ด้านหน้าของเรือนดอกมะลิจะเป็นลานกว้างที่ปูด้วยหญ้าเขียวตัดสั้นเสมอกันดูสวยงามเสียแต่ว่าไม่มีต้นไม้ให้ร่มเงา ตอนกลางวันจึงไม่มีใครใช้ประโยชน์จากที่ตรงนี้เท่าไรนัก ถัดออกไปจะเป็นแนวต้นไม้หน้าทึบซึ่งมีเพียงถนนอิฐสีเหลืองเส้นเล็กตัดคดเคี้ยวเข้าไปในป่า ประวัติของโรงเรียนในหนังสือสอบเข้าระบุไว้ว่าเดิมทีพื้นที่บริเวณนี่เคยเป็นผืนป่ามาก่อน ต่อมาจึงมีการสร้างโรงเรียนที่บริเวณนี้ จัดสรรพื้นที่กว้างใหญ่เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การศึกษาประจำภูมิภาค แต่กลับมาพลิกโครงการในตอนท้ายเป็นโรงเรียนสตรีที่มีเพียงระดับชั้นมัธยมปลายนักเรียนไม่เกินพันคน พื้นที่ส่วนใหญ่จึงยังคงสภาพเป็นพื้นดินชุ่มชื้นหนาแน่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยติดกับป่าอนุรักษ์จนถึงทุกวันนี้ โดยไม่มีการทำลายพื้นที่ตรงนี้เพิ่มเพื่อการขยายโรงเรียน
ภายในสวนป่าสว่างกว่าเมื่อตอนเช้าที่มาริสาเข้ามาจนสามารถเห็นสภาพโดยรอบอย่างชัดเจน ความชุ่มชื่นและอุดมสมบูรณ์รู้สึกได้จากต้นไม้ที่ดูสูงใหญ่ กิ่งและใบที่แผ่ขยายอย่างแข็งแรง อากาศเย็นพอเหมาะและสายลมที่เป็นมิตรให้ความรู้สึกโล่งสบายและคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก กระเป๋าสีน้ำเงินที่บรรจุเข็มตราประดับหน้าอกถูกเลื่อนไปตามถนนอิฐสีเหลือง มาริสารู้สึกว่าออกจะสะดวกกว่าที่คิดไว้ตอนแรกเพราะไม่ต้องออกแรงมากกมายก็สามารถเลื่อนกระเป๋าไปตามทางได้อย่างสบายแม้พื้นที่จะไม่เท่ากันหรือมีทางคดเคียวก็กลับไม่เป็นปัญหา เด็กสาวสังเกตระบบการเคลื่อนที่ของกระเป๋าพวกนี้อยู่พักใหญ่ก็พอจะสรุปได้ว่าน่าจะใช้ไฟฟ้าช่วยผ่อนแรงไม่แน่ว่าอาจจะมีระบบเซ็นเซอร์ตรวจพื้นที่ผิวถนนด้วย ท่าทางของมาริสาที่ยุกยิ๊กสนใจการเคลื่อนทีของกระเป๋านั้นอยู่ในสายตาของผอบจันทน์ประธานนักเรียนคนสวยซึ่งเดินปิดขบวนอยู่ด้านหลัง เธอมองดูมาริสาอย่างชั่งใจตั้งแต่ออกมาจากเรือนดอกมะลิ เพราะดูอย่างไรก็ไม่เชื่อว่ามาริสากับกันยามีความเหมาะสมกัน ถึงกันยาจะประกาศต่อหน้าทุกตนว่ามาริสาเป็นเด็กของตน มันก็รู้สึกอดแปลกใจไมได้ เพราะยายเด็กคนนี้ดูไม่มีคุณสมบัติของความเป็นคุณหนูหรือวี่แววจะเติบโตเป็นดอกไม้ที่สง่างาม คิดไปคิดมาคงเพราะเธอผิดหวังมากกว่าที่กันยาเลือกคนธรรมดาแบบนี้มาเป็นโซลเมท
มาริสา ผอบจันทน์กล่าวเสียงปรกติ เด็กสาวหันกลับมาหาต้นเสียงพลางจับกระเป๋าให้หยุดอยู่กับที่ กันยาเหลียวหลังมองรุ่นน้องของเธอที่กำลังพูดคุยกับผอบจันทน์ใช้ความคิดเพียงเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจเดินต่อไปตามทางโดยแกล้งไม่สนใจทั้งสองคน
พี่ผอบจันทน์จะให้หนูช่วยอะไรหรือคะ
พี่อยากจะพูดอะไรหน่อย ผอบจันทนเกริ่นนำ
คะ?
