2008/Jul/02

ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๙ หอระเบียงวาทกะ(๘)

           งานเต้นรำวันพุธเป็นกิจกรรมของชมรมวัฒนธรรม ซึ่งก็คือบทบาทอีกด้านของคณะกรรมการนักเรียน สมาชิกทั้งหมดของชมรมดังกล่าวยืนเรียงแถวตามลำดับไหล่อยู่เบื้องหน้ามาริสา ใช้สายตาจ้องเขม็ง สื่อ อวจนภาษาแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรแก่ “คนนอก” อย่างมาริสา ผอบจันทน์หัวเราะหึในลำคอเริ่มเอ่ยปาก

           “อย่างที่ฉันเกริ่นเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะให้มาริสาเป็นคนจัดการเรื่องการชงชาในกิจกรรมวันนี้ ขอให้ทุกคนทำตามที่มาริสาสั่งแล้วกัน” ทั้งหมดนิ่งเงียบ สิ่งนี้กลับน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าการมีใครสักคนส่งเสียงคัดค้าน “ถ้ามีเรื่องสงสัยอะไรก็ถามกันตรงนี้เลยดีกว่านะ” ผอบจันทน์เปิดโอกาส

           “ทำไมถึงให้เด็กที่อยู่นอกชมรม มาชงชาคะพี่ผอบจันทน์” หนึ่งเสียงกล่าวขึ้น เสมือนเป็นตัวแทนของทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผอบจันทน์ครั้งนี้ มาธุสร หัวหน้าชรมดรดนตรีที่ ๒ แห่งหอระเบียงวาทกะ เด็กสาวตัวสูงผมสั้นหน้าตาค่อนไปทางคมเข้มแบบเด็กผู้ชาย แต่เรือนร่างนั้นกลับมีส่วนโค้งเว้าที่สมส่วนอย่างหญิงสาวเต็มตัว สายตานั้นหรี่ตามองมาริสาอย่างสงสัยรำคาญ

           “เพราะว่ามาริสาชงชาอร่อยแล้วก็ฉันเชิญมาในฐานะวิทยากรพิเศษ ให้พวกเธอได้เรียนรู้กันว่ารสชาติของชาที่ดึงออกมาอย่างเต็มเปี่ยมนั้นเป็นอย่างไร”

           “เรื่องแค่นั้นจำเป็นขนาดต้องให้คนนอกมาช่วยเหลือในกิจกรรมชมรมด้วยเหรอคะ ถึงกิจกรรมนี้จะสำเร็จไปด้วยดีแล้วพี่ผอบจันทน์คิดว่าพวกหนูจะภูมิใจกับมันหรือคะ” แม้ว่าเนื้อหาจะฟังดูตึงเครียดแต่น้ำเสียงที่พูดกลับราบเรียบเป็นธรรมชาติ มาริสาเริ่มสับสนไม่น้อยว่าตัวเธอมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร รุ่นพี่มธุชาประธานชมรมทำอาหารก็เตือนเธอก่อนหน้านี้แล้วว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับการร่วมมืออย่างดี

           ‘วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่ในโรงเรียนนี้ไม่ใช่การเดินหนีไป แต่ควรทำให้ทุกคนยอมรับเธอให้ได้’ นี่คือสิ่งที่รุ่นพี่เจ้าเนื้อแนะนำไว้ และมาริสาขบคิดอยู่ตลอดเวลาว่าการทำแบบนั้นไม่เหมาะกับนิสัยของเธอเลยแม้แต่น้อย

           “ชาที่หนูชง คงอธิบายด้วยคำว่า ‘เรื่องแค่นั้น’ ไม่ได้หรอกค่ะ” มาริสาพูดอย่างมั่นใจ รุ่นพี่ผมสั้นผู้แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ใช้สายตาจิกมองเด็กสาวรุ่นน้อง ข่มขวัญอย่างชัดเจน มาริสาใช่ย่อย มองตอบโต้กลับด้วยท่าทางปรกติ ยิ้มน้อยๆเหมือนอยากจะลองดีกับรุ่นพี่คนนี้ดูสักตั้ง

           “แบบนั้นก็เชิญเธอชงชาเลี้ยงคนมางานคนเดียวเถอะ พวกเราเข้าไปยุ่งจะทำให้ชาของเธอแปดเปื้อนไปเสียเปล่าๆ” ผอบจันทน์ฟังแล้วถึงกับกล่าวอะไรไม่ออกลองยืนมองสถานการณ์หรือทีท่าของมาริสาขอความช่วยเหลือ

           “ค่ะ” เด็กสาวตอบกลับทั้งรอยยิ้ม เธอไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากคนที่ไม่เต็มใจอยู่แล้วแต่แรก...

 

*************


           น้ำบริสุทธิ์กว่า ๒๐ ลิตรตั้งไฟเตรียมไว้อยู่แล้วในห้องของชมรมทำอาหาร เกตุมณีที่อาสามาช่วยมองเห็นการเตรียมการของเพื่อนสาวก็รู้สึกแปลกใจที่เหมือนทุกอย่างถูกคาดการณ์เอาไว้ ทั้งที่เกตุมณีเองไม่คิดว่าจะมีเรื่องในลักษณะนี้เกิดขึ้น เพราะภาพที่เธอรับจากวารสารของโรงเรียน ชมรมวัฒนธรรมเป็นแห่งเดียวที่ตัดขาดเรื่องของชนชั้นฐานะทุกคนในชมรมต่างก็เท่าเทียมกัน จนมาวันนี้เธอถึงได้รู้ความจริงว่า เท่าเทียบกันเฉพาะในชมรม

           มาริสารีบดับไฟที่เตา หยิบกระปุกใบชาจากกระเป๋าผ้าที่ผอบจันทน์ประธานนักเรียนคนสวยได้เตรียมไว้ให้ นำมาเรียงเปิดออกเทใส่ห่อผ้าขาวและมัดรูดปากถุงไว้อย่างแน่นหนา ใช้เก้าอี้ต่างบันไดปีนขึ้นบนเตาโยนถุงผ้าลงในหม้อ กระบวยยาวถูกใช้ในการกดถุงผ้าให้จมลง เกตุมณีมองการกระทำของเพื่อนสาวแล้วถึงกับส่งเสียงคลางในลำคอ หันซ้ายหันขวาหาสิ่งที่พอจะช่วยได้

           คนอื่นๆในชมรมทำอาหารต่างก็กำลังวุ่นวายเกี่ยวกับการจัดขนมลงจานเตรียมรถเข็นออกไปบริเวณที่จัดกิจกรรมเต้นรำวันพุธขึ้น

           “ตักใส่กระติกน้ำร้อนแยกเป็นสองถังน่าจะไหวนะ” พยากรณ์รุ่นพี่ร่างสูงผมสลวยยาวถึงสะโพก เดินช้าๆเข้ามาพร้อมกับรถเข็นที่บรรทุกกระติกน้ำสเตนเลสสองถังพร้อมวาวล์เปิดปิดน้ำ

           “ขอบคุณค่ะพี่พยากรณ์” เด็กสาวยิ้มรับก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เชื่อมต่อกับรถแขนกลที่ยืมมาจากคณะกรรมการนักเรียน

           เนื่องจากโรงเรียนนี้ทั้งครูอาจารย์รวมไปถึงนักเรียนล้วนเป็นผู้หญิง งานหนักๆเช่นการยกอุปกรณ์ขนาดใหญ่หรือของที่หนักมาก จึงมักจะใช้รถแขนกลช่วยทำแทนเพราะสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและแข็งแรงปลอดภัยกว่าการออกแรงยกด้วยกำลังคน

           รถแขนกลออกแบบสำหรับการขึ้นบันไดและเคลื่อนที่ในพื้นที่ลาดเอียงด้วยขาทั้งแปดที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว มาริสาเปิดโทรศัพท์ในโหมดคอมพิวเตอร์ไว้ ให้โนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยจัดการควบคุมแขนกลสองคันโดยสั่งผ่านทางจิต ให้เทน้ำชาจากถังที่อยู่บนเตาแยกใส่กระติก เกตุมณีอดแปลกใจไม่ได้เพราะถึงแขนกลจะสะดวกแต่การควบคุมไม่ง่ายเท่าไรนัก บางที่ต้องใช้ถุงมือกับแว่นสร้างภาพจำลองเข้าช่วยในการควบคุม แต่นี่เพื่อนสาวของเธอกลับใช้เพียงโทรศัพท์

           “คุณมาริสาใช้มือกลคล่องทีเดียวนะคะ” เกตุมิณีต้องเอ่ยปากชมขึ้นมาขณะมองเห็นมือกลทั้งสองข้างทำงานประสานพร้อมกัน มาริสาได้แต่พยักหน้าเพราะพูดความจริงออกไปก็ไม่เหมาะนัก

           “ถ้าได้คนจริงๆมาช่วยจะน่าดีใจกว่า ถ้าไม่ใช่พวกพี่ๆขอให้สู้นี่ฉันไม่อยากจะยุ่งกับคนที่มีท่าทางไม่เป็นมิตรแบบนั้นเลย” น้ำเสียงของมาริสาตัดพ้ออยู่หลายส่วนก่อนจะสั่งให้ โนโรซ่าใช้มือกลเข็นรถที่บรรจุน้ำชาเต็มทั้งสองถังไปยังสถานที่จัดงานเต้นรำของชมรมวัฒนธรรม

           “ดิฉันก็มาช่วยคุณมาริสา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นมากกว่า...”

           “เพื่อนมีความจำเป็นอยู่แล้ว” มาริสารีบเสริมทันที “ฉันดีใจออกที่มีคนหยิบยื่นความห่วงใยให้” เด็กสาวกล่าวอย่างภูมิใจ เกตุมณีรู้สึกว่าเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีความเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเรื่องของสีหน้าและแววตา อาจจะเป็นเพราะว่าเธอยังไม่เคยมองอย่างจริงจังก็ได้เลยรู้สึกว่ามาริสาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมากทีเดียว

           “เอาล่ะๆ” มาริสาร้องขึ้นเดินนำหน้าไปโดยหันมามองเพื่อนสาวส่งสัญญาณให้เดินตามมา...

