2006/Sep/16

ป้ายประกาศข้างหอประชุมเต็มไปด้วยนักเรียนใหม่ที่หมุนเวียนกันมาอ่านประกาศอย่างสนใจ มาริสาไล่อ่านประกาศของคณะกรรมการนักเรียนทั้งของใหม่ของเก่าอยู่พักใหญ่เพื่อจะวาดภาพเรื่องราวในโรงเรียนและกิจกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น อดคิดไม่ได้ว่านี่ออกจะห่างไกลกับโลกที่เธอเคยอยู่ ทั้งงานจัดเลี้ยงเต้นรำ งานอ่านกลอน กิจกรรมงานวิจารณ์วรรณกรรม การจัดดอกไม้ อบรบการทำขนม งานเลี้ยงน้ำชา อ่านไปอ่านมาก็อดคิดไม่ได้ว่า เธอไม่พบกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬาเลย จะว่าไปตั้งแต่เข้ามาในโรงเรียนนี้ก็ยังไม่เห็นอะไรที่คล้ายจะเป็นสนามกีฬาหรือพอนึกว่าเกี่ยวข้องได้ นอกจากลานเสาธง มาริสายืนคิดอยู่นานก่อนจะมีรุ่นพี่เอากระดาษแผ่นใหม่มาติด เป็นประกาศเลื่อนการเข้าหอประชุมเป็นเวลาเที่ยง นี่เป็นเรื่องที่ควรประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน แต่สำหรับโรงเรียนนี้ จะทำเพียงการกระจายประกาศไปติดตามป้ายประกาศที่จะติดไว้ ณ ตึกใหญ่ของโรงเรียนหกแห่ง เด็กสาวขยับแว่นยืนอ่านประกาศตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะส่ายศีรษะเดินออกมา ยังไงก็ไม่เข้าใจว่าทำแบบนี้ดีกว่าประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงตรงไหน แล้วคนที่ไมได้อ่านประกาศจะรู้เรื่องได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้น

นักเรียนใหม่เริ่มมานั่งจับกลุ่มกันในสวยหย่อมขนาดเล็กข้างหอประชุม และกระจายไปรอบพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง มาริสาคิดว่าเวลานี้มันไม่เร็วไปเหรอที่จะเริ่มทำความรู้จักเพื่อนใหม่ น่าจะมีห้องมีที่นั่งประจำ ได้พูดคุยกับเพื่อนที่นั่งข้างกัน และก็หาเพื่อนที่คุยกันถูกคอในห้อง น่าจะเป็นลำดับขั้นตอนที่เกิดขึ้นมากกว่า ความประหลาดต่อมาที่เธอได้พบคือ รุ่นพี่เริ่มเข้ามาควบคุมความเรียบร้อย ดูเหมือนจะมีการตำหนิหากพบเห็นนักเรียนใหม่นั่งกับพื้น พวกที่นั่งฟุบอยู่กับโต๊ะก็โดนให้ลุกขึ้นมานั่งหลังตรงก่อนจะร่ายยาวสอนกันยกใหญ่ แม้แต่เรื่องผมหรือคอปกเสื้อหากเบี้ยวเพียงร้อยเล็กน้อยก็จะโดนรุ่นพี่สี่ห้าคนเข้ามารุมและคุมตัวพาออกไปจากพื้นที่สวนหย่อมเดินกันไปไหนสักแห่ง

ท่าทางไม่ค่อยดีแฮะ มาริสาบ่นกับตัวเองในใจ สีหน้าเอาจริงเอาจังของพวกรุ่นพี่ทำให้ให้เธอรู้สึกอึดอัด เด็กสาวเดินหลบออกจากบริเวณหอประชุม แถวตึกเรียนก็ยังมีนักเรียนใหม่ยืนจับกลุ่มคุยกันแต่กลุ่มนี้ดูเรียบร้อยผิดปรกติยืนคุยกันสำรวมกว่าเด็กรุ่นเดียวกันจนรู้สึกผิดธรรมดา เธอยิ่งรู้สึกว่าต้องรีบเดินหนีให้ห่างยิ่งไปอีก กลับพาตัวเองมาถึงบริเวณประตูทางเข้าของโรงเรียน

ตลอดกำแพงโรงเรียนจะปลูกต้นหูกวางสูงแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงากว้างไปถึงด้านนอกกำแพงปลูกห่างเป็นระยะเรียบทางเดินด้านในที่ตีคู่ขนานไปกับแนวกำแพง อิฐสีน้ำเงินที่ปูเป็นทางเดินด้านในให้ความรู้สึกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโรงเรียนนี้ที่มักจะอิฐสีสดวางเรียงปูเป็นทางเดินเชื่อมระหว่าสถานที่ภายในโรงเรียนดูแปลกตา เด็กสาวมองยาวไปตามทางเดินขยับตัวซ้ายขวามองปลายทางของถนนสีน้ำเงินอย่างสนใจ

