ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๙ หอระเบียงวาทกะ(๘)
งานเต้นรำวันพุธเป็นกิจกรรมของชมรมวัฒนธรรม ซึ่งก็คือบทบาทอีกด้านของคณะกรรมการนักเรียน สมาชิกทั้งหมดของชมรมดังกล่าวยืนเรียงแถวตามลำดับไหล่อยู่เบื้องหน้ามาริสา ใช้สายตาจ้องเขม็ง สื่อ อวจนภาษาแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรแก่ “คนนอก” อย่างมาริสา ผอบจันทน์หัวเราะหึในลำคอเริ่มเอ่ยปาก
“อย่างที่ฉันเกริ่นเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะให้มาริสาเป็นคนจัดการเรื่องการชงชาในกิจกรรมวันนี้ ขอให้ทุกคนทำตามที่มาริสาสั่งแล้วกัน” ทั้งหมดนิ่งเงียบ สิ่งนี้กลับน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าการมีใครสักคนส่งเสียงคัดค้าน “ถ้ามีเรื่องสงสัยอะไรก็ถามกันตรงนี้เลยดีกว่านะ” ผอบจันทน์เปิดโอกาส
“ทำไมถึงให้เด็กที่อยู่นอกชมรม มาชงชาคะพี่ผอบจันทน์” หนึ่งเสียงกล่าวขึ้น เสมือนเป็นตัวแทนของทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผอบจันทน์ครั้งนี้ มาธุสร หัวหน้าชรมดรดนตรีที่ ๒ แห่งหอระเบียงวาทกะ เด็กสาวตัวสูงผมสั้นหน้าตาค่อนไปทางคมเข้มแบบเด็กผู้ชาย แต่เรือนร่างนั้นกลับมีส่วนโค้งเว้าที่สมส่วนอย่างหญิงสาวเต็มตัว สายตานั้นหรี่ตามองมาริสาอย่างสงสัยรำคาญ
“เพราะว่ามาริสาชงชาอร่อยแล้วก็ฉันเชิญมาในฐานะวิทยากรพิเศษ ให้พวกเธอได้เรียนรู้กันว่ารสชาติของชาที่ดึงออกมาอย่างเต็มเปี่ยมนั้นเป็นอย่างไร”
“เรื่องแค่นั้นจำเป็นขนาดต้องให้คนนอกมาช่วยเหลือในกิจกรรมชมรมด้วยเหรอคะ ถึงกิจกรรมนี้จะสำเร็จไปด้วยดีแล้วพี่ผอบจันทน์คิดว่าพวกหนูจะภูมิใจกับมันหรือคะ” แม้ว่าเนื้อหาจะฟังดูตึงเครียดแต่น้ำเสียงที่พูดกลับราบเรียบเป็นธรรมชาติ มาริสาเริ่มสับสนไม่น้อยว่าตัวเธอมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร รุ่นพี่มธุชาประธานชมรมทำอาหารก็เตือนเธอก่อนหน้านี้แล้วว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับการร่วมมืออย่างดี
‘วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่ในโรงเรียนนี้ไม่ใช่การเดินหนีไป แต่ควรทำให้ทุกคนยอมรับเธอให้ได้’ นี่คือสิ่งที่รุ่นพี่เจ้าเนื้อแนะนำไว้ และมาริสาขบคิดอยู่ตลอดเวลาว่าการทำแบบนั้นไม่เหมาะกับนิสัยของเธอเลยแม้แต่น้อย
“ชาที่หนูชง คงอธิบายด้วยคำว่า ‘เรื่องแค่นั้น’ ไม่ได้หรอกค่ะ” มาริสาพูดอย่างมั่นใจ รุ่นพี่ผมสั้นผู้แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ใช้สายตาจิกมองเด็กสาวรุ่นน้อง ข่มขวัญอย่างชัดเจน มาริสาใช่ย่อย มองตอบโต้กลับด้วยท่าทางปรกติ ยิ้มน้อยๆเหมือนอยากจะลองดีกับรุ่นพี่คนนี้ดูสักตั้ง
“แบบนั้นก็เชิญเธอชงชาเลี้ยงคนมางานคนเดียวเถอะ พวกเราเข้าไปยุ่งจะทำให้ชาของเธอแปดเปื้อนไปเสียเปล่าๆ” ผอบจันทน์ฟังแล้วถึงกับกล่าวอะไรไม่ออกลองยืนมองสถานการณ์หรือทีท่าของมาริสาขอความช่วยเหลือ
“ค่ะ” เด็กสาวตอบกลับทั้งรอยยิ้ม เธอไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากคนที่ไม่เต็มใจอยู่แล้วแต่แรก...
