มาริสาเดินก้าวขึ้นสู้ถนนอิฐสีเหลืองสังเกต แนวป่าต้นไม้และขนาดถนนดูเหมือนจะย่อส่วนออกมาจากป่าของอิทาเนียที่เธอเคยไปมาในช่วงที่หมดสติ เมื่อคิดถึงเรื่องราวในตอนนี้คล้ายความฝันแต่กลับมีเศษเสี้ยวที่สามารถจับต้องได้ มันจึงกลายเป็นความสับสนเมื่อคิดถึงจุดที่เธอยืนอยู่ เด็กสาวจึงไม่พยายามคิดหาเหตุผลอะไรเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด ทำใจกว้างรับรู้ว่ามีแล้วจะเป็นอย่างไร มาริสาเดินลึกเข้าไปตามถนน เสียงเครื่องสายบางอย่างดังแว่วมาจากทิศทางที่เธอกำลังมุ่งไป
เสียงไวโอลินดังมาจากทิศทางของวิหารกุหลาบ เด็กสาวตั้งใจฟังอยู่พักใหญ่จนแน่ใจ แล้วก็เร่งฝีเท้าขึ้น บางอย่างทำให้เธอแน่ใจว่าต้องเป็นกันยาเท่านั้นที่กำลังเล่นไวโอลินอยู่กลางลานวิหารดอกกุหลาบ เสียงหัวเราะหนึ่งดังขึ้นในอากาศผ่านร่างของเด็กสาวไป มาริสาหยุดฝีเท้าตัวเองหันไปรอบตัว เงามืดเคลื่อนไหวอยู่บนต้นไม้ เด็กสาวรีบหันไปทางวิหารกุหลาบพร้อมกับก้าวเท้าพุ่งออกไปสุดแรงแต่กลับต้องหยุดเอาไว้ เหงื่อเย็นไหลวาบผ่านกลางหลัง กลิ่นหอมเฉพาะตัวชนิดหนึ่งโชยออกมาจากร่างของหญิงสาวในชุดผ้าคลุมสีดำเบื้องหน้า พลันบรรยากาศรอบข้างมืดสลัวลงพร้อมเสียงไวโอลินที่ดังอยู่กลับดับวูบไปไร้ซึ่งสำเนียงของแมลงหรือนกที่เคยมี คงแต่สายลมเย็นของป่าที่พัดผ่านเท่านั้นที่ยังคงเคลื่อนไหวกระทบร่าง
แววตาสีทองของหญิงสาวเบื้องหน้าจับจ้องเด็กสาว สีหน้านั้นคล้ายประหลาดใจ ผมสีเงินยาวโบกสยายอย่างแช่มช้าตามการเคลื่อนที่ของอากาศก่อนสะบัดไหวตามการเดินของเธอ หญิงสาวในชุดผ้าคลุมสีดำแปลกตาเดินเข้ามาหามาริสา ท่าทางดูเหมือนมีเรื่องบางอย่างจะถามมากกว่าจะเป็นการคุกคาม
ทำไม... วิญญาณของท่านจึงมีกลิ่นของอีทาเนีย น้ำเสียงนั้นถามอย่างเป็นมิตร มาริสาเบาใจในชั้นแรกแต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเธอจะปลอดภัยแล้ว
คุณคือใคร?