สุดทางเดินเป็นเรือนเพาะชำ ก่อนหน้านั้นจะผ่านเรือนดอกมะลิสำนักงานคณะกรรมการนักเรียน และสะพานข้ามคลองกระจก เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นทางด้านหลัง มาริสาหันไปมองก็พบกับเด็กสาวผมหยักศกยาวผู้มีใบหน้าที่อ่อนหวานแต่แววตากลับแฝงไว้ซึ่งความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ยืนมองเธอมุมปากคล้ายมีรอยยิ้มประดับอยู่

พี่กันยา มารีสากล่าวขึ้นมาก่อนรีบยกมือไหว้ สวัสดีค่ะ

เธอไม่อยู่แถวหอประชุม ถ้าเกิดมีประกาศแก้ไขเวลาพิธีติดเข็มขึ้นมาเธอจะเดือดร้อนนะมาริสา กันยากล่าวกับเด็กสาว คล้ายตำหนิแต่ก็เหมือนจะแฝงไปด้วยความเป็นห่วง นั่นทำให้เด็กสาวกลับรู้สึกว่า รุ่นพี่คนนี้ทำท่าว่าจะคุ้นเคยกับเธอมาก่อน แต่ในขณะที่เธอจำแทบไม่ได้ว่าเคยพบกันที่ไหน

ประกาศไว้เกือบบ่ายโมงเลยนะคะ

คณะกรรมการนักเรียนที่นี่คาดเดาอะไรไม่ได้หรอกนะ คิดจะเปลี่ยนเวลาให้เร็วขึ้น หรือ ยืดเวลาให้นานออกไปก็ทำได้ทั้งนั้น กันยาพูดเหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ มาริสาพยักหน้ารับฟัง พอรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นดูจะเป็นห่วงเธอก็ไม่อยากจะขัดใจ

งะ งั้นหนูควรจะกลับไปรอข่าวแถวห้องประชุม สินะคะ เด็กสาวสรุป

ใช่ กันยาตอบอย่างชัดเจนพลางหยิบโทรศัพท์มือถือที่ส่งเสียงเตือนอย่างแผ่วเบาขึ้นมาอ่านข้อความ หน้าตาที่ดูซึมเศร้าอยู่แล้วกลับหมองหม่นขึ้นด้วยความกังวลจนต้องถอนหายใจออกมา

มีอะไรให้ที่หนูจะช่วยได้บ้างไหมคะพี่กันยา มาริสากล่าวออกมาเอง เป็นความรู้สึกเหมือนหลุดปากพูดออกไป แต่แววตาของเธอยังมั่นคงในสิ่งที่กล่าวทิ้งไว้ กันยาเมื่อเห็นเช่นนั้นกลับเปลี่ยนท่าทีไปเป็นปรกติ

ก็...อาจจะดีกว่าให้เธอกลับไปนั่งอยู่แถวห้องประชุม เสื้อผ้าผมเผ้าแบบนี้ไม่แน่ว่าจะโดนพวกคณะกรรมการนักเรียนหิ้วปีกไปจับอาบน้ำใหม่ กันยากล่าวเสียงเรียบ ก็...มีกระเป๋าใบใหญ่บรรจุเข็มของโรงเรียนไว้อยู่สี่ใบที่ต้องขนไปที่เรือนดอกมะลิ เด็กสาวผมหยักศกไม่พูดเปล่าเดินออกไปนอกโรงเรียนพักหนึ่งก็เดินนำหน้ารถเข็นสองคันที่บรรทุกกระเป๋าใบใหญ่ตามมาโดยมีพนักงานบริษัทขนของในชุดเครื่องแบบสีเทาที่มาริสาคุ้นตาเข็นนำเข้ามาในโรงเรียน กันยาเซ็นเอกสารรับของก่อนใช้สองมือดันรถเลื่อนมาตามทางเดินสีน้ำเงิน ดูเหมือนจะใช้เพียงแรงอันเล็กน้อยก็สามารถผลักมันไปได้ เล่นเอาเด็กสาวถึงกับทำหน้าประหลาดใจออกมา