*************
น้ำบริสุทธิ์กว่า ๒๐ ลิตรตั้งไฟเตรียมไว้อยู่แล้วในห้องของชมรมทำอาหาร เกตุมณีที่อาสามาช่วยมองเห็นการเตรียมการของเพื่อนสาวก็รู้สึกแปลกใจที่เหมือนทุกอย่างถูกคาดการณ์เอาไว้ ทั้งที่เกตุมณีเองไม่คิดว่าจะมีเรื่องในลักษณะนี้เกิดขึ้น เพราะภาพที่เธอรับจากวารสารของโรงเรียน ชมรมวัฒนธรรมเป็นแห่งเดียวที่ตัดขาดเรื่องของชนชั้นฐานะทุกคนในชมรมต่างก็เท่าเทียมกัน จนมาวันนี้เธอถึงได้รู้ความจริงว่า เท่าเทียบกันเฉพาะในชมรม
มาริสารีบดับไฟที่เตา หยิบกระปุกใบชาจากกระเป๋าผ้าที่ผอบจันทน์ประธานนักเรียนคนสวยได้เตรียมไว้ให้ นำมาเรียงเปิดออกเทใส่ห่อผ้าขาวและมัดรูดปากถุงไว้อย่างแน่นหนา ใช้เก้าอี้ต่างบันไดปีนขึ้นบนเตาโยนถุงผ้าลงในหม้อ กระบวยยาวถูกใช้ในการกดถุงผ้าให้จมลง เกตุมณีมองการกระทำของเพื่อนสาวแล้วถึงกับส่งเสียงคลางในลำคอ หันซ้ายหันขวาหาสิ่งที่พอจะช่วยได้
คนอื่นๆในชมรมทำอาหารต่างก็กำลังวุ่นวายเกี่ยวกับการจัดขนมลงจานเตรียมรถเข็นออกไปบริเวณที่จัดกิจกรรมเต้นรำวันพุธขึ้น
“ตักใส่กระติกน้ำร้อนแยกเป็นสองถังน่าจะไหวนะ” พยากรณ์รุ่นพี่ร่างสูงผมสลวยยาวถึงสะโพก เดินช้าๆเข้ามาพร้อมกับรถเข็นที่บรรทุกกระติกน้ำสเตนเลสสองถังพร้อมวาวล์เปิดปิดน้ำ
“ขอบคุณค่ะพี่พยากรณ์” เด็กสาวยิ้มรับก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เชื่อมต่อกับรถแขนกลที่ยืมมาจากคณะกรรมการนักเรียน
เนื่องจากโรงเรียนนี้ทั้งครูอาจารย์รวมไปถึงนักเรียนล้วนเป็นผู้หญิง งานหนักๆเช่นการยกอุปกรณ์ขนาดใหญ่หรือของที่หนักมาก จึงมักจะใช้รถแขนกลช่วยทำแทนเพราะสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและแข็งแรงปลอดภัยกว่าการออกแรงยกด้วยกำลังคน
รถแขนกลออกแบบสำหรับการขึ้นบันไดและเคลื่อนที่ในพื้นที่ลาดเอียงด้วยขาทั้งแปดที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว มาริสาเปิดโทรศัพท์ในโหมดคอมพิวเตอร์ไว้ ให้โนโรซ่าภูตดอกไม้ตัวน้อยจัดการควบคุมแขนกลสองคันโดยสั่งผ่านทางจิต ให้เทน้ำชาจากถังที่อยู่บนเตาแยกใส่กระติก เกตุมณีอดแปลกใจไม่ได้เพราะถึงแขนกลจะสะดวกแต่การควบคุมไม่ง่ายเท่าไรนัก บางที่ต้องใช้ถุงมือกับแว่นสร้างภาพจำลองเข้าช่วยในการควบคุม แต่นี่เพื่อนสาวของเธอกลับใช้เพียงโทรศัพท์
“คุณมาริสาใช้มือกลคล่องทีเดียวนะคะ” เกตุมิณีต้องเอ่ยปากชมขึ้นมาขณะมองเห็นมือกลทั้งสองข้างทำงานประสานพร้อมกัน มาริสาได้แต่พยักหน้าเพราะพูดความจริงออกไปก็ไม่เหมาะนัก
“ถ้าได้คนจริงๆมาช่วยจะน่าดีใจกว่า ถ้าไม่ใช่พวกพี่ๆขอให้สู้นี่ฉันไม่อยากจะยุ่งกับคนที่มีท่าทางไม่เป็นมิตรแบบนั้นเลย” น้ำเสียงของมาริสาตัดพ้ออยู่หลายส่วนก่อนจะสั่งให้ โนโรซ่าใช้มือกลเข็นรถที่บรรจุน้ำชาเต็มทั้งสองถังไปยังสถานที่จัดงานเต้นรำของชมรมวัฒนธรรม
“ดิฉันก็มาช่วยคุณมาริสา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นมากกว่า...”
