนธรรมซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคณะกรรมการนักเรียน และชมรมดนตรี ก็อย่างว่านะดนตรีออกจะทำให้ดูดีเป็นคุณหนู นักเรียนหลายคนเลยเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก แต่การเข้ามาในโรงเรียนนี้ของหลายๆคนก็เพื่อหาคอนเน็กชั่นทางธุรกิจ ไม่ก็สร้างความสนิทสนมกับคนที่มีฐานะเหนือกว่า ในที่สุดชมรมดนตรีเองก็พบปัญหาว่าสมาชิกมีมากเกินไป” มธุชาพักเล็กน้อยหยิบน้ำหวานผสมรสชาติเฉพาะตัวขึ้นมาดื่มพักหายใจ
เกตุมณีตาโตพยักหน้าตาเข้าใจถึงความเป็นมาในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
“เคยได้ยินเหมือนกันว่าการเข้าชมรมเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างเครือข่ายใหม่ๆขึ้นมา แบบนั้นพอจะมองออกแล้วค่ะว่าทำไมถึงต้องแยกออกเป็นสี่ชมรมตามระดับฐานะ” มธุชาหันมองเด็กสาวรุ้นน้องอย่างแปลกใจ
“เธอพูดเหมือนไม่ได้สมัครเข้าชมรมไหนเลยเหรอ เกตุมณี”
“หนูส่งใบสมัครเข้าทำงานในคณะกรรมการนักเรียนค่ะ”
“ถ้าเข้าคณะกรรมการนักเรียนก็ไม่ต้องเข้าชมรมไหน แต่...ศึกษามาดีแล้วสินะว่าต้องทำอะไรบ้าง”
“หนูพยายามศึกษางานบริการอยู่แล้วค่ะพี่มธุชา แล้วก็จะได้แก้ปัญหาที่มีคนชวนไปเข้าชมรมนั้นชมรมนี้ ด้วย” เกตุมณีตอบ มุธชาดูเด็กสาวตากลมที่นั่งหลังตรงอย่างเรียบร้อยมือประสานไว้บนตักขาเรียบชิดติดกัน เอียงเล็กน้อยอย่างพองามด้วยความชื่นชม ก่อนจะมองไปยังมาริสา
เด็กสาวผมประบ่านั่งหลังตรงเรียบร้อยเช่นกันแต่ท่าทางการวางมือไม่ได้เป็นพิธีการอะไรมากมาย กลับดูสบายๆมากกว่า
เมื่อถูกมองมาริสาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอทำอะไรผิดไปหรือเปล่าแต่ก็ถือโอกาสนั้นถามเพิ่มเติมกับเกตุมณี
“แล้วการเข้าชมรมมันเกี่ยวอะไรกับฐานะด้วยละ”
“ก็แบ่งคะแนนความน่าคบจากฐานะและผลประโยชน์ ทุกคนก็จะไม่พลาดโอกาสที่จะทำความรู้จักกับคนที่น่าคบที่สุดน่ะสิคะ แล้วก็คงจะวุ่นวายไม่น้อยเลย ถ้าเป็นแบบนั้น” เกตุมณีกล่าวโดยสรุป มาริสาพยักหน้าตาด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุผล
“แบบนั้นละชมรมดนตรีจึงต้องแบ่งเป็นสี่ชมรม จะได้ไม่ข้ามไปก้าวก่ายกัน แต่ใครที่ฐานะสูงกว่าจะลงมาอยู่ในชมรมต่ำกว่าก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ห้ามคนที่มีฐานะต่ำกว่าขึ้นไปอยู่ในชมรมอันดับที่สูงยิ่งกว่า”
“น่าเหนื่อยใจจังค่ะ” มาริสากล่าวออกมา “แต่ว่าการที่พี่กันยาไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่เหรอคะ รุ่นพี่ที่เป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งที่มีปัญหากับพี่กันยาเองก็จบออกไปแล้ว หรือว่าพี่ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งคนนี้ก็ยังจะโกรธแค้นอะไรพี่กันยาอีก”
“เออ...” มธุชาทำท่าคิดตาม สุดท้ายก็ได้เพียงส่ายศีรษะ “คิดไม่ออกเหมือนกัน แต่ดูจากสีหน้าของพี่ศุษิระท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่มากนะการที่กันยาเข้ามาอยู่ในชมรมดนตรีที่สี่”
“แล้วพี่กันยาอยู่ๆเข้าชมรมดนตรีทำไมค่ะ” มาริสายิงคำถามต่อ มธุชาคิดตามก่อนส่ายศีรษะอีกครั้ง
“เออพี่ไม่แน่ใจนะเอาว่าไม่รู้ดีกว่า แต่ดูว่าเธอสนใจเรื่องของกันยาจัง”
“เปล่านะคะ” มาริสาแก้ตัวแทบจะทันที “ก็เราพูดคุยเรื่องนี้กันอยู่”
“สนใจก็สนใจสิหูเธอแดงหมดแล้ว” มธุชาพูดพลางหัวเราะเบาๆ
“เปล่าค่ะ” มาริสาคงปากแข็ง เกตุมณีหันมองเพื่อนสาวเล็กน้อยสีหน้าที่ฉาบไปด้วยความเศร้าวูบหนึ่งนั้นทำให้ มธุชาที่มองภาพโดยรวมอยู่ต้องสงบคำลงเล็กน้อย
“กันยาเองก็เป็นคนสวยละ แต่มีรุ่นพีพยายามจีบหลายคนแล้วแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล กระทั้งพี่ผอบจันทน์เองก็ยังกุมหัวใจเธอไม่ได้”
“ก็บอกว่าเปล่าไงค่ะ” มาริสาเน้นคำเดิม มธุชาพยักหน้ารับฟังช้าๆและยิ้มให้ ในเวลานั้น เสียงโทรศัพท์ของมาริสาก็ดังขึ้น โทรศัพท์เครื่องสีดำเรียบๆถูกหยิบขึ้นมาเปิดดู เกตุมณีดูโทรศัพท์เครื่องที่มาริสาพกอย่างแปลกใจ แต่ไม่ทันที่จะถามอะไรก็พบมีเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่าเกิดขึ้น
“จดหมายจากคณะกรรมการนักเรียนสงสัยจะเป็นเรื่องของชมรม” มาริสากล่างพลางเปิดอ่านจดหมาย เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของมธุชาไม่น้อยเช่นกัน
“เอ๋...” มาริสาร้องเสียงหลง มธุชาระบายลมหายใจเล็กน้อย
“พี่ผอบจันทน์คงจับเธอไปอยู่ในชมรมวัฒนธรรมสินะ” มธุชาคาดเดาจากความเข้าใจตอนที่คุยกับผอบจันทน์เมื่อวันอาทิตย์