ก็...โรงเรียนเรามีแต่ผู้หญิงทั้งนั้นพวกอุปกรณ์ทุ่นแรงขนย้ายของหนักหรือทดแรงจึงค่อนข้างดีเป็นพิเศษ เป็นอีกครั้งที่กันยาอธิบายเหมือนเข้าใจสิ่งที่เด็กสาวกำลังคิดในใจก่อนปล่อยมือจากรถเข็นคันหนึ่ง เอาละ...มาช่วยกันเข็นได้แล้วเธออยากจะช่วยไม่ใช่เหรอ เด็กสาวตอบสนองต่อคำสั่งรีบวิ่งเข้ามา กลับโดนดุอีกว่าห้ามวิ่งในโรงเรียน เล่นเอาหยุดแทบไม่ทัน ครั้งจะถามเหตุผลก็รู้สึกว่าคงเป็นกฎระเบียบอันแปลกประหลาดของคณะกรรมการนักเรียนอีกตามเคย จึงได้แต่สงบคำเดินมาเข็นรถเดินคู่กันไปตามทางเดินสีน้ำเงิน

กิ่งก้านของต้นหูกวางแม้ว่าจะไม่แผ่ขยายอย่างหนาแน่นแต่ใบขนาดใหญ่ก็ชวยลดทอนแสงแดดที่สาดสองเข้ามาไม่ให้ร้อนแรงเกินไปนัก เด็กสาวสองคนเดินเข็นรถเรื่อยมาตามทางเดิน โดยมีความเงียบเป็นตัวขั้นกลาง มาริสาพยายามนึกให้ออกว่าเธอต้องเคยรู้จักรุ่นพี่คนนี้ที่ไหนแน่นอน แต่ให้คิดอย่างไรก็ไม่สามารถจดจำได้ว่าเป็นเมื่อไร การลอบมองหลายครั้งของมาริสารทำให้กันยาต้องเอ่ยปากถาม

มีอะไรกับพี่หรือเปล่า

พี่กันยารู้จักหนูหรือเปล่าคะ เด็กสาวตัดสินใจผ่านตรงไปตรงมา

หมายถึง?

พี่เหมือนจะคุ้นเคยกับหนู ทั้งที่.. มาริสารทิ้งท้ายเล็กน้อย หนูคิดว่าไม่คุ้นกับพี่เลย

อะไรกันที่ทำให้เธอคิดว่าพี่รู้จักเธอ กันยากล่าวพลางหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

แววตาที่พี่มองหนู เหมือนจะบอกว่า ยายเด็กคนนี้เอง มารีสากล่าว ก่อนพยักหน้าย้ำ ต้องใช่แน่นอนหนูคิดว่าแบบนั้นน่ะค่ะ

โห กันยาลากเสียงยาวกล่าวอย่างแปลกใจ อือ แบบนั้น...แล้วมันทำให้เธออึดอัดเหรอที่พี่รู้จักเธอ กันยาถาม เด็กสาวส่ายศีรษะ

ก็ ก็...ก็นั้นสิ มันก็ไม่ใช่ว่าจะอึดอัด แต่ก็ชวนน่าสงสัยไม่ใช่เหรอคะ ว่าพี่รู้จักหนูตั้งแต่เมื่อไร

ไม่หรอกพี่ไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน กันยาตัดบท ความรู้สึกน่าเสียดายแวบขึ้นมาทำเอาใจแป้ว มาริสาเงียบไปแทบจะในทันทีหลังจากนั้น เพียงมองหน้าของรุ่นพีผมหยักศกไปพลางใช้ความคิดสองขาออกแรงเลื่อนรถเข็นออกไปตามทางที่ปูด้วยอิฐสีน้ำเงิน แววตาของกันยาคล้ายรู้สึกโดดเดี่ยวใบหน้าฉาบด้วยความเศร้าอย่างอาวรณ์แต่มุมปากกลับแสดงออกคล้ายมีความสุขจนอดอมยิ้มออกมาไม่ได้ นั้นทำให้มาริสาคาดเดาไม่ถูกว่ากันยาอยู่ในอารมณ์ไหน แต่สีหน้านั้นเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด ความเป็นธรรมชาตินี้เองที่ทำให้มาริสาถึงกับใจเต้นแรงคล้ายได้พบสิ่งหนึ่งที่ตามหามานาน

พี่ชัยพฤกษ์กับพี่วิชุดาก็เป็นคณะกรรมการนักเรียนเหมือนกันพี่กันยาหรือเปล่าคะ มาริสาคิดอยู่พักใหญ่ก็ตัดสินใจสลายความเงียบที่กันกลางระหว่างเธอและกันยา เด็กสาวผมหยักศกหันมาส่ายศีรษะทั้งรอยยิ้ม