*************

           มือกลทำงานได้อย่างน่าทึ่ง มันดูคล่องแคล่วสอดประสานกันเกินไปประหนึ่งว่าเพื่อนสาวของเธอกำลังร่ายเวทมนตร์อยู่ เกตุมณีอดเหลียวมองมาไม่ได้ทุกครั้งขณะที่ยกน้ำชามาเสิร์ฟคนที่มาร่วมในกิจกรรม และก็ได้ทราบว่าเวทมนตร์ที่แท้จริงของเพื่อนสาวไม่ใช่เหล่ามือกลที่ทำงานวุ่นวายทั้งเติมและจัดการเรื่องเกี่ยวกับชาอยู่ด้านหลังงานแต่กลับเป็นน้ำชาที่นำออกไปเสิร์ฟ ทุกคนดูดื่มด่ำกับมันอย่างจมลึก แม้แต่พวกรุ่นพี่ที่ดูจะไม่พอใจในการที่มาริสาเข้ามายุ่งวุ่นวายกับกิจกรรมชมรมยังเปลี่ยนท่าทีทันทีเมื่อดื่มชาลงไปทีละน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจก่อนหรี่ตาลงอย่างสงบนั้นกลายเป็นภาพที่ชินตา

           เสียงเพลงบรรเลงเริ่มดังขึ้นจากคณะเครื่องสายทั้งห้าคน ทั้งหมดพาดจับไวโอลินประทับบนบ่า ขยับเคลื่อนคันชักอย่างพร้อมเพรียง ขับเสียงประสานของเส้นสาย เสียงเปียโนดีดดังร้อยตัวโน๊ตเป็นท่วงทำนองสดใส สอดประสานทำนองจากเครื่องสายทั้งห้าเป็นบทเพลงให้ขับขานเป็นหนึ่งเดียว

           นักเรียนหญิงต่างเดินเข้าหาจับคู่ ฝ่ายหนึ่งโค้งฝ่ายหนึ่งรับ โอบไหล่จับมือลดระยะห่างเข้าชิดใกล้เคลื่อนไหวตามก้าวย่างโยกย้ายตามจังหวะเพลง มาริสาเมื่อทราบว่างานเต้นรำเริ่มแล้วค่อยเดินออกมาจากด้านหลังซุ้มของชมรมทำอาหารที่เตรียมเค้กกับชามาสอบถามข้อมูล ทอดสายตามองไปยังลานกว้างอันเป็นสนามหญ้าหน้าเรือนดอกมะลิ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นฟลอร์เต้นรำใช้ในกิจกรรมครั้งนี้ ภาพของการแนบชิดทอดผ่านสายตาระหว่างสตรีเพศ ระรัวหัวใจของเด็กสาวให้ขวยเขินยกมือปิดป้องปากอย่างไม่รู้ตัว

           แรกนั้นรู้สึกประหลาดแต่เมื่อพิจารณากลับรู้สึกยินดี เมื่อได้เห็นสีหน้าที่มีความสุขจากทุกคนที่กำลังเคลื่อนไหวโดยรอบบริเวณงาน

           “เต้นรำกันมั้ยคะคุณมาริสา” เกตุมณีกล่าวขึ้นพร้อมยืมมือซ้ายออกไป แววตาของเด็กสาวไม่มั่นใจนักแววตาสั่นระริกด้วยเดิมพันหลายส่วน สำหรับมาริสานี่คือการแสดงออกอย่างชัดเจนครั้งแรกของเกตุมณีที่บ่งบอกความหมายแสดงความรู้สึกให้เธอขบคิดถึงนัยที่แอบซ่อนในการกระทำ

           “ส่งตาหวานให้กันสักนิดก็คงไม่เป็นอะไรมั้งหรือเธอว่ายังไงเกตุมณี” มาริสากล่าวก่อนยื่นมือวางบนมือของเพื่อนสาวที่ยื่นออกมาเชื้อเชิญ

           “ค่ะ...ดิฉันจะพยายาม” เกตุมณีตอบพร้อมจับกุมนิ้วของมาริสาไว้เดินเข้าสู่ฟลอร์สนามหญ้าหน้าเรือนดอกมะลิ

*************

           เสียงเพลงที่ดังแว่วออกมาจากนอกชายป่าทำให้สิ่งที่หลับไหลอยู่ภายในค่อยลืมตาตื่นขึ้น ท้องฟ้ามืดประดับพราวด้วยทะเลแสงแห่งดวงดาวระยิบระยับค่อยๆจางหายไป ปลดปล่อยแสงอาทิตย์แห่งทิวากาลอาบร่างของหญิงสาวที่ยืนสงบ กำลังดื่มด่ำในเสียงเพลงที่สายลมพัดพามา เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลในฉลองพระองค์คลุมยาวสีดำ พลันเปลี่ยนแปรเยาว์วัยลงกลายเป็นเด็กสาววัยขบเผาะ ชุดคลุมยาวกลับกลายเป็นชุดนักเรียน พระเกศาสีเงินค่อยเข้มขึ้นจนเป็นสีดำ แม้ว่าพลิกกลับจากวัยสาวเต็มตัวสู่เด็กสาวที่ประหนึ่งดอกไม้แรกแย้ม แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นหาได้ลดทอนเสน่ห์ที่ทรงมี พระอุระยังคงอวบอิ่มสมวัย บั้นพระองค์คอดกิ่วพระโสณีโค้งสวย ดังเส้นร่างที่งดงาม เมื่อทรงพระดำเนินเพียงครึ่งก้าวพระวรกายก็ผ่านพ้นจากแนวป่าเคลื่อนหายไปปะปนกับผู้คนที่อยู่ในงานเต้นรำ

           กันยาที่กำลังเล่นไวโอลินอยู่นั้นรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่วูบผ่านเข้ามา เธอกวาดสายตามองรอบหนึ่งก็พบกับ ‘เด็กสาวแปลกหน้า’ ความงามที่โดดเด่นเหมือนยามรัตติกาลที่ฟ้าเปิดนั้น ถึงขยับจัดหมูดาวและดวงจันทร์เคลื่อนย้าย ผิดแปลกไป ก็ยังยังคงความงานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

           เด็กสาวคนนั้นคือภูตพรายในป่าที่จะออกมาร่วมงานเต้นรำเป็นประจำ แต่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของใครนอกจากกันยา หลายครั้งที่เธอพยายามจะสืบเสาะเรื่องของเด็กสาวแปลกหน้า ทั้งพยายามติดตามพูดคุย แต่สำหรับภูตผีแล้วการหลบหน้าทำได้ไม่ลำบากนัก สุดท้ายสิ่งที่กันยาทำได้เพียงส่งรอยยิ้มให้และรอให้เธอหันมายิ้มตอบจากระยะไกลๆ แต่การที่เด็กสาวคนนั้นเข้าไปโค้งขอเต้นรำกับมาริสานั้นสร้างความเป็นห่วงไม่น้อยต่อกันยา

*************

           แวบแรกที่ปรายตามอง มาริสาก็ทราบทันทีว่าเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอซึ่งอยู่ด้านหน้าคือ ลิลิธเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล ปิศาจสาวที่สถิตอยู่ ณ วิหารกุหลายที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสวนป่าของโรงเรียน ร่างจำแลงของเธองามหมดจด ไม่ต่างจากยามเมื่อพบกันในโลกแห่งรัตติกาล เพียงแต่ปรับเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยเช่นเรื่องของสีผมและดวงตาเพื่อไม่ให้ดูผิดแปลกจากมนุษย์คนอื่น

           “เต้นรำกันสักเพลงได้มั้ยคะคุณมาริสา” ลิลิธเอ่ยปากขึ้นพูดจาแบบปรกติอย่างที่ทุกคนในโรงเรียนใช้กัน เกตุมณีแม้รู้สึกแปลกใจแต่ก็สนับสนุนหากมาริสาจะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาบ้าง

           “เดี๋ยวดิฉันขอพักไปดูขนมเค้กของพี่มธุชาหน่อยนะคะ” เกตุมณีขอตัว มาริสาพยักหน้ารับ

           “อาอือ เดี๋ยวฉันจะตามไปแล้ว” เธอทิ้งท้ายก่อนหันมามองลิลิธด้วยความสงสัย เจ้าหญิงแห่รัตติกาลไม่กล่าวอะไรเพียงยืนมือออกไป มาริสาวางมือลงก่อนทั้งสองจะเดินเข้าสู่ฟลอร์สนามหญ้าอีกครั้ง

           “คุณจะมาเอาโนโรซ่าคืนเหรอ” มาริสาถามไขข้อข้องใจที่ค้างคามานาน

           “ในเมื่อท่านเป็นคนอันเชิญเด็กคนนั้นมาด้วยตนเอง ข้าก็ไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้”

           “แล้ว?”

           “ข้าเพียงมาเต้นรำเท่านั้น”

           “ได้ยินแบบนั้นฉันก็โล่งใจ” มาริสาตอบพลางหันมาจับที่ไหล่ของลิลิธ ก่อนจะเริ่มก้าวเดินไปตามเสียงเพลงบรรเลง

           “ซึ่งงานเลี้ยงนี้จะทำให้ทราบว่า เด็กสาวคนไหนที่ข้าควรหยิบยื่นความฝันอันเย้ายวนให้”

           “ฟังดูเหมือนคุณจะชอบเรื่องแบบนี้” น้ำเสียงของมาริสาคล้ายดูแคลน แต่ก็ยังไม่กล้าว่ากล่าวปิศาจสาวซึ่งกำลังเต้นรำกับเธอ

           “ข้าเพียงชมชอบอารมณ์รัก ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดมาจากมารดาข้า มนุษย์ก็ชมชอบมันไม่ใช่หรือ”

           “ก็มั้ง แต่ให้รับรู้ความรู้สึกตอนเวลานั้นของคนอื่นฉันว่า...”