ริริส นอสเทอเรียรุส ท่านเกือบสิ้นลมหายใจเพราะข้ามาแล้วคงไม่ลืมเลือนชื่อนี้กระมัง
เจ้าหญิงแห่งรัตติกาล? เด็กสาวเบิกตากว้างก้าวถอยหลังอย่างตกใจ เดี๋ยวก่อน สำหรับคุณไม่มีเหตุผลอะไรเลยไม่ใช่เหรอที่จะต้องฆ่าฉัน
ไม่มีนอกจากเป็นความสนุก แต่ข้าได้เรียนรู้แล้วว่ามนุษย์ในโลกนี้บางจำพวกเท่านั้นที่เรียกโลหิตออกจากร่างของข้า กลับง่ายดายเกิดไปที่จะฆ่าสู้ปล่อยทิ้งไว้ใช้งานยังจะบันเทิงใจเสียกว่า คำตอบอย่างตรงไปตรงมานี้เล่นเอามาริสาแทบจะตั้งตัวไม่ติด เธอกำลังอยู่หน้าสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตอย่างรุนแรงจะดีหน่อยตรงที่สามารถพูดคุยกันรู้เรื่องบ้างแต่ก็มั่นใจได้เลยว่า คำพูดของเธอไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อยกับหญิงสาวเบื้องหน้า
เช่นนั้นแล้วอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิด
แบบนั้นแล้วคุณมีธุระอะไรกับฉัน มาริสารีบถามเข้าประเด็น
ข้าได้กลิ่นหอมของอีทาเนียจากตัวท่าน
แล้ว? คุณกำลังหมายถึงอะไร
ท่านเดินทางไปอีทาเนียได้อย่างไร หลายราตรีที่ผ่านมามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับท่านหรืออย่างไร
ตอนที่หมดสติไป...น่าจะเป็นตอนนั้น ฉันฝันว่าได้หลุดไปยังป่าแห่งหนึ่ง
"ป่าอีทาเนีย?" หญิงสาวในชุดผ้าคลุมดำกล่าวด้วยสีหน้าสงสัยพลางเดินเข้ามาใกล้
"รู้สึกจะเป็นแบบนั้น" มาริสาถอยหลังอีกเล็กน้อย
หมายความว่า วิญญาณของท่านสามารถเดินทางไปอีทาเนียได้ ก็ต้องผ่านเส้นทางเชื่อมต่อ เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลสรุป แต่สีหน้าคล้ายกำลังสอบถามข้อเท็จจริงกับเด็กสาว
มันไปของมันเองฉันก็ไม่ได้คิดจะไป มาริสาตอบ
น่าสนุก ริริสกล่าว แววตาและสีหน้านั้นกำลังบอกว่าเธอสนใจในเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวมาริสา ความมืดพลันสาบสูญไป ณ วินาทีนั้น เสียงไวโอลินดังขึ้นอีกครั้ง มาริสาหันไปโดยรอบสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่กลับคล้ายเป็นความฝัน ไม่มีแม้แต่เงาของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล แต่กลับมีดาบเล่มหนึ่งตกลงมาปักขวางทางเธอไว้ เป็นดาบยาวเรียวเล็กมีด้านคมทั้งสองด้าน ดามจับและกระบังดาบสลักอย่างสวยงามคล้ายเป็นอาวุธของผู้หญิงสูงศักดิ์ ซึ่งน่าจะเป็นของประดับเสียมากกว่า ความงามนั้นน่าจับต้องจนอดไม่ได้จะเข้าไปสัมผัส...แต่
ถึงจะต้องตาแต่บทเรียนเรื่องของเจ้าหญิงแห่งรัตติการทำให้มาริสาเลือกที่จะปล่อยมันไว้ เธอยังจดจำได้ถึงพลังความสามารถของริริสที่ทำกับเข็มของโรงเรียนปนเปื้อนความมืด และเรื่องที่ฮารินเด็กสาวผมสีดอกทานตะวันเล่าให้เธอฟังถึงพิษร้ายของปิศาจสาวตนนี้ หากดาบเล่มนี้มีความมืดแฝงอยู่ก็ไม่ทราบว่ามันจะทำอะไรกับเธอบ้าง แต่ถึงแบบนั้นก็ตัดใจจากไปได้ยาก เพราะหากเธอไม่หยิบมันไปจากที่นี้อีกไม่นานก็ต้องมีคนมาพบ อย่างน้อยคงไม่ปล่อยของสวยงามแบบนี้ทิ้งไว้โดยไม่สัมผัส ความมืดนั้นอาจจะทำร้ายใครก็ได้ หรือเธอต้องกลับไปบอกพี่ผอบจันทน์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อน..