เรื่องชอบพอกันในโรงเรียนสำหรับที่นี่เป็นเรื่องธรรมดานะ ไม่ว่าเธอจะสนใจใครหรือชอบใครก็ไม่มีใครว่าหรอก เพียงแต่พี่สังเกตสายตาของเธอเวลามอง วิชุดา หรือ มองพี่เองก็รู้สึกว่าเธอจะสดชื่นรื่นเริงเป็นพิเศษ
เอ๋ มาริสาอุทานออกมา อา...ดูเหมือนว่าหนูจะไม่ค่อยเข้าใจนะคะว่าพี่ผอบจันทน์กำลังหมายถึงอะไร มาริสากล่าวตามตรง ผอบจันทน์เองก็รู้สึกว่าแววตาของเด็กคนนี้ไม่ได้โกหกเธอแม้แต่น้อย
ถ้าเธอเป็นพวกที่ยังไม่เข้าใจตัวเองก็ยิ่งน่ากลัวไปใหญ่ เรามาเริ่มกันทีละขั้นแล้วกัน ผอบจันทน์ถอดแว่นออก พลางจ้องมองหน้าเด็กสาว มาริสามองหน้าประธานนักเรียนคนสวยอยู่พักใหญ่ก็รู้สึกแปลกขึ้นมา
ทั้งขัดเขินทั้งอายที่โดนจ้อง ยิ่งกว่านั้นรู้สึกว่าท่าทางนี่จะไม่ใช่เรื่องปรกติ เมื่อทนความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นภายในใจตัวเองไม่ไหวก็หักสายตาหนีจากผอบจันทน์
หลบตาชั้นทำไมมาริสา รุ่นพี่ผอบจันทน์ถามทั้งรอยยิ้ม
ก็... รู้สึกแปลกนะสิคะ มาริสากล่าวพลางหัวเราะแก้เขินก่อนนึกได้ว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นการเสียมารยาทกับประธานนักเรียนได้ ผอบจันทน์ไม่กล่าวตำนิอะไร กลับรู้สึกสนุกกับท่าทีอย่างธรรมชาติของเด็กสาว
คงคิดอะไรมี่ดีกับชั้นอยู่สินะ ดูก็รู้ว่าเธอเจ้าชู้แต่พยายามจะเก็บซ่อนความรู้สึกแบบนั้นไว้...แววตาของเธอดูแวววาวขึ้นมาเลยรู้ไหม มาริสา เมื่อเราสบตากันเมื่อครู่
ธรรมดาออกค่ะ ก็เพราะรุ่นพี่เป็นคนสวย สายตาที่หนูมองน่าจะเป็นลักษณะของการชื่นชมไม่ใช่เหรอคะ มาริสากล่าวชม ผอบจันทร์หัวเราะให้ลำคอเล็กน้อย
มองตาเธอครั้งแรก...ชั้นก็รู้ได้เลยว่า เด็กคนนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับชั้น พอมองเห็นคนสวยก็อยากจะเข้าไปใกล้ มองสัดส่วนของคนอื่นด้วยความรู้สึกอยากสัมผัส บางคนถึงกับอยากหอมอยากกอด อยากใกล้ชิด บางครั้งก็ถึงกับอยากเป็นเจ้าของ ผอบจันทน์พูดด้วยเสียงอันเบาแต่ก็ชัดเจน แววตาน้อยใจนั้นดูมีเสน่ห์จนน่าจะมีใครสักคนเข้าไปปลอบ แต่เนื้อหาของคำพูดเล่นเอามาริสาใจเสีย
หนูว่าคงไม่ขนาดนั้นนะคะสำหรับหนู ถึง... เออ...
อยากลองจูบกันดูไหม ผอบจันทน์ถาม แววตาไม่ได้บอกเลยว่ากำลังล่อเล่น มาริสาถึงกับตัวแข็ง
ไม่นะคะ คงไม่ใช่แบบนั้น
ชั้นมั่นใจในเรื่องเสน่ห์ของตัวเองมากนะ ไม่คิดว่าเธอจะปฏิเสธได้โดยไม่มีเหตุผล
ก็ไม่ได้รักกันนี่คะ จะทำแบบนั้นกันทำไม มารีสาตอบตามคิด ความรู้สึกของเธอคล้ายกำลังประเชิญหน้ากับสัตว์ร้ายตนหนึ่ง จะหนีก็ไม่รอดจะสู้ก็ไม่ไหว
ผอบจันทน์เห็นแววตาลังเลก็ก้าวเข้าไปใกล้
ต้องรักกันด้วยเหรอ? เธอหยุดมองเด็กสาวเบื้อหน้า เสนอคำถามเป็นทางออกให้มาริสาคล้อยตาม ฟีโรโมนของผอบจันทน์ที่ทั้งอบอุ่นและแสนจะเย้ายวนเล่นเอามาริสาไม่แน่ใจว่าหากสถานการณ์แบบนี้ยังดำเนินต่อไปแบบนี้อีกเธอคงจะควบคุมตัวเองได้นานขนาดไหน
พี่ผอบจันทน์...หนูดูว่ามันจะรวดเร็วและข้ามขั้นตอนไปหน่อยนะคะถ้าจะทำอะไรแบบนี้ มาริสาปฏิเสธข้อเสนอ
ขั้นตอนอะไรของเธอกัน อยากกอดก็กอดสิ แล้วก็รุกไล่เข้าไปด้วยคำหวาน ยึดครองริมฝีปากเบื้องหน้าไว้ให้ได้ ถ้าสำเร็จเรื่องราวหลังจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว ชั้นจะแสดงให้ดูเอาไหม ยังไงผู้หญิงด้วยกันไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้วนี่
โลว์คลาสอย่างหนูไม่ใช่สเป็คพี่หรอกค่ะ อย่าล้อหนูเล่นดีกว่า มารีสาทำตาดุตอบโต้ แม้ในใจยังหวั่นอยู่ว่าจะได้ผลแค่ไหน ผอบจันทน์ครั้งแรกที่ฟังก็นิ่งเฉยพยายามกลั้นหัวเราะไว้ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจจะทนไว้ได้ ประธานนักเรียนคนสวยต้องหันหลังให้พร้อมเดินถอยห่างไปหัวเราะอยู่คนเดียวจนเรียบร้อยจึงหันกลับมา สำนึกในใจว่าพ่ายแพ้จึงยอมลามือ
เอาล่ะ คงต้องอธิบายหน่อย โรงเรียนเราทำกิจกรรมกันบ่อย หากต้องมาคอยระวังสายตาผู้หญิงด้วยกันมันก็เป็นเรื่องไม่สะดวกเท่าไร ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการวางตัวของเธอนั้นล่ะมาริสา ว่าจะทำให้เพื่อนร่วมโรงเรียนต้องค่อยระวังสายตาหรือต้องคอยระวังตัวเวลาโดนเธอมอง ก็เหมือนพี่กับเธอเมื่อตะกี้นี้นั้นละ ผอบจันทน์กล่าวโดยสรุป มาริสาอึ้งอยู่พักใหญ่
แต่ดูเหมือนว่าพี่ผอบจันทน์จะรุกเต็มที่เลยนะคะ ถ้าหนูเลยตามเลยนี่...