“เพื่อนมีความจำเป็นอยู่แล้ว” มาริสารีบเสริมทันที “ฉันดีใจออกที่มีคนหยิบยื่นความห่วงใยให้” เด็กสาวกล่าวอย่างภูมิใจ เกตุมณีรู้สึกว่าเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีความเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเรื่องของสีหน้าและแววตา อาจจะเป็นเพราะว่าเธอยังไม่เคยมองอย่างจริงจังก็ได้เลยรู้สึกว่ามาริสาเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมากทีเดียว
“เอาล่ะๆ” มาริสาร้องขึ้นเดินนำหน้าไปโดยหันมามองเพื่อนสาวส่งสัญญาณให้เดินตามมา...
*************
มือกลทำงานได้อย่างน่าทึ่ง มันดูคล่องแคล่วสอดประสานกันเกินไปประหนึ่งว่าเพื่อนสาวของเธอกำลังร่ายเวทมนตร์อยู่ เกตุมณีอดเหลียวมองมาไม่ได้ทุกครั้งขณะที่ยกน้ำชามาเสิร์ฟคนที่มาร่วมในกิจกรรม และก็ได้ทราบว่าเวทมนตร์ที่แท้จริงของเพื่อนสาวไม่ใช่เหล่ามือกลที่ทำงานวุ่นวายทั้งเติมและจัดการเรื่องเกี่ยวกับชาอยู่ด้านหลังงานแต่กลับเป็นน้ำชาที่นำออกไปเสิร์ฟ ทุกคนดูดื่มด่ำกับมันอย่างจมลึก แม้แต่พวกรุ่นพี่ที่ดูจะไม่พอใจในการที่มาริสาเข้ามายุ่งวุ่นวายกับกิจกรรมชมรมยังเปลี่ยนท่าทีทันทีเมื่อดื่มชาลงไปทีละน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจก่อนหรี่ตาลงอย่างสงบนั้นกลายเป็นภาพที่ชินตาเสียงเพลงบรรเลงเริ่มดังขึ้นจากคณะเครื่องสายทั้งห้าคน ทั้งหมดพาดจับไวโอลินประทับบนบ่า ขยับเคลื่อนคันชักอย่างพร้อมเพรียง ขับเสียงประสานของเส้นสาย เสียงเปียโนดีดดังร้อยตัวโน๊ตเป็นท่วงทำนองสดใส สอดประสานทำนองจากเครื่องสายทั้งห้าเป็นบทเพลงให้ขับขานเป็นหนึ่งเดียว
นักเรียนหญิงต่างเดินเข้าหาจับคู่ ฝ่ายหนึ่งโค้งฝ่ายหนึ่งรับ โอบไหล่จับมือลดระยะห่างเข้าชิดใกล้เคลื่อนไหวตามก้าวย่างโยกย้ายตามจังหวะเพลง มาริสาเมื่อทราบว่างานเต้นรำเริ่มแล้วค่อยเดินออกมาจากด้านหลังซุ้มของชมรมทำอาหารที่เตรียมเค้กกับชามาสอบถามข้อมูล ทอดสายตามองไปยังลานกว้างอันเป็นสนามหญ้าหน้าเรือนดอกมะลิ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นฟลอร์เต้นรำใช้ในกิจกรรมครั้งนี้ ภาพของการแนบชิดทอดผ่านสายตาระหว่างสตรีเพศ ระรัวหัวใจของเด็กสาวให้ขวยเขินยกมือปิดป้องปากอย่างไม่รู้ตัว
แรกนั้นรู้สึกประหลาดแต่เมื่อพิจารณากลับรู้สึกยินดี เมื่อได้เห็นสีหน้าที่มีความสุขจากทุกคนที่กำลังเคลื่อนไหวโดยรอบบริเวณงาน
“เต้นรำกันมั้ยคะคุณมาริสา” เกตุมณีกล่าวขึ้นพร้อมยืมมือซ้ายออกไป แววตาของเด็กสาวไม่มั่นใจนักแววตาสั่นระริกด้วยเดิมพันหลายส่วน สำหรับมาริสานี่คือการแสดงออกอย่างชัดเจนครั้งแรกของเกตุมณีที่บ่งบอกความหมายแสดงความรู้สึกให้เธอขบคิดถึงนัยที่แอบซ่อนในการกระทำ
“ส่งตาหวานให้กันสักนิดก็คงไม่เป็นอะไรมั้งหรือเธอว่ายังไงเกตุมณี” มาริสากล่าวก่อนยื่นมือวางบนมือของเพื่อนสาวที่ยื่นออกมาเชื้อเชิญ
“ค่ะ...ดิฉันจะพยายาม” เกตุมณีตอบพร้อมจับกุมนิ้วของมาริสาไว้เดินเข้าสู่ฟลอร์สนามหญ้าหน้าเรือนดอกมะลิ