           “คงประหลาด” ลิลิธอ่านใจของมาริสากล่าวแทนพร้อมกับรอยยิ้มอย่างขบขัน “ท่านเองก็อดใจแทบแย่ไม่ใช่หรือ เวลาประสานสายตากับเพื่อนสาว อยากลิ้มรสริมฝีปากหวานนั้นใจจะขาด แต่กลับกลัวว่าจะสานต่อไม่ถูก เพราะใจหนึ่งก็โบยบินไปหาหญิงอีกนางซึ่งบรรเลงเพลงหวานเสนาะหูอยู่ ท่านว่าประหลาดมั้ย” ปิศาจสาวหัวเราะคิก เด็กสาวหน้าแดงวูบแต่ยังคงมีสติตอบโต้ได้

           “ไอ้ความคิดที่วูบวาบขึ้นมาของมนุษย์นี่...คุณอย่าเอามาเป็นจริงเป็นจังได้มั้ย”

           “นั้นก็แค่สนุกกับความน่าจะเป็น สำหรับข้าก็เช่นเดียวกัน” ลิลิธอธิบาย มาริสาได้คิดตามจึงรู้สึกว่าเรื่องที่เธอคิดแย่ไม่แพ้กันกับการกระทำของปิศาจสาว

           “แต่เพราะพวกข้าไม่มีจิตนาการนั้นละคือเหตุผลว่าทำไม จึงเปรียบเทียบความฝันอันเย้ายวนของพวกท่านนั้นว่าขนมหวาน” ลิลิธทอดสายตาเหงาๆให้กับมาริสา ความรู้สึกนั้นดูคุ้นเคยเหมือนพบเห็นแววตานี้เมื่อนานมาแล้ว

           “คุณทำไมไม่ลบความทรงจำของฉัน” มาริสาเปลี่ยนเรื่องพูดยกอีกคำถามค้างคาใจขึ้นกล่าว

           “ข้าพยายามลบแล้ว แต่เพราะว่า...มันมีผลกระทบ จึงต้องหยุด ข้าตอบท่านได้เพียงเท่านี้” ลิลิธออกตัว แววตาของปิศาจเหมือนเก็บความตื่นเต้นไม่อยู่ ทั้งยังไม่กล้าสบตาเธออย่างเช่นที่ผ่านมา

           “เกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ฉันเรียกโนโรซ่าได้สินะ”

           “ใช่”

           “เพราะอะไรฉันถึงรู้วิธีเรียกเด็กคนนั้น”

           “ข้าไม่สามารถตอบได้”

           “ไม่รู้หรือเพราะต้องปิดบัง”

           “แรกนั้นเพราะไม่รู้ แต่ตอนนี้ต้องปิดบัง” ลิลิธตอบตามตรงเหมือนรู้นิสัยของมาริสา ว่าไม่สามารถดื้อดึงต่ออะไรที่ตรงไปตรงมา “ข้าไม่อยากให้ชีวิตในฐานะมาริสาของท่านต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะข้า หากเกิดอะไรขึ้นความผิดบาปก็จะตกลงมาและกักเก็บไว้ในในหัวใจไม่จางหาย อายุของข้านั้นยาวนาน ความทรงจำของข้าคงอยู่ตลอดไปจนกว่าวิญญาณนี่จะสิ้นพลังงานหล่อเลี้ยง มันคงทรมานไม่ใช่หรือ? หากข้าเกิดความรู้สึกผิดแม้เพียงน้อยนิด”

           นั้นคือการขอความเห็นใจ?

           มาริสาสงบลงไม่กล่าวอะไรต่อ ได้แต่เต้นรำไปตามเพลงอีกครู่หนึ่งจึงขอตัวต่อลิลิธ เพราะรู้สึกเหนื่อยเกินไปที่จะเต้นรำในขณะที่หัวใจเต็มไปด้วยความสงสัย

           “เช่นนั้นท่านก็ไปพักผ่อนเถอะ” ลิลิธกล่าวก่อนเดินนำไปออกไป มาริสาสังเกตเห็นว่าปิศาจสาวจับจ้องมองไปยังคนสองคนที่ยืนเคียงกันคือ ศุษิระ กับ พิณพาทย์ ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งและสี่ที่ปรกติทำตัวเหมือนน้ำกับน้ำมัน เพราะชมรมดนตรีที่หนึ่งไม่ต้องการให้มีชมรมดนตรีที่สี่อยู่ในหอระเบียงวาทกะ

           “พี่สองคนนั้นมีอะไรหรือทำไมคุณต้องจ้องมองแบบนั้นด้วย” มาริสาถามต่อลิลิธ

           “ข้าเพียงสงสัยว่ารสชาติความฝันของทั้งสองจะน่าตื่นเต้นขนาดไหน เพียงแต่ข้านั้นไร้จิตนาการคงได้แต่ลิ้มรสโดยสัมผัสผ่านชิวหา” ลิลิธยิ้มกริ่ม

           “ไม่ได้นะ คุณจะเล่นสนุกกับความรู้สึกของมนุษย์แบบนี้...”

           “หรือท่านจะมอบความฝันของท่านให้แทน” ลิลิธรีบยื่นข้อเสนอ “รสชาติของสตรีสามนางหยิบยื่นปนเปรอสัมผัสละมุนออกจะเผ็ดร้อนไปสักนิดสำหรับข้า แต่หากเทียบกับสุราร้อนแรงสัมผัสยามไหลผ่านลำคอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าหลงไหล” ลิลิธเผยรอยยิ้มประดับมุมปาก เมื่อสัมผัสถึงความลังเลที่มาริสามีต่อข้อเสนอที่หยิบยื่นให้

           “คุณนี่น่ากลัวชะมัด...”

           “ท่านว่าข้าน่ากลัว เพียงเพราะเท่าทันความในใจท่าน แต่อย่าลืมว่าข้านั้นเปิดเผยอย่างชัดเจน หากท่านไม่ก้าวเข้ามา ข้ามิมีหวังสมประสงค์ในสิ่งที่ต้องการ”

           “ถึงแบบนั้น...ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดี” มาริสาพยายามคิดหาเหตุผลอันสมควรแต่ดูเหมือนจะยากเกินไป

           “อย่ากังวลไปเลย เด็กสาวทั้งสองนั้นต่างประสงค์ในอ้อมกอดของกันและกัน เพียงแต่มีข้อกริ่นเกรงมากเกินไป ไม่มั่นใจว่าจะสานต่อความสัมพันธ์นั้นให้ยืนยาว ในใจของทั้งสองได้แต่เพียงเต้นรำกันในจิตนาการ ท่านไม่คิดหรือว่า...มันช่าง น่าทุกข์ระทม” ลิลิธนั้นล่อลวงแต่เธอไม่โกหก

           “ถึงจะเหลือเชื่อ แต่ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูดมันก็น่าเศร้า คุณไม่ใช้เวทมนตร์ทำให้ทั้งสองเต้นรำกันล่ะ”

           “ข้าจะทำให้ทั้งสองสัมผัสกันลึกซึ้งยิ่งกว่าเต้นรำ” ลิลิธยิ้มอย่างสนุกสนาน

           “แต่ก็แค่ในโลกรัตติกาลของคุณ สุดท้ายความทรงจำก็ถูกขโมยไป แล้วจะมีประโยชน์อะไร” มาริสาโต้เถียง

           “ข้าต้องทำอะไรให้เป็นประโยชน์ด้วยหรือ”

           “ปิศาจต้องมีการหยิบยื่นและตอบแทน แต่ถ้าให้ความสุขแต่ขโมยความจำแล้วมันจะแตกต่างอะไรกับการเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว” มาริสายกเหตุผล ลิลิธลอบยิ้มจางๆ กับการจับเหตุผลนั้นเหตุผลนี้ใส่เข้าไปของมาริสา

           “ความเป็นมนุษย์ทำให้ท่านลืมเลือนไปแล้วกระมั้ง อา...ไม่ข้า” ลิลิธนิ่งไปก่อนฝืนยิมออกมา ลิลิธเก่งในการล่อลวงแต่โกหกนั้นกลับไม่แนบเนียนเอาเสียเลย รอยยิ้มนั้นผิดสังเกตแต่มาริสารทราบว่าหากเธอคาดคั้นย่อมไม่เกิดประโยชน์

           “คุณว่ามาใหม่เถอะ” มาริสากล่าวน้ำเสียงดูข้อร้องจริงจัง ไม่อย่าจะพลาดในสิ่งที่ปิศาจสาวกำลังจะบอกเล่า ลิลิธใช่ว่าไม่ทราบในเจตจำนงของมาริสาแค่พิจารณาแล้วว่าเรื่องราวนี้สามารถพูดถึงได้

           “สิ่งที่กระทำไปแล้วไม่ว่าลืมเลือนหรือจดจำแต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ทราบว่าท่านพอจะจับใจความได้หรือไม่”

           “ดูเป็นคำคม” มาริสาหรี่ตามองปิศาจสาวอย่างสงสัย

           “อธิบายได้ยากลำบากยิ่ง กล่าวได้ว่าหากท่านเชื่อในเรื่องของภพภูมิ สิ่งที่กระทำในชาติที่แล้วแม้ว่าในปัจจุบันจะลืมเลื่อนไปจนหมดสิ้นแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบกับท่านในกาลนี้” ลิลิธตั้งข้อสังเกต

           “ฉันว่า...ฉันพอจะเข้าใจ คุณจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่มันขัดแย้งจน...”

           “ข้ายินดีที่ท่านยังเข้าใจ ลิลิธกล่าวทิ้งท้ายก่อนร่างนั้นจะพลันหายไป ในวินาทีนั้นคนที่เคยเห็นหรือจับจ้องมองลิลิธอยู่ก็ลืมเลื่อนเรื่องของเด็กสาวแปลกหน้าไปหมดสิ้นไม่เหลือบันทึกในความทรงจำ ยกเว้นแต่มาริสาและกันยาที่จับจ้องมองเด็กสาวแปลกหน้ากับรุ่นน้องของเธอ พูดคุยกันอยู่นานสองนาน...”