หึหึ ผอบจันทน์หัวเราะออกมาในลำคอเล่นเอามาริสาต้องหยุดพูดเพราะรู้สึกว่าตัวเองอาจจะพูดอะไรผิดไป
ไม่อยากจะบอกนะว่าสำหรับชั้น ต่อให้เป็นเด็กอย่างเธอก็เอามาเป็นของเล่นสนุกแก้เหงาได้ แต่ชั้นก็ไม่บังคับขืนใจใครหรอกนะ ผอบจันทน์ยิ้มหวานในขณะที่มาริสาได้แต่ยิ้มตอบอย่างแห้งแล้ง เด็กอย่างเธอนี่หมายถึงยังไงกันล่ะ มาริสาอดสงสัยไมได้ว่าโรงเรียนนี้เขาใช้ระบบอะไรคัดเลือกประธานนักเรียน ถึงได้คนแบบรุ่นพี่ผอบจันทน์มาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้...
กระเป๋าทั้งสามใบถูกวางทิ้งไว้รอการมาของผอบจันทน์ประธานนักเรียนและมาริสานักเรียนเข้าใหม่ สีหน้าของมาริสารที่เคยสดใสดูจะมีหมองลงไปมากจนกันยารู้สึกผิดปรกติ ในขณะที่ทางผอบจันทน์เหมือนจะมีความสุขต่างกับประธานนักเรียนคนเดิมที่นั่งเคร่งเครียดอยู่ที่เรือนดอกมะลิอาคารไม้ชั้นเดียวอันเป็นที่ทำงานของคณะกรรมการนักเรียน
กันยา ดูท่าทางเด็กเธอจะโดนพี่ผอบจันทน์รับน้องแล้วละ วิชุดาเด็กสาวผมบลอนด์แอบกระซิบข้างหูเพื่อนสาว ชัยพฤกษ์สาวหน้าคมที่ยืนอยู่ใกล้กันถึงกับขมวดคิ้ว
คงไม่มั้งก็...มาริสาไม่ใช่รสนิยมของพี่ผอบจันทน์นะ แล้วอีกอย่างเธอยังเชื่อข่าวลือนั้นอีกเหรอ ชัยพฤกษ์แย้ง
ก็กันยาเจอมากับตัวเองแล้วตอนเทอมที่แล้ว จะให้ฉันคิดยังไงล่ะ วิชุดาหันหาเพื่อนสาวเหมือนขอคำชี้แจงเพิ่มเติม
ก็ยายนี่ดันไปตรงกับรสนิยมของพี่ผอบจันทน์น่ะสิ... ชัยพฤกษ์รีบโต้แย้งแม้ว่าผอบจันทน์จะเดินเข้ามาถึงแล้วก็ตาม นั่นทำเอาประธานนักเรียนคนสวยพอคาดเดาได้ว่าทั้งหมดกำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน การแกล้งทำเป็นไมได้ยินคำนินทาเป็นสิ่งที่ผอบจันทน์ถนัด แต่คนที่ถอนหายใจออกมาอย่างอึดอัดกลับเป็นกันยา
พี่ผอบจันทน์คะใกล้จะถึงเวลาที่พี่เลื่อนงานพิธีประดับเข็มแล้วนะคะ กันยาทักขึ้นมา ผอบจันทน์พยักหน้า เดินนำหน้าลงไปสู่ด้านล่างของวิหารกุหลาบ มาริสาตามลงไปพร้อมกับทุกคน ลานด้านล่างไม่ใช่ที่โล่งอย่างที่เธอเข้าใจไปเองในตอนแรก ส่วนกลางของลานวิหารมีกอกุหลาบขึ้นพันอยู่กับเสาสูงเป็นพุ่มเตี้ยสูงระดับเอวของเธอ สีแดงสดของดอกกุหลาบขนาดใหญ่เด่นชัดสะดุดตาเด่นบนลานหิน สีเขียวของใบและเถายิ่งขับให้สีแดงสดนั้นดูน่าสนใจยิ่งขึ้น ในครั้งแรกที่มาเธอไม่ทันสังเกตเห็นคงเป็นเพราะว่าร่างของกันยายืนบังอยู่
เพราะนี่...ถึงได้ชื่อว่าวิหารกุหลาบ มาริสากล่าวกับตัวเองพลางใช้สองมือพยุงกระเป๋าลงบันไดทีละขั้น ในขณะที่ชัยพฤกษ์ก้าวขายาวลงกระโดดนำหน้าลงไปอย่างรวดเร็ว แต่มองดูแล้วเหมือนพยายามไล่ตามประธานนักเรียนที่เดินนำลงไปด้านล่างมากกว่า
พี่ผอบจันทน์พูดอะไรกับเธอบ้างน่ะ เสียงของกันยาตั้งคำถามขึ้นจากด้านข้าง มาริสาปั้นสีหน้ายากเอาการไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ดูเหมือนว่าพี่ผอบจันทน์คิดว่าหนูชอบผู้หญิงด้วยกันน่ะค่ะ มาริสากล่าวไปตามตรง กันยาถึงกับเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างสนใจ
แล้วไม่ใช่? กันยาถามเล่นเอามาริสาอึ้งไป
ไม่ได้ถึงขนาดว่าเล็งจะชอบผู้หญิงด้วยกันสักหน่อยนะคะ เพียงแต่คิดว่าอยู่คนเดียวก็ได้ไม่เสียหายอะไร
งั้น...ถ้าพี่ผอบจันทน์มาจีบเธอ ก็โอเคหรือเปล่า กันยาถามแววตาแฝงด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างชัดเจน เด็กสาวคิดเล็กน้อย บางทีกันยาอาจจะทราบอยู่แล้วว่าผอบจันทน์ทำอะไรกับเธอตอนที่คุยกันสองต่อสอง
พี่คะ...หนูยังไม่เห็นเลยนะคะว่าผู้หญิงจะชอบพอรักใคร่กันได้ด้วยเหตุผลอะไรบ้าง ถ้าสุดท้ายเพียงแค่หาสิ่งเติมเต็ม มันก็อาจจะเป็นแค่สิ่งลวงตา เมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่ต่างกับความฝันที่ตื่นขึ้นมาแล้วแตกสลายไป หากต้องเผชิญหน้ากับความจริงในสภาพแบบนั้น สู้ไม่ฝันเลยเสียยังดีกว่านะคะ มาริสาอธิบายยืดยาวเพียงเพราะต้องการให้มันชัดเจน
ถ้ามันไม่ใช่ภาพลวงตา ถ้าความรักเติมเต็มสิ่งที่เธอรู้สึกขาดไปได้ ไม่สนใจเหรอ คำถามของกันยากล่าวขึ้นที่ขั้นสุดท้ายของบันได มาริสาหยุดคิดอีกครั้ง ก่อนจะขยับกระเป๋าไปข้างหน้าเข้าสู้ลานกว้างของวิหารกุหลาบ
หนูยังไม่รู้สึกขาดอะไรน่ะค่ะ มาริสาเลี่ยงที่จะตอบ
หรืออีกด้านคือเธอไม่รู้ว่าตัวเองขาดอะไร สีหน้าของกันยาดูจริงจังเกินกว่าจะพูดประโยคนี้เพื่อยอกย้อนธรรมดา
หนูมั่นใจนะคะว่าสามารถอยู่คนเดียวได้ มาริสาตอบอย่างอย่างชัดเจนแต่ก็ยังอยู่ในนิสัยที่แสดงออกถึงความอ่อนน้อม หาใช่การหวังจะเถียงเอาชนะ นั่นทำให้กันยาย้อนหลับมาถามตัวเองว่าใช้ความคิดของตนวัดสิ่งที่อยู่ในตัวคนอื่นเกินไปหรือเปล่า...