ยุ่งยากเปล่า มาริสาบ่นขึ้นคว้าจับดาบเล่มนั้นขึ้น เสียงหัวเราะอย่างสมใจดังขึ้นจากด้านบนเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลปรากฏกายขึ้นนั่งบนกิ้งไม้
"ท่านตายไปแล้วรู้ไหมถ้าดาบเล่มมันมีความมืดแฝงอยู่อย่างที่ท่านคิด" ริริสกล่าวน้ำเสียงนั้นคล้ายกำลังขบขัน แต่มาริสาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่านี่อาจจะเป็นการตักเตือนในแบบของเธอ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับสิ่งที่เคยพยายามฆ่าเธอนักหรอก
"คุณกำลังคิดทำอะไร"
"มาริสาถามตรงไปตรงมา"
"คิดว่าเราควรเป็นมิตรกันดีกว่า ข้าอ่านใจท่าน เมื่อครูที่ท่านคิด ดูเหมือนว่าจะทราบเรื่องราวของข้าดีทีเดียว เหมือนกับว่าท่านเองคุ้นเคยกับอีทาเนียดีอยู่แล้ว"
"ก็แค่เคยคุยกับคนในโลกนั้น" มาริสาตอบก่อนปักดาบเล่มเดิมคืนลงพื้นถนนอิฐ เด็กสาวอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ทำไมชีวิตเธอต้องมาเจอกับเรื่องแปลกประหลาดอะไรแบบนี้
"ดาบเล่มนั้นเดิมทีเคยเป็นของเจ้าหญิงแห่งเพนตาว่า นางใช้มันสะกดข้าให้อยู่ ณ หอคอยชมจันทร์ นับพันฤดูหนาว ท่านวางใจเถอะ ข้าต้องการเป็นมิตรกับท่านดาบเล่มนี้ไม่สามารถประทับธาตุใดลงไปได้ แม้แต่ความมืดหรือแสงสว่าง แต่มันสามารถปกป้องท่านจากธาตุนานับชนิด และเป็นกำลังให้ได้ยิ่งกว่ากองกำลังนับร้อย" ริริสพูดอย่างภูมิใจ แต่สิ่งที่มาริสาคิดคือ ถ้าเธอมีชิวิตอยู่ในโลกของดาบและเวทมนตร์คงดีใจที่ได้ของแบบนี้ แต่ในโลกปัจจุบันมันจะไปมีประโยชน์อะไร
คุณต้องการอะไรจากฉัน? มาริสาถาม เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลเพียงแย้มริมฝีปากออกมา
สหายสักคนไม่ก็ทาสรับใช้ที่ไว้ใจได้กระมัง เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลกล่าว ลมเย็นคล้ายพัดต้องร่างของเด็กสาวจนกลายเป็นน้ำแข็ง เธอสัมผัสได้ถึงเรื่องยุ่งยากและอันตราย "มนุษย์ในที่นี้ต่างก็มีเครื่องรางป้องกันภัยจากอำนาจมืดและปิศาจ ป้องกันจากวาจาร้ายสาปแช่ง ยกเว้นแต่เพียงท่านที่ยังไม่มีอะไรคุ้มกาย
"จะบอกว่าคุณเป็นห่วงฉันแบบนั้นเหรอ" มาริสาถาม ร่างของเจ้าหญิงแห่งรัตติกาลพลันหายไปในทันที ดาบเบื้องหน้าเด็กสาวลอยขึ้นมาปรากฏฝักดาบสวมทับ พร้อมสายหนังรัดเอวก่อนตกลงพื้น
ฝักดาบสีขาวมีลวดลายสีทองประดิษฐ์บรรจงอย่างสวยงามเข้ากันพอดีกับด้ามจับ เป็นรูปหญิงสาวหน้าตาคมคายสะสวยเต็มตัวในชุดเสื้อผ้าแปลกตาไม่คุ้นเคย ศีรษะประดับมงกุฎ มาริสาคิดว่านี่คงเป็นใบหน้าของเจ้าหญิงที่ว่าไม่ก็อาจจะเป็นเทพหรือเทพีอันเป็นที่เคารพของชาวเพนตาว่า สายคาดหนังที่ติดกับปลอกดาบดูจะมีขนาดพอเหมาะสำหรับเด็กสาวรูปร่างเช่นเธอ ถ้าผูกเข้ากับเอว ระดับของดาบคงห้อยอยู่แถวตะโพก แต่ว่า...