*************

           หลังจากจบกิจกรรมมธุชารุ่นพี่ร่างอวบ จัดแบ่งขนมเค้กที่ทำมาใส่กล่องกระดาษให้กับมาริสาถือกลับบ้าน เด็กสาวจัดของอยู่พักใหญ่สลับซ้ายขวาสุดท้ายก็ต้องถือของเต็มสองมือ สวมชุดผ้าคลุมตัวยาวยืนรออยู่ ณ ป้ายหยุดรถประจำทาง แต่ไม่ทันไรรถนอกสีน้ำเงินหรูก็กลับมาจอดเทียบท่าแทน ประตูถูกเปิดออกด้านในพบว่ากันยานั่งอยู่ด้านหลัง รุ่นพี่คนสวยส่งสายตามองมาทางเธอพร้อมพยักหน้าเล็กน้อยให้รุ่นน้องขึ้นมาบนรถ มาริสาปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย

           เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปสิ่งแรกที่มาริสาได้ยินคือเสียงถอนหายใจของกันยา ฟังดูเหนื่อยๆจนเด็กสาวต้องหันมองแต่จะถามออกไปก็ไม่กล้าเท่าไรนัก เพราะกันยากำลังเอนหลังพักผ่อน เมื่อมองจากด้านที่มาริสานั่งอยู่ขนตาที่เป็นแพสวยขณะหลับตาลงนั้นกลับน่ามองที่สุด ดึงดูดเด็กสาวให้พิจารณ์อย่างเพลินตา คิดอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสเล่นแต่ก็กระไรอยู่

           กันยาลืมตาขึ้น หันไปประสานสายตาของมาริสาที่จ้องอย่างไม่วางตาก็รู้สึกแปลกใจ

           “จ้องอะไร...หือ?”

           “ขนตาพี่กันยาสวยดีนะคะ ตอนหลับตาก็สวย ตอนลืมตาก็สวย” กันยาปั้นหน้าไม่ถูก รู้สึกเขินเมื่อถูกชมซึ่งหน้า ด้วยเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

           “อะไรของเธอนี่” กันยากล่าวก่อนหลบสายตากลับไปนั่งตัวตรง แต่มาริสาจับจ้องพิจารณ์ไม่เลิกรา กันยารู้สึกแล้วว่าปล่อยให้เงียบอยู่แบบนี้คงเป็นเธอต้องเขินตายเพราะสายตาของรุ่นน้องที่จ้องเธอเป็นจริงเป็นจัง

           “ชาที่เธอชงดูเหมือนว่าคนอื่นๆจะชอบกันนะยกเว้นมาธุสร”

           “อ๋อค่ะ ก็คงเป็นแบบนั้น...”

           “เค้าเป็นตัวเก็งประธานนักเรียนคนต่อไปนะ หลายๆคนเลยเกรงใจด้วย ถ้า...ผลตอบรับของชา...”

           “ไม่เป็นไรหรอกคะ ถ้าปรกติหนูคงไม่สนใจหรอก แต่เพราะพี่มธุชากับพี่พยากรณ์ขอให้หนูลองทำตามที่พี่ผอบจันทน์ต้องการ แล้วหนูก็รู้สึกว่าไม่ได้ยากลำบากอะไร...ก็เลยทำตามอย่างที่พวกพี่ต้องการ” มาริสาอธิบาย กันยานั่งนิ่งไปพักหนึ่งก่อนอดถอนหายใจไม่ได้

           “ไม่เข้าใจเลยว่าพี่ผอบจันทน์กำลังทำอะไรกันแน่”

           “น่ากลัวว่าพี่เค้ากำลังสนุกกับการแก้ปัญหาให้เด็กไร้เพื่อนอย่างหนูมากกว่าค่ะ ถึงพยายามเหลือเกินให้มีสังคมเหมือนคนอื่นเขา แต่ก็น่าจะดูสักหน่อยนะว่าหนูเป็นไง”

           “ก็ทำได้ดีนะ ชาของเธอทำให้ทุกคนเกิดความสนใจเธอได้ แต่...คงคาดหวังกับการแสดงออกไม่ค่อยได้... มาธุสร...ค้านเต็มที่เรื่องที่จะให้เธอมาชงชาในงาน ทางนั้นพูดด้วยว่าความสำเร็จของกิจกรรมที่จัดไม่ได้อยู่ที่น้ำชาในงานอยู่แล้ว”

           “ก็เหมือนไม้ประดับ หนูว่าพี่เขาคงแบบนั้น” มาริสาเสริมอย่างเห็นด้วย

           “ฉันไม่ชอบแนวคิดแบบนี้เลย”

           “หนูก็ไม่ชอบ ถ้าจะให้พูด...สังคมของโรงเรียนนี้ก็ประหลาดจนตอนแรกหนูทนแทบจะไม่ไหวเหมือนกัน”

           “ที่อยู่นี่เพราะเธอไม่อยากแพ้หรือเปล่ามาริสา” กันยาถามเสียงเข้ม เด็กสาวรุ่นน้องพยักหน้า

           “ก็แค่ส่วนหนึ่งค่ะ แต่หนูอยากจะพยายามให้ถึงที่สุดก่อน” มาริสาตอบแววตาแจ่มใส กันยาได้ฟังถึงกับยิ้มออกมา

           “แต่ดูแล้วเธอก็ไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แถมยังมองพวกรุ่นพี่ไม่อยู่ในสายตายิ่งกว่าเมื่อก่อน”

           “หนูอ่อนน้อมกับคนที่ควร และแข็งกร้าวกับคนที่ควร เช่นกัน”

           “นั่นสิที่น่าเป็นห่วง” กันยาคิดถึงเรื่องของตัวเองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนอย่างโดดเดี่ยว

           “แหม ถึงจะหงิกๆงอๆ แต่หนูก็พยายามจะเป็นดอกไม้ในแบบของหนู ไม่เข้าพวกแต่กลับต้องจัดแจกันอย่างดีประดับไว้ให้เด่นกลางงาน” มาริสาตอบน้ำเสียงชัดเจนแม้จะปิดบังท่าทางเคอะเขินได้ไม่มิดนัก กันยาเสียอีกต้องคิดตาม เธอเป็นดอกไม้แบบไหนกัน? สวยงามแต่ไร้รสชาติเช่นนั้นหรือ?

จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๙ หอระเบียงวาทกะ(๘)

สวัสดีครับ หายไปนานตอนนี้กลับมาพร้อมได้รับทราบความไร้สามารถของตัวเองเพิ่มขึ้นๆ T_T
FS ตอนนี้นั่งแก้คำพูดนานมากเพราะทิ้งไปนานลืมวิธีการพูดจากของแต่ละคน ไม่รู้จะพูดยังไง กลับไปนั่งอ่านๆของเก่าอยู่พักแก้ไปด้วย จะพยายามลงทุกสัปดาห์ครับ ขอความกรุณาทุกท่านเช่นเคย m(_ _)m

 

ขอบคุณ Witna ที่ช่วยดูแลเรื่องคำผิดในตอนนี้ครับ m(_ _)m

edit @ 2 Jul 2008 04:31:47 by ~fs writer~

2008/May/22

รับงานโกสต์ไรเตอร์มาทำครับทั้งหมด 80 หน้า ภายในเวลา 30 วัน
ไม่ใช่โกสต์ไรเตอร์เขียนเรื่องเล่าดารานะครับ แต่ก็คือโกสต์ฯ ดูจากระยะเวลาเป็นผมเป็นห่วงหลายๆอย่าง
สำหรับคนที่ยังกรุณาติดตามผลงานที่ Blog ผมอยู่ ผมขอเว้นการลงนิยาย ถึงปลายเดือนหน้า ต้นเดือนกรกฏาคม

ถ้ามีอุบัติเหตุเนื่องจากความไม่ได้เรื่องของผมอีกเราอาจจะได้พบกันเร็วกว่านั้น


ขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามงานของผม

2008/May/11

ฟาวเวอร์ แซงก์ทิตี ตอนที่ ๘ หอระเบียงวาทกะ(๗)
           “บ้านของคุณหนูมาริสานี่ ประหลาดนะครับคุณหนูกันยา” ชายชราผมสีดอกเลาคนขับรถของกันยากล่าวน้ำเสียงสดใสอารมณ์ดี ขณะหมุนพวงมาลัยหักรถเลี้ยวเข้าซอยที่สองข้างทางอัดแน่นไปด้วยผู้คนมากมายเดินไปมาจับจ่ายซื้อกับข้าวกับปลานำกลับบ้าน

           “ยังไงเหรอคะ?” กันยากล่าวขึ้นโต้ตอบแต่สายตากลับมองทางด้านซ้ายมืออย่างสนใจ อาหารปรุงสำเร็จน่ารับประทานหลากหลายเรียงราย ทั้งผัดไทย หอยทอด ก๊วยเตี๋ยว โจ๊ก กระเพาะปลา กับข้าวหม้อใหญ่ถูกเทใส่กระบะย่อยอวดสีสันน่ารับประทาน แดงส้มของแกงเผ็ด ขาวนวลของต้มข่า เขียวสดใสของแกงเขียวหวาน พริกชีฟ้าสีแดงสด ถูกหั่นเป็นทรงรีวางประดับบนกระบะของผัดเผ็ดปลาดุกทอดกรอบ กันยาลอบกุมท้องตัวเองก่อนที่มันจะส่งเสียงร้องน่าอายออกมา

           เย็นวันนี้กันยาซ้อมดนตรีกับพวกในระเบียงวาทกะ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเธอก็ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเย็นจนลืมเผื่อเวลาไว้สำหรับการรับประทานอาหาร ครั้นจะแวะจอดรับประทานตรงนี้ตนเองก็มีปัญหาเรื่องการกินอยู่พอสมควร พอกินอะไรที่ไม่สะอาดก็จะปวดท้อง อีกอย่างนี่ก็ใกล้เวลานัดแล้วด้วย เมื่อคิดถึงจุดนี้แล้วกันยาก็อดระบายลมหายใจออกมาไม่ได้ เธอไม่น่าจะเพลิดเพลินจนลืมเวลา