“ชมรมดนตรีที่หนึ่งค่ะ” มาริสาพูดอย่างงงๆ “นี่...มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า?” มาริสาโวยวายก่อนพลิกดูนาฬิกาข้อมือ คิดว่าเธอน่าจะขอนัดคุยกับพี่ผอบจันทน์ได้ ก็รีบเข้าระบบห้องรับแขก พอขอนัดเวลาพบก็ได้รับอนุญาตทันที มธุชาเดาไม่ถูกว่าผอบจันทน์กำลังทำอะไรแต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอต้องถามต่อมาริสา
“เธอได้ขอโทษพี่ผอบจันทน์แล้วหรือยังมาริสา”
“ขอโทษแล้วค่ะ” มาริสาตอบอย่างร้อนรน “วันเสาร์ที่ผ่านมา พี่กันยาเองก็ยืนอยู่ด้วยกัน”
“ขอโทษแล้ว? แต่ทำไมทำแบบนี้ละ? มีปัญหาตามมาอีกเพียบแน่” มธุชากล่าว ภาพตอนมาริสาปรบมือให้กันยาและศุษิระประธานดนตรีที่หนึ่งหันมามองเด็กสาวด้วยสายตาแข็งกร้าว ยังคงจดจำได้อย่างไม่ลืมเลือน ยังไม่นับรวมถึงเรื่องฐานะของมาริสาอีก จะโดนอะไรอีกมากมายภายในชมรมดนตรีที่หนึ่งก็ไม่อาจจะทราบได้
“มีปัญหาแน่ๆ...” เกตุมณีเสริม มาริสาเริ่มใจเสียก่อนที่ทั้งสองจะถามขึ้นพร้อมกัน
“เธอ(คุณมาริสา)เล่นดนตรีอะไรเป็นบ้าง(คะ)”
“ไม่เป็นสักอย่าง ค่ะ” เด็กสาวกล่าวตามตรง...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๕ หอระเบียงวาทกะ(๔)
ฝากคอมเม้นด้วยนะครับ ไม่สนุกตรงไหน จะได้ค่อยๆคิดค่อยๆแก้ไป รู้สึกร้างจนใจหาย T_T
ตอบคุณWitna
จริงๆต้องแก้เป็น เด็กสาวผมหางม้ากล่าวถาม พิณพาทย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งหน้าเปียโนเดิน เข้ามายืนเคียงข้างกันยา
ขอบคุณโร่จังที่ช่วยดูคำผิดให้ครับ
ซอฝรั่ง สนั่นก้อง หวั่นไหว กมล
หูแว่วเสียงจากไหน ใฝ่รู้
ทราบเพียงแต่มิตรใกล้ ใคร่ส่ง บรรเลง
เสียงอื่ออือกอบกู้ ล่มล้างธรรมเนียม
คันชักไวโอลินพาดสัมผัสลงบนสายพร้อมเคลื่อนไหวเข้าออกประสานกับเสียงเปียโน เมื่อนั้นหอระเบียงวาทกะที่เคลื่อนไหวด้วยเสียงดนตรีหลากชนิดก็หยุดเงียบลง ทั้งหมดเงียบฟังเสียงไวโอลินที่ดังขึ้นเป็นระลอกเสียงถี่ยิบ ชัดเจนโดดเด่นคลอเคลียกับเสียงเปียโนที่บรรเลงอย่างแจ่มใส นี่ไม่ใช่ โซนาตาหมายเลขแปดของบีโทเฟ่นที่หลายคนเคยได้ยินมา แต่เป็นการตีความใหม่อย่างดุเดือด รวดเร็วชัดเจนเป็น อัลเลโกที่บรรเลงเร็วจนเกือบจะเป็นเพรสโต้คล้ายเร่งรีบ สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉงตรงไปตรงมา
กบฏแต่ไพเราะ ดนตรีแบบนี้หลับตาก็เห็นภาพผู้บรรเลงอย่างชัดเจน เด็กสาวผมหยักศกผู้ประทับไวโอลินสูงค่าตีตราของสตาดิวาริอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะหม่อนหมอง
ศุษิระ สาวผมหางม้าผู้ถือตำแหน่งประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง หยุดมือจากเปียโนในห้องซ้อมด้านบน แม้ว่าจะเป็นห้องเก็บเสียงแต่ เสียงไวโอลินของกันยานั้นน่ากลัวนัก แม้เพียงเสียงเล็ดลอดอันน้อยนิดก็ยังเด่นชัดบดบังทุกอย่างให้เงียบลงคล้ายการเสด็จมาของเจ้าหญิง
ใจของของเด็กสาวผู้ถือตัวว่าสูงศักดิไม่อาจจะสงบได้ ลุกขึ้นก้าวเดินออกจากห้องซ้อมจึงพบว่าสมาชิกในชมรมนั้นหายไปแล้วหมดสิ้น...
*************
มาริสาเดินลงจากรถเมล์ หันซ้ายหันขวาเดินวนเวียนเก็บชุดคลุมเข้ากระเป๋าอยู่สักสามนาทีก็ตัดใจเดินเข้าซอยมุ่งสู่โรงเรียงเนื่องจากไม่พบกันยา มาริสาเองก็คิดกังวลไปว่าบางทีกันยาอาจจะเปลี่ยนเวลามาโรงเรียนเพราะทราบเวลาที่ตนเองมาถึงโรงเรียนอย่างแน่นอน พอคิดแบบนั้นก็รีบส่ายศีรษะเตือนตัวเองว่าอย่ามองอะไรในแง่ลบเกินไป เพราะจากวันเสาร์ที่ผ่านมากันยาก็ดูจะช่วยเหลือเธอดีไม่ต่างกับที่ผ่านมา
“สงสัยพี่กันยาคงมีธุระอะไรละมั้ง?” มาริสาบ่นขึ้นกับตัวเอง
“ช่วงนี้ถ้าดูตามดวงดาวแล้ว กันยาน่าจะมีเรื่องวุ่นวายใจไม่น้อยทีเดียว” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นจากด้านข้าง เป็นรุ่นพี่ร่างสูงซึ่งปล่อยผมยาวทิ้งน้ำหนักอย่างเป็นธรรมชาติเดินประกบเธออยู่ด้านข้าง
มาริสางงวูบนับหนึ่งถึงสิบในใจอย่างรวดเร็ว หยุดเดินยกมือขึ้นพนมไหว้
“สวัสดีคะพี่พยากรณ์”
“สวัสดี” พยากรณ์กล่าวตอบต่อเด็กสาว สีหน้าประดับรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก “เธอจำเรื่องราวอะไรได้บ้าง?”
“เรื่องราว?”
“ฉันหมายถึงเวลาที่หายไปในป่า”
“เออ...” มาริสาคิดเล็กน้อยคาดเดาไม่ถูกนักว่ารุ่นพี่คนนี้ถามเธอด้วยจุดประสงค์อะไร “เค้าว่าคนที่โดนปิศาจซ่อนตัวจะจำเรื่องราวไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ” มาริสาแกล้งย้อนถาม
“อือ คุณปิศาจในสวนป่าจะใช้มานาความมืดลบเลือนความทรงจำ แต่คนที่มีมานาความมืดอย่างเธอน่าจะสามารถดูดซับมนตราเหล่านั้นได้นะ นอกจากว่าเธอจะโกหกฉันว่าจำอะไรไม่ได้เลย” พยากรณ์กล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล มาริสาจำต้องแกล้งไม่รู้เรื่องต่อไป
“มานา...อะไรคะ?”