ระเบียบของคณะกรรมการนักเรียนที่นี่ห้ามรุ่นน้องตั้งคำถามกับรุ่นพี่จ๊ะ กันยาตัดบทอีกครั้ง

แต่หนูก็ยังไม่ได้ติดเข็มก็ยังไม่น่าจะนับว่าเป็นนักเรียนของที่นี่ มาริสาไม่ยอมแพ้ กันยาอดยิ้มอย่างแปลกใจไม่ได้

ก็จริงนะ กันยาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ทำเอามาริสาถึงกับยิ้มออกมา แต่แบบนั้นมันขี้โกงไม่ใช่เหรอ ยังไงเธอก็ต้องเป็นเด็กของทีนี่อยู่แล้ว ก็เริ่มใช้กฎระเบียบตั้งแต่ตอนนี้จะเป็นไรไป

แบบนั้นก็ไม่ต้องคุยกันพอดีสิคะ

เธอคงคิดเหมือนพี่ตอนเป็นเด็กเข้าใหม่ ทำไมต้องมีกฎอะไรแบบนี้ด้วยประหลาดจริงโรงเรียนนี้ กันยาพูดพลางยิ้มอย่างภูมิใจ

นั่นสิคะ แบบนั้นแค่ถามว่าสบายดีหรือเปล่ายังทำไม่ได้เลย

กฎตรงนี้ละเอียดอ่อนนะ ห้ามตั้งคำถามเพื่อต้องการคำตอบ อย่างถามว่าสบายดีหรือเปล่า อาจจะเป็นการทักทายหรือเพราะความห่วงใย ถามว่าหนูช่วยอะไรได้ไหม ก็เป็นการเสนอตัวช่วยเหลือ ถ้าเป็นอะไรทำนองนี้ถามได้ กันยาอธิบายเด็กสาวปั้นหน้าเข้าใจยาก

แต่กฎเรื่องนี้ก็มียกเว้น ถ้าหากเป็นโซลเมทกันก็สามารถตั้งคำถามกันได้

หมายถึงเนื้อคู่นะเหรอคะ...คนรักกันนี่นะคะ? มาริสายิ่งฟังเรื่องราวของโรงเรียนนี้ยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด

อธิบายแบบสั้นก็น่าจะเรียกว่าลูกมือหรือเลขาส่วนตัวมากกว่านะไม่ใช่เนื้อคงเนื้อคู่อะไรหรอก เรื่องราวพวกนี้ละเอียดอ่อนให้เธออ่านในหนังสือคู่มือของคณะกรรมการนักเรียนเองคงจะเข้าใจง่ายกว่า เพียงแต่อยากจะบอกว่าถึงจะเป็นโซลเมทแต่ทุกคนก็ยังยึดกฎเรื่องของการไม่ตั้งคำถามกับรุ่นพี่อยู่นั้นละ กฎข้อนี้ดูไร้เหตุผลแต่กลับถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาหลายสิบปีแล้ว กันยาอธิบาย

แล้วที่ผ่านมาไม่มีใครประท้วงกันบ้างเหรอคะกฎน่าอึดอัดแถมยังประหลาดแบบนี้ มาริสาตั้งคำถามต่อ กันยาหันมาพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย

ก็อย่างที่บอกนะว่าห้ามตั้งคำถามกับรุ่นพี่ เธอควรจะคิดและระวังก่อนจะพูดอะไรออกมานะ ไม่ใช่เพียงแต่ตั้งคำถามเวลาจะพูดคุยกัน ถึงจะพูดอย่างยิ้มแย้มแต่ดูเหมือนแววตานั้นจะเอาจริงเอาจังไม่น้อย มาริสาจึงอยู่ในสภาพอึดอัด คิดไปว่าแบบนั้นก็ชวนคุยอะไรกันไม่ได้เลยนะสิ

แต่...แบบนี้น่าจะมีใครประท้วงกันบ้างสิคะ เล่นไม่ให้ตั้งคำถามกันแบบนี้ จะสื่อสารอะไรกันก็คงจะยุ่งยากชอบกล มาริสาร้องออกมา

ก็นี่ไงเธอก็ทำได้แล้ว กันยาพูดขึ้นทำให้เด็กสาวรีบทวนคำพูดตัวเองในใจ ถ้าย้อนไปว่าทำไมถึงห้ามตั้งคำถามรุ่นพี่ เพราะกฎตรงนี้สงวนให้กับ โซลเมท ที่แท้จริง กันยาอธิบายอย่างค้างคา เด็กสาวจะเอ่ยปากถามต่อก็ต้องฉุดคิดเล็กน้อย