           “คุณหนู ก็ว่าประหลาดใช่มั้ยครับ” คุณตาคนขับรถกล่าวก่อนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี กันยางงวูบก็เธอเล่นไม่ได้ฟังอะไร มัวแต่ไปสนใจอาหารข้างทาง แล้วจะให้ความเห็นอะไรได้ จะถามทวนอีกครั้งก็ดูเสียมารยาทสุดท้ายก็พยักหน้า ตอบรับเสียงอ่อย

           “นั้นไงครับประตูทางเข้าบ้านของคุณหนูมาริสา” คุณตาคนขับรถกล่าว กันยามองไปด้านหน้าพบกับประตูรั้วขนาดใหญ่เปิดให้อัตโนมัติ ผ่านเข้าไปไม่ถึงห้าสิบเมตรทางด้านซ้ายมือคือบ้านสองชั้นขนาดย่อมปลูกเต็มพื้นที่แทบจะไม่เหลือส่วนของสวนหย่อม แต่ก็ยังมีต้นมะม่วงต้นใหญ่ปลูกหน้าบ้าน เป็นบ้านที่ดูธรรมดาผิดกับทางขวามือซึ่งเป็น คฤหาสน์ขนาดใหญ่โอ่อ่า ดูโดดเด่นทรงพลัง ตั้งอยู่หลังสวนสวยที่กว้างขวางจัดแต่งอย่างสมฐานะ

           “กระผมคุยกับยามที่ประตูใหญ่ถึงทราบว่าคุณหนูมาริสาพักอยู่บ้านนี้กับคุณแม่ ส่วนบ้านหลังใหญ่ไม่มีใครอยู่ ให้คนรับใช้ดูแล จะเปิดเป็นเรือนรับรองแขกกับจัดงานเลี้ยงปีละสองสามครั้ง ก็แปลกนะขอรับคุณหนูกันยา หรือว่าคนรวยชอบทำอะไรแปลกๆ” คุณตาคนขับรถมองบ้านหลังใหญ่อย่างสงสัย

           “นั่นสิคะ” กันยากล่าวได้เพียงเท่านี้จริงๆเพราะหิวเกินกว่าจะสงสัยอะไร...

*************


           เด็กผู้หญิงผมยาวหน้าตาน่ารัก เดินลากรองเท้าแตะออกมาเปิดประตูรั้วให้กันยา ในชุดเครื่องแบบนักเรียนที่เป็นเชิ้ตแขนยาวใส่คู่กับกระโปรงผ้าลายสก็อตสีเข้ม สั้นเหนือเข่าดูน่ารัก ทำให้เดายากพอสมควรว่าเป็นนักเรียนโรงเรียนไหน เพราะส่วนใหญ่จะแตกต่างกันแค่สีของเสื้อชั้นนอก และตราประจำโรงเรียนที่ปักบนกระเป๋าซ้าย จี๊ดจ๋าพอเห็นว่าเป็นกันยาก็ยกมือไหว้ย่อตัวอัตโนมัติ

           “สวัสดีคะพี่กันยา กลายเป็นพี่เหรอคะที่มาสอนพี่เมย์” กันยายิ้มรับ

           “จ๊ะ” เธอตอบก่อนเดินผ่านประตูรั้วสูงไม่ถึงเมตรเข้าไปภายในบริเวณบ้าน เธอถอดถุงเท้ารองเท้าจัดไว้อย่างเรียบร้อย อดไม่ได้ที่จะจัดร้องเท้านักเรียนอีกสองคู่ที่วางทิ้งระเกะระกะของสองพี่น้อง จี๊ดจ๋า แทบร้องกรี๊ด

           “เดี๋ยวหนูทำเองเถอะคะ ถ้าให้พี่กันยาทำให้แบบนี้หนูรับไม่ได้แน่ๆ เชิญห้องรับแขกเถอะคะ” เด็กสาวไม่พูดเปล่าจับมือฉุดกันยาตามมาโดยไม่ฟังอะไร พอถึงห้องรับแขกก็จัดหมอนอิงที่กระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ ให้เข้าที่เข้าทางก่อนจับเธอนั่งลงบนโซฟา พร้อมขอตัวไปจัดรองเท้าที่หน้าประตูเข้าบ้าน

           โนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยประจำอยู่บนโต๊ะรับแขก เหมือนกำลังทำอะไรสักอย่างกับโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะ เมื่อเห็นกันยามาภูตน้อยก็ถอนสายบัวจับกระโปรงกลีบดอกไม้สีแดงสดออกข้างตัวย่อทำความเคารพ กันยาเห็นก็รู้สึกว่าน่ารักดีก็ยิ้มทักทาย

           ‘มาริสาอยู่ไหนเหรอ’ กันยาถามขึ้นในใจ

           ‘ทรงงานอยู่ในห้องเครื่องเพคะ’ ภูตน้อยรายงาน กันยานั่งเดาความหมายว่าภูตตัวน้อยจะสื่อความหมายอะไรกับตน คิดว่าน่าจะหมายความว่า มาริสาทำอาหารอยู่ในห้องครัว พอคิดถึงเรื่องอาหารความหิวก็ถูกตอกย้ำ รีบกุมท้องตัวเองหวังว่ามันจะช่วยได้บ้างแม้ในความเป็นจริงแล้วเป็นแค่การปลอบใจว่าเธอยังทนไหว และคิดว่าดีกว่ายอมแพ้ต่อความหิวแล้วต้องไปนอนโรงพยาบาลเพราะอาการอาหารเป็นพิษ แม้ในเวลานั้นกลิ่นหอมของอาหารผัดจะโชยออกมากระตุ้นต่อมน้ำลาย จู่โจมเข้าที่จุดอ่อนของเด็กสาวผมหยักศก

           “พี่กันยาทานอะไรมาหรือยังคะ” จี๊ดจ๋าถามขึ้น กันยาหันมองตามต้นเสียง ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรเพราะคิดว่านี่เป็นการเชิญตามมารยาท

           “ทานมาแล้วจ๊ะ” กันยายิ้มตอบ ปฏิเสธกลิ่นเครื่องเทศข่าตะไคร้ที่หอมโชยออกมาเชิญชวนให้หลงใหลไปกับเสน่ห์ของครัวไทย

           ‘ที่เด็กสาวพูดนั้นกล่าวหาใช่ตามธรรมเนียมมารยาทนะเพคะ แต่ทรงสังเกตพระพักตร์ของพระนางว่าอิดโรย หม่อมฉันจะไปกราบทูล พระนางเองว่า พระนางทรงหิวแล้ว’

           “แบบนั้นหนูไปเอาเครื่องดื่มเย็นๆมาให้แล้วกันนะคะ” จี๊ดจ๋าพูดขึ้นจังหวะเดียวกับที่ โนโรซ่า เริ่มหมุนตัวและหายตัวไป

           “เดี๋ยวสิ” กันยาร้องออกมา กลับเป็นจี๊ดจ๋าน้องสาวของรุ่นน้องเธอหยุด แทนที่จะเป็นภูตดอกไม้ตัวน้อย

           “มีอะไรเหรอคะ” เด็กสาวยิ้มแยมกล่าวกับกันยา

           “คือว่าพี่เป็นโรคที่น่าปวดหัวนิดหน่อยคือต้องทานของใหม่ๆเสมอ น้ำดื่มก็ต้องเป็นน้ำสะอาดไม่แบบนั้นก็จะปวดท้อง”

           “ธาตุอ่อน คงเป็น...โรคเดียวกับหนูละมั้งคะ”...

*************


           กันยาต้องระวังเรื่องอาหารมากและวุ่นวายกับการเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อไม่ให้กากอาหารที่ย่อยไม่หมดไปเน่าเสียในลำไส้ และอาหารทียากต่อการต่อสู้ด้วยที่สุดคือปลานึ่งหอยนึ่ง ปลากะพงแดงตัวโตจัดวางอยู่บนจานขนาดใหญ่ พริกสีสันแสบตาเขียวแดงสับโรย บีบมะนาวสดโชยกลิ่นเปรี้ยวกระตุ้นความอยากอาหาร กันยาค่อยกลืนน้ำลายลงคอก่อนที่ข้าวสวยจะถูกจัดวางอยู่หน้าเธอ พร้อมอาวุธซึ่งหลอมมาจากโลหะเงินเพื่อใช้ในการต่อสู้...ช้อนและส้อม

           ในเวลานั้นเสียงรถยนต์ที่แล่นมาจอดหน้าบ้านทำให้เด็กสาวทั้งสองเปลี่ยนท่าทีไป จี๊ดจ๋าที่กำลังตั้งท่าจะเปิดศึกเป็นคนแรกวางอาวุธรวบไว้ข้างจาน ลุกเดินเข้าครัวไป

           “คุณแม่กลับบ้านมาน่ะค่ะ จี๊ดจ๋าเลยไปเตรียมน้ำท่ามาต้อนรับ” มาริสากล่าวพลางยกต้มจืดมาตั้งเสริมทัพศัตรู ก่อนที่ประตูด้านหน้าจะเปิดขึ้นพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

           “วันนี้ลูกสาวฉันรู้จักจัดรองเท้าให้เข้าที่เข้าทางแล้วเหรอ” ผู้เป็นแม่ของมาริสาบ่นเสียงดังแปลกใจในความเป็นระเบียบที่ไม่เคยพบเห็น มาริสาแทบจะเอาหน้ามุดดินหนีเพราะกันยายืนได้ยินอยู่ด้วย

           “แม่คะก็...” มาริสาอดรนทนไม่ได้ร้อนจะแก้ตัว ผู้เป็นแม่รีบสวนกลับด้วยคำสั่ง

            “เมย์แม่ขอไข่เจียวหมูสับ ด่วนเลย อยากกินอะไรพื้นโคตรวันนี้” คุณแม่ยังสาว ไม่ฟังคำแก้ตัวเดินมาพลางถอดเสื้อนอก ก่อนสังเกตเห็นแขกผู้มาเยือน