“พลังเวทมนตร์” พยากรณ์อธิบายสั้นๆ นั้นชัดเจนจนเด็กสาวต้องยิ้มออกมาอย่างขบขัน มาริสาเข้าใจว่าต้องพยายามทำตัวเป็นมนุษย์ปรกติทั้งที่เคยมีประสบการณ์คุยกับลิลิธมาแล้วก็ตาม
“หนูเหรอคะจะมีพลังเวทมนตร์” จะว่าไปมาริสาก็เริ่มรู้สึกสนใจ “แล้ว...หนูจะใช้พลังมานาทำอะไรได้บ้างเหรอคะ” เมื่อเห็นมาริสาสนใจท่าทางของพยากรณ์ดูเหมือนจะสดใสขึ้นมาทันที
“ฉันเองก็ตอบไม่ได้เกี่ยวกับพลังมานาความมืด เพราะของฉันเป็นพลังมานาของสายลม” พยากรณ์พูดอย่างเป็นจริงเป็นจัง “วิธีการใช้มานา...คงต้องอธิบายกันยืดยาวฉันถึงอยากให้เธอมาเข้าชมรมของฉันเพื่อเราจะได้ช่วยกันศึกษาเรื่องของมานาความมืด” พยากรณ์กล่าวชวนอีกครั้ง มาริสาคิดตามก่อนส่ายศีรษะ
“แต่...มันดูเป็นของน่ากลัวนะคะใช้ลบความทรงจำได้ด้วย ถ้าต้องมีมนตราที่น่ากลัวแบบนั้น หนูสู้ไม่ทราบเสียดีกว่าจะได้ไม่ใช้มันไปทำร้ายใคร” มาริสากล่าวอย่างนิ่มนวลที่สุด พยากรณ์เดินไปเงียบๆ
“นั้นสินะ ฉันมั่วแต่ลิงโลดดีใจที่ได้พบกับคนที่มีพลังมานาเป็นสังกัดธาตุชัดเจน ทั้งที่อาจจะกำลังทำเรื่องที่ไม่สามารถให้อภัยลงไปก็ได้ แบบนั้นก็ช่วยคิดว่าฉันพูดเรื่องเหลวไหลแล้วกัน” สิ้นคำพยากรณ์พลันเลือนหายไป มาริสายืนนิ่งหันมองรอบตัวไม่แม้แต่บนท้องฟ้า
เด็กสาวคิดว่าออกจะรับมือกับเรื่องแบบนี้ยากเกินไป แม้เธอเองก็มีโนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยนั่งอยู่บนบ่าก็น่าจะยอมรับเรื่องราวเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ
‘หากพระนางทรงสงสัยเกี่ยวกับพลังมานาให้หม่อมฉันอธิบายได้นะเพคะ’ เสียงหนึ่งกล่าวแจ่มชัดภายในสมองเช่นการนึกคิด มาริสารู้สึกได้ทันทีว่าเป็นภูตดอกไม้ตัวน้อยกล่าวต่อเธอ ‘เธอพูดได้ด้วยเหรอโนโรซ่า’
‘เพคะพระนาง เพราะหม่อมฉันพัฒนาขึ้นจากบทเพลงที่ได้ฟัง จึงสามารถเจรจาสนทนาได้บ้างแล้ว’ โนโรซ่าตอบอย่างถ่อมตน มาริสาอดรู้สึกว่าเด็กคนนี้สุภาพเกินไปใช้คำพูดอย่างกับว่าเป็นข้ารับใช้ของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็คิดไปถึงเรื่องที่โนโรซ่าอยู่กับลิลิธที่ได้ฉายาเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล จึงน่าจะมีแต่การใช้คำพูดแบบนี้เป็นพื้นฐาน
“ไม่ดีกว่า” มาริสาพูดออกมาต่อภูตดอกไม้ตัวน้อยโดยตรง โนโรซ่าตอบรับและไม่กล่าวอะไรต่อ...
*************
ยังเร็วเกินไปที่จะมีจดหมายจากคณะกรรมการนักเรียนแจ้งเรื่องชมรมต่อเธอ มาริสายังไม่รู้ว่าจะถูกจับเข้าชมรมไหน แต่คิดว่าถ้าต้องไปอยู่ชมรมที่เรื่องมาก สู้ไปอยู่กับพี่มธุชาชมรมชิมอาหารหรือพี่พยากรณ์ชมรมแม่มดฯน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่า
มาริสาคิดจะเก็บโทรศัพท์ พอหันซ้ายหันขวามองไม่เห็นใครก็ถามต่อโนโรซ่าว่าจะหาเพลงฟังเล่นหรือเปล่า
‘ขอบพระทัยเพคะพระนาง แต่หากเพื่อเสพเสียงดนตรีแล้ว หม่อมฉันมีความประสงค์อยากจะลองไปยังทิศตะวันออกมากกว่า ที่นั้นมักจะได้ยินเสียงดนตรีแว่วแผ่วมาตามสายลมเสมอ’ โนโรซ่าสือสารผ่านทางจิต มาริสาลุกขึ้นเดินไปดูจากหน้าต่างห้องเรียน
ทิศตะวันออก หากมองจากตึกสามอันเป็นตึกเรียนของนักเรียนชั้น ม.๔ น่าจะหมายถึงแนวป่าต้นลำพูที่กำลังออกดอกคล้ายไฟเย็นสวยงามแปลกตาแซมสีขาวนวนไปทั่วบริเวณ มาริสาเคยเดินผ่านแต่ไม่เคยมีความคิดจะเดินเข้าไปในสวนลำพูนั้นเพราะเป็นที่ตั้งของ หอระเบียงวาทกะ มีเหล่าคุณหนูจีบปากจีบคอเดินคุยกันพร้อมพกอุปกรณ์ดนตรีดูเก๋เท่สวยงามเดินเข้าออก สรุปแล้วน่าหมั่นไส้พิกลในความคิดของเด็กสาว มาริสาสำรวจตัวเองมองสภาพการแต่งตัวว่าเรียบร้อยพอ ก็ตกลงใจพาโนโซร่าไปเปิดหูเปิดตา
แต่ว่านั้นกลับทำให้มาริสาต้องพบกับเรื่องที่ประหลาดใจ กระแสของเหล่าคุณหนูทั้งหลายมุ่งตรงไปยังป่าสวนลำพูเหมือนกับว่ากำลังมีงานเทศการอะไร บางคนถึงกับวิ่ง แต่ส่วนใหญต่างก้าวฝีเท้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าใกล้มาริสาสัมผัสได้ถึงเสียงเปียโนก่อนเป็นอันดับแรกก่อนท่อนของไวโอลินจะตามมา
“โซนาตาหมายเลขแปดของบีโทเฟ่น?” มาริสากล่าวขึ้น เธอเองแม้เล่นดนตรีไม่เป็นแต่แม่ของเธอมักจะเปิดแต่เพลงคลาสสิกให้ฟัง โดยเฉพาะไวโอลินโซนาตาดูเหมือนจะเป็นเพลงที่แม่เธอชอบ สุดท้ายก็กลายเป็นจดจำชื่อเพลงได้ทันทีเมื่อได้ยิน มาริสารู้ยิ่งกว่านั้นว่าผู้บรรเลงไวโอลินอยู่คือกันยา
จังหวะเร่งเร้าของไวโอลินกำลังทำลายบางอย่าง ทุกคนพากันเดินมุ่งหน้าไป ยังหอฝรั่งขนาดสองชั้น ขึ้นไปบนระเบียงชั้นหนึ่ง ยืนออกันอยู่หน้าประตูทางเข้าของห้องเล็กๆที่มีป้ายเหนือประตูว่า‘ชมรมดนตรีที่ ๔’