ผอบจันทน์ลงมือใช้ชอล์กขาว วาดวงกลมขนาดใหญ่พอสมควรลงบนพื้นของลานวิหารเป็นการเริ่มต้นก่อนจะเติมสัญลักษณ์ที่ไม่คุ้นตาลงที่ภายใน ด้านนอกเขียนตัวอักษรประหลาดล้อมรอบวงกลมอีกที โดยลอกแบบตามกระดาษที่จดมาจากหนังสือบันทึกของประธานนักเรียน กันยายืนมองสิ่งเหล่านี้ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เช่นเดียวกับวิชุดา แต่เด็กสาวผมบลอนด์รายหลังเดินเข้าไปดูอย่างใกล้ชิด ต่างกับกันยาที่ขอยืนดูอยู่ห่างสักหน่อยจะดีกว่า ทางด้านมาริสากลับให้ความสนใจต้นกุหลาบเถาที่อยู่กลางลานกว้างของวิหารมากกว่าเรื่องที่พวกรุ่นพี่ของเธอกำลังทำอยู่ ชัยพฤกษ์ไปนั่งอยู่ด้านนอกทางทางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก
เอาล่ะ เสร็จแล้วทุกคน เอากระเป๋ามาไว้ในวงกลมนี้มา ผอบจันทน์สั่งพลางปรบมือเรียกทุกคนในที่นี้ให้ตื่นตัว กันยาอยู่ใกล้ที่สุดจึงค่อยดันกระเป๋าที่วางอยู่ติดกันทั้งสี่ใบเลื่อนเข้าไปในวงกลมพิธีกรรมที่วาดเอาไว้ ในขณะที่คนอื่นเดินเข้ามาดูอย่างสนใจ ผอบจันทน์ส่งสัญญาณให้กันยาถอยออกมาจากวงกลม พร้อมตัวเองที่อยู่ด้านนอกก็เริ่มกล่าววาจาหลังจากทบทวนข้อความบนแผนกระดาษจนมั่นใจแล้ว
เจ้าหญิงแห่งพงไพร ผู้คุ้มครองวิหารแห่งกุหลาบ เซฟีร่า กรุณาแบ่งพลังเพื่อขับเคลื่อนวงเวทย์ฯ ขจัดสิ่งอันเป็นมาร อสุร ที่อยู่ภายใต้เครื่องหมายแห่งความบริสุทธ์ ผอบจันทน์ใจเต้นแรงขึ้นมาเมื่อกล่าวจบรอดูผลที่เกิดขึ้น ทั้งหมดรู้สึกถึงกลิ่นหอมจางที่ลอยปกคลุมรอบบริเวณ มาริสานึกถึงกลิ่นของดอกกุหลาบกลางลานวิหารขึ้นมาเป็นอันดับแรก ความหอมหวานที่ทำให้หัวใจรู้สึกเบิกบานนั้นเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของกุหลาบ ณ ที่แห่งนี้ซึ่งเด็กสาวไม่เคยรู้จักมาก่อนจากที่ไหน แต่นั้นก็ไม่ใช่บทสรุปที่จะทำให้เธอเชื่อว่า เวทมนตร์คาถาอะไรนั่นมีจริง โดยเฉพาะยิ่งกล่าวโดยวาจาอันเป็นภาษาปรกติแล้วมันช่างห่างไกลกับจิตนาการของการบริกรรมคาถาตามละครหรือภาพยนตร์ที่เคยดู
แบบนี้น่าจะโอเคหรือยังน่ะชัยพฤกษ์ จริงแล้วพี่ว่าน่าจะมีแสงหรืออะไรขึ้นมาเป็นสัญญาณว่าเสร็จพิธีแล้วนะนอกจากกลิ่น ในบันทึกก็ยังบรรยายเสียงอลังการ ผอบจันทน์เหมือนยังลังเลที่จะจบพิธี แต่ไม่ทันที่ ชัยพฤกษ์จะตอบอะไร วิชุดาก็พูดขึ้น พร้อมเดินวนรอบวงกลมเวทมนตร์
ภายใต้วงกลมเวทมนตร์บังเกิดแสงสว่างพุ่งขึ้นมากระจายสาดไปทั่วทุกทิศ แสงสีฟ้านวลตาฉาบสิ่งที่อยู่ภายใต้อาณาเขตไว้ ทำลายเงาดำที่สถิตอยู่ให้แตกสลายขึ้นไปในอากาศ ขจัดกลิ่นเน่าเหม็นของมาร ด้วยกลิ่นหอมสีแดงสดของ เซฟีร่า เจ้าหญิงแห่งพงไพร วิชุดากล่าวด้วยเสียงอันชัดเจน พลางวาดมือไปในอากาศประกอบการบรรยาย ก่อนหันมาหาทุกคนที่เหลือ
คนที่จะมองเห็นภาพเหล่านี้ต้องมีจิตทีห่างจากโลกของวัตถุ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่สัมผัสกับพลังมานาจนซึมซับเข้าไปไว้ในร่างกายปริมาณที่มากพอก็อาจจะพอมองเห็นภาพที่เกิดขึ้น วิชุดาชี้มาทางชัยพฤกษ์ แบบเธอที่ซึมซับพลังมานาไว้ในร่างอย่างล้นปริ่ม ในเวลานี้ไม่มีใครไม่ทราบว่าเกิดความผิดปรกติขึ้นแล้ว แม้แต่มาริสาก็ยังรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของรุ่นพี่ผมสีบลอนด์ แววตาคมกร้าว รอยยิ้มที่ชิงชังดูถูก นั่นไม่ใช่วิชุดา จะเหลือก็เพียงน้ำเสียงเท่านั้นที่ยังเป็นของเธอคนเดิมจะผิดก็เพียงเสียงนั้นกลับอ่อนโยนเกินกว่าที่วิชุดาจะเอ่ยในยามปรกติ