แล้วจะให้ถือเจ้านี้ไปมาแบบนั้นเหรอ โลกยุคนี้ยังมีใครสะพายดาบแบบนี้อีก มาริสาอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา เธอตั้งใจจะพูดเป็นนัยถาม ริริส แต่กลับไม่มีคำตอบออกมา สุดท้ายเด็กสาวก็ถอนหายใจ แบกทั้งกระเป๋าและดาบเดินตามเสียงไวโอลินไป
วิหารกุหลาบเวลานั้นอบอวนไปด้วยเสียงดนตรี หญิงสาวผมหยักศกบรรเลงไวโอลินอยู่เบื้องหน้ากอกุหลาบสีแดงกลางลานวิหารพร้อมก้าวเดินไปตามอารมณ์ มือสะบัดดึงคันชักผ่านสายไวโอลิน เสียงดนตรีไล่ระดับขึ้นสูงก่อนถูกดึงฉุดและพุ่งขึ้น แก่งแย่งและปีนป่ายให้ถึงจุดสูงสุด ก่อนเสียงกลางจะมาโอบปลอบอย่างนุ่นนวล มาริสา เมื่อได้เห็นกันยาในตอนนี้ก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา ความสามารถของรุ่นพี่คนนี้ช่างน่าทึ่ง เสียงของไวโอลินผ่านร่างของเธอไปกลับคล้ายวิญญาณที่มีชีวิต บ้างกระทบร่างสร้างความน่าหวาดกลัว บางครั้งก็ไหลผ่านไปคล้ายสายลมที่อบอุ่น กระซิบบอกเล่าเรื่องราวทั้งสนุกสนานและน่าเศร้า มาริสารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ไวโอลินของมนุษย์ ในวินาทีนั้นเธอก็พลันเห็นร่างของหญิงสาวสูงโปร่งในอาภรสีขาวกำลังร้องเพลงในทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่สุดสายตา มาริสารีบครองสติตัวเองให้เข้าที อยู่ก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาจนน้ำตาไหล ไม่ใช่ความรู้สึกทางร่างกายแต่เป็นหัวใจที่เหมือนเกิดช่องว่างขึ้นมาในหัวใจเธออย่าหนีจากความรู้สึกเช่นนี้ มองกันยาที่กำลังเล่นไวโอลินอยู่ในถนัดตาอีกครั้ง
เด็กสาวเดินเข้าไปหารุ่นพี่ผมหยักศกของเธอด้านล่างก่อนจะหยุดนั่งรออยู่ที่บันได้ขั้นสุดท้ายโดยตั้งใจจะรอจนกว่าดนตรีจะบรรเลงจบ กันยาเหลือบมองเด็กสาวผู้มาเยือนวูบหนึ่ง ความสับสนหนึ่งเกิดขึ้นมาจนกดสายไวโอลินลงไปไม่สุด เสียงประหลาดดังขึ้นมาตามการเคลื่อนไหวของคันชักจนกันยาต้องหยุดมือ
เธอมองไวโอลิน คล้ายกำลังมองความรู้สึกของตัวเองพลันถอนหายใจออกมา
สวัสดีค่ะพี่กันยา หนูคงมารบกวนพี่ มาริสาออกตัวพลางขยับเดินลงมาหาโดยวางกระเป๋านักเรียนและดาบไว้ข้างวิหาร กันยาหันไปยิ้มให้เด็กสาว
ก็ไม่รบกวนอะไรนะ นี่...พี่ผอบจันทน์บอกเหรอว่าพี่อยู่ที่นี่ กันยากล่าวขึ้น
เปล่าคะ
หือ?