โนโรซ่ากระโดดจากบ่าของมาริสาไปเบื้องหน้าไปตามศีรษะคนที่ยืนอยู่จนมองไม่เห็นเหตุการณ์ภายในห้อง ครั้งมาริสาจะตามไปก็คงเป็นเรื่องยากเพราะจะทำให้เสื้อยับเสียเปล่าๆ แต่การได้ฟังอยู่ตรงนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เลวนัก
“ถอยไป” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างออกคำสั่ง รุ่นพี่ผมหางม้าที่ไม่คุ้นหน้าของมาริสาเดินเข้ามานักเรียนทั้งหลายแหวกทางทันทีอย่างพร้อมเพียงมีแต่มาริสาเท่านั้นที่กำลังยืนงงอยู่ด้วยคำถาม อะไรใครใหญ่มาจากไหนให้เธอแหวกทาง
เมื่อไม่หลีกให้ มือขนาดใหญ่ของรุ่นพี่ผมหางม้าก็ผลักเธอออกให้พ้นเส้นทาง เดินผ่านไปโดยไม่คิดจะสนใจ เด็กสาวโกรธทันที นี่อาจจะเป็นการสร้างตำนานบทใหม่อีกครั้งของมาริสา ถ้ามือหนึ่งไม่จับเธอไว้
มธุชาเด็กสาวเจ้าเนื้อหัวหน้าชมรมทำอาหารส่ายศีรษะต่อมาริสา ให้เปลี่ยนใจในสิ่งที่กำลังคิดทำอยู่
“อย่าได้คิดมีเรื่องกับพี่ศุษิระเด็ดขาดมาริสา โดยเฉพาะบนระเบียงวาทกะ” มธุชากล่าวกระซิบกระซาบ มาริสาเองคงไม่สนใจแต่หากเพราะต้องเกรงใจพี่มธุชาด้วยเหตุผลมากมายจึงยอมสงบอยู่เฉยๆ
“พี่มธุชามาอยู่ที่นี้ได้ยังไงคะ” มาริสาถามขึ้น
“พี่เป็นแฟนของกันยานะสิมีของดีให้ดูแล้วไม่สนใจก็เสียชื่อหมด”
“หา?” มาริสาร้องเสียงหลง ทุกสายตารอบตัวเธอหันมามองอย่างตำหนิก่อนกลับไปจดจ่อกับเสียงของไวโอลินอีกครั้ง
“แฟนเพลงๆ คิดอะไรของเธอ” มธุชาตอบก่อนดึงเด็กสาวออกมาห่างจากกลุ่มคนเสียหน่อยด้วยกลัวมาริสาจะทำอะไรไม่สำรวมลงไปอีก
“หมายความว่าพวกที่รีบๆมาที่นี้กันก็เพื่อฟังพี่กันยาสีไวโอลินนะเหรอคะ” มาริสาถามเสริม มธุชาใช้นิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากเป็นนัยให้มาริสาเงียบก่อน หลับตาฟังเพลงบรรเลงท่าทางอารมณ์ดี
“ไวโอลินของกันยาถือว่าเป็นผลงานอันดับต้นๆของโลกในเรื่องของเสียงที่ออกมา เสียงสูงที่สดใสและเสียงทุ้มที่หนักแน่นทรงพลังถ้าคนที่เคยฟังก็จะเห็นชัดถึงความแตกต่างจากไวโอลินในสมัยนี้”
“คะ” มาริสาตอบรับเห็นด้วยคงเพราะแบบนี้สินะทำให้เธอแยกได้ชัดเจนว่านี่คือเสียงไวโอลินของกันยา “คงจะแพงมาก”
“แพง...มันมีราคาเป็นตัวเงินก็จริงแต่ในแง่ของศิลปะแล้ว เสียงที่ได้ออกมาประเมินค่าไม่ได้ ไวโอลินแบบนี้มีแต่คนเอาขึ้นหิ้งบูชานานๆจะเอามาเล่นในโอกาสสำคัญ ก็มีแต่กันยาเท่านั้นละที่พกเดินไปไหนมาไหน” นี่เป็นความรู้ใหม่ที่มาริสาได้รับ
“แต่เหนืออื่นใด คือกันยาเป็นผู้เล่น” มธุชาทิ้งทายได้อย่างน่าขบคิดก่อนที่เพลงที่บรรเลงจะจบลง
ความเงียบเข้ากลืนกินหอระเบียงวาทกะทันที ไม่มีใครคิดจะปรบมือให้กันยา นั้นสร้างความเกรียวกลาดให้เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังถึงกับเดือดดาน มาริสาปรบมือขึ้น ทุกสายตาหันมามองเธอ มาริสายังคงปรบมือ กันยามองเห็นมาริสาที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้คนที่แหวกทางให้ศุษิระ และกำลังมองศุษิระหันกลับมองมาริสาที่ยังคงปรบมือไม่หยุด จึงคิดว่าคงต้องทำอะไรสักอย่าง กันยารวบคันชักกับไวโอลินลง แต่ไม่ทันที่จะกล่าวอะไร พิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่สีที่เป็นผู้บรรเลงเปียโนเมื่อครู่ก็กล่าวขึ้น
“ในฐานะประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งคิดว่าเพลงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรค่ะ คุณศุษิระ” พิณพาทย์หวังเรียกความสนใจจากทุกคนออกมาให้ห่างจากเสียงปรบมือ มธุชาที่อยู่ใกล้มาริสาจับบ่าเด็กสาวไว้ ใช้สายตาขอร้องให้พอได้แล้วมาริสาจึงหยุดมือลง
ศุษิระ หันกลับมายิ้มแย้มแต่สายตายังคงเต็มไปด้วยความตึงเคลียด
“ถ้าผู้ประพันธ์มาได้ยินฉันว่าคงจะต้องถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปิติที่มีคนสามารถตีอารมณ์เพลงของตนออกมาได้ชัดเจนขนาดนี้ ถ้าพูดก็เหมือนกับว่า จากเพียงเพลงไวโอลินเล่นคู่กับเปียโน กลับได้เห็นละครฉากใหญ่แสดงอยู่ตรงหน้า พระเอกนางเอกแสดงความรู้สึกสื่อถึงผู้ชมอย่างชัดแจ้ง แต่ว่าคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับชมรมดนตรีอย่างกันยามีธุระอะไรกับหอระเบียงวาทกะแห่งนี้คะ” เด็กสาวผมหางม้ากล่าวถาม พิณพาทย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งหน้าเปียโนเดิน เข้ามายืนเคียงข้างกันยา
“ดิฉันรับเด็กคนนี้เข้าชมรมแล้ว ไม่เกี่ยวคงไม่ได้” พิณพาทย์เด็กสาวผมเปียร่างเล็กยิ้มอธิบายเรื่องราวอย่างมีความสุข ศุษิระมองพิณพาทย์อย่างไม่เชื่อในสิ่งที่กล่าว