เธอไม่ใช่วิชุดา ชัยพฤกษ์เด็กสาวหน้าคมกล่าวขึ้นพร้อมเดินเข้าไปหา แต่ก็ต้องหยุดชะงัดดึงเท้าก้าวถอยหลังกลับมา เมื่อได้ประสานสายตากับเพื่อนสาวของเธอที่ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป แววตาสีฟ้าของวิชุดากลับเป็นสีทองสว่างสวย และน่าจะหมายถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น
เปล่า ข้าไม่ใช่เพื่อนของเจ้า ข้าเพียงยืมร่างนี้ถ่ายทอดวาจาเท่านั้น ข้าเป็นคนประสานคำสาปลงในวัตถุเหล่านั้น นึกแปลกใจว่ามนุษย์อย่างพวกเจ้าซึ่งอยู่ในโลกแห่งวัตถุจะทำอย่างไรกับของซึ่งต้องพลังเวทย์ด้วยคำสาปแช่งของ เจ้าหญิงแห่งรัตติกาล ริริส นอสเทอเรียรุส เช่นข้า เทียบแล้วชีวิตพวกเจ้าก็เหมือนอยู่บนฝ่ามือ น่าเอ็นดูจนไม่อยากทำอะไรเลยสักนิด วิชุดายิ้มให้ทุกคนในทีนี้
แต่ว่าพวกเจ้าก็ทำลายคำสาปของข้าได้ ทำไมพวกที่อยู่ในโลกของวัตถุถึงรู้จักวิธีสร้างตราอาณาเขตเวทมนตร์ ทั้งหยิบยืมพลังเวทย์จากเจ้าหญิงแห่งพงไพร พอคิดถึงตรงนี้แล้ว ข้าว่า...ข้าประเมินความสามารถของพวกเจ้าน้อยไปนิด ดูสิอดสงสัยไมได้เลยว่ามนุษย์ในโลกของวัตถุ...จะมีระดับความสามารถขนาดไหนกัน แววตาสีทองส่องประกายในช่วงสุดท้ายนั้นเยือกเย็นอย่างที่สุด ผอบจันทน์ด้วยฐานะประธานนักเรียนต้องรับผิดชอบจึงก้าวเดินไปด้านหน้า เพื่อยับยังสิ่งที่ กำลังเกิดขึ้น
เดี๋ยวก่อน ไม่ว่าเธอจะเป็นอะไรก็ตาม เราน่าจะมีเหตุผลที่ต่อรองกันได้ เหตุใดต้องประสงค์ร้ายต่อพวกเรา ผอบจันทน์กล่าวอย่างร้อนรน
ข้าถูกเรียกมาให้ใช้ความมืดประสานลงในวัตถุเหล่านี้ ก็เพียงเท่านั้นเอง เหตุผลอื่นข้าคงไม่สามารถตอบได้ ตอนนี้คงมีแต่ความกระหายอยากรู้ว่า หากพวกท่านต้องสู้อย่างตรงไปตรงมากับเวทมนตร์จะทำอย่างไร วิชุดาทิ้งท้าย ความรู้สึกอันตรายแผ่กระจายไปทั่ว ในวินาทีนั้น
มาการาตานี่ สีแดงแห่งความบ้าคลั่ง ปรากฏ วิชุดากล่าวดอกไม้สีแดงประกอบตัวขึ้นจากอากาศธาตุล่วงหล่นลงสู่พื้นด้านหน้า
เปลวไฟแห่งความมืดของเมซานี่จงลุกไหม้ ประทับตราวิญญาณอันบ้าคลั่งของมาการาตานี่ลงบนพื้น เสียงของเด็กสาวตะโกนลั่น พื้นลานวิหารปรากฏไฟสีน้ำเงินเข้มเผาดอกไม้สีแดงสดสลายไปในพริบตาก่อนขยายตัวกว้างออกอย่างรวดเร็วและมอดดำลงในช่วงอึดใจ ลานวิหารบริเวณที่ไฟนั้นลุกไหม้ปรากฏเป็นรอยดำลักษณะของวงกลมเวมย์มนตร์ที่ประกอบไปด้วยเส้นโค้งงดงามกลายเป็นลวดลายบรรจงรูปดอกไม้ เมื่อสังเกตอย่างชัดเจนจึงทราบว่าที่แท้เป็นอักขระที่ประกอบกันเป็นภาพ
ตุ๊กตาลูกไม้ ปรากฏ วิชุดาวาดมือไปด้านหน้า บังเกิดตุ๊กตาลูกไม้ลอยอยู่กลางอากาศ เหนือวงกลมเวทมนตร์ลายดอกไม้
ประสานจิต สร้างร่าง แถบผ้าสีดำนับสิบเส้นพุ่งออกมาจากอากาศธาตุที่ว่างเปล่า เข้าพันรอบตุ๊กตาลูกไม้จนเป็นรูปทรงคล้ายชุดคลุมที่พันร่างอันโปร่งแสง การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นก่อนให้เกิดกระแสลมที่ปั่นป่วน เสียงของใบไม้ที่พัดตามแรงลมกระทบกิ่งใบเกิดเสียงซ่าดังถี่ให้เกิดความรู้สึกคุกคามไปทั่วบริเวณ กลายเป็นสร้างความกดดันให้กับทุกคนที่กำลังประเชิญหน้ากับเจ้าหญิงแห่งรัตติการอยู่ตรงนั้น มาริสายิ่งกว่าสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งด้านหน้าและรอบตัวเธอ ขาแข็งจนไม่ทราบว่าจะก้าวออกไปทางไหน สีหน้าตื่นกลัวของเด็กสาวสร้างความรู้สึกผิดขึ้นในจิตใจของกันยาเมื่อคิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุทำให้มาริสาต้องมาพบเรื่องแบบนี้