ก็หนูคิดว่าพี่น่าจะอยู่ที่นี่ก็เลยตามมา มาริสาตอบ
อา...น่ากลัวแฮะ กันยาบ่นขึ้นมาคล้ายไม่ตั้งใจ แล้วมีอะไรเหรอที่ตามหาพี่ รุ่นพี่ผมหยักศกถามด้วยสีหน้าที่ทราบคำตอบอยู่กัน
พี่ผอบจันทน์บอกว่าเข็มกลัดติดหน้าอกของหนูอยู่ที่พี่กันยา
ใช่พี่เก็บไว้เองล่ะ แต่มันมีปัญหาตรงที่เธอไม่ได้เข้าพิธีประดับเข็มน่ะสิ ถึงพี่จะให้เธอไปมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร หากเธอจะใช้สิทธิ์ในฐานะของนักเรียน โดยเฉพาะกับคณะกรรมการนักเรียนแล้วหากมีใครคัดค้านขึ้นมาว่าเธอไม่เคยอยู่ในพิธีประดับเข็มทุกอย่างก็จบ ไม่แตกต่างกับการประดับเข็มปลอมหรอก กันยาอธิบาย มาริสาฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออกถึงแม้ว่าเธอจะเพียงต้องการติดเข็มให้เหมือนคนอื่นเท่านั้นในตอนแรก
หมายความว่าต่อไปหนูไม่มีสิทธิ์ติดเข็มของโรงเรียนนี้สินะคะ มาริสาถามหาทางออก
เป็นเรื่องที่พี่ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบนะ เพราะดึงเธอเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย กันยาพูดถึงตรงนี้แล้วถึงกับยิ้มออกมานั้นทำให้เด็กสาวรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง สมัยก่อนนะ เข็มของโรงเรียนเราจะใช้วิธีส่งต่อให้รุ่นต่อรุ่น
รุ่นพี่จะส่งเข็มต่อให้รุ่นน้องแบบนั้นสินะคะ
จ๊ะ...ถึงต่อมาเราจะมีการทำเข็มให้ทุกคนแทน แต่ว่าพิธีกรรมเก่าแก่นี้ก็ยังไม่ได้ถูกยกเลิกไป เพียงแต่ว่าไม่มีใครนำมาใช้เท่านั้นเอง เพราะรุ่นพี่จะต้องสละเข็มของตัวเองให้รุ่นน้อง
แบบนั้นหนูคงรับไม่ได้หรอกคะพี่กันยา มาริสาเข้าใจเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว
ทำไมล่ะ
ดูเหมือนว่าถ้าพี่กันยาเองไม่มีเข็มก็คงจะต้องมีผลกระทบกับตัวพี่ไม่มากก็น้อยแน่นอน
พี่ก็ควรจะรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น กันยาชี้แจงน้ำเสียงเป็นคำสั่ง สีหน้าพร้อมที่จะแข็งขืนหากเด็กสาวคิดจะเสนอทางออกอื่นให้เธอ มาริสาเองรู้สึกยากลำบากที่จะอธิบายให้รุ่นพี่ตรงหน้าเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง
หนูแค่มีเข็มติดเหมือนคนอื่นก็พอแล้ว ถึงไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับคณะกรรมการนักเรียน ก็คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ มาริสาตอบน้ำเสียงนิ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ กันยาเงียบไปเล็กน้อย