“ดิฉันคิดว่าบางที่ฝีมือของกันยาอาจจะยังไม่เหมาะสมกับระเบียงวาทกะแห่งนี้ ก็เลยทดสอบดูนิดหน่อย ได้ระดับประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งออกปากชมได้ก็น่าถือว่าผ่านได้แล้วสินะคะ” พิณพาทย์ยิ้ม
“เรื่องความขัดแย้งของพวกเราน่าจะคุยกันได้นะ พิณพาทย์ ถ้าเธอทำแบบนี้ไม่รู้หรืออย่างไรว่าระเบียงแห่งนี้จะเกิดความวุ่นวายขนาดไหน”
“ความขัดแย้งเหรอ พวกเราสี่ชมรมสามัคคีกันออกทุกคนเล่นดนตรีด้วยกันอย่างมีความสุข” พิณพาทย์กล่าวน้ำเสียงประชดประชันแสดงถึงความจริงหนึ่งที่เกิดขึ้น ศุษิระส่ายศีรษะท่าทางกำลังหมดความเป็นตัวของตัวเองที่สร้างฉาบไว้
“การที่เธอให้คนที่มีความคิดจะล้มเลิกหอระเบียงวาทกะเข้ามาภายใน การที่เธอให้คนที่เป็นโซลเมทของรุ่นพี่นันธิดาอยู่ในชมรม เธอกำลังต้องการทำลายระเบียงแห่งนี้ใช่มั้ย”
“ชมรมเล็กๆของดิฉันที่มีพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งในสามของปรกติ คงไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้หรอกคะ” ศุษิระกล่าว พิณพาทย์ส่ายศีรษะ มองซ้ายขวาหันหาคนช่วยเหลือแต่ยังไม่ปรากฏเงาของประธานชมรมดนตรีที่สองและสาม
“กันยาช่วยเล่นเพลงอะไรก็ได้ให้ฟังหน่อยสิ” พิณพาทย์กล่าว กันยาหันมองรุ่นพี่ร่างเล็กที่กำลังพละเดินกลับไปนั่งบนเก้าอี้หน้าเปียโนตัวเดิม เด็กสาวผมหยักศกลอบระบายลมหายใจออกมา
เธอนึกถึงคำพูดของแม่เธอที่พูดไว้ว่าการที่เราทำสิ่งที่ดีโดยไม่หวังผลตอบแทน สิ่งนั้นย่อมประสบความสำเร็จ อุปสรรค์ต่างๆเป็นบททดสอบของพระเจ้าเพื่อดูว่าเธอมีความศรัทธาเพียงใด
สำหรับทุกคนไวโอลินของกันยาอาจจะไพเราะชัดเจนด้วยอารมณ์ชวนประทับใจแต่สำหรับศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง คันซักที่พาดลงบนสายไวโอลินนั้นกลับเหมือนคมดาบที่กำลังวางพาดบนลำคองามระหงของตน เมื่อเริ่มขยับคมดานนั้นก็เฉือดเฉือนเธออย่างเลือดเย็นที่สุด...
*************
“...คงต้องย้อนไปปีที่แล้วที่พี่กันยาเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่” เกตุมณีเกริ่นขึ้นหลังมาริสายิงคำถามเธอมากมาย
เกตุมณีเดินเข้ามาภายในระเบียงวาทกะหลังจากที่กันยาเล่นไวโอลินคอนแซร์โต้กับเปียโนของพิณพาทย์ประธานชมรมดนตรีที่สี่จบไปแล้วและกำลังเริ่มการเดี่ยวไวโอลิน ระเบียงวาทกะที่เคยเคลื่อนไหวด้วยเสียงดนตรีหลากชนิดกลับเหมือนหยุดนิ่งอยู่ภายใต้เสียงไวโอลินของกันยา
ศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่ง เดินหันหลังกลับออกไปจากชมรมดนตรีที่สี่ พร้อมกับเหล่านักเรียนส่วนหนึ่งที่เดินตามไป แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มใหญ่ที่ยืนฟังเพลงของกันยาอยู่เช่นนั้นจนกระทั้งจบ มาริสาปรบมือขึ้นอีกครั้ง มธุชาถอนหายใจ ปรบมือตามขึ้นมา ก่อนที่อีกเสียงหนึ่งจะดังขึ้นคือเกตุมณี พิณพาทย์เป็นคนสุดท้ายที่ยืนขึ้นปรบมือ นอกนั้นก็มีอีกไม่กี่คนที่ปรบมือตามด้วยเสียงกล้าๆกลัวๆ
นักเรียนทั้งหมดเริ่มแยกย้ายกันไป กันยายังคงยืนอยู่ก่อนรวบไวโอลินและคันชักลงมาไว้ในมือขวา กันยาและมาริสามองซึ่งกันและกัน เป็นการมองที่เหมือนมีความหมายแต่ทั้งสองไม่มีความเข้าใจในสายตาที่ต่างมองซึ่งกันและกันเลย แต่ความรู้สึกหนึ่งกลับพลั่งพูนขึ้นมาภายในหัวใจของกันยา ความอบอุ่นประหนึ่งได้รับการปลอบประโลมนั้นบังเกิดขึ้นในหัวใจ
กันยารู้สึกมีบางสิ่งในตัวเธอกำลังพูดคุยกับบางสิ่งของมาริสา เช่นนั้นกันยาจึงยิ้มตอบแก่เด็กสาวผมประบ่าอย่างอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะหันไปคุยกับพิณพาทย์ที่เรียกเธอ
“กันยายิ้มเหรอ” มธุชากล่าวขึ้นน้ำเสียงแปลกใจ ก่อนที่เกตุมณีจะเดินเข้ามาเสริม
“ถูกพวกระเบียงวาทกะทำใจยักษ์ใส่ขนาดนั้น ยังอุสส่าห์ยิ้มให้พวกเราได้ก็นับว่าพีกันยา เข้มแข็งมากแล้วคะ สวัสดีคะพี่มธุชา หนูเกตุมณีเพื่อนของมาริสาค่ะ” เกตุมณีทักทายยกมือไห้วอย่างไม่ลืมธรรมเนียม มธุชาพยักหน้ารับ
“อ๋อ เกตุมณี...คุณหนูเครือโรงแรมดังเป็นเธอเองเหรอ” มธุชากล่าวอย่างยินดี เกมณียิ้มตอบรับด้วยคำพูดชัดเจน
“ค่ะ”
“กำลังเนื้อหอมมากเลยไม่ใช่เหรอ ระบบห้องรับแขกของเธอถึงกับต้องกำหนดจำนวนจดหมายในแต่ละวันไว้”
“มะ...ไม่ใช่อะไรแบบนั้นหรอกคะ” เกตุมณีรีบปฏิเสธมองท่าทีของมาริสาด้วยกังวลว่าเพื่อนสาวอาจจะรู้สึกไม่ดีที่เธอก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของโรงเรียนนี้ “ถ้ามีเวลาหนูก็อยากจะสนิทสนมกับทุกคนนั้นละ เพียงแต่เรื่องของตัวเองก็วุ่นจะแย่อยู่แล้ว” แต่มารีสาไม่มีความคิดอะไรแบบนั้นเธอเองกำลังสงสัยท่าทาง ประธานชมรมที่หนึ่งกับกันยารุ่นพี่ของเธอมากกว่า