วิ่งหนีไปมาริสา กันยาร้องขึ้น เด็กสาวได้แต่ยืนนิ่งเหมือนไม่ได้ยินในสิ่งที่รุ่นพี่เธอพูด เด็กสาวผมหยักศกตัดสินใจเดินไปจับมาริสาหันไปด้านหลังแล้วผลักไปโดยเร็ว
วิ่ง กันยาออกคำสั่ง เด็กสาวออกแรงวิ่งไปสุดแรงไม่ต่างกับม้าที่โดนเฆี่ยนตอนออกตัวแต่กลับก้าวไปด้านหน้าไม่ออกคล้ายมีแรงจับร่างของเธอไว้ไม่ให้ไปพ้นจากเขตของวิหารกุหลาบ กันยาไม่ทราบสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะต้องการหันไประวังภัยด้านหน้าให้กับมาริสา เมื่อหนีไปไหนไม่ได้เด็กสาวก็รู้สึกถึงความน่ากลัวที่กำลังมาเยือนทุกคน กันยาเหลียวไปมองผอบจันทน์ รุ่นพี่ของเธอกำลังยื่นนิ่งอย่างใจเย็นทั้งทีความจริงแล้วนี้ไม่ใช่เวลามานั่งรักษามาดประธานนักเรียนที่สุขุมอีกแล้ว
หนีเถอะค่ะพี่ผอบจันทน์ กันยาร้องต่อประธานนักเรียน
วิ่ง.. ในชุดนักเรียนแบบนี้วิ่งออกไปก็คงไม่งามเป็นแน่ หากไม่ยืนอย่างสง่าก้าวเดินอย่างงดงามแล้วพี่ออกจะละอายที่จะสวมชุดเป็นนักเรียนของโรงเรียนกมุทะรัตน์ ด้วยเหตุผลแสนประหลาด ผอบจันทน์ยังคงสงบนิ่งแต่กันยามองว่าเป็นอาการของคนที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วต่างหาก ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าต้องทำอย่างไร ร่างสีดำที่เกิดจากแถบผ้าพันเข้าด้วยกันใหญ่โตสูงเกือบเท่ากับต้นไม้ขนาดย่อม ส่วนทีเป็นใบหน้าโปรงใสเหมือนไม่มีตัวตน กลับมีแรงดึงดูดให้เข้าไปหา เมื่อจับจ้องให้ถนัดตาจึงเห็นเป็นดวงตาสีแดงนับร้อยมองออกมาจากภายใน หน้ากากสีขาวปรากฏขึ้นกลางอากาศปิดบังส่วนใบหน้าไว้
ถ้าไม่วิ่งหนี เดินหนีก็ได้ค่ะ กันยาแทบจะพูดด้วยน้ำเสียงขอร้อง ผอบจันทน์ได้แต่ส่ายศีรษะบ่นว่าไม่ได้ ชัยพฤกษ์สาวหน้าคมซึ่งเงียบมาตลอดจึงเอ่ยปากหลังจากตัดสินใจในสิ่งที่ตัวเองควรทำได้แล้ว
แถวนี้โดนปิดผนึกแล้ว หนีไปไหนไม่ได้หรอกนอกจากจะสู้กันให้จบ อีกอย่างถ้าเราไปกันทั้งแบบนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับวิชุดาก็ไม่รู้ ไม่ทันขาดคำร่างของวิชุดาก็ล้มลงกับพื้นไม่ต่างกับหุ่นเชิดที่โดนตัดเชือก ชัยพฤกษ์คงได้แต่มองเพื่อนสาวด้วยความเห็นห่วง
ศัตรูใช้พลังเวทย์ของวิชุดาในการสร้างโกเล็มขึ้นมา ซึ่งปรกติความจุมานาของมนุษย์ จะมีเพียงปริมาณน้อย ไม่สามารถแสดงเวทย์อะไรได้แบบนี้หรอก แต่มีความสามารถบางอย่างสามารถเปลี่ยนพลังชีวิตเป็นมานาได้ ชัยพฤกษ์มองสีหน้าของกันยาและผอบจันทน์เล็กน้อยเผื่อทั้งสองจะมีคำถาม แต่ทั้งหมดได้แต่ยืนนิ่ง
แต่นั้นก็ยังไม่ได้เพิ่มมานาจากเดิมมากมาย พลังชีวิตของมนุษย์ก็มีความจุไม่มากเช่นกัน ออกจะน่าตกใจที่ยังสามารถสร้างโกเล็มตัวขนาดนี้ได้ถึงร่างจะเป็นผ้าก็เถอะ สิ้นเสียงชื่นชม ผ้าจากร่างของโกเล็มก็พุ่งเข้าหาทุกคนในที่นั้น ไม่เร็วไม่ช้าแต่ไม่มีใครสามารถหนีได้แน่แต่เศษผ้ากลับสลายไปกลายเป็นฝุ่นผง คลายมีบางอย่างป้องกันทั้งสามอยู่ กันยายืนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อเห็นแบบนั้นผอบจันทน์ประธานนักเรียนคนสวยก็เดินก้าวเข้าไปด้านหน้า อย่างไม่เกรงกลัว