*************
เสียงเพลงที่ดังแว่วออกมาจากนอกชายป่าทำให้สิ่งที่หลับไหลอยู่ภายในค่อยลืมตาตื่นขึ้น ท้องฟ้ามืดประดับพราวด้วยทะเลแสงแห่งดวงดาวระยิบระยับค่อยๆจางหายไป ปลดปล่อยแสงอาทิตย์แห่งทิวากาลอาบร่างของหญิงสาวที่ยืนสงบ กำลังดื่มด่ำในเสียงเพลงที่สายลมพัดพามา เจ้าหญิงแห่งรัตติกาลในฉลองพระองค์คลุมยาวสีดำ พลันเปลี่ยนแปรเยาว์วัยลงกลายเป็นเด็กสาววัยขบเผาะ ชุดคลุมยาวกลับกลายเป็นชุดนักเรียน พระเกศาสีเงินค่อยเข้มขึ้นจนเป็นสีดำ แม้ว่าพลิกกลับจากวัยสาวเต็มตัวสู่เด็กสาวที่ประหนึ่งดอกไม้แรกแย้ม แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นหาได้ลดทอนเสน่ห์ที่ทรงมี พระอุระยังคงอวบอิ่มสมวัย บั้นพระองค์คอดกิ่วพระโสณีโค้งสวย ดังเส้นร่างที่งดงาม เมื่อทรงพระดำเนินเพียงครึ่งก้าวพระวรกายก็ผ่านพ้นจากแนวป่าเคลื่อนหายไปปะปนกับผู้คนที่อยู่ในงานเต้นรำกันยาที่กำลังเล่นไวโอลินอยู่นั้นรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่วูบผ่านเข้ามา เธอกวาดสายตามองรอบหนึ่งก็พบกับ ‘เด็กสาวแปลกหน้า’ ความงามที่โดดเด่นเหมือนยามรัตติกาลที่ฟ้าเปิดนั้น ถึงขยับจัดหมูดาวและดวงจันทร์เคลื่อนย้าย ผิดแปลกไป ก็ยังยังคงความงานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เด็กสาวคนนั้นคือภูตพรายในป่าที่จะออกมาร่วมงานเต้นรำเป็นประจำ แต่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของใครนอกจากกันยา หลายครั้งที่เธอพยายามจะสืบเสาะเรื่องของเด็กสาวแปลกหน้า ทั้งพยายามติดตามพูดคุย แต่สำหรับภูตผีแล้วการหลบหน้าทำได้ไม่ลำบากนัก สุดท้ายสิ่งที่กันยาทำได้เพียงส่งรอยยิ้มให้และรอให้เธอหันมายิ้มตอบจากระยะไกลๆ แต่การที่เด็กสาวคนนั้นเข้าไปโค้งขอเต้นรำกับมาริสานั้นสร้างความเป็นห่วงไม่น้อยต่อกันยา
*************
แวบแรกที่ปรายตามอง มาริสาก็ทราบทันทีว่าเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอซึ่งอยู่ด้านหน้าคือ ลิลิธเจ้าหญิงแห่งรัตติกาล ปิศาจสาวที่สถิตอยู่ ณ วิหารกุหลายที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสวนป่าของโรงเรียน ร่างจำแลงของเธองามหมดจด ไม่ต่างจากยามเมื่อพบกันในโลกแห่งรัตติกาล เพียงแต่ปรับเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยเช่นเรื่องของสีผมและดวงตาเพื่อไม่ให้ดูผิดแปลกจากมนุษย์คนอื่น“เต้นรำกันสักเพลงได้มั้ยคะคุณมาริสา” ลิลิธเอ่ยปากขึ้นพูดจาแบบปรกติอย่างที่ทุกคนในโรงเรียนใช้กัน เกตุมณีแม้รู้สึกแปลกใจแต่ก็สนับสนุนหากมาริสาจะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาบ้าง
“เดี๋ยวดิฉันขอพักไปดูขนมเค้กของพี่มธุชาหน่อยนะคะ” เกตุมณีขอตัว มาริสาพยักหน้ารับ
“อาอือ เดี๋ยวฉันจะตามไปแล้ว” เธอทิ้งท้ายก่อนหันมามองลิลิธด้วยความสงสัย เจ้าหญิงแห่รัตติกาลไม่กล่าวอะไรเพียงยืนมือออกไป มาริสาวางมือลงก่อนทั้งสองจะเดินเข้าสู่ฟลอร์สนามหญ้าอีกครั้ง
“คุณจะมาเอาโนโรซ่าคืนเหรอ” มาริสาถามไขข้อข้องใจที่ค้างคามานาน
“ในเมื่อท่านเป็นคนอันเชิญเด็กคนนั้นมาด้วยตนเอง ข้าก็ไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้”
“แล้ว?”