“...เกตุมณี พี่กันยามีเรื่องอะไรกับพี่ผมหางม้าคนนั้นเหรอ” มาริสาถามขึ้นหลังจากขบคิดอย่างสงสัย พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมธุชาก็ชวนรุ่นน้องทั้งสองเดินออกจากระเบียงวาทกะ
“แล้วทำไมทุกคนถึงไม่ยอมปรบมือให้พี่กันยา” มาริสาซักต่อ เกมณีเด็กสาวตากลมทำท่านึกพลางระบายลมหายใจเล็กน้อย
“เรื่องราวพวกนี้...คงต้องย้อนไปปีที่แล้วที่พี่กันยาเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่” เกมณีกล่าวนำขึ้นขณะทั้งสามพากันเดินตามทางที่เป็นถนนอิฐสีแดงปูยาวเป็นระเบียบอย่าสวยงาม
“พี่กันยาจะถือไวโอลินไปไหนมาไหนด้วยเสมอ แล้วก็จะนำออกมาเล่นตามอารมณ์ของตัวเอง แล้วมีปัญหาอะไรสักอย่างนี่ละทำให้พี่กันยาต้องประชันดนตรีกับหอระเบียงวาทกะ ฉันอ่านจากวารสารเค้าไม่ได้ลงเรื่องราวโดยละเอียด” เกตุมณีออกตัว มธุชามองมาริสา เธอติดใจการปรบมือของเด็กคนนี้อยู่ นั้นไม่ใช่การปรบมือชื่นชมทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไร แต่นั้นเหมือนการประกาศต่อหน้าทุกคนที่ดูเป็นศัตรูต่อรุ่นพี่เธอว่าเธอจะยืนอยู่ข้างกันยา
มธุชาคิดได้ถึงตอนนี้ก็ยิ้มออกมา
“พี่เล่าให้ฟังแล้วกัน” รุ่นพี่เจ้าเนื้อที่เดินออกมาพร้อมกับเด็กสาวทั้งสองกล่าวขึ้นนำ “กันยาถือไวโอลินไปไหนมาไหนเป็นประจำ แล้วพอมีอะไรมาสัมผัสความเป็นศิลปิน เธอก็จะเอาไวโอลินออกมาเล่น ด้นกันสดๆตามความรู้สึกนั้นละ เป็นนิสัยที่ประหลาดดี แต่ทุกคนชอบเพลงเธอนะ ก็จนกระทั้งมีคนหนึ่งถามขึ้นมาว่าไวโอลินที่เธอเล่นคืออะไร พอรู้ว่าเป็นของ สตาดิวาริ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา”
“ยี่ห้ออะไรคะ? ไม่เห็นเคยได้ยิน” มาริสาอดถามขึ้นไม่ได้ เกมณีคิดจะอธิบายแต่ปล่อยให้เป็นหน้าทีของ มธุชาน่าจะเหมาะกว่าในเวลานี้
“เป็นไวโอลินขึ้นชื่อช่วงกลางๆปลายๆคริสตัศตวรรษที่สิบหกไปสิบเจ็ดช่วงนั้นงานศิลปะของอิตาลีเน้นความเป็นตัวของตัวเองของศิลปิน หาแนวทางไม่ค่อยได้ พวกนักวิชาการรุ่นหลังๆเขาเลยเรียกกันว่าลัทธิแมนเนอริสม์ เพราะต่างคนก็ต่างสร้างอะไรที่เป็นตัวของตัวเองออกมา คุณสตาดิวารินี่ก็เป็นช่างไวโอลินที่ได้รับการยกย่องถึงความเป็นอัจฉริยะ ไวโอลินของเขามีความสวยงามและประณีตมากจนเป็นต้นแบบของการสร้างไวโอลินออกมา และที่สำคัญคือเสียงที่ได้จากไวโอลินของคุณสตาดิวารินี่ถือว่าเป็นงานศิลปะบนงานศิลปะ”
“พี่มธุชาคงจะพยายามอธิบายว่ามันแพงมากอีกครั้งหรือเปล่าคะ” มาริสาพยายามสรุป เพราะฟังไม่เข้าใจ
“ฉันกำลังพูดถึงเหตุผลที่ทำให้แพง ไวโอลินของสตาดิวาริแพงมากจนคิดว่าถ้าใครเป็นเจ้าของคงไม่นำมาเดินถือเล่นตามทีต่างๆแบบนี้ และนี่ละก็คือปัญหา เพราะบางคนที่มีไวโอลินของคุณสตาดิวาริ รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า” มธุชากล่าวถึงตอนนี้ก็สงบคำปล่อยให้รุ่นน้องทั้งสองที่เดินออกมาพร้อมกันได้คิดตามเล็กน้อย เกตุมณี พยักหน้าตาม ในขณะที่มาริสายังไม่ค่อยเข้าใจนัก
“ตบหน้ายังไงคะ?” มาริสาถามขึ้น เกตุมณีทำหน้าปั้นยาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามาริสาไม่ใช่คนที่จะเข้าใจความรู้สึกแบบนั้นจึงอธิบาย
“ก็...ของที่ฉันเทิดทูนบูชาแต่เธอกลับเอามาเล่นเดินถือไปถือมา เธอจงใจมาย่ำยีความภูมิใจของฉันหรือไง?” มาริสาฟังแล้วถึงกับทำหน้าขยะแขยงขึ้นมาทันที มธุชาเห็นสีหน้าของรุ่นน้องถึงกับหัวเราะออกมา
“สีหน้าเธอตรงไปตรงมาดีจัง ตอนนั้นก็เลยมีคนตั้งคำถามว่ากันยาเหมาะสมแล้วเหรอกับไวโอลินราคาแพงแบบนั้น ฝีมือเธอพอแล้วหรือยังไง ก็เลยมีการท่าทายกันยา ให้มาประชันดนตรีกันโดยกันยาใช้ไวโอลิน แล้วทางระเบียงวาทกะก็จัดคนมาเล่นแข่งกับกันยา”
“พี่กันยาชนะหมดทุกคน?” มาริสาคาดเดา มธุชาพยักหน้า
“กันยามีความสามารถทางด้านการสื่ออารมณ์ เธอมีพรสวรรค์ทางศิลปะมากับตัวเอง ความพยายามของมนุษย์อาจจะสามารถเอาชนะเรื่องของเทคนิคการเล่นที่ซับซ้อน การเลื่อนกดจับขยับนิ้วและคันชักที่ยากๆ แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกันคือพรสวรรค์ บางคนเล่นไปนับห้องดนตรีไปแต่กันยานึกอยากจะเพิ่มก็เพิ่มนึกอยากจะลดก็ลด แล้วแต่อารมณ์ที่เธออยากจะเล่นในตอนนั้นๆ การประชันดนตรีกับคนที่มีความสามารถแบบนั้น แค่ให้เล่นได้เท่าเทียมยังเป็นเรื่องที่ยากเลย” มธุชากล่าวอย่างชื่นชมและภูมิใจ ดูท่าว่าเธอจะเป็นแฟนไวโอลินของพี่กันยาจริงๆ
“พอชนะพี่กันยาก็เลยสามารถถือไวโอลินเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่มีใครท่วงติงอีกสินะคะ?”