จริงอย่างที่ในบันทึกเขียน เข็มของโรงเรียนเราทั้งเงินและทองก็ต่างเป็นเครื่องรางที่ต้องใช้เวลาหนึ่งปีในการประสานเวทมนตร์หลอมสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นเครื่องรางปกป้องอันตรายในกับนักเรียน ไม่คิดหรอกว่าภูตผีปิศาจทั่วไปจะสามารถทำอันตรายได้ ผอบจันทน์กล่าวอย่างมั่นใจ แต่นั่นก็ไม่ได้คิดว่าจะสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ แน่นอนว่าการใช้วาทะศิลป์เพื่อทำให้สิ่งพวกนี้ยอมล่าถอยไปนี้ก็ไม่น่าจะได้ผลเช่นกัน แถบผ้าที่โจมตีทั้งสามคนสลายไปแต่ยังมีแถบผ้าอีกกลุ่มหนึ่งที่พุ่งไปด้านหลัง กันยาฉุดคิดขึ้นทันทีเหลียวไปมองด้านหลังพบว่ามาริสาโดนผ้าสีดำน่าขยะแขยงนั้นพันคอไว้ ก่อนอีกสองสามแถบจะพุ่งเข้าโจมตีเด็กสาวซึ่งไร้เข็มกลัดติดหน้าอก กันยารีบเอาตัวเข้าขวาง กลับโดนเศษผ้าตบเข้าทำร้ายก่อนจะสลายไปด้วยอำนาจของเข็มเงินที่เธอติดประดับไว้ที่อกซ้าย แต่นั้นก็ทำให้เด็กสาวผมหยักศกถึงกับไถลไปบนพื้น ร่างของมาริสาโดนดึงเข้ามาพร้อมกับแถบผ้าอีกนับไม่ถ้วนพุ่งโจมตีทุกคน ความเงียบไร้เสียงตอบสนองหรือร้องขอความช่วยเหลือของมาริสาทำให้กันยารู้สึกตัว เธอลุกขึ้นเอาตัววิ่งชนมือทึ่งตัดแถบผ้าทีดึงร่างของมาริสาเข้ามา แต่ไม่ทันไรแถบผ้าผืนใหม่ก็เข้ามัดร่างมาริสาอีกครั้งพร้อมโจมตีกันยาอย่างรุนแรงจนร้องออกมา
ผอบจันทน์ก็อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน เธอล้มกลิ้งผมเผ้ากระจายหมดสภาพประธานนักเรียนคนสวยเพียงแต่ไม่มีเสียงกรีดร้องแม้เนื้อตัวจะแดงจ้ำ กันยากัดฟันแน่นลุกขึ้นสู้ ตัดสินใจว่าจะไม่ร้องอีกแล้ว พยายามเดินเข้าไปช่วยมาริสา ผิวหนังเริ่มปรากฏรอยแดงการจากโจมตี บางจุดเป็นเลือดซึมออกมาจากการเฆี่ยนตีของแถบผ้า สุดท้ายจะมีแถบผ้ามากมายถาโถมพุ่งเข้าใส่ร่างกันยากดล้มลงสู่พื้น เด็กสาวผมหยักศกดิ้นอย่างเจ็บปวดแต่ก็ยังไม่เอ่ยปากร้องออกมา ส่วนชัยพฤกษ์เดินหลบผ้าที่จู่โจมเธออย่างบ้าคลั่งได้แต่ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสทำอะไร เพราะต้องช่วยขัดขวางแถบผ้าที่พุ่งโจมตีทั้ง ผอบจันทน์ และกันยา คิดสภาพว่าหากปล่อยเวลาต่อไปร่างกายของโกเล็มคงจะสลายไปจนหมดสิ้น แต่กว่าจะถึงตอนนั้นใครล่ะจะทนยืนรับการโจมตีต่อไปไหว ผอบจันทน์ก็กำลังแย่ ทางกันยาเองก็ใช่ว่าจะลุกขึ้นมาได้แล้ว สำหรับมาริสานั้นชัยพฤกษ์สัมผัสเสียงลมหายใจเพียงเบาบางเท่านั้น เมื่อคิดว่าต้องช่วงเหลือคนแล้ว แววตาของเด็กสาวหน้าคมก็เปลี่ยนไป
หนังสือสัญญา ปรากฏ อันเชิญดวงตาที่สิบของเซ ความกราดเกรี้ยวที่ลุกไหม้ด้วยไฟแห่งอิฟีเรีย สิ้นเสียง ดวงตาสีแดงกลมโตที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟสีแดงสด แสดงตัวขึ้นตรงหน้า ความร้อนแรงของมันเผาแถบผ้าไหม้เป็นวงกว้างแต่กลับไม่มีความร้อนที่สามารถสัมผัสได้ด้วยกายเนื้อ ทุกคนจึงปลอดภัยในระยะรอบตัวของชัยพฤกษ์ แต่นั้นก็ไมได้หมายความว่าได้เอาชนะเป็นผลสำเร็จ โกเล็มผ้าลอยตัวขึ้นสู่บนท้องฟ้าหนีเปลวไฟที่สามารถเผาร่างของมันด้วยความรวดเร็ว สะบัดผ้าปั้นสายลมที่ห่อหุ้มด้วยพลังเวทย์ตบลงมาโจมตีจากบนอากาศสูงหลายสิบเมตร แรงอัดอากาศกระแทกเด็กสาวทั้งหมดกระจายไปคนละทิศทาง คงมีเพียงชัยพฤกษ์ที่สามารถยืนอยู่อย่างมั่นคง กระเป๋าบรรจุเข็มสีน้ำเงินทั้งสี่ใบกระเด็นกระดอนไปตามแรงลม แทบจะทำร้ายเหล่านักเรียนบนลานวิหาร เด็กสาวหน้าคมสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เบาบางของเหล่าเพื่อนพ้องพี่น้องทำให้เธอยิ่งร้อนลน
ธนูแห่งพาวชาย ปรากฏ คันธนูใหญ่ขนาดพอกับตัวของชัยพฤกษ์ ก่อตัวขึ้นมาจากอากาศธาตุเบื้องหน้าของเธอ เด็กสาวคว้าสิ่งนั้นเอาไว้ในมือมั่น คันธนูว่างเปล่าถูกง้างขึ้นสุดสาย ก่อนชักหน้าขึ้นสู่เบื้องบนท้องฟ้า โกเล็มผ้ารีบพาตัวขึ้นสูงจนแทบจะมองเห็นเป็นเพียงจุดเล็กสีดำประดับบนท้องฟ้าโปร่ง