“ข้าเพียงมาเต้นรำเท่านั้น”
“ได้ยินแบบนั้นฉันก็โล่งใจ” มาริสาตอบพลางหันมาจับที่ไหล่ของลิลิธ ก่อนจะเริ่มก้าวเดินไปตามเสียงเพลงบรรเลง
“ซึ่งงานเลี้ยงนี้จะทำให้ทราบว่า เด็กสาวคนไหนที่ข้าควรหยิบยื่นความฝันอันเย้ายวนให้”
“ฟังดูเหมือนคุณจะชอบเรื่องแบบนี้” น้ำเสียงของมาริสาคล้ายดูแคลน แต่ก็ยังไม่กล้าว่ากล่าวปิศาจสาวซึ่งกำลังเต้นรำกับเธอ
“ข้าเพียงชมชอบอารมณ์รัก ซึ่งเป็นนิสัยที่ติดมาจากมารดาข้า มนุษย์ก็ชมชอบมันไม่ใช่หรือ”
“ก็มั้ง แต่ให้รับรู้ความรู้สึกตอนเวลานั้นของคนอื่นฉันว่า...”
“คงประหลาด” ลิลิธอ่านใจของมาริสากล่าวแทนพร้อมกับรอยยิ้มอย่างขบขัน “ท่านเองก็อดใจแทบแย่ไม่ใช่หรือ เวลาประสานสายตากับเพื่อนสาว อยากลิ้มรสริมฝีปากหวานนั้นใจจะขาด แต่กลับกลัวว่าจะสานต่อไม่ถูก เพราะใจหนึ่งก็โบยบินไปหาหญิงอีกนางซึ่งบรรเลงเพลงหวานเสนาะหูอยู่ ท่านว่าประหลาดมั้ย” ปิศาจสาวหัวเราะคิก เด็กสาวหน้าแดงวูบแต่ยังคงมีสติตอบโต้ได้
“ไอ้ความคิดที่วูบวาบขึ้นมาของมนุษย์นี่...คุณอย่าเอามาเป็นจริงเป็นจังได้มั้ย”
“นั้นก็แค่สนุกกับความน่าจะเป็น สำหรับข้าก็เช่นเดียวกัน” ลิลิธอธิบาย มาริสาได้คิดตามจึงรู้สึกว่าเรื่องที่เธอคิดแย่ไม่แพ้กันกับการกระทำของปิศาจสาว
“แต่เพราะพวกข้าไม่มีจิตนาการนั้นละคือเหตุผลว่าทำไม จึงเปรียบเทียบความฝันอันเย้ายวนของพวกท่านนั้นว่าขนมหวาน” ลิลิธทอดสายตาเหงาๆให้กับมาริสา ความรู้สึกนั้นดูคุ้นเคยเหมือนพบเห็นแววตานี้เมื่อนานมาแล้ว
“คุณทำไมไม่ลบความทรงจำของฉัน” มาริสาเปลี่ยนเรื่องพูดยกอีกคำถามค้างคาใจขึ้นกล่าว
“ข้าพยายามลบแล้ว แต่เพราะว่า...มันมีผลกระทบ จึงต้องหยุด ข้าตอบท่านได้เพียงเท่านี้” ลิลิธออกตัว แววตาของปิศาจเหมือนเก็บความตื่นเต้นไม่อยู่ ทั้งยังไม่กล้าสบตาเธออย่างเช่นที่ผ่านมา
“เกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ฉันเรียกโนโรซ่าได้สินะ”
“ใช่”
“เพราะอะไรฉันถึงรู้วิธีเรียกเด็กคนนั้น”
“ข้าไม่สามารถตอบได้”
“ไม่รู้หรือเพราะต้องปิดบัง”
“แรกนั้นเพราะไม่รู้ แต่ตอนนี้ต้องปิดบัง” ลิลิธตอบตามตรงเหมือนรู้นิสัยของมาริสา ว่าไม่สามารถดื้อดึงต่ออะไรที่ตรงไปตรงมา “ข้าไม่อยากให้ชีวิตในฐานะมาริสาของท่านต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะข้า หากเกิดอะไรขึ้นความผิดบาปก็จะตกลงมาและกักเก็บไว้ในในหัวใจไม่จางหาย อายุของข้านั้นยาวนาน ความทรงจำของข้าคงอยู่ตลอดไปจนกว่าวิญญาณนี่จะสิ้นพลังงานหล่อเลี้ยง มันคงทรมานไม่ใช่หรือ? หากข้าเกิดความรู้สึกผิดแม้เพียงน้อยนิด”
นั้นคือการขอความเห็นใจ?