“ใช่ แล้วไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้อีก แต่ก็ทำให้กันยาไม่สามารถเข้าชมรมดนตรีได้เหมือนกัน”
“ทำไมคะ? จริงๆคนเก่งขนาดนี้น่าจะเข้าชมรมดนตรีได้”
“เพราะว่า กันยาไม่ชอบเล่นตามโน้ต เค้าเลยบอกว่ากันยาไม่เคารพต่อตัวศิลปิน จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสมาชิกชมรมคนอื่นๆ”
“เอ๋” มาริสาร้องออกมาอย่างแปลกใจ
“คิดว่ากันยาเล่นตามโน้ตไม่ได้หรือยังไง? จริงๆต้องพูดว่าคนที่มีความสามารถขนาดนั้นทำไมต้องกลับมาเล่นตามโน้ตเป็นเด็กประถมหัดเล่นดนตรีด้วยต่างหาก” มธุชาพูดขึ้นท่าทางคล้ายกับมีอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย “เพราะกันยาเข้าได้แค่ชมรมดนตรีที่สาม พวกชมรมดนตรีที่หนึ่งพยายามหาเรื่องจะกันไม่ให้เธอเข้ามาในชมรมดนตรี กันยาเองก็ไปรู้สึกผิดที่ทำลายความภูมิใจในสตาดิวาริ ของประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งในตอนนั้น จึงไม่ยอมเล่นไวโอลินให้ใครฟังอีกเลย ทั้งที่นำติดตัวมาด้วยทุกวัน” มธุชากล่าวอย่างไม่ได้ดังใจ เกตุมณีแอบยิ้มในท่าทางของรุ่นพี่ในขณะที่มาริสานั้น ได้เข้าใจถึงสาเหตุที่กันยาไปเล่นไวโอลินยังวิหารกุหลาบ ที่ต้องเดินลึกเข้าไปในสวนป่า
“แต่ฝีมือขนาดพี่กันยาทำไมถึงอยู่ชมรมดนตรีที่หนึ่งไม่ได้ค่ะ”
“อ้อ...เธอคิดว่าเขาแบ่งกันที่ระดับฝีมือสินะ จริงๆเค้าแบ่งระดับของชมรมตามฐานะการเงินของที่บ้านนะ” รุ่นพี่มธุชาอธิบาย...
*************
มาริสาบอกกับตัวเองว่ามีลูกมีหลานจะไม่ให้เข้าโรงเรียนนี้เด็ดขาด แต่เอาเข้าจริงๆน้องสาวเธอท่าทางจะสนใจโรงเรียนนี้ไม่น้อยทีเดียว มาริสาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแบ่งแยกกันด้วยฐานะ เกตุมณีเธอก็ตอบไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้
มธุชารุ่นพี่ร่างท้วมขอให้ทุกคนไปคุยที่ชมรมทำอาหาร เมื่อไปถึงขนมกับน้ำหวานก็ถูกยกมาวางเต็มโต๊ะ แทนที่จะได้คุยเรื่องของระเบียงวาทกะต่อ มธุชาต่างสอบถามรุ่นน้องเธอเกี่ยวกับเรื่องขนมพร้อมเก็บข้อมูลอย่างละเอียดแทน ร้อนให้มาริสาต้องกล่าวออกมา
“พี่มธุชาบอกหนูว่าจะเล่าเรื่องชมรมดนตรีให้ฟังไงคะ” มาริสาเริ่มทวง มธุชายิ้มตอบ เกตุมณีรู้ทันความคิดของมธุชาเริ่มเสริมขึ้น
“เดี๋ยวตอบแบบสอบถามเสร็จพี่มธุชาก็เล่าให้ฟังเองนั้นละคะคุณมาริสา” เกตุมณีกล่าวอย่างใจเย็น
“อือๆ นั้นละจะรีบไปไหน...มันไม่ใช่เรื่องที่รู้แล้วใครจะไปแก้ปัญหาได้หรอกนะ เอาละ...จะเริ่มเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้ก็ได้ ชมรมดังๆในโรงเรียนเรา มีชมรมวัฒนธรรมซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคณะกรรมการนักเรียน และชมรมดนตรี ก็อย่างว่านะดนตรีออกจะทำให้ดูดีเป็นคุณหนู นักเรียนหลายคนเลยเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก แต่การเข้ามาในโรงเรียนนี้ของหลายๆคนก็เพื่อหาคอนเน็กชั่นทางธุรกิจ ไม่ก็สร้างความสนิทสนมกับคนที่มีฐานะเหนือกว่า ในที่สุดชมรมดนตรีเองก็พบปัญหาว่าสมาชิกมีมากเกินไป” มธุชาพักเล็กน้อยหยิบน้ำหวานผสมรสชาติเฉพาะตัวขึ้นมาดื่มพักหายใจ
เกตุมณีตาโตพยักหน้าตาเข้าใจถึงความเป็นมาในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
“เคยได้ยินเหมือนกันว่าการเข้าชมรมเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างเครือข่ายใหม่ๆขึ้นมา แบบนั้นพอจะมองออกแล้วค่ะว่าทำไมถึงต้องแยกออกเป็นสี่ชมรมตามระดับฐานะ” มธุชาหันมองเด็กสาวรุ้นน้องอย่างแปลกใจ
“เธอพูดเหมือนไม่ได้สมัครเข้าชมรมไหนเลยเหรอ เกตุมณี”
“หนูส่งใบสมัครเข้าทำงานในคณะกรรมการนักเรียนค่ะ”
“ถ้าเข้าคณะกรรมการนักเรียนก็ไม่ต้องเข้าชมรมไหน แต่...ศึกษามาดีแล้วสินะว่าต้องทำอะไรบ้าง”
“หนูพยายามศึกษางานบริการอยู่แล้วค่ะพี่มธุชา แล้วก็จะได้แก้ปัญหาที่มีคนชวนไปเข้าชมรมนั้นชมรมนี้ ด้วย” เกตุมณีตอบ มุธชาดูเด็กสาวตากลมที่นั่งหลังตรงอย่างเรียบร้อยมือประสานไว้บนตักขาเรียบชิดติดกัน เอียงเล็กน้อยอย่างพองามด้วยความชื่นชม ก่อนจะมองไปยังมาริสา
เด็กสาวผมประบ่านั่งหลังตรงเรียบร้อยเช่นกันแต่ท่าทางการวางมือไม่ได้เป็นพิธีการอะไรมากมาย กลับดูสบายๆมากกว่า
เมื่อถูกมองมาริสาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอทำอะไรผิดไปหรือเปล่าแต่ก็ถือโอกาสนั้นถามเพิ่มเติมกับเกตุมณี