ธนูไฟแห่งอิฟีเรีย สิ้นเสียงคันธนูที่ว่างเปล่ากลับมีลูกศรเป็นเปลวไฟวาดพาดอยู่ สายธนูถูกดึงลงมาจนคันธนูโก่งอย่างสุดกำลัง
จู่โจม ชัยพฤกษ์กล่าวในครั้งสุดท้าย เปลวไฟสายยาวพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าผ่านร่างของโกเล็มผ้าทะลุออกไป เผากัดกินเลือดเนื้อที่รวมตัวขึ้นมาจากผ้าทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ตุ๊กตาลูกไม้ใจกลางของโกเล็มแตกเป็นเสี่ยงหายไป เถ้าทั้งหมดสลายไปกลายเป็นอากาศธาตุไม่มีโอกาสตกลงถึงพื้น สายลมที่ถูกปั้นตีตบอัดลงมาก็พลันสลายลงพร้อมกับอาณาเขตที่ปิดกั้นไว้ก็เปิดออก เมื่อทุกคนรู้สึกถึงสายลมเย็นที่พัดผ่านในป่าเช่นยามปรกติ ก็เริ่มรู้สึกเบาใจ กลิ่นหอมของดอกกุหลายกลางลานวิหารทำให้ร่างกายค่อยตื่นตัว กันยาลุกขึ้นหันหามาริสา เด็กสาวนอนไม่ขยับตัวเล่นเอาเธอใจหายรีบดูอาการหาทางช่วยเหลือ ผอบจันทน์กัดฟันลุกขึ้นเก็บแว่นที่ตกอยู่ขึ้นมาสวม รักษามาดของประธานนักเรียน พลางเดินเข้าไปดูวิชุดาที่สลบไสลไร้สติ
จบแล้วหรือยัง ผอบจันทน์หันไปถามชัยพฤกษ์ เธอพยักหน้าตอบ
จบแล้วค่ะ แต่เรื่องหลังจากนี้สิคะ หนูไม่อยากจะอธิบายอะไรให้พวกคณะกรรมการนักเรียนฟัง ชัยพฤกษ์รีบตั้งเงื่อนไข ผอบจันทน์พยักหน้า
ใครสนใจกันล่ะเรื่องนั้น ผอบจันทน์ทิ้งท้ายก่อนก้มลงมอง วิชุดา เด็กสาวผมบลอนด์ค่อยได้สติลืมตาขึ้นเล็กน้อยก็หลับลงไป ดูสีหน้าแล้วไม่น่ามีอะไรต้องหนักใจ แผลถลอกรอยแดงที่โดนตบของผอบจันทน์ค่อยจางหายไปคล้ายได้รับการรักษาจากพลังบางอย่าง เธอคิดได้อย่างเดียวว่าคงเพราะกลิ่นหอมของดอกกุหลาบกลางลานวิหารที่รักษาร่างกายของพวกเธอทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าอาการบาดเจ็บทางร่างกายจะได้รับการรักษานะแต่เหมือนไม่ค่อยมีแรงยังไงก็ไม่รู้ ผอบจันทน์บ่นขึ้นมา
น่าจะเป็นผลการโจมตีของโกเล็มผ้าค่ะ พลังชีวิตจะพื้นคืนตามขบวนการปรกติของร่างกาย ในหมู่พวกเรามาริสาคงจะหนักที่สุดเพราะเด็กนั้นโดนโจมตีโดยตรงโดยไม่มีเข็มคอยป้องกัน ส่วนวิชุดานั้นหนูคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรมาก ตอนนี้ต้องรีบหาทางช่วยเด็กคนนี้ก่อน ชัยพฤกษ์กล่าวอย่างจริงจัง
ลมหายใจเด็กนี่อ่อนแอมาก กันยาบ่นขึ้นมาหลังแน่ใจแล้วว่ามีอาการผิดปรกติหลายอย่างที่แสดงถึงสัญญาณชีวิต เด็กสาวผมหยักศกหันมามองรุ่นพี่เธอด้วยสายตาแข็งกร้าว สำหรับผอบจันทน์เข้าใจว่ากันยากำลังขอร้องให้เธอทำอะไรสักอย่าง
สภาพร่างกายไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย พาไปห้องพยาบาลก่อน พี่จะติดต่อรถพยาบาล ส่วนเรื่องพิธีการเราคงต้องเลื่อนเวลาไปตอนบ่ายสามโมง ผอบจันทน์รีบกดโทรศัพท์ ติดต่อเรื่องราวทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ชัยพฤกษ์เดินใกล้เข้าไปมองมาริสา สีหน้าของเด็กสาวไม่สู้ดีนัก ลมหายใจ และการเต้นของชีพจรก็เบาจนน่าใจหาย
ไม่เป็นอะไรน่ากันยาอย่างน้อยร่างกายก็ไม่มีบาดแผลอะไร ร่างการสามารถพื้นคืนได้ถ้ากินอะไรสักหน่อย ฉีดสารอาหารให้โดยตรงก็ไม่ต่างอะไรนัก ชัยพฤกษ์พูดให้เพื่อนสาวเบาใจ
บอกไม่ถูกเพียงแต่ ฉันรู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว กันยากล่าวเสียงสั่นมือสัมผัสแก้มของมาริสาอย่างหวาดกลัว แม้ว่าผิวหนังยังอุ่นอยู่แต่ในใจของกันยาก็ยังไม่อาจวางใจหากเกิดเรื่องราวที่ไม่คาดฝัน...
จบองก์ 5 ปฏิภพ