           “สวัสดีคะพี่มาริณี” กันยาลุกขึ้นพนมมือสวัสดี แม่ของมาริสาแสดงท่าทีดีใจขึ้นมาทันที

           “ดีจ๊ะๆ ตกลงอาจารย์ส่งหนูมาตามที่พี่ขอร้องไว้สินะ”

           “อา...คะ” กันยาตอบ มาริสาหันมองทางกันยาก่อนจะรีบขอตัวไปทำกับข้าวให้แม่ของเธอ ไม่นานไข่เจียวหมูสับและผัดผักแขนงก็ออกมาเสริมทัพศัตรูให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

           จี๊ดจ๋า เมื่อเห็นกันยาไม่ค่อยกล้าทานก็เลยตักกับข้าวใส่จานให้ โดยรับประกันว่าทานอาหารของพี่สาวแล้วไม่เคยมีปัญหาเรื่องท้องเสียหรือปวดท้องเลย กันยาเองเห็นว่าคงไม่สามารถเลี่ยงศึกครั้งนี้ได้จึงเริ่มจับอาวุธลงมือกับอาหารเบื้องหน้า พบว่าอร่อยสมราคาคุยก็หันไปทางที่มาริสานั่งอยู่ตั้งใจจะเอ่ยปากชม ไม่คิดว่ากลับสบตาเข้ากับรุ่นน้องของเธอ เหมือนมาริสากำลังมองเธออยู่ เด็กสาวรีบหลบสายตาจากรุ่นพี่ทำท่ารับประทานอาหารต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กันยารู้สึกว่าอารมณ์นั้นจะเอ่ยปากชมก็ออกจะแปลกๆหันมองทางโนโรซ่า ที่นั่งอยู่บนไหล่ของมาริสา ภูตน้อยพยักหน้าตอบรับ เข้าใจเจตจำนงในความคิดของกันยา

           ‘อร่อยมากเลยละ’ กันยาส่งความคิดผ่านไปทางโนโรซ่าให้สื่อสารต่อไปยังมาริสา

           ‘ขอบคุณคะ ถ้าพี่กันยาชอบก็ทานมากๆนะคะ’...

*************


           ห้องของมาริสาค่อนข้างจะกว้างทีเดียวถ้าเทียบกับตัวบ้าน แต่เฟอร์นิเจอร์ในห้องกลับมีไม่มากนัก มีเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะหนังสือ และตู้หนังสือที่แทบจะโล่งจนดูว่างเปล่า ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความชอบส่วนตัว งานอดิเรก หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกว่าเป็นคนแบบไหน

           กันยาเริ่มสอนไวโอลินรุ่นน้องของเธอตั้งแต่พื้นฐาน ตั้งแต่การจับตัวไวโอลิน การใช้คันชัก ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะเข้าที่เข้าทาง กันยามองว่าค่อยๆสอนทีละนิดน่าจะดีกว่า ก็ไม่เร่งรีบอะไร

           “ก็ลองหัดเล่นดูให้ได้เสียงที่ต้องการก่อนแล้วกัน นึกเสียงที่อยากได้ยินแล้วก็ลองเล่นออกมาให้ได้ตามเสียงนั้น” กันยาแนะนำ มาริสาฟังดูแล้วเหมือนจะเข้าใจง่ายกว่าให้เธอหัดไล่เสียงตามตัวโน๊ต

           “แต่ว่า...ฉันขอถามอะไรหน่อยได้หรือเปล่ามาริสา” กันยาถามขึ้นพลางเก็บไวโอลินของตนลงกระเป๋า

           “คะ?”

           “เธอมีงานอดิเรกหรือมีความสนใจอะไรเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า ห้องเธอดูแล้วให้ความรู้สึกว่าไร้จิตนาการมากทีเดียว” กันยาสรุป สายตาที่มองอย่างเป็นห่วงนั้นน่าจะมีความหมายอย่างอื่นมากกว่าการถามเพราะสงสัย

           “ไม่มีหรอกคะ จะว่าไปก็ เป็นแบบนี้มานานแล้ว ก็มีหนังสือที่ชอบอยู่บ้าง แต่อ่านแล้วส่วนใหญ่ก็เอาบริจาคไป ที่บ้านก็เลยไม่ค่อยมีหนังสืออะไรเก็บไว้”

           “ชอบอ่านหนังสือเหรอ อือ...” กันยาพยักหน้ารับฟัง

           “แต่พี่กันยาถามทำไมเหรอคะ”

           “ฉันอยากจะรู้จักเธอมากขึ้นอีกหน่อย พูดแล้วก็ตลก ฉันเห็นเธอครั้งแรกที่คอนเสิร์ตของคุณพ่อ ตอนนั้นเกิดความรู้สึกว่า นั้นไงพบกันแล้ว” กันยากล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม มาริสายืนฟังอย่างสนใจ

           “พบกันแล้ว?” เด็กสาวทวนคำ กันยาพยักหน้าย้ำ

           “จ๊ะ ก็จริงๆแล้ว...คงเพราะคุณพ่อเล่าให้ฟังว่ามีลูกศิษย์ที่คุณพ่อภูมิใจมากคนหนึ่งที่มีลูกอายุเท่าๆกับฉัน ก็เลย อยากเห็น เออบางทีก็คงคาดหวังว่าเค้าอาจจะชอบดนตรีเหมือนกัน จะได้มาเล่นดนตรี แต่ผิดคาดนะ เจอไวโอลินดูโอเข้าไปหลับน้ำลายไหลเลย” กันยาอดขำไม่ได้ มาริสาเกาศีรษะแก้เก้อ

           “แบบนั้น...สักวันถ้าหนูสามารถเล่นไวโอลินได้แล้ว เรามาเล่นด้วยกันมั้ยคะ”

           “เอาสิ” กันยาพยักหน้ารับ สีหน้ายินดี มาริสายื่นนิ้วก้อยออกมาแทนคำมั่นสัญญา แต่ในเวลานั้นแววตากันยาพลันเศร้าลง

           “ฉันสัญญาจ๊ะ” กันยากล่าวแทนที่จะยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวไว้ มาริสาลดมือลงพยักหน้าบรรยากาศไม่ดีเอาเสียเลย

           “มาริสา เออ เธอเต้นรำเป็นหรือเปล่า” กันยาเปลี่ยนเรื่องพูด

           “ถ้าเรียนรำวงตอน ม.ต้น ค่ะ” เด็กสาวตอบ กันยายิ้มเล็กน้อยประดับริมฝีปากอย่างเอ็นดู

           “หมายถึงเต้นรำบอลรูมนะ พรุ่งนี่ทางชมรมวัฒนธรรมจะจัดขึ้น พี่จะไปเล่นดนตรีให้ ถ้าเธอเต้นรำเป็นก็น่าจะไปลองดู อาจจะได้เพื่อนใหม่ๆ”

           “แหม ใครเค้าจะมาคบกับคนอย่างหนูละคะ แค่ประวัติที่คุณแม่เขียนไว้ก็ไม่มีใครอยากจะยุ่งแล้ว คนอะไรดูจนจะตาย” มาริสาทิ้งน้ำเสียงประชดประชัน

           “ความสัมพันธ์ของคนเราไม่มีกฎอะไรตายตัวหรอก ถ้าเรายึดมั่นในความหวังดีต่อผู้อื่นสิ่งนั้นก็จะอาภรณ์ประดับกายซึ่งมองไม่เห็น ดึงดูดให้เราเป็นคนที่น่าคบเองนั้นละ” กันยายิ้มให้กำลังใจมาริสา ทั้งที่ตัวเธอเองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักนิดเกี่ยวกับอาภรณ์ที่มองไม่เห็นนั้น สาเหตุก็เพราะการที่เธอไม่เคยคาดหวังว่าใครจะมาดีกับเธอนั้นละ ทำให้การกระทำของเธอทุกอย่างเจ้าตัวไม่สามารถทราบเลยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างรอบตัวเธอ...

*************


           วันพุธ ชมรมวัฒนธรรมจะจัดกิจกรรมเต้นรำขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้คุ้นเคยกัน ที่สนามหญ้าหน้าเรือนดอกมะลิ มาริสานั่งนึกภาพตามที่เกตุมณีเล่าให้ฟัง คงเป็นโลกที่น่าขนลุกทีเดียวที่ผู้หญิงจูงมือกันเต้นรำเต็มสนาม

           “ก็ไม่เลวร้ายแบบนั้นหรอกคะ ดิฉันกลับคิดว่าเป็นภาพที่น่ารักดีออก” เกตุมณีออกความเห็นหวังให้เพื่อนสาวคล้อยตาม มาริสาลองนึกภาพของเกตุมณีกับเธอเต้นรำกันก็อดยิ้มไม่ได้ ก่อนกดใบชาในแก้วที่แช่จนได้ที่แล้ว เพื่อเทน้ำชาลงในกากระเบื้อง ยกใส่ถาดไปเสิร์ฟให้ผอบจันทน์ที่นั่งวุ่นวายกับเอกสารเต็มโต๊ะ ผอบจันทน์กล่าวขอบคุณก่อนพูดเรื่องหนึ่งขึ้น

           “มาริสาเย็นนี้มาช่วยชงชาด้วยนะ มธุชากับพวกในชมรมทำอาหารว่าจะอบเค้กกันมาเตรียมเก็บข้อมูลด้วย” ผอบจันทน์สั่ง มาริสาทำตาโตขึ้นมาทันที

           “ตอนเย็นหนูต้องรีบกลับบ้านค่ะ”

           “ก่อนหกโมงใช่มั้ย? ไม่มีปัญหาหรอก...กิจกรรมเราเสร็จสี่โมงครึ่ง เธอกลับบ้านได้เลย” มาริสาฟังแล้วแม้จะน่าโมโหที่รุ่นพี่ออกคำสั่งโดยไม่คิดจะเอ่ยปากขอร้อง แต่ว่าในที่สุดแล้วก็ได้แต่ตอบรับไปเพราะทราบว่าผอบจันทน์นิสัยเป็นเช่นนี้เองอยู่แล้ว