มาริสาสงบลงไม่กล่าวอะไรต่อ ได้แต่เต้นรำไปตามเพลงอีกครู่หนึ่งจึงขอตัวต่อลิลิธ เพราะรู้สึกเหนื่อยเกินไปที่จะเต้นรำในขณะที่หัวใจเต็มไปด้วยความสงสัย
“เช่นนั้นท่านก็ไปพักผ่อนเถอะ” ลิลิธกล่าวก่อนเดินนำไปออกไป มาริสาสังเกตเห็นว่าปิศาจสาวจับจ้องมองไปยังคนสองคนที่ยืนเคียงกันคือ ศุษิระ กับ พิณพาทย์ ประธานชมรมดนตรีที่หนึ่งและสี่ที่ปรกติทำตัวเหมือนน้ำกับน้ำมัน เพราะชมรมดนตรีที่หนึ่งไม่ต้องการให้มีชมรมดนตรีที่สี่อยู่ในหอระเบียงวาทกะ
“พี่สองคนนั้นมีอะไรหรือทำไมคุณต้องจ้องมองแบบนั้นด้วย” มาริสาถามต่อลิลิธ
“ข้าเพียงสงสัยว่ารสชาติความฝันของทั้งสองจะน่าตื่นเต้นขนาดไหน เพียงแต่ข้านั้นไร้จิตนาการคงได้แต่ลิ้มรสโดยสัมผัสผ่านชิวหา” ลิลิธยิ้มกริ่ม
“ไม่ได้นะ คุณจะเล่นสนุกกับความรู้สึกของมนุษย์แบบนี้...”
“หรือท่านจะมอบความฝันของท่านให้แทน” ลิลิธรีบยื่นข้อเสนอ “รสชาติของสตรีสามนางหยิบยื่นปนเปรอสัมผัสละมุนออกจะเผ็ดร้อนไปสักนิดสำหรับข้า แต่หากเทียบกับสุราร้อนแรงสัมผัสยามไหลผ่านลำคอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าน่าหลงไหล” ลิลิธเผยรอยยิ้มประดับมุมปาก เมื่อสัมผัสถึงความลังเลที่มาริสามีต่อข้อเสนอที่หยิบยื่นให้
“คุณนี่น่ากลัวชะมัด...”
“ท่านว่าข้าน่ากลัว เพียงเพราะเท่าทันความในใจท่าน แต่อย่าลืมว่าข้านั้นเปิดเผยอย่างชัดเจน หากท่านไม่ก้าวเข้ามา ข้ามิมีหวังสมประสงค์ในสิ่งที่ต้องการ”
“ถึงแบบนั้น...ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดี” มาริสาพยายามคิดหาเหตุผลอันสมควรแต่ดูเหมือนจะยากเกินไป
“อย่ากังวลไปเลย เด็กสาวทั้งสองนั้นต่างประสงค์ในอ้อมกอดของกันและกัน เพียงแต่มีข้อกริ่นเกรงมากเกินไป ไม่มั่นใจว่าจะสานต่อความสัมพันธ์นั้นให้ยืนยาว ในใจของทั้งสองได้แต่เพียงเต้นรำกันในจิตนาการ ท่านไม่คิดหรือว่า...มันช่าง น่าทุกข์ระทม” ลิลิธนั้นล่อลวงแต่เธอไม่โกหก
“ถึงจะเหลือเชื่อ แต่ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูดมันก็น่าเศร้า คุณไม่ใช้เวทมนตร์ทำให้ทั้งสองเต้นรำกันล่ะ”
“ข้าจะทำให้ทั้งสองสัมผัสกันลึกซึ้งยิ่งกว่าเต้นรำ” ลิลิธยิ้มอย่างสนุกสนาน
“แต่ก็แค่ในโลกรัตติกาลของคุณ สุดท้ายความทรงจำก็ถูกขโมยไป แล้วจะมีประโยชน์อะไร” มาริสาโต้เถียง
“ข้าต้องทำอะไรให้เป็นประโยชน์ด้วยหรือ”
“ปิศาจต้องมีการหยิบยื่นและตอบแทน แต่ถ้าให้ความสุขแต่ขโมยความจำแล้วมันจะแตกต่างอะไรกับการเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว” มาริสายกเหตุผล ลิลิธลอบยิ้มจางๆ กับการจับเหตุผลนั้นเหตุผลนี้ใส่เข้าไปของมาริสา
“ความเป็นมนุษย์ทำให้ท่านลืมเลือนไปแล้วกระมั้ง อา...ไม่ข้า” ลิลิธนิ่งไปก่อนฝืนยิมออกมา ลิลิธเก่งในการล่อลวงแต่โกหกนั้นกลับไม่แนบเนียนเอาเสียเลย รอยยิ้มนั้นผิดสังเกตแต่มาริสารทราบว่าหากเธอคาดคั้นย่อมไม่เกิดประโยชน์