พี่มีเข็มของรุ่นพี่นันธิดาที่มอบให้ไว้ตอนพิธีปัจฉิมนิเทศอยู่ มันไม่มีปัญหาอะไรหรอกถ้าพี่จะมอบเข็มของพี่ให้เธอ แล้วก็อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าเธอไม่เป็นนักเรียนที่คณะกรรมการนักเรียนยอมรับ มันก็...คงทำให้พี่รู้สึกผิด น้ำเสียงตอนท้ายของกันยาท้อแท้จนมาริสาเองรู้สึกอยู่เฉยไม่ได้ เด็กสาวเดินเข้าไปหารุ่นพี่ของเธอ มือคิดจะเอื้อมไปจับใบหน้าที่ฉาบไปด้วยความรู้สึกผิดของกันยา เพียงแต่ต้องหยุดในแค่ความคิด
แล้วพิธีที่ว่าหนูต้องทำอย่างไรคะ
ขั้นแรกก็ต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเธอเป็นเด็กของพี่ คือมีความเหมาะสมซึ่งกันและกัน กันยาอธิบาย เด็กสาวพยักหน้ารับตั้งใจฟังอย่างตั้งใจ
วิธีที่เป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่คิดได้ก็...ให้เธอเล่นดนตรีคู่กับพี่ ช่วงวันศุกร์เย็นเป็นกิจกรรมอิสสระ เราจะใช้ลานกว้างหน้าตึกเล่นดนตรีด้วยกัน
หนู...นี่นะคะเล่นดนตรี มารีสาถามกันยาให้แน่ใจอีกครั้ง นี่ดูเหมือนจะทำให้กันยาต้องรีบถอยกลับไปทบทวนบางอย่าง
อย่าพูดเหมือนกับว่าเธอเล่นดนตรีอะไรไม่เป็นเลยแบบนั้นสิ
เปียโนนอกจากเพลงแมงมุมลายตัวนั้น แล้วหนูก็เล่นอะไรไมได้หรอกค่ะ
เพลงอะไรนะ กันยาทำท่าสงสัย
ก็ที่ร้องว่า แมงมุมลายตัวนั้น ฉันเห็นมันซมซานเหลือทน วันหนึ่งมันเปียกฝน ไหลลงจากบนหลังคา พระอาทิตย์ส่องแสง น้ำแห้งเหือดไปลับตา มันรีบไต่ขึ้นฟ้า หันหลังมาทำตาลุกวาว เด็กสาวทำตาโตในตอนจบของเนื้อร้องกันยาอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มออกมา
สงสัยว่าเพลงนั้นจะไม่ไหวมั้ง เต้นรำละพอได้ไหม
ไม่เป็นค่ะ สิ่งเดียวที่หนูภูมิใจก็คือเรื่องของการทำอาหารเท่านั้นเอง นอนนั้นไม่ได้เรื่องสักอย่าง
ทำอาหารกลับเป็นอะไรที่พี่ไม่ได้เรื่องเสียเอง แบบนั้นพี่คงต้องมีการบ้านไปนั่งคิดใหม่แล้วละว่าพวกเราจะทำอะไรกันได้บ้าง
เล่นดนตรีประกอบการทำอาหารพอจะเป็นไปได้ไหมคะพี่กันยา มาริสาเสนอนความคิดเห็น กันยาส่ายศีรษะ อดอมยิ้มออกมาไม่ได้
"ดีจังนะอยู่กับเธอทีไรรู้สึกว่าจะมีเรื่องให้ยิ้มออกมาอยู่เสมอ"
"คงประหลาดมากสินะคะความคิดของหนู" มาริสาตัดพ้อเล็กน้อย กันยาส่ายศีรษะ
ต้องเป็นเรื่องที่คนในโรงเรียนนี้ยอมรับน่ะสิ เอาเถอะปล่อยเรื่องคิดเป็นหน้าที่ของพี่แล้วกัน กันยาพูดทิ้งท้ายก่อนเดินไปเก็บไวโอลินใส่กระเป๋าที่วางไว้อยู่บนบันไดของวิหารกุหลาบ พลางเตือนเรื่องเวลากับเด็กสาวที่เหลือไม่มากแล้ว คงต้องรีบไปเข้าแถวที่ลานกว้างหน้าตึก นั่นทำให้มาริสาลืมเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องไปเสียสนิท...
จบองก์ 9 เสียงไวโอลินในป่า