“แล้วการเข้าชมรมมันเกี่ยวอะไรกับฐานะด้วยละ”
“ก็แบ่งคะแนนความน่าคบจากฐานะและผลประโยชน์ ทุกคนก็จะไม่พลาดโอกาสที่จะทำความรู้จักกับคนที่น่าคบที่สุดน่ะสิคะ แล้วก็คงจะวุ่นวายไม่น้อยเลย ถ้าเป็นแบบนั้น” เกตุมณีกล่าวโดยสรุป มาริสาพยักหน้าตาด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุผล
“แบบนั้นละชมรมดนตรีจึงต้องแบ่งเป็นสี่ชมรม จะได้ไม่ข้ามไปก้าวก่ายกัน แต่ใครที่ฐานะสูงกว่าจะลงมาอยู่ในชมรมต่ำกว่าก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ห้ามคนที่มีฐานะต่ำกว่าขึ้นไปอยู่ในชมรมอันดับที่สูงยิ่งกว่า”
“น่าเหนื่อยใจจังค่ะ” มาริสากล่าวออกมา “แต่ว่าการที่พี่กันยาไปอยู่ชมรมดนตรีที่สี่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่เหรอคะ รุ่นพี่ที่เป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งที่มีปัญหากับพี่กันยาเองก็จบออกไปแล้ว หรือว่าพี่ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งคนนี้ก็ยังจะโกรธแค้นอะไรพี่กันยาอีก”
“เออ...” มธุชาทำท่าคิดตาม สุดท้ายก็ได้เพียงส่ายศีรษะ “คิดไม่ออกเหมือนกัน แต่ดูจากสีหน้าของพี่ศุษิระท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่มากนะการที่กันยาเข้ามาอยู่ในชมรมดนตรีที่สี่”
“แล้วพี่กันยาอยู่ๆเข้าชมรมดนตรีทำไมค่ะ” มาริสายิงคำถามต่อ มธุชาคิดตามก่อนส่ายศีรษะอีกครั้ง
“เออพี่ไม่แน่ใจนะเอาว่าไม่รู้ดีกว่า แต่ดูว่าเธอสนใจเรื่องของกันยาจัง”
“เปล่านะคะ” มาริสาแก้ตัวแทบจะทันที “ก็เราพูดคุยเรื่องนี้กันอยู่”
“สนใจก็สนใจสิหูเธอแดงหมดแล้ว” มธุชาพูดพลางหัวเราะเบาๆ
“เปล่าค่ะ” มาริสาคงปากแข็ง เกตุมณีหันมองเพื่อนสาวเล็กน้อยสีหน้าที่ฉาบไปด้วยความเศร้าวูบหนึ่งนั้นทำให้ มธุชาที่มองภาพโดยรวมอยู่ต้องสงบคำลงเล็กน้อย
“กันยาเองก็เป็นคนสวยละ แต่มีรุ่นพีพยายามจีบหลายคนแล้วแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล กระทั้งพี่ผอบจันทน์เองก็ยังกุมหัวใจเธอไม่ได้”
“ก็บอกว่าเปล่าไงค่ะ” มาริสาเน้นคำเดิม มธุชาพยักหน้ารับฟังช้าๆและยิ้มให้ ในเวลานั้น เสียงโทรศัพท์ของมาริสาก็ดังขึ้น โทรศัพท์เครื่องสีดำเรียบๆถูกหยิบขึ้นมาเปิดดู เกตุมณีดูโทรศัพท์เครื่องที่มาริสาพกอย่างแปลกใจ แต่ไม่ทันที่จะถามอะไรก็พบมีเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่าเกิดขึ้น
“จดหมายจากคณะกรรมการนักเรียนสงสัยจะเป็นเรื่องของชมรม” มาริสากล่างพลางเปิดอ่านจดหมาย เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของมธุชาไม่น้อยเช่นกัน
“เอ๋...” มาริสาร้องเสียงหลง มธุชาระบายลมหายใจเล็กน้อย
“พี่ผอบจันทน์คงจับเธอไปอยู่ในชมรมวัฒนธรรมสินะ” มธุชาคาดเดาจากความเข้าใจตอนที่คุยกับผอบจันทน์เมื่อวันอาทิตย์
“ชมรมดนตรีที่หนึ่งค่ะ” มาริสาพูดอย่างงงๆ “นี่...มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า?” มาริสาโวยวายก่อนพลิกดูนาฬิกาข้อมือ คิดว่าเธอน่าจะขอนัดคุยกับพี่ผอบจันทน์ได้ ก็รีบเข้าระบบห้องรับแขก พอขอนัดเวลาพบก็ได้รับอนุญาตทันที มธุชาเดาไม่ถูกว่าผอบจันทน์กำลังทำอะไรแต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอต้องถามต่อมาริสา
“เธอได้ขอโทษพี่ผอบจันทน์แล้วหรือยังมาริสา”
“ขอโทษแล้วค่ะ” มาริสาตอบอย่างร้อนรน “วันเสาร์ที่ผ่านมา พี่กันยาเองก็ยืนอยู่ด้วยกัน”
“ขอโทษแล้ว? แต่ทำไมทำแบบนี้ละ? มีปัญหาตามมาอีกเพียบแน่” มธุชากล่าว ภาพตอนมาริสาปรบมือให้กันยาและศุษิระประธานดนตรีที่หนึ่งหันมามองเด็กสาวด้วยสายตาแข็งกร้าว ยังคงจดจำได้อย่างไม่ลืมเลือน ยังไม่นับรวมถึงเรื่องฐานะของมาริสาอีก จะโดนอะไรอีกมากมายภายในชมรมดนตรีที่หนึ่งก็ไม่อาจจะทราบได้
“มีปัญหาแน่ๆ...” เกตุมณีเสริม มาริสาเริ่มใจเสียก่อนที่ทั้งสองจะถามขึ้นพร้อมกัน
“เธอ(คุณมาริสา)เล่นดนตรีอะไรเป็นบ้าง(คะ)”
“ไม่เป็นสักอย่าง ค่ะ” เด็กสาวกล่าวตามตรง...
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๕ หอระเบียงวาทกะ(๔)
ฝากคอมเม้นด้วยนะครับ ไม่สนุกตรงไหน จะได้ค่อยๆคิดค่อยๆแก้ไป รู้สึกร้างจนใจหาย T_T
ตอบคุณWitna
จริงๆต้องแก้เป็น เด็กสาวผมหางม้ากล่าวถาม พิณพาทย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้นั่งหน้าเปียโนเดิน เข้ามายืนเคียงข้างกันยา
ขอบคุณโร่จังที่ช่วยดูคำผิดให้ครับ
edit @ 14 Apr 2008 17:27:10 by ~fs writer~