“คุณว่ามาใหม่เถอะ” มาริสากล่าวน้ำเสียงดูข้อร้องจริงจัง ไม่อย่าจะพลาดในสิ่งที่ปิศาจสาวกำลังจะบอกเล่า ลิลิธใช่ว่าไม่ทราบในเจตจำนงของมาริสาแค่พิจารณาแล้วว่าเรื่องราวนี้สามารถพูดถึงได้
“สิ่งที่กระทำไปแล้วไม่ว่าลืมเลือนหรือจดจำแต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ทราบว่าท่านพอจะจับใจความได้หรือไม่”
“ดูเป็นคำคม” มาริสาหรี่ตามองปิศาจสาวอย่างสงสัย
“อธิบายได้ยากลำบากยิ่ง กล่าวได้ว่าหากท่านเชื่อในเรื่องของภพภูมิ สิ่งที่กระทำในชาติที่แล้วแม้ว่าในปัจจุบันจะลืมเลื่อนไปจนหมดสิ้นแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบกับท่านในกาลนี้” ลิลิธตั้งข้อสังเกต
“ฉันว่า...ฉันพอจะเข้าใจ คุณจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น แต่มันขัดแย้งจน...”
“ข้ายินดีที่ท่านยังเข้าใจ ลิลิธกล่าวทิ้งท้ายก่อนร่างนั้นจะพลันหายไป ในวินาทีนั้นคนที่เคยเห็นหรือจับจ้องมองลิลิธอยู่ก็ลืมเลื่อนเรื่องของเด็กสาวแปลกหน้าไปหมดสิ้นไม่เหลือบันทึกในความทรงจำ ยกเว้นแต่มาริสาและกันยาที่จับจ้องมองเด็กสาวแปลกหน้ากับรุ่นน้องของเธอ พูดคุยกันอยู่นานสองนาน...”
*************
หลังจากจบกิจกรรมมธุชารุ่นพี่ร่างอวบ จัดแบ่งขนมเค้กที่ทำมาใส่กล่องกระดาษให้กับมาริสาถือกลับบ้าน เด็กสาวจัดของอยู่พักใหญ่สลับซ้ายขวาสุดท้ายก็ต้องถือของเต็มสองมือ สวมชุดผ้าคลุมตัวยาวยืนรออยู่ ณ ป้ายหยุดรถประจำทาง แต่ไม่ทันไรรถนอกสีน้ำเงินหรูก็กลับมาจอดเทียบท่าแทน ประตูถูกเปิดออกด้านในพบว่ากันยานั่งอยู่ด้านหลัง รุ่นพี่คนสวยส่งสายตามองมาทางเธอพร้อมพยักหน้าเล็กน้อยให้รุ่นน้องขึ้นมาบนรถ มาริสาปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายเมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปสิ่งแรกที่มาริสาได้ยินคือเสียงถอนหายใจของกันยา ฟังดูเหนื่อยๆจนเด็กสาวต้องหันมองแต่จะถามออกไปก็ไม่กล้าเท่าไรนัก เพราะกันยากำลังเอนหลังพักผ่อน เมื่อมองจากด้านที่มาริสานั่งอยู่ขนตาที่เป็นแพสวยขณะหลับตาลงนั้นกลับน่ามองที่สุด ดึงดูดเด็กสาวให้พิจารณ์อย่างเพลินตา คิดอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสเล่นแต่ก็กระไรอยู่
กันยาลืมตาขึ้น หันไปประสานสายตาของมาริสาที่จ้องอย่างไม่วางตาก็รู้สึกแปลกใจ
“จ้องอะไร...หือ?”
“ขนตาพี่กันยาสวยดีนะคะ ตอนหลับตาก็สวย ตอนลืมตาก็สวย” กันยาปั้นหน้าไม่ถูก รู้สึกเขินเมื่อถูกชมซึ่งหน้า ด้วยเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“อะไรของเธอนี่” กันยากล่าวก่อนหลบสายตากลับไปนั่งตัวตรง แต่มาริสาจับจ้องพิจารณ์ไม่เลิกรา กันยารู้สึกแล้วว่าปล่อยให้เงียบอยู่แบบนี้คงเป็นเธอต้องเขินตายเพราะสายตาของรุ่นน้องที่จ้องเธอเป็นจริงเป็นจัง
“ชาที่เธอชงดูเหมือนว่าคนอื่นๆจะชอบกันนะยกเว้นมาธุสร”
“อ๋อค่ะ ก็คงเป็นแบบนั้น...”