           “ค่ะ”

           “เดี๋ยวจะให้พวกรุ่นๆเดียวกับเธอในคณะกรรมการนักเรียนนั้นละช่วย เธอก็ลองเขียนสูตรแล้วกันว่า ชาที่จะใช้ชง ต้องตักตวงเท่าไร ใช้น้ำร้อนสักแค่ไหน แช่กี่นาที” ผอบจันทน์เงยหน้าขึ้นมองมาริสา “เข้าใจมั้ย”

           “ค่ะ...พี่ผอบจันทน์ตังใจเปิดโอกาสให้หนูมีปฏิสัมพันธ์กับพวกรุ่นๆเดียวกันใช่หรือเปล่าคะ” เด็กสาวถามขึ้น

           “ฉันใจดีขนาดนั้นเลยเหรอ” ผอบจันทน์ย้อนถามมองเด็กสาวผ่านแว่นบางทรงสีเหลี่ยม แววตาดูเจ้าชู้ถูกแสดงออกเพื่อป้องกันไม่ให้มองทะลุถึงภายใน แต่ทำไมมาริสาเข้าใจ หรือจะเป็นเพราะโนโซร่าภูตดอกไม้ตัวน้อยที่นั่งอยู่บนบ่าเธอ

           ‘เพคะพระนาง ความสามารถของหม่อมฉันจะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของคำพูดให้พระนางทรงรับทราบ ประหนึ่งเป็นสัมผัสไม่ต่างพระเนตรพระกรรณ’ ภูตน้อยอธิบาย มาริสาคิดเล็กน้อยกับความสามารถที่ได้

           “หรือเธอจะไม่ทำ หือ...มาริสา?” ผอบจันทน์อดไม่ได้ที่อยากจะทดสอบเด็กสาว

           “ตามแต่พระบัญชาเพคะ” มาริสาเลียนแบบโนโรซ่าใช้ตอบผอบจันทน์ รุ่นพี่ผมยาวได้ฟังถึงกับอมยิ้ม

           “ประชดประชันได้น่ารักดี” ประธานนักเรียนคนสวยอมยิ้ม

           “แต่ผลอาจจะไม่ได้ออกมาอย่างที่พี่หวังไว้ก็ได้นะคะ”

           “เหรอ แบบนั้นก็ยิ่งสนุกสิ” ผอบจันทน์ยิ้มท้าทาย “แต่ก็เอาเถอะ เธอวางกาน้ำชาไว้แล้วไประเบียงวาทกะได้แล้วมาริสา”

*************


           มาริสาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตในโรงเรียนของเธอต้องมาค่อยเอาอกเอาใจอะไรใครมากมายแบบนี้ ถ้าถูกมองในฐานะเด็กรับใช้ มาริสาอาจจะทนไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอค้นพบจากผอบจันทน์คือ การขอบคุณเรื่องของน้ำชาที่ชงให้ เช่นเดียวกับรุ่นพี่ผมหางม้าที่วางตัวสูงศักดิ์

           “ขอบคุณ” ศุษิระกล่าวขึ้นหลังจากมาริสาชงชามาวางไว้ที่โต๊ะ รุ่นพี่ ราระนากับปริชาติ ไม่อยู่ในห้อง พูดให้ถูกคือว่าไม่มีใครอยู่ในห้องแล้วต่างหาก ท่าทางของมาริสาที่หันซ้ายหันขวาไม่รู้จะทำอะไรในชมรมดูออกไม่ยากสำหรับศุษิระ

           “ราระนากับปริชาติคงไปดูพวกชมรมดนตรีที่สี่ซ้อมเพลงสำหรับงานเต้นรำเย็นนี้ เธอจะลงไปดูด้วยก็ไปเถอะ” น้ำเสียงเรียบเฉยเป็นปรกติแต่กลับอ่านได้ถึงความเหงา ความสามารถของโนโรซ่าที่สื่อสารมายังมาริสาดูจะเป็นปัญหากับเธอ เพราะรู้สึกว่าไม่ควรจะปล่อยให้รุ่นพี่ผู้ว่างเปล่านี่อยู่คนเดียวเงียบๆ เพราะจะทำให้วุ่นวายใจจนโกรธแค้นใครไปทั่วมากกว่าจะสงบจิตสงบใจลงได้

           “แล้วพี่ไม่ลงไปดูเหรอคะ” มาริสาจงใจถามกะให้รุ่นพี่หมั่นไส้เธอ “วันที่พี่กันยาเล่นไวโอลินพี่ยังลงไปดูเลยไม่ใช่เหรอคะ” แววตาของศุษิระจะฉาบแววสั่นระริกออกมาก่อนจะพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบลง

           “ฉันเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งนะ ถ้าไปอยู่ตรงนั้นทุกคนคงจะคิดว่า ฉันเห็นดีเห็นงามด้วยกับความวุ่นวายในหอระเบียงที่เกิดขึ้น”

           “วุ่นวาย เหรอคะ?”

           “อือ ชมรมดนตรีที่หนึ่งมีสภาพแบบนี้ก็เพราะกันยา”

           “แล้วพี่ไม่คิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นเหรอคะ”

           “ฉันก็กำลังคิดอยู่ว่าจะไล่กันยาออกไปได้อย่างไร” ศุษิระกล่าวตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่กล่าวหาใช่ความจริงที่ออกมาจากใจ มาริสารู้สึกว่าปัญหานี่ยากเกินไปสำหรับเธอจึงถามแก่โนโรซ่าภูตน้อยซึ่งนั่งประทับบนไหล่ของเธอ

           ‘มีความคิดอะไรดีๆบ้างมั้ย’

           ‘หม่องฉันว่าแค่ให้หญิงสาวผู้นี้ได้ดื่มสุธารสชาที่พระนางพระราชทานก็น่าจะพอเพียงแล้วเพคะ ความสับสนภายในจิตใจของนาง มากมายเกินกว่าจะฉุดกระชากคลายปมด้วยความรุนแรง’

           ‘ให้ฉันได้รู้ได้มั้ยว่าพี่เขาคิดอะไรอยู่’

           ‘พระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ หม่อมฉันไม่อาจปฏิบัติตามรับสั่งได้เพคะ’

           ‘หมายความว่าเธอทำได้ แต่ทำให้ไม่ได้...อะไรแบบนั้นเหรอ?’ มาริถามเพื่อความชัดเจน

           ‘เพคะ เหตุเพราะพระนางที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อรับความรู้สึกอย่างไรไปก็จะกลายไปเช่นนั้น อย่างเช่น หากทรงสัมผัสความโกรธแค้นก็จะโกรธแค้นตาม หากสิ่งที่ทรงสัมผัสเป็นความเศร้าหมองก็จะทรงเป็นเช่นเดียวกัน และพระนางยังไม่ทรงสามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ หากความรู้สึกที่ทรงรับมาขยายออกหรือทรงไปปรุงแต่งมัน ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง หม่อมฉันไม่อาจปฏิบัติตามรับสั่งได้เพคะ’ โนโรซ่าย้ำอีกครั้งอย่างยืดยาว มาริสาพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ ก่อนหลบไปซ้อมไวโอลินที่อีกมุมหนึ่งของห้อง หวังว่าจะพอขุ่นอารมณ์ของประธานชมรมดนตรีได้บ้างดีกว่าให้นั่งเงียบๆคนเดียว ศุษิระมองมาริสาพลางจิบชาไป เสียงไวโอลินของมาริสาแม้ว่าจะฟังยังไม่เป็นเพลงแต่น้ำเสียงกลับชัดเจน แต่ไม่ทันที่เธอจะออกความเห็นอะไรกับเสียงที่ได้ยินนั้น ราระนากับปริชาติ ก็เข้ามาในชมรมเพื่อสอนมาริสาเล่นไวโอลิน...

*************


           รุ่นพี่สองคนที่คอยเป็นพี่เลี้ยงให้แก่มาริสาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของรุ่นน้องแล้วก็ถึงกับเอ่ยปากชม ถึงยังไม่เป็นเพลงแต่ก็สามารถเล่นตามโน้ตที่บอกได้ตรง ทั้งหมดเป็นพลังของโนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยที่นั่งอยู่บนไหล่ของมาริสา เธออธิบายต่อมาริสาว่าทำการอ่านข้อมูลของไวโอลินทั้งหมดแล้วใช้ตัวเป็นทำหน้าที่ ‘ประมวลผล’ กับการเล่นของมาริสา และถ่ายทอดสู่สมองโดยการสื่อสารทางจิต มาริสาฟังไปงงไปกับความสามารถของภูตน้อย

           ออกจะผิดแปลกจากในภาพยนตร์หรือละครที่เป่าเสกให้คนไม่ได้เรื่องเก่งขึ้นได้ในข้ามคืน แต่กลับเป็นขบวนการที่ฟังแล้ววุ่นวายแต่พอเล่นไปสักพักหนึ่ง มาริสาก็รู้สึกแล้วว่าเธอสามารถควบคุมไวโอลินได้ดังใจ แต่อาจจะไม่คล่องแคล่วนัก และเธอเองก็ต้องพยายามเล่นให้เหมือนคนหัดเล่น ดูไปก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่มาริสากับรู้สึกว่าเหมือนเธอกำลังโกหกคนอื่นอยู่ โดยเฉพาะรุ่นพี่สองคนที่ตั้งอกตั้งใจมาสอนเธอ

           “ตกลงว่าจะไม่มีใครมาซ้อมในชมรมกันจริงๆหรือยังไงกัน” ปริชาติกล่าวขึ้น ขณะกวาดสายตามองรอบห้อง ในช่วงที่มาริสาเก็บไวโอลินใส่กระเป๋า “นาเธอว่าไงละ?” ปริชาติหันหาเพื่อนสาว น้ำเสียงทวงคำตอบ ตอนนั้นเองมาริสาก็เกิดความสนใจว่าทั้งสองคนจะพูดคุยกันอย่างไร