เรื่องของโซลเมทนี่เห็นทีคงจะมีแต่ในนิยายรักมากกว่าค่ะ ยิ่งบอกว่าเนื้อคู่ในโรงเรียนสตรีล้วนแบบนี้ด้วยแล้วคงไปกันใหญ่

แสดงว่าเธอไม่เชื่อว่าการจับคู่ของคนเรามาจากวิญญาณที่ถูกแยกเป็นสองส่วนและพยายามดึงดูดเข้าหากันสินะ กันยาตั้งข้อสงสัย

สมัยนี้เขาไม่เชื่อเรื่องโซลเมท หรือเนื้อคู่อะไรกันกันแล้วล่ะค่ะ เห็นเดินกันออกไปหาเองคบกันได้สามวันก็เลิกคบกันแล้ว อีกอย่างคำว่าเนื้อคู่นี่สักประมาณไหนถึงจะเรียกว่าเนื้อคู่กัน ไม่มีอะไรมาวัดเลยนะคะ มาริสาพูดตรงไปตรงมาอย่างไม่เกรงใจความเห็นคู่สนทนา

ชนิดที่ว่ามีพลังบางอย่างดึงสองคนนี้เข้ามาให้รักกันในที่สุด

แบบอยู่กันคนละขอบโลกแล้วก็ยังมาเจอกันได้สินะคะ อะไรแบบนั้นหนูว่า พบกันรักกันเลิกกันก็ต้องมีล่ะค่ะ

เธอว่ารักแท้มันต้องเป็นนิยายที่ต้องดูตอนจบงั้นสินะ? กันยาสรุปเป็นคำถาม

ค่ะ ประมาณว่า เจ้าชายและเจ้าหญิงก็แต่งงานกันอย่างมีความสุขสืบไป มาริสาตอบอย่างมั่นใจ

ไม่คิดบ้างเหรอว่าอาจจะมีใครที่เธอได้พบหน้าเพียงครั้งเดียวแล้วรู้สึกกันได้เลยว่าเป็นเนื้อคู่กัน กันยาพูดเหมือนสาวช่างฝัน แต่เด็กสาวมั่นใจว่ากันยาไม่ใช่คนแบบนั้น รุ่นพี่ของเธอคนนี้ควรจะเป็นคนที่ยึดติดกับสิ่งที่จับต้องได้มากกว่าเรื่องชวนฝัน เด็กสาวหวนไปคิดถึงเรื่องบางอย่างเพื่อตอบคำถามของกันยา

เคยค่ะ มาริสายิ้ม แต่มันเป็นสภาพที่เหมือนอยู่ในความฝัน และตื่นมาพบกับความจริง ทุกอย่างก็เป็นตัวละครที่สมมุติขึ้น

ความฝันเหรอ ถ้ามีเวลาเธอเล่าให้ฉันฟังได้ไหมว่าเป็นความฝันแบบไหน

ก็มีเจ้าชายที่ถูกสาปเป็นสัตว์ร้าย หญิงชาวบ้านผู้เคราะห์ร้าย แล้วก็งานเต้นรำในปราสาทหรู มาริสายิ้มตอบ

หญิงชาวบ้านผู้เคราะห์ร้าย... กันยาทวนคำก่อนจะแสดงรอยยิ้มที่มุมปาก ไว้มีโอกาสฉันจะขอให้เธอเล่าให้ฟังแล้วกัน กันยาตัดบท เรือนชั้นเดียวสีขาวตั้งอยู่ข้างทางรอบอาคารปลูกดอกมะลิเป็นพุ่มโดยรอบ ถนนสีน้ำเงินวางยาวตัดด้านหลังของอาคาร มีทางเท้าขนาดพอประมาณอ้อมไปด้านหน้า กันยาเลื่อนรถเข็นนำไปก่อนโดยมีมาริสาเข็นตามมา เด็กสาวผมบลอนด์ตัวสูงยืนคู่กับเด็กสาวผมสั้นยืนรออยู่ที่ชานของอาคารเรือนชั้นเดียว เมื่อเห็นกันยามาถึงทั้งวิชุดาและชัยพฤกษ์ต่างพร้อมเดินลงมาหยิบกระเป๋าขนาดใหญ่คนละใบเข้าไปในเรือนชั้นเดียว ในขณะที่กันยาเดินกลับไปยกกระเป๋าบนรถเข็นของมาริสา และสั่งให้เด็กสาวยกกระเป๋าอีกใบตามเธอเข้ามา...

จบองก์ 3 ถนนอิฐสีน้ำเงิน

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home