“เค้าเป็นตัวเก็งประธานนักเรียนคนต่อไปนะ หลายๆคนเลยเกรงใจด้วย ถ้า...ผลตอบรับของชา...”
“ไม่เป็นไรหรอกคะ ถ้าปรกติหนูคงไม่สนใจหรอก แต่เพราะพี่มธุชากับพี่พยากรณ์ขอให้หนูลองทำตามที่พี่ผอบจันทน์ต้องการ แล้วหนูก็รู้สึกว่าไม่ได้ยากลำบากอะไร...ก็เลยทำตามอย่างที่พวกพี่ต้องการ” มาริสาอธิบาย กันยานั่งนิ่งไปพักหนึ่งก่อนอดถอนหายใจไม่ได้
“ไม่เข้าใจเลยว่าพี่ผอบจันทน์กำลังทำอะไรกันแน่”
“น่ากลัวว่าพี่เค้ากำลังสนุกกับการแก้ปัญหาให้เด็กไร้เพื่อนอย่างหนูมากกว่าค่ะ ถึงพยายามเหลือเกินให้มีสังคมเหมือนคนอื่นเขา แต่ก็น่าจะดูสักหน่อยนะว่าหนูเป็นไง”
“ก็ทำได้ดีนะ ชาของเธอทำให้ทุกคนเกิดความสนใจเธอได้ แต่...คงคาดหวังกับการแสดงออกไม่ค่อยได้... มาธุสร...ค้านเต็มที่เรื่องที่จะให้เธอมาชงชาในงาน ทางนั้นพูดด้วยว่าความสำเร็จของกิจกรรมที่จัดไม่ได้อยู่ที่น้ำชาในงานอยู่แล้ว”
“ก็เหมือนไม้ประดับ หนูว่าพี่เขาคงแบบนั้น” มาริสาเสริมอย่างเห็นด้วย
“ฉันไม่ชอบแนวคิดแบบนี้เลย”
“หนูก็ไม่ชอบ ถ้าจะให้พูด...สังคมของโรงเรียนนี้ก็ประหลาดจนตอนแรกหนูทนแทบจะไม่ไหวเหมือนกัน”
“ที่อยู่นี่เพราะเธอไม่อยากแพ้หรือเปล่ามาริสา” กันยาถามเสียงเข้ม เด็กสาวรุ่นน้องพยักหน้า
“ก็แค่ส่วนหนึ่งค่ะ แต่หนูอยากจะพยายามให้ถึงที่สุดก่อน” มาริสาตอบแววตาแจ่มใส กันยาได้ฟังถึงกับยิ้มออกมา
“แต่ดูแล้วเธอก็ไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แถมยังมองพวกรุ่นพี่ไม่อยู่ในสายตายิ่งกว่าเมื่อก่อน”
“หนูอ่อนน้อมกับคนที่ควร และแข็งกร้าวกับคนที่ควร เช่นกัน”
“นั่นสิที่น่าเป็นห่วง” กันยาคิดถึงเรื่องของตัวเองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนอย่างโดดเดี่ยว
“แหม ถึงจะหงิกๆงอๆ แต่หนูก็พยายามจะเป็นดอกไม้ในแบบของหนู ไม่เข้าพวกแต่กลับต้องจัดแจกันอย่างดีประดับไว้ให้เด่นกลางงาน” มาริสาตอบน้ำเสียงชัดเจนแม้จะปิดบังท่าทางเคอะเขินได้ไม่มิดนัก กันยาเสียอีกต้องคิดตาม เธอเป็นดอกไม้แบบไหนกัน? สวยงามแต่ไร้รสชาติเช่นนั้นหรือ?
จบ ฟาวเวอร์ แซงก์ทีตี ตอนที่ ๙ หอระเบียงวาทกะ(๘)
สวัสดีครับ หายไปนานตอนนี้กลับมาพร้อมได้รับทราบความไร้สามารถของตัวเองเพิ่มขึ้นๆ T_T
FS ตอนนี้นั่งแก้คำพูดนานมากเพราะทิ้งไปนานลืมวิธีการพูดจากของแต่ละคน ไม่รู้จะพูดยังไง กลับไปนั่งอ่านๆของเก่าอยู่พักแก้ไปด้วย จะพยายามลงทุกสัปดาห์ครับ ขอความกรุณาทุกท่านเช่นเคย m(_ _)m
ขอบคุณ Witna ที่ช่วยดูแลเรื่องคำผิดในตอนนี้ครับ m(_ _)m
edit @ 2 Jul 2008 04:31:47 by ~fs writer~