           ราระนาหันมาเพียงพยักหน้า ทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความและส่งให้กับปริชาติอ่าน เป็นบทสรุปที่มาริสาไม่คาดคิด เพราะเข้าใจว่าทั้งสองน่าจะใช้ภาษามือคุยกัน

           “พี่สองคนนี้คงจีบกันลำบากน่าดูนะคะ” มาริสาปากไวตามนิสัย ปริชาติหันมาก่อนหัวเราะเบาๆ ในขณะที่พี่ราระนาก้มหน้าอย่างเขินๆ ก่อนลุกไปหยิบแซ็กโซโฟนจากตู้เก็บอุปกรณ์ติดผนังออกมา ลุกเดินออกจากห้องของชมรมไปยืนเป่านอกระเบียง

           “หนูทำให้พี่เขา โกรธหรือเปล่าคะ” เพราะว่าราระนาไม่ยอมพูดจึงเป็นการยากที่มาริสาจะเข้าใจอารมณ์ แต่เมื่อเสียงแซ็กโซโฟนเริ่มบรรเลง เธอก็สามารถแยกแยะความหมายได้อย่างชัดเจน ด้วยความสามารถของโนโรซ่า

           “แค่เขินนะ เลยลุกไปทำอย่างอื่น” ปริชาติอธิบาย

           “พี่ปริชาติ คบกับพี่ราระนา จนรู้ใจกันแล้วเหรอคะ” มาริสารู้สึกว่าความรักน่าจะเป็นไปได้ยากสำหรับคู่ที่มีปัญหาทางด้านการสื่อสาร

           “ตายแล้วรู้จงรู้ใจอะไรกัน ก็แค่ฟังเพลงของยายนั้นแล้วก็รู้สึกเท่านั้นละ” แก้มของปริชาติแดงปลั่งขึ้นมา สายตาเก็บความอายไว้ ในขณะที่มาริสาเองกลับมองรุ่นพี่อย่างสนใจ นานๆทีเธอจะเคยเห็นคนเขินจริงๆจังๆแบบนี้ “ไม่เอาแล้วมาริสา คุยเรื่องอื่น” รุ่นพี่ทำตาดุ มาริสารู้สึกว่ารุ่นพี่ปริชาติเป็นคนน่ารักดี

           “เรื่องอื่น...อ๋อจริงสิ เหมือนพี่จะบอกว่าคนอื่นจงใจไม่ขึ้นมาซ้อมกันในห้องชมรม?” มาริสาวกกลับไปตอนที่ ปริชาติบ่นขึ้นมา

           “อือ เรื่องนี้ออกจะดังเธอไม่ได้ยินข่าวเลยเหรอ?” มาริสาส่ายศีรษะตอบ รุ่นพี่ระบายลมหายใจ

           “ธุรกิจที่บ้านของพี่ศุษิระมีแววจะล้มละลายนะสิ”...

*************


           ในตอนพักเที่ยงมธุชาชวนมาริสามาร่วมกันทานอาหารที่โต๊ะ หลังจากเสร็จสิ้นจากมื้อเที่ยงถือเป็นโอกาสให้เด็กสาวได้สอบถามเรื่องที่ว่าธุรกิจที่บ้านของศุษิระประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งจะล้มละลาย

           “ก็มีข่าวแบบนั้นจริงๆ” มธุชาพยักหน้ากล่าวอย่างลำบากใจ หันมองทางพยากรณ์ที่มาร่วมโต๊ะด้วยเชิงถามความเห็นเพิ่มเติม รุ่นพี่ผมยาวนึกอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากกับเด็กสาวรุ่นน้องที่รอคำตอบอยู่

           “พวกชมรมวารสารนั้นละเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมา บ้านพี่ศุษิระมีกิจการหลายอย่าง แต่ที่ใหญ่และชัดเจนที่สุดคือกิจการทางเครือข่ายติดต่อสื่อสาร แล้วตอนนี้กำลังจะเป็นผู้คิดค้น คอมมูนิตี้ใหม่เข้ามาหลังจากรูปแบบของโทรศัพท์หยุดการพัฒนาไปแล้วกว่าสามปี แต่พอดำเนินงานก็พบปัญหาเรื่องของตัวโทรศัพท์ที่จะใช้กับคอมมูนิตี้ใหม่มีราคาแพงเกินไปและเกินความจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ก็เลยเกิดภาระหนี้สินเมื่อไม่มีเงินหมุน มูลค่าหุ้นก็ตกลง” พยากรณ์หยุดหายใจเล็กน้อย มองเด็กสาวอย่างชั่งใจ “ทำไมถึงมาสนใจเรื่องนี้ละ” พยากรณ์ถามขึ้น

           “หนูได้ยินมาคะ ว่านี่เป็นสาเหตุให้คนในชมรมดนตรีที่หนึ่งตีตัวออกห่างจากพี่ศุษิระ” มาริสาอธิบาย “เกตุมณีเพื่อนหนูก็ไม่ค่อยทราบเรื่องในระเบียงวาทกะเท่าไร หนูก็เลยคิดว่าพี่มธุชา อาจจะรู้เรื่อง” พยากรณ์และมธุชาต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพียงกัน ก่อนมธุชาจะเอ่ยปาก

           “ถามถูกคนแล้วละ พี่ศุษิระต้องลาออกจากการเป็นประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งถ้าฐานะทางบ้านเปลี่ยนไป ทั้งยังต้องลดตัวเองไปอยู่ชมรมที่ต่ำกว่าตามฐานะ” มธุชาอธิบาย ใบหน้ากลมๆของรุ่นพี่เจ้าเนื้อแฝงแววตาเป็นห่วงขึ้นมาทำให้มาริสารู้สึกเลยว่ารุ่นพี่คนนี้ดูจะเป็นประเภทขี้สงสาร ผิดกับทางพยากรณ์ที่เหมือนจะไม่แสดงความรู้สึกอะไร โดยเฉพาะน้ำเสียงเมื่อครู่ก็เป็นเพียงประโยคบอกเล่าธรรมดา

           แต่ในขณะนั้น มธุชากลับมีท่าทีแปลกไป เหมือนกำลังตั้งใจฟังประกาศบางอย่างจากลำโพงที่ติดอยู่ข้างเสาของโรงอาหาร

           “เอ๋ แปลกจัง ฝ่ายทะเบียนของโรงเรียนมาประกาศเรียกพบฉันเรื่องอะไร” มธุชาบ่นขึ้นก่อนขอตัวออกลุกจากที่นั่งเดินออกไป มาริสากลับแปลกใจยิ่งกว่าเพราะเธอไม่ได้ยินเสียงประกาศอะไรที่ว่า หันมองรุ่นพี่ที่นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะถามความเห็น พยากรณ์ยิ้มอย่างภูมิใจ

           “ฝีมือฉันเองนั้นละ” รุ่นพี่ผมยาวกล่าว “ฉันใช้พลังมานาของสายลมสร้างเสียงขึ้นหลอกให้มธุชาออกไปก่อน ฉันมีเรื่องต้องพูดคุยกับเธอ” มาริสาฟังแล้วแทบจะไม่เชื่อว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้

           “พี่พูดจริงเหรอคะ?” มาริสาถามทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าน้ำเสียงของพยากรณ์ไม่มีคำโกหกเจือปน

           “เธอจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจนะ แต่คนที่ปล่อยข่าวเรื่องนี้คือประธานชมรมดนตรีที่สองมาธุสร คนที่พี่ศุษิระไว้ใจที่สุดนั้นละ ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่างเป็นนิสัยของคนๆนี้” พยากรณ์พูดเป็นนัยให้มาริสาระวังตัว

           “ทำไมพี่ถึงทราบได้คะ?”

           “เพราะเสียงคืออากาศที่สั่นสะเทือน ฉันจึงสามารถใช้มานาของสายลมรวบรวมเสียงมาได้ ตอนนี้โต๊ะของประธานชมรมดนตรีที่สองก็กำลังคุยเรื่องนี้อยู่ เธอคงอยากจะฟังด้วยหูของตัวเองมากกว่า ว่าพวกนั้นพูดคุยว่าอะไรกันบ้าง” พยากรณ์ไม่พูดเปล่าใช้นิ้วมือลากลงไปบนอากาศเป็นวงกลมที่มีลวดลายไม่ซับซ้อนนัก ลากเป็นเส้นเดียวโดยไม่ยกก่อนจะบรรจบลงที่จุดเริ่มต้น มาริสาคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนวงกลมที่เธอใช้เรียกโนโรซ่า เพียงแต่ของเธอใช้วิธีนึกคิดเอาก็สามารถสร้างวงกลมพิธีกรรมเช่นนี้ได้โดยทันที

           “ที่ฉันกำลังทำอยู่คือสร้างเส้นทางเดินของมานา ขั้นสุดท้ายให้บรรจุมานาลงในวงกลมจนเต็ม” พยากรณ์กล่าวพลางสาธิตให้ชม เส้นสายที่ลากขึ้นค่อยๆเข้มและหนาขึ้นคล้ายลูกโป่งที่อัดลมก่อนแตกสลายไป สิ้นพิธีกรรมปรากฏร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กรูปร่างคล้ายมนุษย์ผู้หญิงเปลือยกายอยู่ในอากาศ มีปีกบางใสอยู่ด้านหลังกระพือขึ้นลงอย่างเชื่อช้า มีผิวสีขาวผมสีน้ำตาลและดวงตาสีดำกลมโตเช่นเดียวกับโนโรซ่า สวมใส่ชุดอาภรณ์บางเบาโปร่งแสง

           “เธอมองเห็นใช่มั้ยคุณแม่บอกว่าผู้มีพลังมานาจะสามารถมองเห็นภูตได้”

           “เห็นค่ะ แต่ว่านี่คืออะไรคะ?” มาริสาอยากได้คำอธิบายที่ชัดเจน

           “คุณแม่เรียก ภูตผู้สดับสายลม แต่เพราะไม่สามารถเรียกชื่อจริงของเขาได้ฉันก็เลยเหมือน